All posts tagged thriller
The Girl with the Dragon Tattoo: ผู้หญิงมันร้ายเพราะผู้ชายมันเลว (B+)
ถ้าพูดถึงหนังสืบสวนสอบสวน ก็มีมากมายหลายสไตล์รวมทั้งวิธีในการนำเสนอเรื่องราวที่ต่างกันออกไป สำหรับ The Girl with the Dragon Tattoo ซึ่งเป็นหนังที่สร้างจากนวนิยายสุดดังของ Stieg Larsson ก็เป็นเรื่องที่มีความรุนแรง กดดัน และข้นคลักไปด้วยความมืดหม่นจากทั้งคดีที่เรื่องกำลังพาผู้ชมเดินเข้าสู่เขาวงกตที่วกไปวนมา เช่นเดียวกับตัวละครที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดและมืดสนิทอย่าง Lisbeth Salander ซึ่งแม้ว่าองค์ประกอบต่างๆ จะชวนให้คิดแว่บแรกถึงบรรยากาศหดหู่เหลือทน แต่ท้ายที่สุดแล้ว The Girl with the Dragon Tatto ก็เป็นเรื่องชั้นเยี่ยมที่ทำให้คุณอึ้งและทึ่งได้ตั้งแต่ต้นจนจบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ผู้กำกับมือฉมังกับหนังอย่าง David Fincher มานั่งแท่นผู้กำกับด้วยแล้ว ชั้นเชิงอันแพรวพราวของเขาเลยทำให้หนังเวอร์ชั่นฮอลลีวู้ดเลยเป็นการรีเมคได้โดดเด่นไม่แพ้ต้นฉบับจากสวีเดนเลยทีเดียว เรื่องราวของ The Girl with the Dragon Tattoo …
Drive Angry 3D – บ้าแบบคัลท์ (C)
ฉากเปิดตัวหนังด้วยรถที่ขับพุ่งออกมาจากนรกก่อนจะขับไล่ล่ารถอีกคันจนพลิกคว่ำ พระเอกเดินออกมาแบบเท่ห์ๆ แล้วชักปืนลูกซองยิงผู้ร้ายมือขาดกระเด็น เลือดสดๆ นองจอพร้อมกับแผลแหวะๆ จากนั้นคุณก็จะได้พบกับเรื่องราวของลัทธิซาตาน กับขับรถยิงกันแบบไร้เหตุไร้ผล และยมฑูตมาดเท่ห์ในสูทฮิวโก้บอส... คุณคงอยากจะอุทานว่า Drive Angry มันเป็นหนังอะไรของมันกัน(วะ) !!?? จะว่ากันง่ายๆ แล้ว Drive Angry น่าจะเป็นโปรเจคหนังแอ๊คชั่นเกรดบีที่พยายามจะเป็นหนัง 3มิติให้เข้ากระแส เรื่องราวของพ่อที่แหกนรกออกมาตามฆ่าเจ้าลัทธิซาตานที่สังหารลูกสาวตัวเองไปแล้วเตรียมบูชายัญทารกซึ่งหลานสาวของเขาจึงกลายเนื้อเรื่องที่บ้าๆ บอๆ เอาเหตุเอาผลกับมันไม่ได้เช่นนางเอกจู่ๆ ก็พร้อมตกกระไดพลอยโจนไปกับคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่แถมเรียกห่ากระสุนและคมดาบมากันเป็นว่าเล่น หรือไม่ก็ตำรวจรัฐที่แค่เห็นตรา FBI ก็ยอมเชื่อทุกอย่างแม้กระทั่งการสั่งให้จับตายแทนที่จะจับเป็นเพื่อแลกกับการเลื่อนตำแหน่งกับขึ้นเงินเดือน!! และถ้าเรามองพื้นฐานของการเป็นหนังเกรดบีประเภทคัลท์แล้วล่ะก็ แน่นอนว่า Drive Angry จัดเต็มกับฉากรุนแรงเลือดสาด
Limitless: สมองไร้ขีด ไอเดียล้ำที่น่าสนใจ (B)
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราสามารถใช้สมองของเราได้ 100% แทนที่จะเป็นเพียงแค่ 20% นั่นคือ Premise (เงื่อนไขสมมติฐาน) ของ Limitless ที่ทำให้เราทึ่งแล้วก็ลุ้นไปกับตัวละครที่เผชิญเข้าไปสู่ภาวะ "อัจฉริยะ" เอ็ดดี้ มอร์รา นักเขียนผู้ล้มเหลวกับชีวิตเส็งเคร็งทั้งการงานและความรัก บังเอิญพบกับพี่ชายอดีตภรรยาและทำให้ได้รับยา "เอ็นซีที" ที่ถูกบรรยายสรรพคุณว่าทำให้สมองทำงานได้อย่างเต็มขีดความสามารถ ซึ่งแรกเริ่มเอ็ดดี้ก็ไม่ได้สนใจอะไรออกไปทางไม่เชืื่อเสียด้วยซ้ำ แต่คนขี้แพ้อย่างเขาก็ไม่มีอะไรจะต้องเสียจึงลองกินยานั้น ก่อนที่จะทำพบว่าเขากลายเป็นอัจฉริยะในไม่กี่วินาที ตั้งแต่สามารถเขียนต้นฉบับที่ไม่เคยคิดออกจบได้อย่างรวดเร็ว เรียนเปียโนและภาษาอื่นๆ ได้ภายในไม่กี่วัน ความทรงจำในทุกอนูของชีวิตสามารถเรียกกลับมาใช้ได้ทันทีทั้งที่ปรกติมันถูกหลงลืมค้างอยู่ในความทรงจำลึกๆ ของสมอง เมื่อมี "อำนาจ" และ "ความสามารถ" อันเหลือล้น
Winter’s Bone: หนาวยะเยือก ลุ้นระทึก (B+)
เมื่อพูดถึงหนังนอกกระแสแล้ว หลายคนก็มักจะติดภาพว่าเป็นหนังเซอร์ๆ ฟุ้งๆ จนจับอะไรกันไม่ค่อยจะได้ หรือไม่ก็หนังทุนต่ำประเภทอินดี้จ๋าตามใจผู้กำกับ แต่ Winter's Bone นั้นกลับกลายเป็นหนังนอกกระแสที่ทำออกมาได้ดีเยี่ยมชนิดที่เข้าใกล้เคียงกับหนังในกระแสที่เต็มไปด้วยคุณภาพจากเนื้อเรื่อง บรรยากาศ และการแสดงอันยอดเยี่ยม Ree เป็นหญิงสาวอายุ 17 ปีที่ต้องดูแลน้องชายและน้องสาวพร้อมทั้งแม่ซึ่งป่วยจนช่วยตัวเองไม่ได้ ชีวิตประจำวันของเธอจึงอยู่กับการพยายามหาทางเลี้ยงดูทุกคนในบ้านซึ่งตั้งอยู่บนป่าในหุบเขาที่ห่างไกลจากเมืองและ "ความเจริญ" แต่ทุกอย่างก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปเมื่อวันหนึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งว่าพ่อของเธอไม่ยอมไปปรากฏตัวที่ศาลพร้อมทั้งนำบ้านและทรัพย์สินทั้งหมดไปประกันเงินกู้ของตัวเอง แน่นอนว่านั่นทำให้ Ree มีเวลาอีกไม่มากนักที่จะต้องหาตัวพ่อของเธอให้เจอก่อนที่จะต้องสูญเสียบ้านและทำให้ครอบครัวของเธอไม่มีที่อยู่ ตัวปมปัญหาของตัวละครนั้นอาจจะดูไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่อะไรนัก แต่หนังก็สามารถใช้บทและบรรยากาศเพิ่มน้ำหนักให้มันจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่แสนหนักอึ้งของ Ree จนเธอต้องออกไปค้นหาและพบปะทั้งเพื่อนบ้าน ญาติ รวมทั้งคนในชุมชนซึ่งดูไม่เป็นมิตรกับสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่เสียเลย แต่แม้ว่าความลับเกี่ยวกับการหายตัวไปของพ่อเธอนั้นจะนำเธอไปสู่การต่อสู้ที่หนักหนาสากันเพียงใด เธอก็ต้องสู้กับมันให้ได้ สิ่งที่หนังนอกกระแสเรื่องนี้ซึ่งดัดแปลงมาจากนวนิยายชื่อเดียวกันทำได้อย่างดีเยี่ยมนั้นมีหลายอย่าง อย่างแรกคือบทที่เล่าเรื่องอย่างแยบคาย ที่แม้อาจจะค่อนข้างเงียบและนิ่งอยู่บ้างพอสมควร
Source Code: ไอเดียล้ำ แต่ทำให้ง่าย (B+)
เราเคยไปอึ้งงงและทึ่งไปพร้อมๆ กันกับ Inception ที่ว่าด้วยโลกห้าโลกที่ซ้อนทับกันไปมาแล้ว Source Code ก็จะพาเราไปเจอสถานการณ์ที่คล้ายๆ กันของโลกสองโลกที่คู่ขนานกันนั่นแหละ มันอาจจะไม่เฉียบขาดและลึกล้ำเท่า แต่มันก็เข้าใจง่ายกับไอเดียเด็ดๆ ของ Sci-Fi Thriller เรื่องนี้ พร้อมกับความสนุกแบบลุ้นระทึกกันเลยทีเดียว เรื่องราวของ Source Code นั้นเริ่มเมื่อกัปตันโคลเตอร์ สตีเว่นตื่นขึ้นมาในรถไฟแห่งหนึ่งซึ่งในไม่ช้าก็ถูกระเบิดจนมีผู้เสียชีวิตมากมาย และเมื่อเกิดเหตุระเบิดขึ้นเขาก็ถูกดึงกลับไปในแคปซูลและพบว่าตัวเองอยู่ในโปรเจค "Source Code" ที่ทำให้เขาสามารถเข้าไปใช้ความทรงจำและประสบการณ์ร่วมกับหนึ่งในผู้โดยสารที่อยู่บนรถไฟดังกล่าวได้เป็นเวลา 8 นาทีก่อนเสียชีวิต ภารกิจสำคัญของเขาคือการค้นหาให้ได้ว่าใครคือผู้ก่อการร้ายเพื่อที่ตำรวจจะสามารถเข้าจับกุมได้ก่อนจะเกิดเหตุวินาศกรรมครั้งต่อไป ฟังๆ ดูก็เหมือนหนังสืบสวนสอบสวนทั่วไปที่ใช้กลไกของเทคโนโลยีเข้ามาสืบสวนโดยมีเงื่อนไขแปลกๆ เข้ามานั่นคือ







Recent Comments