All posts tagged thai
อุโมงค์ผาเมือง: การติดหล่มบนการดัดแปลง (C+)
ในยุคก่อนที่ภาพยนตร์จะเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันนั้น ละครเวทีก็เป็นศิลปะการแสดงที่ได้รับความนิยมรวมทั้งกลายเป็นหนึ่งในมโหรสพหลักสำหรับความบันเทิงและการถ่ายทอดความคิด ปรัชญาต่างๆ ดังที่เห็นได้จากงานวรรณกรรมละครเอกในอดีตกาล แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป การเข้ามาของภาพยนตร์ก็ทำให้ผู้กำกับและผู้เขียนบทหลายคนหยิบนำบทละครเวทีที่มีชื่อเสียงหรือทรงคุณค่า แปรเปลี่ยนรูปให้อยู่บทแผ่นฟิลม์ เปลี่ยนวิธีการสื่อสารเสียใหม่ ตีความต่างไป ปรับเปลี่ยนโครงเรื่อง ฯลฯ ซึ่งก็อยู่แต่กระบวนท่าและชั้นเชิงของผู้สร้างอันมีทั้งที่โด่งดังยอดเยี่ยมไปเลยจนถึงผิดพลาดล้มเหลว “ราโชมอน” ก็เป็นหนึ่งในบทละครเวทีไทยโดย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมท ที่มีคุณค่าทั้งด้านบทที่คมคาย ตลอดจนความคิดที่แฝงปรัชญาความคิดที่ลึกซึ้งจนกลายเป็นหนึ่งในงานบทละครที่นักเรียนศิลปะการแสดงในปัจจุบันต้องร่ำเรียนอยู่เรื่อยๆ และมาวันนี้ก็ได้หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล นำมาเล่าใหม่ในแบบฉบับภาพยนตร์โดยปรับแต่งในรูปลักษณ์ที่ต่างออกไปจากเดิมภายใต้ชื่อ “อุโมงค์ผาเมือง” ซึ่งจะว่าไปแล้ว ก็ถือเป็นภาพยนตร์ที่ได้ผลบุญจากบทประพันธ์ดั้งเดิมที่แข็งแรงอยู่มากพอสมควร แต่ก็น่าเสียดายที่ “อุโมงค์ผาเมือง” กลับติดกับดักของการเปลี่ยนรูปจากละครเวทีมาเป็นภาพยนตร์ เช่นเดียวกับที่พลาดพลั้งในเรื่องการตีความที่ไม่สามารถนำตัวผลงานให้ดำดิ่งลงไปในปรัชญาแก่นแท้ของมนุษย์ได้อย่างที่ต้นฉบับทำไว้ “อุโมงค์ผาเมือง” ใช้ฉากหลังเป็นปีพ.ศ. 2110 ที่นครผาเมือง พระหนุ่ม (มาริโอ้ เมาเร่อ) กำลังออกจากนครหมายสึกออกจากการเป็นสงฆ์ แต่ก็ต้องติดฝนร่วมกับคนตัดฝืน (เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา) …
รักจัดหนัก: หนักได้อีก (B-)
ความรัก คึกคะนอง เซ็กส์ เหล้า มักเป็นประเด็นที่หยิบยกมาขยำรวมและโยนให้กับ "วัยรุ่น" ให้เห็นสภาวะความเหลวแหลกและปัญหาของคนที่ยังอยู่ในวัยที่ไม่พร้อมจะรับศึกหนักของชีวิต โดยส่วนมากเรามักเห็นมันออกมาในสภาวะที่หดหู่ กดดัน และตึงเครียด แต่ "รักจัดหนัก" กลายเป็นหนักที่ไปในอีกทางที่ให้เราได้เห็นมุมของความหนักอึ้งของปัญหาที่วัยรุ่นต้องแบกไว้จากความไม่รู้เดียงสาของพวกเขาอย่างผ่อนคลายและไม่ตึงเครียดจนเกินไป แต่ก็เพราะการที่มันไม่ "ตึง" นั่นแหละ หนังก็เลยไม่ได้ "หนัก" แบบที่หน้าหนังขายเราไว้สักเท่าไร "ไปเสม็ด" ของภาส พัฒนกำจร และ ไพรัช คุ้มวัน เป็นเรื่องแรกที่หนังพาเราไปรู้จักกับวิทและแอน สองเด็กม.ปลายที่เพิ่งสมหวังกับการแอดมิชชั่นและไปเที่ยวกันแบบสุขใจที่เสม็ด ก่อนจะกลับมาสู่โลกความจริงแล้วพบว่าแอนอาจจะกำลังตั้งท้อง ชีวิตและอนาคตที่กำลังจะสดใสถูกโยนโครมด้วยความกดดันและพวกเขาก็ได้พบว่าอะไรๆ มันก็ไม่ได้ง่ายเหมือนตอนที่พวกเขาจับมือกันเดินเข้าห้องพักที่เสม็ดหรอกนะ ในส่วนของ
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชภาค 4 – ศึกนันทบุเรง: ดีขึ้นแต่ยังไม่ถึงขั้น (B-)
การทำหนังประวัติศาสตร์สงครามคงจะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเก็บครบรายละเอียดให้ได้หมด และมันก็คงจะประหลาดพอๆ กันกับการจะพยายามมีทุกอย่างให้หมดในหนังเรื่องเดียว นั่นเป็นปัญหาสำคัญที่ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชของท่านมุ้ย หม่อยเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคคล เจอมาตลอดโดยเฉพาะกับภาคก่อนหน้านี้ "ยุทธนาวี" ที่กลายเป็นหนังสะดุดขาตัวเองล้มคว่ำไม่เป็นท่าพร้อมกับความเหนื่อยหน่าย ยืดและเยอะของตัวหนัง ซึ่งก็ยังดีที่ "ศึกนันทบุเรง" ที่เป็นภาคต่อมานั้นดูจะรู้ปัญหาดังกล่าว ทำการปรับแก้ไขให้ดีขึ้น แต่ก็ยังแก้ได้ไม่หมดครบถ้วนหรอกนะครับ... หลังจากที่สู้รบพ่ายแพ้ให้กับพระนเรศในภาคที่แล้ว ฝ่ายพระเจ้านันทบุเรงก็เป็นเดือดเป็นแค้นยิ่งจนประกาศจะยกทัพกษัตริย์พร้อมทหารกว่า 250,000 คนเข้าบุกโยเดีย (อโยธยา / อยุธยา) ให้จนได้ ทางฝ่ายอโยธยาจึงต้องวางแผนกำลังเพื่อรับศึกใหญ่ที่กำลังยกเข้ามาประชิดอย่างรวดเร็ว แต่ภายใต้บรรยากาศของสงครามนั้น ก็ใช่ว่าหัวเมืองต่างๆ จะสามัคคีร่วมมือร่วมใจกัน จนเป็นเหตุให้พระนเรศและกองทัพต้องเข้าปราบปรามผู้ที่คิดแข็งข้อทรยศก่อนที่จะเสียเกินแก้ แต่การศึกสงครามของทัพพม่าในครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนๆ นัก แม้พระนเรศจะทำการรบแบบผิดจารีต
โขนชุดศึกมัยราพณ์: คุณค่าที่คนไทยคู่ควร(จะดู) (B+)
ผมเชื่อว่าเรารู้จักโขนกันตั้งแต่สมัยเด็ก พร้อมกับบทเรียนในหนังสือ รวมทั้งรายการทีวีเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยต่างๆ นานา แน่นอนว่าในลึกๆ แล้วเรารู้ดีว่านี่คือศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยที่มีคุณค่ามากมาย แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรกันที่เราคนไทยหันมามองเห็นโขนอีกทีก็กลายเป็นการแสดงประดับร้านอาหารหรือโรงแรมให้นักท่องเที่ยวฝรั่งมาดู ในขณะที่คนไทยส่วนใหญ่ไปบ้าเห่อของนอกกันหมดพร้อมกับตราหน้าโขนว่า "ดูยาก" "น่าเบื่อ" "เข้าไม่ถึง" และ "แก่" อันที่จริง เราคงไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่าการแสดงโขนนั้นเป็นศิลปะชั้นสูงที่ดูไม่ง่ายเสียทีเดียว แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะให้ความคิดนั้นมาเป็นอคติมาจนปฏิเสธการแสดงที่ถูกขนานว่าเป็น"สมบัติของชาติ" แต่อย่างใด เพราะในความเป็นจริงแล้ว การแสดงโขนที่ดีก็จะทำให้คนดูได้เห็นความงดงามจนประทับใจในการผสมผสานในศิลปะแขนงต่างๆ ของไทย ซึ่งโขนชุด "ศึกมัยราพณ์" โดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปินในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถนั้น ก็เป็นงานที่แสดงให้ผมชมที่ได้ดูแล้วว่า ศิลปะไทยนี้เลอค่าและงดงามเหนือคำพูดเชิงอคติที่คนไทยพูดกันไปเองมากแค่ไหน ศึกมัยราพณ์เป็นหนึ่งในตอนของรามเกียรติ์ที่ขึ้นชื่อว่าสนุกที่สุด ว่าด้วยเหตุการณ์ที่พระรามยกทัพมาถึงเชิงเขาแก้วมรกต ทศกัณฐ์จึงแจ้งให้มัยราพณ์ซึ่งเป็นเจ้าเมืองบาดาลรีบมาช่วยกำจัดตัดศึกเสีย มัยราพณ์รับบัญชาและหุงสรรพยาเพื่อใช้สะกดทัพพระราม
ขอบคุณที่รักกัน: หลงไปกับคอนเซปต์ (C)
การพยายามเล่าเรื่องของความรัก 3 เรื่องภายในหนังเรื่องเดียวโดยวิธีตัดสลับ รวมทั้งหามุมของความรักในแบบต่างๆ และไอเดียการผูกเรื่องแบบเก๋ๆ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของ "ขอบคุณที่รักกัน" แต่ท้ายที่สุด การพยายามยัดไอเดียและคอนเซปต์เก๋ๆ เหล่านั้นลงไปในหนังทั้งสามเรื่องกลับกลายเป็นจุดที่ฆ่าหนังที่มีกลิ่นไออบอุ่นเรื่องนี้ให้ดูไม่ราบรื่น รวบรัดตัดความ และห่างไกลจากความรู้สึก "รัก" ที่หนังพยายามจะบอก เรื่องราวของ "ขอบคุณที่รักกัน" อยู่บนชีวิตของสามครอบครัว ครอบครัวแรกเป็นพี่สาวที่ต้องดูแลน้องสาวที่เป็นออทิสติก จนได้มาพบกับอาจารย์ด้านดนตรีที่กำลังสร้างงานมาสเตอร์พีซพร้อมๆ กับหูที่กำลังหนวก ครอบครัวที่สองเป็นพ่อ ปู่ หลาน ที่อยู่แบบห่างเหินแม้จะประกอบอาชีพทำรองเท้าเหมือนกัน ก่อนจะพบวิกฤตโรงงานเจ๊งและชีวิตของครอบครัวก็มาอยู่บนปากเหว ส่วนครอบครัวที่สามเป็นพ่อแม่ลูกที่อยู่ชายแดนภาคใต้ ลูกชายนั้นรักและเทิดทูนพ่อที่เป็นทหารแต่ผู้เป็นแม่กลับหมองเศร้าและอยากกลับไปเมืองหลวงเสียให้ได้ และเรื่องราวทั้งหมดนี้คือภาวะของตัวละครต่างๆ ที่กำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับ "ความรัก"
วิวาห์ว้าวุ่น…ตบกันทำไม?
ยังดูเรื่องนี้ไม่จบแต่ขอวนมากัดหน่อย ว่าทำไมละครที่ปูเรื่องมาดี มีปม มีคาแร็คเตอร์ดี ๆ อยู่ ถึงทำลายลงไปซะงั้นเล่า!!
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่าก็ดูเรื่องนี้มาพักนึง ก็สนุกดี พระเอกจับพลัดจับผลูต้องแต่งงานกับนางเอกสุดแสบ ฝ่ายชายก็ดันเจ้าชู้กะล่อนตัวพ่อ (ถ้าพี่เคนไม่เล่นเนี่ยก็ไม่รู้ว่าใครเล่นแล้วสาว ๆ จะยอมให้อภัยบ้าง) ซึ่งโทนของมันเนี่ยมาแนวละครเกาหลีเลย สนุกปนฮา มีมุกทะลึ่ง ๆ บ้างพอประมาณให้ขำคิก ๆ กันได้อยู่
แต่..วันนี้เปิดมาฉากแต่งงาน..ทำไมต้องส่งนางเอกมาเจอนางอิจฉาแกล้งจนหมั่นไส้







Recent Comments