All posts tagged sci-fi
In Time: เวลาคือชีวิต (B)
เงินทองอาจจะเป็นของนอกกายจากคติเตือนใจยอดฮิต เพราะแม้เงินจะมีค่าและใช้ในการแลกเปลี่ยนสินค้าต่างๆ ในชีวิตนั้น เราก็ยังพบว่าหากแม้ไม่เงิน เราก็ยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้ แต่จะเกิดอะไรขึ้น หากสิ่งที่เราใช้แลกเปลี่ยนกันในโลกไม่ใช่เงิน แต่เป็นเวลาชีวิตของพวกเราเอง เราทำงานแลกกับเวลาที่จะมีชีวิตต่อไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่ซื้อขายล้วนแลกมาด้วยเวลา มนุษย์ที่เวลาหมดลงก็ต้องตายในขณะคนที่มีเวลาเหลือก็จะมีชีวิตต่อแม้ว่าจะผ่านมาหลายร้อยปีก็ตาม สิ่งที่มนุษย์ต้องเผชิญคือการเอาชีวิตรอดด้วยการดิ้นรนหาเวลามาเติมให้ตัวเองก่อนที่นาฬิกาชีวิตซึ่งนับถอยหลังอยู่ที่แขนจะนับถึงเลขศูนย์ นั่นคือไอเดียบรรเจิดสุดล้ำของ Andrew Niccol (Gattaca / The Truman Show / S1MONE) ที่นำก่อร่างสร้างเป็นโครงเรื่องของหนักแอ็คชั่น ไซไฟที่น่าสนใจ ตื่นเต้น และต่อยอดเป็นความคิดที่สะท้อนสังคมโลกปัจจุบันได้อย่างแยบคาย วิล ซาลาสเป็นชายหนุ่มที่ทำงานในไทม์โซนอันเป็นเหมือนเขตแดนแบ่งแยกชนชั้นของมนุษย์ เขาต้องทำงานแบบวันต่อวันเพื่อจะได้ค่าจ้างเป็นเวลาที่จะเอามาใช้ชีวิตกับแม่ของเขา จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้ช่วยเหลือแฮรี่ แฮมิลตั้นในบาร์ก่อนที่จะได้รับการส่งต่อเวลาอันมากมาย แต่แม้มีเวลาเหลือคณานับชะตากรรมก็กลับเล่นตลกเมื่อเขาไม่สามารถช่วยเหลือแม่ของเขาได้ จากจุดนั้น วิลมุ่งหน้าสู่ไทม์โซน “นิวกรีนนิช” ซึ่งเป็นสังคมระดับสูงด้วยโอกาสของเวลาที่เขาได้รับ และที่นิวกรีนนิชนั้น เขาได้พบกับซิลเวีย ไวส์ ลูกสาวของมหาเศรษฐีในนิวกรีนนิช …
Rise of the Planet of the Apes: ดาบนั้นคืนสนอง (B)
ความอหังการ์ของมนุษย์อันนำไปสู่ความย่อยยับของชาติพันธุ์นั้นมีอยู่ในตำนานและวรรณคลาสสิคอยู่นับไม่ถ้วน แน่นอนว่า Planet of the Apes ก็เป็นหนึ่งในซีรี่ย์ที่มีเค้าโครงเกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าวและถูกนำมาสร้างกว่า 6 ภาคไปแล้ว (5 ภาคที่เกี่ยวเนื่องกันและอีกหนึ่งภาคที่แหวกแนวของทิม เบอร์ตั้น) ซึ่ง Rise of the Planet of the Apes อันเป็นภาคล่าสุดนี้ ก็กลายเป็นปฐมบทของซีรี่ย์นี้ได้อย่างหนักแน่น ดุดัน แถมยังชูประเด็นให้เหล่ามนุษย์ที่นั่งดูได้สะอึกกันเลยทีเดียว วิล (เจมส์ ฟรังโก้) เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามทดลองยาเพื่อรักษาอาการอัลไซเมอร์ให้ได้ การทดลองของเขาจึงจำเป็นต้องใช้ลิงชิมแปนซีมาทดลองเชื้อไวรัสที่ถูกพัฒนาขึ้น
GANTZ: มาแต่เนื้อ รสไม่มา (B-)
แม้ว่าชาติญี่ปุ่นจะขึ้นชื่อกับการเอาวัตถุดิบชั้นเยี่ยมที่เรียกว่าการ์ตูนมารีเมคใหม่เป็นเวอร์ชั่นภาพยนตร์หรือละครจนโด่งดังมาแล้วหลายเรื่อง แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกเรื่องจะประสบความสำเร็จหรือทำออกมาได้ดีเสมอไป เพราะบางเรื่องที่แม้การ์ตูนจะยอดเยี่ยมมากแค่ไหน แต่พอถ่ายทอดออกมาเป็นเวอร์ชั่นภาพยนตร์คนแสดงกลับทำได้ "ไม่ถึง" อย่างที่คนอ่านคาดหวังไว้ GANTZ เองก็ตกอยู่ในกรณีดังกล่าวด้วยเช่นกัน จากการ์ตูน Sci-Fi อันโด่งดังพร้อมกับคำสรรเสริญจากนักอ่านมากมายว่าล้ำจินตนาการและมันส์แบบถึงพริกถึงขิง GANTZ ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์คนแสดงโดยพยายามเดิมตามเค้าโครงเดิมที่ว่าด้วยคุโรโนะ เด็กหนุ่มที่ดูไร้จุดหมายกับชีวิตพอๆ กับความไม่เอาไหนของตัวเอง แต่ด้วยความบังเอิญทำให้เขาพบกับคาโต้ เพื่อนวัยเด็กที่ฉุดเขาเข้าไปร่วมช่วยคนที่ตกจากชานชลารถไฟ การช่วยเหลือดังกล่าวทำให้เขากับคาโต้ถูกรถไฟชนตายก่อนที่จะลืมตาขึ้นมาอีกครั้งและพบว่าถูกพามายังอพาร์ทเมนต์แห่งหนึ่ง ที่ซึ่งพวกเขาได้พบกับ GANTZ ลูกบอลดำๆ กลางห้องที่กุมชะตาชีวิตหลังความตายของพวกเขาไว้ คุโรโนะกับคาโต้ได้พบกับคนอื่นๆ ที่ประสบชะตาคล้ายๆ กัน กล่าวคือเหมือนเพิ่งเสมือนผ่านความตายกันมา แต่ก่อนที่ทุกคนจะรู้อะไร พวกเขาก็ต้องเข้าร่วมใน "เกม" ไล่ล่าฆ่ามนุษย์ต่างดาวเพื่อสะสม "คะแนน"
Super 8: หลอกล่อ(เกือบ)สำเร็จด้วยมนุษย์ต่างดาว (B)
เมื่อเราได้ดูตัวอย่างหนัง Super 8 ของ J.J. Abrams เราคงอดคิดไม่ได้ว่ามันจะเป็นหนังสัตว์ประหลาดมนุษย์ต่างดาวที่น่าตื่นตาตื่นใจพร้อมกับไอเดียไซไฟล้ำๆ แต่พอเราเราได้ไปดูฉบับเต็มในโรงภาพยนต์แล้วเราอาจจะพบว่าหนังที่ว่าด้วยมนุษย์ต่่างดาวบุกเมืองเล็กๆ ในอเมริกาพร้อมการผจญภัยแบบลุ้นระทึกนั้น แท้จริงกำลังพาคนดูไปดูหนังชีวิตครอบครัวพ่อลูกต่างหาก เพียงแต่ข้อเสียของ Super 8 คือการหลอกล่อคนดูให้คล้อยตามกับสิ่งที่หนังพยายามเล่าดันไม่แนบเนียนพอจะส่งให้หนังดูรู้สึกมีความหมายมากกว่าแค่รู้สึกสนุกนั่นแหละ โจ แลมป์เป็นเด็กชายที่สูญเสียแม่จากอุบัติเหตุ เขาและเพื่อนพ้องช่วยกันถ่ายทำหนังสืบสวนผสมกับปีศาจซอมบี้เพื่อส่งประกวดเทศกาลหนัง แต่ในวันที่พวกเขาถ่ายฉากสำคัญกลับกลายเป็นว่าได้เป็นพยานรู้เห็นอุบัติเหตุทางรถไฟครั้งใหญ่ซึ่งได้ปลดปล่อย "บางสิ่งบางอย่าง" ออกมา โดยหลังจากนั้นเหตุการณ์แปลกๆ ก็เริ่มเกิดขึ้นในเมืองตั้งแต่การขโมยอุปกรณ์ไฟฟ้า สุนัขที่วิ่งหนีออกจากเมือง คดีคนหาย ฯลฯ พร้อมกับกองกำลังทหารเข้ามาควบคุมดูแลสถานการณ์อย่างผิดสังเกต ชาวเมืองรวมทั้งแจ๊ค พ่อของโจเริ่มเอะใจว่ามีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล เส้นเรื่องของ Super 8
Limitless: สมองไร้ขีด ไอเดียล้ำที่น่าสนใจ (B)
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราสามารถใช้สมองของเราได้ 100% แทนที่จะเป็นเพียงแค่ 20% นั่นคือ Premise (เงื่อนไขสมมติฐาน) ของ Limitless ที่ทำให้เราทึ่งแล้วก็ลุ้นไปกับตัวละครที่เผชิญเข้าไปสู่ภาวะ "อัจฉริยะ" เอ็ดดี้ มอร์รา นักเขียนผู้ล้มเหลวกับชีวิตเส็งเคร็งทั้งการงานและความรัก บังเอิญพบกับพี่ชายอดีตภรรยาและทำให้ได้รับยา "เอ็นซีที" ที่ถูกบรรยายสรรพคุณว่าทำให้สมองทำงานได้อย่างเต็มขีดความสามารถ ซึ่งแรกเริ่มเอ็ดดี้ก็ไม่ได้สนใจอะไรออกไปทางไม่เชืื่อเสียด้วยซ้ำ แต่คนขี้แพ้อย่างเขาก็ไม่มีอะไรจะต้องเสียจึงลองกินยานั้น ก่อนที่จะทำพบว่าเขากลายเป็นอัจฉริยะในไม่กี่วินาที ตั้งแต่สามารถเขียนต้นฉบับที่ไม่เคยคิดออกจบได้อย่างรวดเร็ว เรียนเปียโนและภาษาอื่นๆ ได้ภายในไม่กี่วัน ความทรงจำในทุกอนูของชีวิตสามารถเรียกกลับมาใช้ได้ทันทีทั้งที่ปรกติมันถูกหลงลืมค้างอยู่ในความทรงจำลึกๆ ของสมอง เมื่อมี "อำนาจ" และ "ความสามารถ" อันเหลือล้น
Battle: Los Angeles – สอบผ่านสงคราม สอบตก Sci-Fi (C+)
คงจะน่าสนใจไม่น้อยถ้าจะเอาหนังสงครามแลกชีวิตของนาวิกโยธินแบบ Black Hawk Down มาผสมร่วมกับหนังสงครามต่างดาวแบบ Independent Day ซึ่งก็ไม่รู้ว่า Battle: Los Angeles ต้องการให้มันออกมาเป็นแบบนั้นหรือเปล่าเพราะหนังก็พยายามมีทั้งชีวิตทหารกลางสงครามและต้องสู้กับเอเลี่ยนไปพลาง แต่ไปๆ มาๆ มันทำให้หนัง Sci-Fi สงครามกับเอเลี่ยนเรื่องนี้แป๊กไม่เป็นท่าในตอนจบเพราะคอนเซ๊ปต์ที่ดูจะเยอะและทำให้ตูมตามจนเละเทะไปเสียอย่างนั้น อุกาบาตจำนวนมากตกลงมายังโลก (อย่าถามที่มาที่ไป เพราะหนังก็ไม่ได้อธิบายอะไรไว้ให้คุณรู้หรอก) จากนั้นก็มีสิ่งมีชีวิตจักรกลออกมาฆ่ามนุษย์เพื่อยึดครองโลก (ส่วนจะยึดเพื่อเอาอะไรนั้น หนังก็สรุปเหตุผลแบบกำปั้นทุบดินให้เราชนิดรู้ๆ ไปทีไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องหรอก) พระเอกจ่าครูฝึกของเราที่กำลังขอปลดประจำการเลยต้องกลับมาเข้าสู่สงครามแบบไม่ค่อยเต็มใจพร้อมกับหน่วยรบที่ไม่ค่อยเชื่อมั่นในตัวเขาเสียเท่าไรอันเนื่องมาจากอดีตในสนามรบของเขา แน่นอนว่าคุณๆ ก็คงเดาได้อยู่แล้วว่าเริ่มต้นเราจะเจอตัวละครมากมายร่วมสิบกว่าคน (และมีสมทบกลางทางอีก) โดยต้องบุกฝ่าเข้าไปทำภารกิจในเมืองที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นสนามรบ ซึ่งเราก็คงไม่คิดอยู่แล้วว่าทุกคนจะรอดชีวิตหมด Battle:
Source Code: ไอเดียล้ำ แต่ทำให้ง่าย (B+)
เราเคยไปอึ้งงงและทึ่งไปพร้อมๆ กันกับ Inception ที่ว่าด้วยโลกห้าโลกที่ซ้อนทับกันไปมาแล้ว Source Code ก็จะพาเราไปเจอสถานการณ์ที่คล้ายๆ กันของโลกสองโลกที่คู่ขนานกันนั่นแหละ มันอาจจะไม่เฉียบขาดและลึกล้ำเท่า แต่มันก็เข้าใจง่ายกับไอเดียเด็ดๆ ของ Sci-Fi Thriller เรื่องนี้ พร้อมกับความสนุกแบบลุ้นระทึกกันเลยทีเดียว เรื่องราวของ Source Code นั้นเริ่มเมื่อกัปตันโคลเตอร์ สตีเว่นตื่นขึ้นมาในรถไฟแห่งหนึ่งซึ่งในไม่ช้าก็ถูกระเบิดจนมีผู้เสียชีวิตมากมาย และเมื่อเกิดเหตุระเบิดขึ้นเขาก็ถูกดึงกลับไปในแคปซูลและพบว่าตัวเองอยู่ในโปรเจค "Source Code" ที่ทำให้เขาสามารถเข้าไปใช้ความทรงจำและประสบการณ์ร่วมกับหนึ่งในผู้โดยสารที่อยู่บนรถไฟดังกล่าวได้เป็นเวลา 8 นาทีก่อนเสียชีวิต ภารกิจสำคัญของเขาคือการค้นหาให้ได้ว่าใครคือผู้ก่อการร้ายเพื่อที่ตำรวจจะสามารถเข้าจับกุมได้ก่อนจะเกิดเหตุวินาศกรรมครั้งต่อไป ฟังๆ ดูก็เหมือนหนังสืบสวนสอบสวนทั่วไปที่ใช้กลไกของเทคโนโลยีเข้ามาสืบสวนโดยมีเงื่อนไขแปลกๆ เข้ามานั่นคือ
Space Battleship Yamato: Star Trek เวอร์ชั่นยุ่น (B)
ในยุคสมัย 70-80 นั้นเรื่องราวการผจญภัยไปในอวกาศเป็นอะไรที่คนในสมัยดังกล่าวรู้สึกตื่นเต้นมากเป็นพิเศษ ซึ่ง Space Battleship Yamato ก็เป็นหนึ่งใน Sci-Fi Anime ที่โด่งดังเอามากๆ จนต้องมีการสร้างภาคต่อกันหลายครั้งอยู่ และเมื่อมาถึงปัจจุบัน ชาติเจ้าของการ์ตูนเรื่องนี้ก็หยิบมันกลับมาชุบชีวิตให้บรรดาแฟนๆ รุ่นก่อนได้สนุกตื่นเต้นกันแบบ "มีชีวิต" และให้คนรุ่นหลังได้รู้จักและเข้าใจว่าทำไมเรื่องราวแบบนี้ถึงฮิตระเบิดระเบ้อในสมัยรุ่นคุณพ่อคุณแม่ยังหนุ่มยังสาวกัน เรื่องราวของ Space Battleship Yamato ฉบับ Live-Action นี้เดินเรื่องตามฉบับ TV ที่เคยโด่งดังว่าด้วยโลกที่กำลังจะล่มสลายจากการถูกโจมตีโดยสิ่งมีชีวิตอวกาศที่ชื่อว่ากาลิมัส หนทางรอดสุดท้ายของมนุษยชาติเดิมพันไว้กับการเดินทางครั้งสุดท้ายและครั้งเดียวของ "ยามาโต้" เพื่อไปยังดวงดาวอิสคันดราที่ไกลออกไปเพื่อนำเทคโนโลยีที่จะฟื้นฟูโลกกลับมาให้ได้
Monster: Sci Fi สัตว์ประหลาดที่แสนจะฉลาดล้ำ (B+)
นี่อาจจะเป็นหนัง Sci Fi ว่าด้วยสัตว์ประหลาดแต่แล้วก็สร้างความประหลาดใจให้กับคนดูชนิดคาดไม่ถึง และมันอาจจะเป็นหนัง Sci-Fi ชั้นดีที่ไม่ต้องพึ่งพาอะไรเวอร์ ๆ แต่อาศัยการเล่าเรื่องฉลาด ๆ จนทำให้ Monster อาจจะไปไกลกว่าหนังดัง ๆ (ที่มีสัตว์ประหลาด) อย่าง Cloverfield หรือ District 9 หนังว่าด้วยเรื่องราวของหนุ่มนักข่าวที่ต้องพาลูกสาวเจ้าของหนังสือที่เขาเป็นตากล้องออกจากแม๊กซิโก ประเทศที่มีพื้นที่ส่วนหนึ่งกลายเป็น "พื้นที่ติดเชื้อ" ที่กลายเป็นแหล่งอาศัยเหล่าสิ่งมีชีวิตนอกโลกที่ Nasa ทำพลาดจนบานปลายมาถึงทุกวันนี้ เหตุการณ์กึ่ง ๆ Road
Evangelion 2.0: You Can (Not) Advance
หลังจากปล่อยให้แฟน ๆ รอคอยกันเนิ่นนาน Gainax ก็ยอมปล่อย Evangelion 2.0 - You Can (Not) Advance ออกมาเป็นตอนต่อจากจำนวนทั้งหมด 4 ภาคตามที่ประกาศไว้ ซึ่งแน่นอนว่าผลลัพธ์ของมันคือรายได้ถล่มทลาย (อันดับ 12 ของ Box Office ญี่ปุ่นประจำปี











Recent Comments