Posts tagged romance
NINE ~ ของออกเยอะ แต่ออกมาเฉื่อยซะงั้น
มิ.ย. 18th

ไม่แน่ใจว่าเพราะ Rob Marshall ทำ Chicago ไว้ดีมากเกินไปหรือไม่ เลยทำให้งาน Musical ชิ้นต่อมาของเขากลายเป็นที่คาดหวังค่อนข้างสูง และเมื่อเขาประกาศสร้าง NINE ซึ่งดัดแปลงจากละครบรอดเวย์เช่นเดิม กระแสน่าสนใจก็ยิ่งทวีคูณ แถมที่หนักสุด ๆ ก็เมื่อการประกาศว่าบรรดานักแสดงที่มาร่วมในหนังเรื่องนี้เข้าขั้นระดับ “เทพ” กันทั้งนั้นเลย ไม่ว่าจะเป็น Daniel Day Lewis, Marion Cotillard, Penelope Cruz, Sophia Loren, Nicole Kidman, Judi Dench, Kate Hudson, Fergie
แต่ไอ้การที่ขนนักแสดงเทพ ๆ มากองรวมกันเนี่ยก็ดันแปลกที่มันไม่ได้ช่วยให้ NINE ดูสนุกและน่าสนใจเหมือนเช่นที่ Rob Marshall ทำใน Chicago ได้เลย แต่ NINE กลับกลายเป็น Musical ดราม่าหนัก ๆ ที่ค่อนข้างจะเนือยและขาดชีวิตชีวาไปเยอะทีเดียว More >
I Give My First Love To You
ม.ค. 1st
จากหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นสุดฮิตชื่อเดียวกัน I Give My First Love To You (僕の初恋をキミに捧ぐ) เป็นหนังรักซึ้ง ๆ ถ่ายทอดเรื่องราวความรักของเด็กวัยรุ่น ที่มักเต็มไปดวามสุข เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม จนถึงความเศร้า และคราบน้ำตา และแม้หนังอาจจะไม่ได้ดีสุดขั้วอะไรก็ตาม แต่มันก็ดีพอจะทำให้ผู้ชมรู้สึกอิ่มและถูกใจกับความรักครั้งใหม่จากหนังเรื่องนี้
พล็อตเรื่องของ I Give My First Love To You เป็นพล็อตเรื่องที่ไม่ค่อยมีอะไรสลับซับซ้อนมากนัก และอาจจะเป็นพล็อตที่เหมือนจะเก๋ แต่เราเห็นกันอยู่บ่อย ๆ ในหนัง ละคร หรือนิยาย ว่าด้วยทาคุมะ เด็กหนุ่มผู้ป่วยด้วยโรคร้ายและชะตากรรมที่ตีตราเขาไว้ว่าเขาจะต้องตายก่อนอายุ 20 ปี และบนความโชคร้ายของเขานั้น เขาก็ได้มีมายุ หญิงสาวที่อยู่เคียงข้างเขาตั้งแต่ยังเด็ก ผู้ที่เดินจับมือเขาไว้ตลอดชีวิตที่เป็นเหมือนฝันร้าย พร้อมกับสัญญาที่ว่าพวกเขาโตขึ้นจะแต่งงานกัน ซึ่งหนังจะโฟกัสหลัก ๆ ไปทีชีวิตของทั้งสองคนเมื่อทั้งคู่ก้าวเข้าสู่ชั้นมัธยมปลาย และเวลาของทาคุมะใกล้หมดลงเรื่อย ๆ
และในเส้นทางของทาคุมะที่กำลังจะใกล้ถึงปลายชีวิตของเขา เขาเริ่มตั้งคำถามว่าอะไรคือความสุขและความรักที่แท้จริงของเขา รวมทั้งเขาควรค่าที่จะมีมายุอยู่เคียงข้างหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์การเข้ามาของ โค นักเรียนหนุ่มรูปหล่อที่เข้ามาชอบมายุ และการเจอกันของหญิงสาวที่ป่วยเป็นโรคเดียวกันกับทาคุมะ จนเกิดการเข้าใจผิดและกลายเป็นรอยร้าวของคนสองคน ซึ่งทาคุมะต้องตัดสินใจว่าเขาจะทำอะไรกับเวลาของเขาที่เหลือน้อยเต็มที่ More >
October Sonata: รอคอยอย่างละเมียดละไม
ธ.ค. 16th
การรอคอยกับความรัก เป็นหนึ่งในเรื่องราวโรแมนติกดี ๆ ที่สร้างกลายเป็นหนังมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหนังอิ่มเอิบใจ หนังเศร้าเรียกน้ำตา หรือโรแมนติกหวานซึ้ง
และสิ่งสำคัญที่หนังสามารถดึงพลังออกมาได้อย่างดีเยี่ยมคือความจริงใจกับเรื่องที่กำลังจะเล่า ซึ่ง October Sonata: รักที่รอคอย มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม
October Sonata เป็นเรื่องราวที่ร้อยเรียงความสัมพันธ์ของคนสามคนกับความรักที่ต่างคนต้อง “รอ” อีกคน โดยเริ่มจากการพบกันของแสงจันทร์ (ก้อย รัชวิน) กับ รวี (โป๊ป ธนวรรธน์) ที่เจอกันในคืนงานศพของมิตรชัย บัญชา และเกิดจุดเริ่มต้นของความรู้สึกปราถนาต่ออีกฝ่าย แต่ก็ต้องจากกันไปเมื่อรวีต้องไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ โดยสัญญากันว่าในวันที่ 8 ตุลาคมของอีกสองปี พวกเขาจะมาเจอกันอีกครั้ง และเมื่อเวลาผ่านไป แสงจันทร์ก็เติบโตขึ้นจากหญิงสาวที่ใสซื่อบริสุทธิ์ กลายเป็นเด็กสาวที่มีความมั่นใจและความมุ่งมั่่นในชีวิต
ระหว่างนั้น ลิ้ม (บอย พิษณุ) ชายหนุ่มเชื่อสายจีนที่ได้เจอกับแสงจันทร์ ก็หลงรักและมอบหัวใจให้แสงจันทร์แม้ว่าเธอจะมองเขาโดยไร้แววตาของความรัก เพราะเธอกำลังรอใครกลับมา ซึ่งลิ้มก็รอคอยวันที่เธอจะเห็นและหันมามองเขาเช่นกัน
แต่ด้วยเหตุการณ์ที่ร้อยเรื่องในกาลเวลาที่ผ่านไป แสงจันทร์ก็ไม่ได้พบกับรพีตามที่เคยสัญญาไว้ คำถามที่คนดูถูกโยนให้ติดตามเรื่องทันทีคือเหล่าตัวละครจะทำอย่างไรเมื่อการรอคอยไม่ได้เป็นไปดังหวัง พวกเขาจะยังยืนยันกับหลักที่ยึดมั่นอยู่ไหม หรือสั่นคลอนไปตามกาลเวลา
โดยส่วนตัว ผมว่าบทภาพยนต์เรื่องนี้แม้จะไม่มีอะไรหวือหวาหรือมีอะไรโฉ่งฉ่างมาก แต่ความเรียบง่ายของมันเต็มไปด้วยความละเมียดละไมในรายละเอียด ไม่ว่าจะเนื้อหาที่เชื่อมโยงในจุดเล็ก ๆ ของเรื่องเช่นตัวละครของนิยายที่รพีหยิบยื่นให้แสงจันทร์ ที่สุดท้ายกลายเป็น Irony กับชีวิตของแสงจันทร์ ชื่อของตัวละครที่มีนัยทางสัญลักษณ์ที่ไม่ยากและไม่ง่ายจนเกินไปที่จะเข้าใจ รวมถึงความต่อเนื่องของในความเป็นเหตุเป็นผลและลำดับเวลาที่นำทางตัวละครต่าง ๆ ให้ได้เติบโตขึ้น
และส่วนที่ดีมาก ๆ คือการที่บทโฟกัสอยู่ที่แก่นหลักของเรื่องโดยไม่ออกไปแตะอะไรที่นอกลู่นอกทาง ตัวละครสามคนที่เป็นแกนหลักถูกถ่ายทอดในมุมมองของคำว่า “รอ” ที่แตกต่างออกไป คนนึงรอคนที่รักกลับมา อีกคนรอให้คนที่รักหันมามอง อีกคนรอเพื่อจะกลับมาตามสัญญา ซึ่งทุกคนล้วนมีเหตุมีผลของตัวเอง และยอมรับในชะตากรรมของตัวเอง โดยนั่นคือสิ่งที่คนดูได้ซีมซับและรู้สึกโดยไม่มีอะไรมาเจือปนให้เสียสมาธิ

จะมีจุดที่ตะหงิด ๆ อยู่บ้างคือในหลายฉากที่น่าจะเป็นฉากไคล์แมกซ์ หรือสามารถขมวดปมให้นำไปสู่จุดที่ดื่มด่ำกับเรื่องได้เต็มที่นั้น ยังไม่มีแอ็คชั่นของเรื่องที่มีพลังเพียงพอที่จะขับดันตัวละครไปถึงจุดนั้นได้ (เช่นจุดเปลี่ยนของแสงจันทร์ในการยอมรับความจริง ไม่ใช่นิยายที่เธอยึดติด)
ในขณะเดียวกัน องค์ประกอบศิลป์อื่น ๆ ที่เข้ามาเติมแต่งให้กับ October Sonata นั้น ก็มีความปราณีตอยู่มากพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นการเลือกมุมกล้องที่มักจะมี Space ให้เราสัมผัสความอ้างว้างจากภาพในฉากนั้น (เช่นเดียวกับที่ตัวละครกำลังประสบอยู่) รวมทั้งเพลงประกอบที่เติมแต่งให้ความรู้สึกและโทนของเรื่องนั้นต่อเนื่องอยู่เสมอ
ซึ่งจากองค์ประกอบศิลป์และบทภาพยนตร์ต่าง ๆ ทำให้ October Sonata เป็นหนังที่เราสามารถดื่มด่ำกับความรู้สึกที่ “ถวิลหา” “ปราถนา” และ “รอคอย” ของตัวละครได้โดยไม่ขัดเขิน หรือโดนชี้นำจนน่าเกลียด และที่น่าชื่นชมคือความจริงใจกับตัวเรื่อง โดยไม่พยายามที่จะปลุกเร้าหรือเอาใจคนดูโดยสิ่งที่ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่อง เช่นฉากเลิฟซีนที่เกินจำเป็น มุกตลกเฟื่อน ๆ หรือช็อตที่ขายดาราเพื่อเรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนคลับ (ซึ่งถ้ามี ก็คงทำให้หนังเรื่องนี้ด้อยลงไปมากโขเลยทีเดียว)
ก้อย รัชวิน แสดงบทของแสงจันทร์ได้อย่างดีเกินคาด กับการถ่ายทอดตัวละครที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่ก็ยังมีความทรงจำและความรู้สึกที่ยังเป็นโซ่ตรวนที่มัดเธอไว้กับใครอีกคน ซึ่งแม้ว่าเธออาจจะไม่สามารถขยี้บทให้ละเอียดจนถึงขั้นดีเยี่ยม แต่ก็สามารถสร้างบางสิ่งบางอย่างที่จับความสนใจของคนดูได้ตลอดเรื่อง ส่วน โป๊ป ธนวรรธน์ และ บอย พิษณุ นั้น แม้ว่าอาจจะไม่โดดเด่นเท่าก้อย รัชวิน และอาจจะมีแอ็คติ้งที่บางทีดูแข็งไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้ขาด ๆ เกิน ๆ หรือเล่นอารมณ์จนออกทะเลไปแบบหนังวัยรุ่นที่ไร้จุดหมาย ซึ่งนั่นก็ทำให้สามนักแสดงนำเป็นเคมีที่ค่อนข้างลงตัวทีเดียว

โดยส่วนตัว October Sonata อาจจะไม่ใช่หนังที่ข้นด้วยคุณภาพแบบล้นแก้ว หนังอาจจะไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นหรือจุดขายแบบตูมตาม แต่ก็เป็นหนังที่มีความครบเครื่องของส่วนผสมต่าง ๆ และ “ใจ” ของทีมงานที่ต้องการสร้างงานที่เรียกว่า “ศิลปะ” ซึ่งต้องการจะบอกอะไรกับคนดูอย่าง “จริงใจ”
และนั่นเป็นสิ่งที่ผมค่อนข้างประทับใจมากจาก October Sonata
Water Time: เพราะเวลากับความรักอาจจะไม่ไปด้วยกัน
ม.ค. 24th

ผมมักสังเกตว่าเนื้อหาของละครหรือหนังที่จะเป็นที่ชื่นชอบและเข้าถึงกลุ่มผู้ชมได้ง่ายนั้นมักไม่พ้นเรื่องราวของความรัก ซึ่งเรามีข้อพิสูจน์จากละครดัง ๆ ในทีวีที่นับวันจะยิ่งสร้างความหวังให้กับคนดูแบบลม ๆ แล้ง ๆ รวมไปถึงสิ่งที่เราเรียกว่า “น้ำเน่า” ที่พร้อมจะเอ่อล้นจากจอทีวี
ในทางกลับกัน น่าแปลกที่ผมมักเห็นบทละครดี ๆ ที่พูดถึงความรักอย่าง “ตรงไปตรงมา” และ “ละเอียดละอ่อน” ในละครเวทีเล็ก ๆ หรือในภาพยนต์คุณภาพที่มีผู้ชมเพียงน้อยนิดและแทบจะเป็นเศษเสี้ยวเมื่อเทียบกับสื่อยักษ์ใหญ่ที่กวาดต้อนคนดูอยู่ในปัจจุบัน
ซึ่ง Water Time จาก Life Theatre เองก็เป็นหนึ่งในหลาย ๆ เรื่องที่ผมค่อนข้างประทับใจกับเรื่องราวที่นำเสนอ เพราะแม้มันจะไม่ประโลมโลก สวยงามตระการตา แต่เนื้อแท้ของมันค่อนข้างจะจริงใจและลึกซึ้งกับสิ่งที่เรียกว่า “ความรัก” อย่างเรียบง่ายและงดงาม (สังเกตได้จากคนข้างหน้าของผมนั่นกอดคนที่มาด้วยอย่างอบอุ่นและน่าประทับใจเหลือเกิน)


