All posts tagged drama
Moneyball: ชนะด้วยสมองและความเชื่อ (B+)
กีฬาเบสบอลเป็นกีฬาที่ค่อนข้างไกลตัวสำหรับคนไทยอยู่ไม่น้อย เพราะเราก็แทบจะไม่เคยพบการเล่นกันจริงจังในสังคมไทยนัก ผิดกับกีฬาอย่างบาสเกตบอลหรือฟุตบอลที่น่าจะเป็นกีฬายอดฮิตสำหรับวัยรุ่นจนถึงบางคนที่เอาดีเป็นอาชีพไปแล้ว แต่กลับกันในสหรัฐอเมริกา เบสบอลเป็นหนึ่งในกีฬาประจำชาติที่มีเสน่ห์ดึงดูดคนมากมายให้ติดตามและเฝ้าดูการแข่งขันที่มีคนขว้างลูกบอลโดยมีอีกคนเหวี่ยงไม้หวังจะหวดลูกนั้นให้ลอยไปไกล และนั่นก็เป็นจุดกำเหนิดเรื่องราวต่างๆ มากมายที่ชาวอเมริกันคลั่งไคล้กันนัก Moneyball เป็นหนึ่งในหนังดราม่าที่จับช่วงเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของกีฬานี้ นั่นคือการชนะติดต่อกัน 20 นัดของทีม Oakland Athletics ทีมซึ่งเริ่มฤดูกาลด้วยการแพ้รุ่ย 11 นัดรวดจนดูไม่มีทางกู่กลับมาได้ แต่พวกเขาก็พุ่งกลับมาสร้างสถิติชนะติดต่อกันสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ลีกเบสบอลอาชีพได้เสียอย่างนั้น หลายคนฟังถึงตรงนี้อาจจะคิดว่านี่คือหนังที่จะพูดถึงพลังใจของทีมที่สามัคคีกันกลับมาเป็น Winner ตามสูตรหนังกีฬาดราม่า ซึ่งถ้าคุณคิดอย่างนั้นก็ขอบอกได้เลยว่าคุณคิดผิด เพราะแทนที่หนังจะพูดถึงการแข่งขันในตัวนักกีฬานั้น แท้จริงแล้วหนังโฟกัสในเรื่องการบริหาร การจัดการ และสถิติศาสตร์ต่างหาก!!! Billy Beane (Brad Pitt) เป็นผู้จัดการทั่วไปของทีมเบสบอลระดับล่างที่ยากจะเทียบชั้นกับทีมเบสบอลทุนหนาในลีกด้วยกัน เขาพยายามหาทางดันทีมตัวเองสู้กับทีมใหญ่ๆ แต่ก็ดูไม่มีความหวังเท่าไรนักเพราะดาราดังๆ ที่ปั้นมาแทบตายก็โดนดึงตัวด้วยเม็ดเงินมหาศาลไปเสียหมด จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้พบกับ Peter Brand หนุ่มเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Yale ที่ทำให้เขาพบกับอีกโลกหนึ่งของเบสบอลที่มองผ่านการคำนวนด้วยสูตรต่างๆ …
เงามัจจุราช: ชำเลืองมองความตาย (B-)
ความตายเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ไม่อยากจะเผชิญหน้า แต่เมืื่อวันที่เราต้องพบกับมันจริงๆ แล้วนั้น เราจะทำตัวอย่างไรกัน จะปั้นหน้าแบบไหน และจะรู้สึกแบบใด นั่นอาจจะเป็นที่เรา ซึ่งเป็น “คนเป็น” ควรสบตามองและเรียนรู้จากละคร “เงามัจจุราช” อันเป็นละครเวทีเรื่องล่าสุดจาก New Theatre Society ฝีมือการกำกับของ ดำเกิง ฐิทะปิยะศักดิ์ “เงามัจจุราช” เป็นการแปลและดัดแปลงจากบทละคร The Shadow Box ว่าด้วยเรื่องราวของคนสามกลุ่มที่มีแกนกลางอยู่ที่ชีวิตของคนหนึ่งในแต่ละกลุ่มที่กำลังจะตาย กลุ่มแรกเป็นของ “โจ้” ที่ต้อนรับการมาเยือนของ “นวล”
Warrior: แลกหมัดไปเพื่ออะไร (B+)
ในบรรดาหนังต่อสู้บนสังเวียนนั้น เหตุผลการต่อสู้ของแต่ละตัวละครที่ก้าวขึ้นเวทีย่อมแตกต่างกันออกไป และหลายๆ ครั้งที่เหตุผลเหล่านั้นสำคัญเสียยิ่งกว่าผลแพ้ชนะที่จะเกิดขึ้นในตอนท้ายของเรื่อง จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญๆ ของคนทำหนังต่อสู้ที่จะกลายเป็นหนังดราม่า ว่าจะทำอย่างไรให้ผู้ชมได้ลิ้มรสการต่อสู้ที่ตื่นเต้น พร้อมกับชีวิตของผู้ขึ้นต่อสู้ที่เข้มข้น Warrior ของ Gavin O’Connor (Pride and Glory, Miracle) ดูจะเป็นงานค่อนข้างเซอร์ไพรส์กับการทำให้การอัดกันแบบดุเดือดบนสังเวียนกรงแปดเหลี่ยมพานำพาเราไปสู่การลงตัวที่สวยงามของดราม่าชั้นดีโดยพร้อมที่จะยกโทษให้กับความสมเหตุสมผลของหนังแบบบังเอิญๆ ได้ในทันทีที่หนังจบลง หนังเริ่มเรื่องเมื่อ Tommy (Tom Hardy) ลูกชายคนเล็กของครอบครัว Colon กลับมาบ้านหลังจากห่างหายไปหลายปีเพื่อพบพ่อของเขาที่เป็นอดีตเทรนเนอร์การต่อสู้ โดยช่วงเวลาที่เขาหายไปเป็นทหารนั้นเป็นปริศนาที่ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง Tommy กลับเข้าสู่โรงยิมและได้เข้าร่วมลงศึกแข่งขัน MMA (Mix
My Week with Marilyn: เป็นคนดังมันไม่ง่ายนักหรอกนะ (B+)
ชื่อของ Marilyn Monroe ย่อมเป็นที่รู้จักกันอย่างดีเหมือนที่ Laurence Olivier กล่าวเมื่อเธออยู่หน้านักข่าวในอังกฤษว่า “ผมขอแนะนำผู้หญิงที่ซึ่งอาจจะไม่ต้องการการแนะนำเลยก็ได้” Marilyn Monroe กลายเป็นดาราดังแบบขีดสุดก่อนจะกลายเป็น Sex Symbol สำหรับวงการบันเทิงโลกในยุคนั้นเลยก็ว่าได้ แต่ภายใต้ใบหน้าที่สวยหยาดเยิ้มและรอยยิ้มที่ตรึงใจคนมานักต่อนัก คงมีน้อยคนที่ได้รู้ว่าชีวิตส่วนตัวของเธอนั้น อาจจะไม่ได้สดใสและสวยงามเช่นเดียวกับที่ได้เห็นเธอผ่านแผ่นฟิลม์แต่อย่างใด My Week with Marilyn สร้างจากเรื่องจริงที่ถูกบันทึกไว้ในหนังสือ The Prince, The Showgirl and Me และ My Week
The Girl with the Dragon Tattoo: ผู้หญิงมันร้ายเพราะผู้ชายมันเลว (B+)
ถ้าพูดถึงหนังสืบสวนสอบสวน ก็มีมากมายหลายสไตล์รวมทั้งวิธีในการนำเสนอเรื่องราวที่ต่างกันออกไป สำหรับ The Girl with the Dragon Tattoo ซึ่งเป็นหนังที่สร้างจากนวนิยายสุดดังของ Stieg Larsson ก็เป็นเรื่องที่มีความรุนแรง กดดัน และข้นคลักไปด้วยความมืดหม่นจากทั้งคดีที่เรื่องกำลังพาผู้ชมเดินเข้าสู่เขาวงกตที่วกไปวนมา เช่นเดียวกับตัวละครที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดและมืดสนิทอย่าง Lisbeth Salander ซึ่งแม้ว่าองค์ประกอบต่างๆ จะชวนให้คิดแว่บแรกถึงบรรยากาศหดหู่เหลือทน แต่ท้ายที่สุดแล้ว The Girl with the Dragon Tatto ก็เป็นเรื่องชั้นเยี่ยมที่ทำให้คุณอึ้งและทึ่งได้ตั้งแต่ต้นจนจบ
Real Steel: กำปั้นเหล็กนี้เพื่อเรา (B)
ถ้าเราพอจะเข้าใจกันดีว่าหนังมวยไม่จำเป็นต้องเป็นหนังแอ็คชั่นที่ว่าด้วยผลแพ้ชนะของการต่อยมวยเสมอไปเช่นหนังดราม่าอย่าง Rocky หรือ Cinderella Man แน่นอนว่า Real Steel ที่มีหน้าหนังของศึกกำปั้นหุ่นเหล็กที่มาซัดกันโครมครามบนเวทีผ้าใบนั้น ก็ไม่จำเป็นว่าหนังจะเป็นแอ็คชั่นที่ขายเรื่อง CG ของหุ่นยนต์และลุ้นกันแค่สุดท้ายหุ่นตัวไหนจะโดนน็อคลงไปกองแต่อย่างใด เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว Real Steel คือหนังครอบครัวที่มีประเด็นดีๆ ในสายสัมพันธ์พ่อขี้แพ้กับลูกที่ต้องการเห็นฮีโร่ในคนที่เคยทอดทิ้งเขาไปนั่นแหละ ชาร์ลี เคนตั้น อดีตนักมวยที่ปัจจุบันตกกระป๋องหากินกับศึกกำปั้นของหุ่นยนต์ไปวันๆ พร้อมกับหนีเจ้าหนี้ที่ตามเช็คบิลเขา จนวันหนึ่งเขาได้รู้ว่าแฟนเก่าได้เสียชีวิตโดยทิ้งแม๊กซ์ ลูกชายวันสิบเอ็ดขวบไว้ซึ่งญาติอีกฝั่งต้องการจะรับเลี้ยง เขาจึงทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนการดูแลแม๊กซ์เป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งเพื่อแลกกับเงินที่จะนำไปลงทุนกับหุ่นตัวใหม่ และนั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่เขากับแม๊กซ์ต้องลงเรือลำเดียวกันแม้จะไม่ลงรอยและเห็นตรงกันก็ตาม สองพ่อลูกเข้าสู่สังเวียนและธุรกิจกำปั้นของหุ่นเหล็กที่มาแทนการมวยของมนุษย์ ด้วยความหุนหันพลันแล่นแบบไร้ความรอบคอบของชาร์ลีทำให้พวกเขาล้มคว่ำไม่เป็นท่า แต่นั่นก็ทำให้พวกเขาได้บังเอิญเจอ อะตอม
Contagion: สัมผัสสะพรึง (B+)
แม้ว่ามนุษย์เราจะมีความก้าวหน้าเพียงใด เราก็ยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถตายได้อยู่ดี เพราะต่อให้วิวัฒนาการเราสูงแค่ไหน เมื่อเกิดโรคร้ายขึ้นมา มันก็พร้อมจะฆ่าเราได้ทุกเมื่อ และนั่นคือหนึ่งในความ "กลัว" ที่มนุษย์ต้องเผชิญหน้าไปทั้งชีวิตของมนุษย์เอง Contagion ของ Steven Soderberg ก็เป็นหนังที่เล่าวิกฤตการณ์ที่มนุษยชาติต้องเผชิญได้อย่างน่ากลัว ตื่นเต้น แถมแฝงแง่คิดให้ผู้ชม (ซึ่งยังไม่ป่วย) ให้ตระหนักคิดหลายๆ อย่างได้ว่าเราอาจจะต้องเจอสถานการณ์ใดบ้างเมื่อโรคร้ายที่เราไม่รู้จักระบาดไปอย่างไม่มีทางควบคุมและรักษาได้ เริ่มเรื่องของ Contagion เริ่มขึ้นในวันที่ 2 (Day 2) ของเหตุการณ์เมื่อตัวละครหนึ่งเดินทางกลับมาจากฮ่องกงและเริ่มมีอาการป่วย เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในต่างประเทศ จากนั้นไม่นานเธอก็เสียชีวิตลงโดยที่แพทย์ไม่สามารถช่วยได้ จากนั้นคนรอบข้างเธอก็เริ่มมีอาการป่วยตามมา และยิ่งวันเวลาค่อยๆ
Zenkai Girl – รักที่ตัวตนและคุณค่า (B)
อายูคาว่า วาคาเบะเป็นหญิงสาวที่โตมาด้วยความยากลำบากเนื่องจากครอบครัวโดนหลอก เธอต้องใช้ชีวิตวัยเด็กด้วยความยากจนขีดสุด แต่ก็ฟันฝ่าจนกลายเป็นทนายความสาวสวยที่มีฝันที่จะไฮโซและร่ำรวยเหนือใครๆ แต่แล้วบริษัทที่เธอไปสมัครงานนั้นกลับต้องปิดตัวลง เธอจึงต้องระเห็จสมัครงานใหม่ที่สำนักงานกฏหมายแห่งหนึ่งโดยนอกจากเธอจะต้องดูแลคดีต่างๆ แล้ว งานหลักที่เธอต้องทำคือการเป็นพี่เลี้ยงให้ลูกสาวของประธานบริษัท ซึ่งนั่นทำให้เธอได้พบกับเหล่าผู้ปกครองเด็กอนุบาลคนอื่นๆ รวมทั้ง ยามาดะ โชตะ พ่อของเด็กชายคนหนึ่งที่มีความซื่อแต่จริงใจ และการพบกันนั้นทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เริ่มใกล้ชิดมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน วาคาเบะเองก็ยังหมายจะประสบความสำเร็จร่ำรวยจนถูกรองประธานหนุ่มอนาคตไกลขอเดท เช่นเดียวกับเพื่อนวาคาเบะที่หลงรักโชตะอย่างหัวปักหัวปำ เรื่องยุ่งๆ ของเหล่าตัวละครจากสองโลกที่มาบรรจบกันก็เกิดขึ้นและให้คนดูอย่างเราๆ ลุ้นกันเองว่าสุดท้ายหวยจะไปออกยังไง พล็อตง่ายๆ ของ Zenkai Girl ก็ออกจะดูเป็นเรื่องรักสนุกสนานของคนต่างชนชั้นที่ดันมาเจอกันโดยบังเอิญ หญิงสาวที่เคยจนแต่ตอนนี้อยู่ในฐานะที่สามารถเลืิอกความสำเร็จและความร่ำรวยได้ กับชายหนุ่มที่ไม่มีอะไรมากนอกจากความดีงามของจิตใจ เงื่อนไขตัวละครแบบนี้ก็เหมือนจะเป็นการบอกกลายๆ ถึงความคิดที่แฝงอยู่ในละครว่าด้วยการค้นหาคุณค่าที่แฝงอยู่ในสังคมซึ่งมากกว่าเปลือกภายนอก
Four is.. : โลกที่เห็นต่างออกไป (B)
หนึ่งในเสน่ห์สำคัญอย่างหนึ่งของละครร่วมสมัยคือการเปิดพื้นที่ให้กับความคิดของศิลปินในการแสดงออกอย่างหลากหลายเช่นเดียวกับพื้นที่ทางความคิดของผู้ชมที่สามารถตีความหรือรับรู้มุมมองต่างๆ ได้แตกต่างกันไป ซึ่งนั่นอาจจะเป็นหนึ่งความสนุกที่หลายๆ คนชื่นชอบในการชมละครร่วมสมัยเลยก็ว่าได้ Four is ของกฤษณะ พันธุ์เพ็งก็น่าจะเป็นหนึ่งในงานที่อาศัยเสน่ห์ดังกล่าวมาใช้ขับเคลื่อนและสร้างงานอันมีเอกลักษณ์ของตัวเอง พร้อมกับสามารถนำเสนอความคิดที่หลากหลายและมุมมองที่ต่างออกไปได้อย่างน่าสนใจ ฉากทั้ง 10 ฉากของ Four is เป็นเหมือนหนังสั้นย่อยๆ ที่ไม่ได้เส้นเรื่องตายตัวในการร้อยเรียง แต่ละฉากมีความหมายและเรื่องราวของตัวเอง ตั้งแต่เรื่องของการเป็นฮีโร่ในเหตุการณ์สึนามิ ฉากการเล่าข่าวทางทีวี การพูดถึงคำพยากรณ์วันสิ้นโลก พฤติกรรมการเล่น facebook ฯลฯ ซึ่งนักแสดงสามคนจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมารับบทบาทในแต่ละฉากอย่างต่อเนื่อง ถ้าหากเราเคยชินแต่กับการดูละครแบบต้องมีเส้นเรื่องต้นกลางจบแล้วมาดู Four is แล้วล่ะก็ หลายคนอาจจะบ่นหงุบหงิบกันได้ง่ายๆ เพราะแกนของเรื่องราวอาจจะดูเปะปะ กระจาย
ตงฟางปู๋ป้าย หมื่นปีมีข้าคนเดียว: เพลงกระบี่ยังไม่เร้าใจ (C+)
เวลาใครพูดถึง “กระบี่เย้ยยุทธจักร” หรือที่คนไทยมักคุ้นกับชื่อ “เดชคัมภีร์เทวดา” นั้น ตัวละครที่คนมักจะนึกถึงคนแรกๆ หาใช่เพียงเล่งฮู้ชงซึ่งเป็นตัวละครเอก แต่รวมไปถึงตงฟางปู๋ป้าย หนึ่งในตัวละครยอดยุทธไร้เทียมทานที่มีลักษณะพิเศษอันเกิดจากการฝึกคัมภีร์ทานตะวันจนต้องเปลี่ยนเพศตัวเองให้อยู่ระหว่างครึ่งชายและครึ่งหญิง ซึ่งนอกจากเสน่ห์อันน่าพิศวงของตัวละครแล้ว ตงฟางปุ๋ป้ายยังมีเรื่องราวที่น่าติดตามเกี่ยวกับวิถีชีวิต และความสัมพันธ์ที่เขา(เธอ)มีกับเล่งฮู้ชงเอง “ตงฟางปู๋ป้าย หมื่นปีมีข้าคนเดียว” ของอภิรักษ์ ชัยปัญหา จาก ก็เลือกหยิบเรื่องราวของตัวละครนี้มาสำรวจและตีความ ก่อนจะถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราวในแบบละครเวที เพียงแต่มันไม่ใช่เรื่องของตงฟางปู๋ป้ายแบบที่หลายๆ คนคิดหรือคาดเดาจากชื่อเรื่องหรือโปสเตอร์หรอกนะครับ เรื่องราวของ “ตงฟางปู๋ป้าย หมื่นปีมีข้าคนเดียว” เป็นละครซ้อนละครว่าด้วยเหตุการณ์ 1 ชั่วโมงก่อนหน้าที่การแสดงรอบแรกของละคร (ที่น่าจะชื่อเดียวกัน) จะเริ่มขึ้นโดยมี “มิค” หญิงสาวผู้ได้รับบทนำเป็นตงฟางปู๋ป้าย
อุโมงค์ผาเมือง: การติดหล่มบนการดัดแปลง (C+)
ในยุคก่อนที่ภาพยนตร์จะเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันนั้น ละครเวทีก็เป็นศิลปะการแสดงที่ได้รับความนิยมรวมทั้งกลายเป็นหนึ่งในมโหรสพหลักสำหรับความบันเทิงและการถ่ายทอดความคิด ปรัชญาต่างๆ ดังที่เห็นได้จากงานวรรณกรรมละครเอกในอดีตกาล แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป การเข้ามาของภาพยนตร์ก็ทำให้ผู้กำกับและผู้เขียนบทหลายคนหยิบนำบทละครเวทีที่มีชื่อเสียงหรือทรงคุณค่า แปรเปลี่ยนรูปให้อยู่บทแผ่นฟิลม์ เปลี่ยนวิธีการสื่อสารเสียใหม่ ตีความต่างไป ปรับเปลี่ยนโครงเรื่อง ฯลฯ ซึ่งก็อยู่แต่กระบวนท่าและชั้นเชิงของผู้สร้างอันมีทั้งที่โด่งดังยอดเยี่ยมไปเลยจนถึงผิดพลาดล้มเหลว “ราโชมอน” ก็เป็นหนึ่งในบทละครเวทีไทยโดย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมท ที่มีคุณค่าทั้งด้านบทที่คมคาย ตลอดจนความคิดที่แฝงปรัชญาความคิดที่ลึกซึ้งจนกลายเป็นหนึ่งในงานบทละครที่นักเรียนศิลปะการแสดงในปัจจุบันต้องร่ำเรียนอยู่เรื่อยๆ และมาวันนี้ก็ได้หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล นำมาเล่าใหม่ในแบบฉบับภาพยนตร์โดยปรับแต่งในรูปลักษณ์ที่ต่างออกไปจากเดิมภายใต้ชื่อ “อุโมงค์ผาเมือง” ซึ่งจะว่าไปแล้ว ก็ถือเป็นภาพยนตร์ที่ได้ผลบุญจากบทประพันธ์ดั้งเดิมที่แข็งแรงอยู่มากพอสมควร แต่ก็น่าเสียดายที่ “อุโมงค์ผาเมือง” กลับติดกับดักของการเปลี่ยนรูปจากละครเวทีมาเป็นภาพยนตร์ เช่นเดียวกับที่พลาดพลั้งในเรื่องการตีความที่ไม่สามารถนำตัวผลงานให้ดำดิ่งลงไปในปรัชญาแก่นแท้ของมนุษย์ได้อย่างที่ต้นฉบับทำไว้ “อุโมงค์ผาเมือง”
FAME the Musical: ถึงวันที่เด็กๆ จะร้อง เล่น เต้น ดัง (B+)
เคยมีคนหลายคนพูดกับผู้เขียนอยู่บ่อยๆ ว่าคนที่จะเรียนศิลปะการแสดงมักมีความ “แปลก” ต่างจากคนอื่น หรือไม่ก็ทำนองว่าถ้าไม่ “มีของ” ก็คงต้องเหนื่อยเอาเสียหน่อยหากจะอยากประสบความสำเร็จ เพราะระหว่างทางการเรียนศิลปะการแสดง ไม่ว่าจะเป็นละคร ดนตรี หรือบัลเลต์ ก็ล้วนมีบทเรียนและบททดสอบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งล้วนหล่อหลอมให้ผู้ที่เรียนได้มีการเปลี่ยนไป Fame the Musical ก็น่าเป็นหนึ่งในละครเวทีที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งซึ่งหยิบนำเรื่องราวของชีวิตการเรียนศิลปะการแสดงของเหล่านักเรียนผู้มีความฝันที่จะเป็นศิลปิน มาถ่ายทอดในรูปแบบของละครเพลงที่พร้อมสรรพทั้งความเข้มข้นของชีวิตนักเรียน ผสมกับการแสดงทั้งร้องทั้งเต้นแบบเต็มรูปแบบ สมกับเรื่องที่เกิดขึ้นในโรงเรียนสอนศิลปะการแสดง โดยแม้ว่าจริงๆ แล้ว Fame the Musical อาจจะเป็นละครเพลงที่ค่อนข้างเก่าด้วยเนื้อหาและเรื่องราวที่เกิดขึ้นตั้งแต่ยุค 80 แต่มาวันนี้ DreamBox
เส้นด้ายในความมืด: อำนาจ ความกลัว และความจริง (B)
เรื่องเล่าของเธเซอุส (Thesus - ทีเซียส เทเซอัส ฯลฯ) และการต่อสู่ของเขากับมิโนทอร์เป็นหนึ่งในตำนานกรีกที่หลายคนคุ้นๆ อยู่บ้าง เริ่มจากโอรสกษัตริย์เมืองเอเธนส์ยอมเข้ามาเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ที่จะถูกสังเวยในเขาวงกต (Labyrinth) ของเกาะครีต แต่อารีอาดเน (Ariadne - เอริแอดเน) ลูกสาวของไมนอส กษัตริย์แห่งครีตตกหลุมรักเขา และเข้าช่วยเหลือโดยมอบม้วนด้ายและดาบ รวมทั้งวิธีเดินในเขาวงกต จนสุดท้ายเธเซอุสก็สามารถสังหารมิโนทอร์ได้ เธเซอุสพาอารีอาดเนมุ่งหน้ากลับสู่เอเธนส์แต่แล้วก็ทิ้งเธอไว้ที่เกาะนาซอส (Naxos - นักซอส) นั่นคือเรื่องเล่าและเหตุการณ์ส่วนหนึ่งของตำนานที่ถูกถ่ายทอดกันมา แต่ "เส้นด้ายในความมืด" ซึ่งเป็นบทละครแปล (โดยผส.
รักจัดหนัก: หนักได้อีก (B-)
ความรัก คึกคะนอง เซ็กส์ เหล้า มักเป็นประเด็นที่หยิบยกมาขยำรวมและโยนให้กับ "วัยรุ่น" ให้เห็นสภาวะความเหลวแหลกและปัญหาของคนที่ยังอยู่ในวัยที่ไม่พร้อมจะรับศึกหนักของชีวิต โดยส่วนมากเรามักเห็นมันออกมาในสภาวะที่หดหู่ กดดัน และตึงเครียด แต่ "รักจัดหนัก" กลายเป็นหนักที่ไปในอีกทางที่ให้เราได้เห็นมุมของความหนักอึ้งของปัญหาที่วัยรุ่นต้องแบกไว้จากความไม่รู้เดียงสาของพวกเขาอย่างผ่อนคลายและไม่ตึงเครียดจนเกินไป แต่ก็เพราะการที่มันไม่ "ตึง" นั่นแหละ หนังก็เลยไม่ได้ "หนัก" แบบที่หน้าหนังขายเราไว้สักเท่าไร "ไปเสม็ด" ของภาส พัฒนกำจร และ ไพรัช คุ้มวัน เป็นเรื่องแรกที่หนังพาเราไปรู้จักกับวิทและแอน สองเด็กม.ปลายที่เพิ่งสมหวังกับการแอดมิชชั่นและไปเที่ยวกันแบบสุขใจที่เสม็ด ก่อนจะกลับมาสู่โลกความจริงแล้วพบว่าแอนอาจจะกำลังตั้งท้อง ชีวิตและอนาคตที่กำลังจะสดใสถูกโยนโครมด้วยความกดดันและพวกเขาก็ได้พบว่าอะไรๆ มันก็ไม่ได้ง่ายเหมือนตอนที่พวกเขาจับมือกันเดินเข้าห้องพักที่เสม็ดหรอกนะ ในส่วนของ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่กับ…..ฉัน: การเข้าใจผ่านความทรงจำ (B)
หากเราพยายามย้อนเวลาและความทรงจำกลับไปยังวัยที่ยังไร้เดียงสา หนึ่งในภาพที่หลายๆ คนจะจำได้คือการได้จับมือและโอบกอดกับพ่อและแม่เมื่อครั้นยังเด็ก แต่เมื่อเราหมุนเวลากลับมา เราก็อาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเมื่อไรกันนะ ที่ความไร้เดียงสาของเรานั้นหายไป พร้อมๆ กับอ้อมกอดที่เราเคยโอบให้กับพวกเขานั้นแปรเปลี่ยนเป็นความห่างเหินระหว่างวัย และกว่าจะรู้ตัว ช่องว่างที่เกิดขึ้นก็บดบังรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่เราเคยให้พวกเขาในวัยเด็กแม้ว่าจะยังมี "ความรัก" อยู่ก็ตาม "กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่กับ....ฉัน" ละครเวทีเรื่องล่าสุดจาก New Theatre Society ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก The Joy Luck Club ด้วยฝีมือการสร้างสรรค์ของปานรัตน กริชชาญชัย ก็เป็นหนึ่งในละครเวทีที่พาให้เรากลับไปสัมผัสความทรงจำในอดีตและหวลหาคำตอบที่ยังค้างคาอยู่ในกาลเวลาที่ลืมเลือนผ่านประสบการณ์และเรื่องราวของผู้หญิงสามคน อาม่า แม่ และก็ลูก

















Recent Comments