All posts tagged comedy
Tower Heist: เฮฮาปล้นตึกระฟ้า (B-)
สูตรหนังสไตล์พระเอกต้องมารับบทผู้ร้ายเป็นโจรวางแผนภารกิจปล้นก็มีมาก่อนหน้านี้หลายเรื่อง กุญแจสำคัญที่จะทำให้หนังสนุกได้คือกลเม็ดในการบุกเข้าโจรกรรม แผนซ้อนแผน เหตุการณ์เฉพาะหน้าที่คาดไม่ถึง และเสน่ห์ของเหล่าทีมร่วมขบวนการอันเป็นตัวเอกของเรื่อง Tower Heist เองก็พยายามเดินตามสูตรดังกล่าวโดยมีการสร้างแนวทางของตัวเองที่น่าสนใจด้วยการผสมความตลกเป็นตัวชูโรงจากนักแสดงหลักโดยยังคงไม่ทอดทิ้งหรือออกทะเลจนเสียการเสียงาน ซึ่งนั่นก็ทำให้มันกลายเป็นหนังตลกที่เพลิดเพลินอยู่ไม่น้อยหากไม่ติดว่าหลายๆ อย่างของหนังเองก็ยังมีจุดบอดอยู่เช่นกัน เหล่าพนักงานของ The Tower นำโดยจอช โคแว๊ค (เบน สติลเลอร์) ดูจะมีชีวิตที่ปรกติดีกับงานที่ตัวเองทำในการรับใช้เหล่ามหาเศรษฐีและผู้มีอันจะกินซึ่งอาศัยอยู่ในตึก แต่จู่ๆ พวกเขาก็พบว่าเงินบำนาญที่สะสมมาทั้งชีวิตมลายหายไปจากการโกงของมหาเศรษฐี อาร์เธอร์ ชอว์ ผู้ที่พวกเขาไว้เนื้อเชื่อใจมาโดยตลอดแต่กลับกลายเป็นผู้ร้ายในคดีหุ้นและเอาเงินที่พวกเขาฝากฝังไว้ไปละลายหายสิ้น จอชจึงรวมหัวกันฟอร์มทีมอันประกอบด้วย สไลด์ (เอ็ดดี้ เมอร์ฟี่) เพื่อนบ้านผิวสีที่ฝีมือแพรวพราวในการก่ออาชญากรรม ชาร์ลี น้องเขยของจอชผู้ไม่เอาอ่าว และฟิสฮิวจ์ อดีตนักธุรกิจที่ล้มละลาย ทั้งหมดหวังจะแก้แค้นให้กับเพื่อนพนักงานโดยบุกเข้าเพนธ์เฮ้าส์ของอาร์เธอร์เพื่อปล้นเอาเงินสดที่เชื่อว่ายังคงซ่อนไว้โดยรอดพ้นจากการยึดของตำรวจ พล็อตเรื่องง่ายๆ ของ Tower Heist นั้นจะว่าไปแล้วก็ดูเป็นสูตรหนังสไตล์นี้อยู่พอสมควรแถมมีลูกเล่นหลายๆ อย่างที่ทำออกมาได้ดีเช่นการพลิกโผหรือกลับตาลปัตรของสถานการณ์ แต่ในขณะเดียวกันก็มีหลายๆ อย่างที่ออกจะเป็นสูตรที่คาดเดาได้สำหรับคนที่ดูหนังมาเยอะๆ …
50/50: รับมือกับความตาย (B+)
ความตายเป็นเรื่องใกล้ตัวและหลายๆ คนเองก็ไม่อยากจะเผชิญหน้าแม้เราจะรู้ว่าในท้ายที่สุดแล้ว เราก็จะต้องพบกับความตายจากสาเหตุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ โรคร้าย หรือตามอายุขัย ซึ่งเมื่อปลายทางมันเหมือนกันแล้ว เราก็อดคิดไม่ได้ว่าระหว่างทางนั้นแต่ละคนจะเลือกอย่างไรเมื่อรู้ว่าปลายทางที่ว่านั้นใกล้ตัวเข้ามา และ 50/50 ก็เป็นหนังที่ถ่ายทอดช่วงเวลาเหล่านั้นในอีกมุมหนึ่งได้อย่างน่าอิ่มเอิบใจอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว อดัมเองเป็นชายหนุ่มอายุยังไม่ถึงสามสิบดี เขามีชีวิตแบบปรกติเหมือนคนทั่วไป ระมัดระวังตัวและไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงอะไร แต่แล้ววันหนึ่งหมอก็แจ้งให้เขาทราบว่าเขากำลังเป็นมะเร็งที่ปลายประสาทกระดูสันหลัง ซึ่งนั่นอาจจะทำให้เขามีโอกาสรอดชีวิตเพียง 50% เท่านั้น และจากวันนั้นเอง อดัมเองก็เริ่มมีชีวิตในฐานะคนป่วยที่ต้องรับการรักษาทั้งทางกายและทางใจโดยมีเพื่อน ครอบครัว และคนรักอยู่รอบข้าง และในช่วงเวลานั่นเอง ที่ทำให้อดัมได้สังเกตุและค้นพบความจริงบางอย่างของชีวิตที่เขาไม่เคยได้เหลียวมองมาก่อน ในแว่บแรก เราอาจจะมองว่า 50/50 น่าจะเป็นหนังสู้ชีวิตของคนไข้ที่กำลังพยายามจะมีชีวิตรอด แต่แท้จริงแล้ว เสน่ห์และคุณค่าจริงๆ
Zenkai Girl – รักที่ตัวตนและคุณค่า (B)
อายูคาว่า วาคาเบะเป็นหญิงสาวที่โตมาด้วยความยากลำบากเนื่องจากครอบครัวโดนหลอก เธอต้องใช้ชีวิตวัยเด็กด้วยความยากจนขีดสุด แต่ก็ฟันฝ่าจนกลายเป็นทนายความสาวสวยที่มีฝันที่จะไฮโซและร่ำรวยเหนือใครๆ แต่แล้วบริษัทที่เธอไปสมัครงานนั้นกลับต้องปิดตัวลง เธอจึงต้องระเห็จสมัครงานใหม่ที่สำนักงานกฏหมายแห่งหนึ่งโดยนอกจากเธอจะต้องดูแลคดีต่างๆ แล้ว งานหลักที่เธอต้องทำคือการเป็นพี่เลี้ยงให้ลูกสาวของประธานบริษัท ซึ่งนั่นทำให้เธอได้พบกับเหล่าผู้ปกครองเด็กอนุบาลคนอื่นๆ รวมทั้ง ยามาดะ โชตะ พ่อของเด็กชายคนหนึ่งที่มีความซื่อแต่จริงใจ และการพบกันนั้นทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เริ่มใกล้ชิดมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน วาคาเบะเองก็ยังหมายจะประสบความสำเร็จร่ำรวยจนถูกรองประธานหนุ่มอนาคตไกลขอเดท เช่นเดียวกับเพื่อนวาคาเบะที่หลงรักโชตะอย่างหัวปักหัวปำ เรื่องยุ่งๆ ของเหล่าตัวละครจากสองโลกที่มาบรรจบกันก็เกิดขึ้นและให้คนดูอย่างเราๆ ลุ้นกันเองว่าสุดท้ายหวยจะไปออกยังไง พล็อตง่ายๆ ของ Zenkai Girl ก็ออกจะดูเป็นเรื่องรักสนุกสนานของคนต่างชนชั้นที่ดันมาเจอกันโดยบังเอิญ หญิงสาวที่เคยจนแต่ตอนนี้อยู่ในฐานะที่สามารถเลืิอกความสำเร็จและความร่ำรวยได้ กับชายหนุ่มที่ไม่มีอะไรมากนอกจากความดีงามของจิตใจ เงื่อนไขตัวละครแบบนี้ก็เหมือนจะเป็นการบอกกลายๆ ถึงความคิดที่แฝงอยู่ในละครว่าด้วยการค้นหาคุณค่าที่แฝงอยู่ในสังคมซึ่งมากกว่าเปลือกภายนอก
Four is.. : โลกที่เห็นต่างออกไป (B)
หนึ่งในเสน่ห์สำคัญอย่างหนึ่งของละครร่วมสมัยคือการเปิดพื้นที่ให้กับความคิดของศิลปินในการแสดงออกอย่างหลากหลายเช่นเดียวกับพื้นที่ทางความคิดของผู้ชมที่สามารถตีความหรือรับรู้มุมมองต่างๆ ได้แตกต่างกันไป ซึ่งนั่นอาจจะเป็นหนึ่งความสนุกที่หลายๆ คนชื่นชอบในการชมละครร่วมสมัยเลยก็ว่าได้ Four is ของกฤษณะ พันธุ์เพ็งก็น่าจะเป็นหนึ่งในงานที่อาศัยเสน่ห์ดังกล่าวมาใช้ขับเคลื่อนและสร้างงานอันมีเอกลักษณ์ของตัวเอง พร้อมกับสามารถนำเสนอความคิดที่หลากหลายและมุมมองที่ต่างออกไปได้อย่างน่าสนใจ ฉากทั้ง 10 ฉากของ Four is เป็นเหมือนหนังสั้นย่อยๆ ที่ไม่ได้เส้นเรื่องตายตัวในการร้อยเรียง แต่ละฉากมีความหมายและเรื่องราวของตัวเอง ตั้งแต่เรื่องของการเป็นฮีโร่ในเหตุการณ์สึนามิ ฉากการเล่าข่าวทางทีวี การพูดถึงคำพยากรณ์วันสิ้นโลก พฤติกรรมการเล่น facebook ฯลฯ ซึ่งนักแสดงสามคนจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมารับบทบาทในแต่ละฉากอย่างต่อเนื่อง ถ้าหากเราเคยชินแต่กับการดูละครแบบต้องมีเส้นเรื่องต้นกลางจบแล้วมาดู Four is แล้วล่ะก็ หลายคนอาจจะบ่นหงุบหงิบกันได้ง่ายๆ เพราะแกนของเรื่องราวอาจจะดูเปะปะ กระจาย
ตงฟางปู๋ป้าย หมื่นปีมีข้าคนเดียว: เพลงกระบี่ยังไม่เร้าใจ (C+)
เวลาใครพูดถึง “กระบี่เย้ยยุทธจักร” หรือที่คนไทยมักคุ้นกับชื่อ “เดชคัมภีร์เทวดา” นั้น ตัวละครที่คนมักจะนึกถึงคนแรกๆ หาใช่เพียงเล่งฮู้ชงซึ่งเป็นตัวละครเอก แต่รวมไปถึงตงฟางปู๋ป้าย หนึ่งในตัวละครยอดยุทธไร้เทียมทานที่มีลักษณะพิเศษอันเกิดจากการฝึกคัมภีร์ทานตะวันจนต้องเปลี่ยนเพศตัวเองให้อยู่ระหว่างครึ่งชายและครึ่งหญิง ซึ่งนอกจากเสน่ห์อันน่าพิศวงของตัวละครแล้ว ตงฟางปุ๋ป้ายยังมีเรื่องราวที่น่าติดตามเกี่ยวกับวิถีชีวิต และความสัมพันธ์ที่เขา(เธอ)มีกับเล่งฮู้ชงเอง “ตงฟางปู๋ป้าย หมื่นปีมีข้าคนเดียว” ของอภิรักษ์ ชัยปัญหา จาก ก็เลือกหยิบเรื่องราวของตัวละครนี้มาสำรวจและตีความ ก่อนจะถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราวในแบบละครเวที เพียงแต่มันไม่ใช่เรื่องของตงฟางปู๋ป้ายแบบที่หลายๆ คนคิดหรือคาดเดาจากชื่อเรื่องหรือโปสเตอร์หรอกนะครับ เรื่องราวของ “ตงฟางปู๋ป้าย หมื่นปีมีข้าคนเดียว” เป็นละครซ้อนละครว่าด้วยเหตุการณ์ 1 ชั่วโมงก่อนหน้าที่การแสดงรอบแรกของละคร (ที่น่าจะชื่อเดียวกัน) จะเริ่มขึ้นโดยมี “มิค” หญิงสาวผู้ได้รับบทนำเป็นตงฟางปู๋ป้าย
พัทยา: สืบสวนและเล่าเรื่องแบบไร้ทิศทาง (C)
การทำละครเรื่องหนึ่งมักเกิดขึ้นจากจุดประสงค์ที่อยากเล่าอะไรบางอย่างจากผู้สร้าง ก่อนจะค่อยๆ พัฒนาต่อยอดให้กลายเป็นเรื่องราวด้วยกลวิธีต่างๆ และสุดท้ายออกมาเป็นละครสักเรื่อง หลายๆ เรื่องก็ประสบความสำเร็จกับการสร้างเรื่องให้ผู้ชมได้เข้าใจและรู้สึกถึงสิ่งที่ผู้เขียน/ละครอยากจะบอกอย่างชัดเจน ลึกซึ้ง แต่ในขณะเดียวกันหลายๆ เรื่องก็ออกทะเลและหลุดประเด็นไปด้วยเหตุผลต่างๆ นานา บ้างก็เขียนบทโดยไร้เหตุไร้ผล หรือบ้างก็ออกทะเลไปไม่เกี่ยวกับเรื่องโดยไม่จำเป็น "พัทยา" ของ Life Theatre โดย โชโกะ ทานิกาวา ก็ตกอยู่ในกรณีที่ล้มเหลวด้านบทที่พยายามเล่าเรื่องอย่างหนึ่งแต่กลับขยายเรื่องให้ออกทะเลไปโดยที่ไม่ได้ส่งผลกลับมาที่ประเด็นหลัก จนสุดท้ายคนดูอย่างเราๆ ก็เลยไม่รู้จะจับประเด็นหรือรู้สึกอะไรจากละครที่เพิ่งจบลงไป พัทยาเริ่มเรื่องขึ้นที่ห้องทำงานของ "สารวัติ ยุติธรรม" ที่ประจำการอยู่ที่เมืองพัทยา ชีวิตวันๆ ของเขาและสน.ดูจะเรื่อยเปื่อยไร้สาระพอๆ กับตัวของเขาเองเช่นเดียวกับ "ผู้กองเอ๋"
พบรัก (2554): รักนะ งุงิ (B)
ย้อนกลับไปเทศกาลละครกรุงเทพปี 2549 ในร้านอาหารเล็กๆ ที่ชื่อ "อินดี้" นั่นเป็นครั้งแรกที่ "พบรัก" ได้เผยแพร่ความรักให้กับผู้ชมที่พากันเอาไปเบียดเสียดกับชมละครกระทัดรัดแต่อุ่นไอรักเรื่องนี้ (อ่านบทวิจารณ์สมัยโน้นของผู้เขียนได้ที่นี่) มาปีพ.ศ. 2554 นี้ "พบรัก" จาก 8x8 ฝีมือการสร้างสรรค์ของนิกร แซ่ตั้ง กลับมาเรียกเสียงตอบรับจากหัวใจผู้ชมอีกครั้ง ในสถานที่ใหม่ Blue Box Studio พร้อมด้วยเครื่องเคราที่เพิ่มขึ้น ทั้งที่เวิร์คและไม่เวิร์ค อีกทั้งบริบทของกาลเวลาและยุคสมัยที่เปลี่ยนไป จนทำให้ใน "พบรัก" ในวาระนี้อาจจะชวนให้เราเห็นในสิ่งที่เรามองไม่เห็นเมื่อ
ผู้หญิงข้างๆ: เทคนิคที่ยังต้องพัฒนา (B-)
การที่จะหาคำตอบหรือเข้าใจชีวิตคนๆ หนึ่งหรือแม้แต่ตัวเราเองได้นั้น สิ่งที่จำเป็นต้องล้วงลงไปเพื่อนำออกมามองก็คงไม่พ้นช่วงต่างๆ ของชีวิตที่จะทำให้เราได้เห็นมุมมอง ที่มาที่ไป ก่อนจะนำไปสู่การเข้าใจตัวบุคคลนั้นๆ เช่นเดียวกับการอ่านอัตชีวประวัติคนๆ หนึ่ง รวมไปถึงการเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ในละครที่นำพาผู้ชมไปสู่การรู้จักตัวละครที่พัฒนาตามเส้นเรื่องก่อนจะเรียนรู้อะไรบางอย่างในตอนท้ายที่สุด "ผู้หญิงข้างๆ" ของ 4DARUMA ก็เป็นหนึ่งในละครอีกเรื่อง ที่นำไอเดียของการนำ "ช่วงชีวิต" ของตัวละครมาตีแผ่ให้คนดูได้รู้จักชีวิตของคนๆ หนึ่งมากขึ้น แถมยังใช้กลวิธีบางอย่างที่น่าสนใจ เพียงแต่มันอาจจะยังไม่ลงตัวอย่างมีประสิทธิภาพได้ ธงชัย ชายหนุ่มอายุย่างเข้าเลขสามแต่ยังสับสนกับชีวิตว่าอะไรคือเป้าหมายและเส้นทางที่ตัวเองควรจะเดินกันแน่ เรื่องราวของเขาถูกเล่าผ่านประสบการณ์ระหว่างเขากับผู้หญิงสี่คนที่เข้ามาในชีวิต และนั่นทำให้เราได้รู้จักเขามากขึ้นทีละนิดๆ ตั้งแต่เพื่อนซึ่งเป็นอดีตแฟนเก่าที่ยังคงคาราคาซังกับความรู้สึก หญิงสาวเสิร์ฟที่แอบมาชอบในวันที่เขาไปกินอาหารที่ร้าน แม่ซึ่งคอยเป็นห่วงและคาดหวังกับอนาคตของเขาที่ดูจะเอาเรื่องเอาราวไม่ได้ และคู่นอนที่หวังจะสนุกกับเพศสัมพันธ์แต่ก็ล่มไม่เป็นท่าเพราะผิดตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งหมดนี้ถูกร้อยเรียงรวมเป็นเรื่องเดียวให้ผู้ชมได้เห็นมิติต่างๆ ของตัวละครเพื่อที่จะเข้าใจ
นังเหมียวย้อมสี: เปะเปะ ไม่เคลียร์ ไม่ชัดเจน (C-)
โรแมนติกคอมเมดี้น่าจะเป็น Genre หนึ่งที่คนดูทั่วไปชอบจนทำให้เกิดหนังและละครหลายเรื่องมานักต่อนัก นังเหมียวย้อมสีก็เป็นหนึ่งในละครที่ประสบความสำเร็จในยุคสมัยของมณเฑียรทองเธียเตอร์ ซึ่งดร. เสรี วงศ์มณฑาก็นำกลับมาแสดงอีกครั่้งในปัจจุบัน พร้อมกับสอดแทรกปรับเปลี่ยนบางอย่างให้มีความทันสมัยและแอบหยิกสังคมวันนี้ แน่นอนว่าหลายๆ ส่วนก็คงเป็นที่โดนใจกับมุกตลกและการวิพากษ์กระแสต่างๆ ของสังคม แต่ถึงกระนั้น นังเหมียวย้อมสีในวาระพ.ศ.นี้กลับไม่ได้แสดงให้เห็นถึงเชิงชั้นของละครเวทีที่น่าจดจำอะไรนักแถมออกจะเสียศูนย์จากส่วนผสมที่แปลกประหลาดไม่ลงตัวเสียมากกว่า บุญมา หญิงสาวจากสลัมได้บังเอิญพบเจอกับ ศ.ดร. ระเด่นและแม่จนเกิดความหวังที่จะเรียนรู้ชีวิตของผู้ดีเพื่อตามหาความฝันของตัวเอง ด้วยคำท้าทายจากระตีผู้เป็นแม่ ทำให้ระเด่นตัดสินใจรับบุญมามาอยู่ที่บ้าน ฝึกปรือให้พูดด้วยสำเนียงผู้ดีแทนที่จะเป็นสำเนียงร้อยเอ็ดที่ติดตัวมาแต่กำเหนิด หลังจากเวลาผ่านไปได้หลายเดือน บุญมาก็สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองจากสาวสลัมให้กลายเป็นสาวสวยในมาดผู้ดีสูงศักดิ์จนคนในสังคมไฮโซจับไม่ได้ แต่ความสำเร็จดังกล่าวนั้นกลับส่งผลต่อบุญมาเองเมื่อเธอพบว่าเธอไม่ใช่บุญมาคนเดิมอีกต่อไป ที่ที่เธอเคยอยู่ก็ไม่ใช่บ้านที่เธอกลับอยู่ได้ อีกทั้งเมื่อครบกำหนดสัญญาแล้ว เธอก็ต้องออกจากบ้านของระเด่นโดยยังไม่รู้ว่าจุดมุ่งหมายต่อไปคือที่ใด และที่สำคัญคือความรู้สึกที่เธอและระเด่นมีให้กันนั้นแท้จริงแล้วเป็นอย่างไรกันแน่ ถ้าเรามองโดยรวมแล้ว นังเหมียวก็พยายามพูดถึงเรื่องรักจากสังคมที่แตกต่างกันโดยใช้ตัวละครอย่างบุญมาเป็นตัวเดินเรื่องให้ได้ประสบพบกับเหตุการณ์ต่างๆ รวมทั้งได้เรียนรู้จากการเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อนจะพบว่าการเป็นผู้ดีที่เธอเคยฝันไว้นั้นไม่ได้ให้ความสุขที่แท้จริงกับเธอเลย ภาพลักษณ์ภายนอกที่เปลี่ยนไปอาจจะดึงดูดคนให้เข้ามาสรรเสริญชมเชย
Paul: ฮาแสบๆ แบบต่างดาว (B-)
เวลาพูดชื่อ Simon Pegg และ Nick Frost แล้ว เราอาจจะนึกถึงหนังแสบๆ อย่าง Shaun of the Dead และ Hot Fuzz ที่เรียกเสียงฮาแบบมีชั้นเชิงเก๋ๆ ภายใต้ฝีมือการกำกับของ Edgar Wright แต่เมื่อ Paul คืองานหนังที่ทั้งสองคนยังแสดงนำแต่ออกมาสู่การกำกับของคนอื่นอย่าง Greg Mottola (Superbad) การเสียดสีและมุกตลกแสบๆ ก็ยังคงสไตล์แบบเดิมในบทหนัง
Loss Time Life: ชีวิตทดเวลาเจ็บ (B)
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณรู้ตัวว่าตายไปแล้ว แต่คุณได้ช่วง "ทดเวลาบาดเจ็บ" เพิ่มขึ้นมาอีกนิด คุณจะทำอะไรในทดเวลานั้น? Loss Time Life ซีรี่ย์ญี่ปุ่นว่าด้วยไอเดียการใช้ชีวิตในห้วงสุดท้ายมานำเสนอมุมมองของมนุษย์ การค้นหาความหมายของการมีชีวิต และคุณค่าที่แท้จริงในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ถูกเพิ่มขึ้นในนาทีสุดท้าย เหล่าตัวละครในแต่ละตอนจะต้องพบกับความตายแต่ถูกให้เวลาเพิ่มขึ้นอีกสักพักหนึ่งเพื่อให้พวกเขาได้ทำ "ภารกิจที่ยังค้างคา" ให้เสร็จสิ้นก่อนที่เวลาจะหมดลงจริงๆ คอนเซปต์ของ Loss Time Life มองว่าชีวิตมนุษย์เราก็เหมือนกับเกมฟุตบอล ที่ระหว่างเกมก็การบาดเจ็บ หรือช่วงเวลาที่ไม่ได้ "อยู่ในเกม" และผู้เล่นจะมีโอกาสได้ใช้หลังจากช่วงเวลา 90 นาทีหมดลง และแท้จริงแล้ว ช่วงเวลาที่น้อยเมื่อเทียบกับตลอดทั้งเกมชีวิตที่ผ่านไปนั้นกลับกลายเป็นช่วงเวลาที่มีค่ามากมายมหาศาลเสียเหลือเกิน ตัวละครนั้นนำไอเดียนี้มาทำให้ทั้งซึ้ง อิน และตลกขบขันไปพร้อมๆ
Green Concerto: รักโลกกันแบบญี่ปุ่นอินดี้ (B)
ท่ามกลางโลกที่กำลังร้อนขึ้นทุกวัน คงจะดีไม่น้อยถ้าเราจะมีอะไรสักอย่างมาชะโลมใจให้เราเย็นลงและมองสิ่งรอบข้างด้วยความรู้สึกยิ้มแย้มโดยที่ไม่ต้องอาศัยอะไรโฉ่งฉ่างมากนัก Green Concerto จาก Life Theatre ผลงานเขียนบทและกำกับของโชโกะ ทานิกาวะ ศิลปินชาวญี่ปุ่นที่ทำงานอยู่เมืองไทยจนหลายคนคิดว่าเขาเป็นพลเมืองที่นี่ไปแล้วก็เป็นงานละครเวทีที่ดูเพลินๆ อบอุ่นในสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของเขา และก็พอให้เราหยิบคว้าอะไรบางอย่างติดกลับไปให้รักโลกกันบ้างหลังละครจบ เหตุการณ์ของ Green Concerto เกิดขึ้นในห้องชมรมสิ่งแวดล้อมแห่งหนึ่ง นักศึกษาเพลย์บอยคนหนึ่งนั่งรอคู่ของเขาโดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมพูดคุยแกมขัดขาอยู่เรื่อยๆ จากนั้นตัวละครต่างๆ ก็ทยอยเข้ามาในห้อง ตั้งแต่เฮียร้านก๋วยเตี๋ยวข้างมหาวิทยาลัย นักศึกษาสาวประธานชมรม อาจารย์อีกคนที่ขอเข้ามานั่งรออาจารย์สาว จนไปถึงเมียของเฮียที่หนีออกจากบ้านไปก่อนหน้านี้ และเรื่องวุ่นๆ (มั้ง) ปนความรู้การอนุรักษ์โลกก็เกิดขึ้นในชมรมนี่แหละ เส้นเรืื่องหลักของ Green Concerto นับว่าบางมากพอสมควรชนิดคนดูอาจจะงงๆ กันได้ว่าสรุปแล้วเรื่องนี้จะให้
Script Space และ Timing ในเฉาก๊วยถ้วยสุดท้ายฉบับใหม่ที่ทำให้ทั้งดีขึ้นและแย่ลง
ผู้เขียนได้มีโอกาสดู “เฉาก๊วยถ้วยสุดท้าย” เมื่อครั้งที่เป็นละครในเทศกาลละครกรุงเทพเมื่อปีที่แล้ว สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนชื่นชอบเป็นพิเศษคือบทละครที่มีลูกเล่น คมคาย และจิกกัดความคิดทฤษฏีของละครเวทีได้อย่างแสบสันต์ ซึ่งก็ย่อมน่าสนใจไม่น้อยหากละครขนาดกระทัดรัดเมื่อครั้งนั้นจะถูกนำมา Restage แบบใหม่ จัดใหญ่และจัดหนักกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงบริบทจากละครที่เล่นในชั้นสองของร้านอาหารเล็กๆ เมื่อคราวที่แล้วมาสู่โรงละครขนาดเล็กที่มีพื้นที่เพิ่มขึ้น พร้อมกับการขยายเรื่องราวเข้าไปอีกย่อมทำให้ “เฉาก๊วยถ้วยสุดท้าย” เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ ซึ่งมันก็มีทั้งสิ่งที่เวิร์คและไม่เวิร์คไปพร้อมๆ กันนั่นแหละ เรื่องราวของ “เฉาก๊วยถ้วยสุดท้าย” เวอร์ชั่นใหม่นั้นเปลี่ยนบริบทเป็นมหาวิทยาลัย SDU (ซึ่งจะไปคล้องคล้ายกับอันได้ก็แล้วแต่จะตีความแล้วกัน) และที่อาจารย์ทุกคนกำลังถกเถียงกันอย่างดุเด็ดเผ็ดมันคือละครแบบไหนที่เหมาะจะเป็นละครสำหรับเปิดโรงละครแห่งใหม่ แน่นอนว่าการโต้เถียงดังกล่าวนำมาซึ่งการถกเถียงว่าละครที่ดีคืออะไร ทฤษฏีละครแบบไหนที่ “ใช่” กันแน่ รวมทั้งความคิดที่ว่าละครกับชีวิตจริงจะไปด้วยกันได้ (หรือไม่ได้)
No String Attached: รักเลื่อนลอย (B-)
มันคงไม่แย่นักกับการที่จะพูดถึงประเด็นเรื่องความรักของคนที่ตกลงกันว่าจะเป็น Sex Friend โดยขีดเส้นที่จะไม่พัฒนาไปสู่ความสัมพันธ์อื่น เพราะมันเต็มไปด้วยรายละเอียดและแง่มุมที่สามารถหยิบมาพูดได้เยอะ แต่ไปๆ มาๆ No String Attached ที่เลือกจะเป็นหนัง Romantic Comedy กลับไปไม่ถึงฝั่งฝันประทับใจคนดูได้เสียสักเท่าไรแม้จะได้นักแสดงเด็ดๆ อย่างนาตาลี พอร์ทแมนและแอสตั้น คุชเชอร์ก็ตามที Emma และ Adam เป็นเพื่อนที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยอายุ 14 ปีแต่ก็ไม่ได้ลงเอยอะไรกันจนเวลาผ่านไปเนิ่นนานและกลับมาเจอกันอีกครั้งหลังจาก Adam เมาเละเทะเนื่องจากช็อคที่แฟนเก่าของตัวเองกลายเป็นแฟนของพ่อ เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ Adam ได้พบกับ Emma
RIO: สีสันจัดจ้านสไตล์แซมบ้า (B)
พูดถึงเมืองริโอที่บราซิลแล้ว หลายคนต้องมีภาพจำเกี่ยวกับเทศกาลที่สีสันจัดจ้านที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อหนัง Animation สนุกๆ ว่าด้วยเรื่องนกที่บินไม่ได้แต่จับผลัดจับผลูไปผจญภัยในเมืองนี้ ก็คงมิวายที่จะมีสีสันจัดจ้านตามชื่อเรื่องของมันนั่นแหละ Rio ว่าด้วยเรื่องของเจ้าบลู นกแก้วมาคอร์ซึ่งถูกจับมาตั้งแต่เกิดแต่ได้ถูกเลี้ยงด้วยความรักจากลินดาผู้เป็นเจ้าของอย่างดีที่มินิโซต้า อยู่มาวันหนึ่งนักปักษาวิทยาก็มาแจ้งข่าวว่าบลูเป็นตัวผู้ตัวสุดท้ายของสายพันธุ์และควรจะรีบหาคู่ให้มันโดยเร็ว ซึ่งตอนนี้จูล เพศหญิงตัวสุดท้ายที่เป็นคู่ของมันก็อยู่ในเมืองริโอ และนั่นเป็นเหตุให้การผจญภัยของบลูในบ้านเกิดแต่แปลกถิ่นจึงเริ่มขึ้นและยุ่งเหยิงมากขึ้นไปอีกเมื่อต้องถูกจับไปโดยขบวนการค้าสัตว์ที่หวังจะร่ำรวยจากการขายนกจนต้องหนีเอาชีวิตรอดให้ได้ พล็อตเรื่องของ Rio รวมทั้งการออกแบบตัวละครนั้นเรียกได้ว่าเป็นทำนองสูตรสำเร็จแบบ Animation ของฝั่งตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นพ่อแง่แม่งอนของพระเอกนางเอก หรือตัวร้ายทำนองมีกำลังแต่ขาดปัญญา และพวกเพื่อนตัวเอกที่ค่อยช่วย(และเชียร์)สองพระนางอยู่ไม่ห่าง ซึ่งแน่นอนว่านั่นทำให้ Rio เป็น Animation ที่ดูได้ง่าย ไม่มีอะไรสลับซับซ้อนให้ตีความหรือลงลึกในรายละเอียด ออกจะเน้นไปทางบันเทิงเสียซะมากกว่า โดยยังดีว่าหนังก็ไม่มีเละเทะชนิดออกทะเลจนไม่เป็นเรื่องราว

















Recent Comments