<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>BarkandBite</title>
	<atom:link href="http://www.barkandbite.net/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.barkandbite.net</link>
	<description>วิจารณ์แบบไร้ปราณี</description>
	<lastBuildDate>Sat, 23 Jan 2010 15:49:29 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>อิน-จัน เดอะมิวสิคคัล</title>
		<link>http://www.barkandbite.net/2010/01/%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%a5/</link>
		<comments>http://www.barkandbite.net/2010/01/%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%a5/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 23 Jan 2010 15:49:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>nuttaputch</dc:creator>
				<category><![CDATA[Theater Bite]]></category>
		<category><![CDATA[musical]]></category>
		<category><![CDATA[university]]></category>
		<category><![CDATA[อิน-จัน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.barkandbite.net/?p=123</guid>
		<description><![CDATA[ละครเวทีนักศึกษาเป็นหนึ่งในสิ่งที่หลาย ๆ คนติดภาพและตีตราว่าละครเวทีเป็นแค่กิจกรรมของนักศึกษาเพียงเท่านั้น ไม่ใช่ศิลปะที่สามารถนำมาสู่วงการ “มืออาชีพ” ได้ และเอาเข้าจริงก็ไม่แปลกที่เราจะเห็นละครเวทีส่วนใหญ่ที่มีข่าวออกมาประชาสัมพันธ์ (ไม่นับละครเวทีวิกใหญ่ ๆ) ก็มักจะเป็นละครเวทีจากรั้วสถาบันต่าง ๆ ทั้งจากคณะที่เรียนและไม่ได้เรียนละครเวที และนั่นก็ทำให้หลาย ๆ ครั้งมาตราฐานของงานละครเวทีนักศึกษาก็แกว่งไปแกว่งมา ขึ้น ๆ ลง ๆ ตามเทรนด์การทำละครเวทีที่ผุดขึ้นยังกับดอกเห็ด
หนึ่งในประเภทของละครที่นิสิตนักศึกษาหลาย ๆ ที่เลือกจะหยิบมาทำก็คือละครเพลงหรือที่มักเรียกว่ามิวสิคคัล ซึ่งอาจจะมาตามเทรนด์ของค่ายใหญ่ ๆ ที่ทำออกมาเป็นกระแสอยู่เนือง ๆ และก็คงไม่แปลกที่มันจะเป็นสิ่งที่ “ตลาด” คาดหวังกับละครเวทีปัจจุบันเช่นที่นักศึกษาแขนงวิชาธุกิจดนตรี มหาวิทยาลัยมหิดลค้นพบจากการศึกษาทางการตลาดก่อนตัดสินใจที่จะทำ “อิน-จัน เดอะมิวสิคคัล” เป็นโครงการภาคปฏิบัติ
เอาล่ะ ไม่ว่ามันจะเป็นเพราะผลการวิจัย หรือกระแสอะไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ผู้เขียนมักกังวลเวลาไปชมละครเวทีของนักศึกษานั้นคือ “คุณภาพ” และ “ความเข้าใจ” ในสิ่งที่ตัวนักศึกษาเลือกที่จะสร้างสรรค์ออกมา ซึ่งหลาย ๆ ครั้งมันก็ค่อนข้างน่าผิดหวังและล้มเหลวเพราะสิ่งที่หลายกลุ่มนักศึกษาต้องการคือเสียงกรี๊ดและช่อดอกไม้จากเพื่อน ๆ แต่ไม่ได้ใส่ใจถึงคุณค่าในศิลปะที่ตัวเองใช้เป็นเครื่องมือ
แต่สำหรับ “อิน-จัน เดอะมิวสิคคัล” ก็สร้างความแปลกใจให้กับผู้เขียนได้เหมือนกัน เมื่อนักศึกษาที่ไม่ได้เรียนตรงด้านศิลปะการแสดงหรือศาสตร์ละครเวที กลับสร้างงานดี ๆ ที่มีมาตราฐานค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกันในระดับอุดมศึกษาด้วยกัน และนั่นเป็นสิ่งที่ผู้เขียนไม่ค่อยได้พบเจอกันบ่อยเสียเท่าใดนัก
“อิน-จัน เดอะมิวสิคคัล” เป็นละครเพลงว่าด้วยเรื่องการเดินทางแห่งชีวิตของแฝดสยาม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.barkandbite.net/wp-content/uploads/poster_engchan.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-125" style="margin: 10px;" title="poster_engchan" src="http://www.barkandbite.net/wp-content/uploads/poster_engchan-265x300.jpg" alt="" width="265" height="300" /></a>ละครเวทีนักศึกษาเป็นหนึ่งในสิ่งที่หลาย ๆ คนติดภาพและตีตราว่าละครเวทีเป็นแค่กิจกรรมของนักศึกษาเพียงเท่านั้น ไม่ใช่ศิลปะที่สามารถนำมาสู่วงการ “มืออาชีพ” ได้ และเอาเข้าจริงก็ไม่แปลกที่เราจะเห็นละครเวทีส่วนใหญ่ที่มีข่าวออกมาประชาสัมพันธ์ (ไม่นับละครเวทีวิกใหญ่ ๆ) ก็มักจะเป็นละครเวทีจากรั้วสถาบันต่าง ๆ ทั้งจากคณะที่เรียนและไม่ได้เรียนละครเวที และนั่นก็ทำให้หลาย ๆ ครั้งมาตราฐานของงานละครเวทีนักศึกษาก็แกว่งไปแกว่งมา ขึ้น ๆ ลง ๆ ตามเทรนด์การทำละครเวทีที่ผุดขึ้นยังกับดอกเห็ด</p>
<p>หนึ่งในประเภทของละครที่นิสิตนักศึกษาหลาย ๆ ที่เลือกจะหยิบมาทำก็คือละครเพลงหรือที่มักเรียกว่ามิวสิคคัล ซึ่งอาจจะมาตามเทรนด์ของค่ายใหญ่ ๆ ที่ทำออกมาเป็นกระแสอยู่เนือง ๆ และก็คงไม่แปลกที่มันจะเป็นสิ่งที่ “ตลาด” คาดหวังกับละครเวทีปัจจุบันเช่นที่นักศึกษาแขนงวิชาธุกิจดนตรี มหาวิทยาลัยมหิดลค้นพบจากการศึกษาทางการตลาดก่อนตัดสินใจที่จะทำ “อิน-จัน เดอะมิวสิคคัล” เป็นโครงการภาคปฏิบัติ</p>
<p>เอาล่ะ ไม่ว่ามันจะเป็นเพราะผลการวิจัย หรือกระแสอะไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ผู้เขียนมักกังวลเวลาไปชมละครเวทีของนักศึกษานั้นคือ “คุณภาพ” และ “ความเข้าใจ” ในสิ่งที่ตัวนักศึกษาเลือกที่จะสร้างสรรค์ออกมา ซึ่งหลาย ๆ ครั้งมันก็ค่อนข้างน่าผิดหวังและล้มเหลวเพราะสิ่งที่หลายกลุ่มนักศึกษาต้องการคือเสียงกรี๊ดและช่อดอกไม้จากเพื่อน ๆ แต่ไม่ได้ใส่ใจถึงคุณค่าในศิลปะที่ตัวเองใช้เป็นเครื่องมือ</p>
<p>แต่สำหรับ “อิน-จัน เดอะมิวสิคคัล” ก็สร้างความแปลกใจให้กับผู้เขียนได้เหมือนกัน เมื่อนักศึกษาที่ไม่ได้เรียนตรงด้านศิลปะการแสดงหรือศาสตร์ละครเวที กลับสร้างงานดี ๆ ที่มีมาตราฐานค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกันในระดับอุดมศึกษาด้วยกัน และนั่นเป็นสิ่งที่ผู้เขียนไม่ค่อยได้พบเจอกันบ่อยเสียเท่าใดนัก</p>
<p>“อิน-จัน เดอะมิวสิคคัล” เป็นละครเพลงว่าด้วยเรื่องการเดินทางแห่งชีวิตของแฝดสยาม อิน และ จัน ที่เกิดมาในสภาพที่แปลกประหลาดต่างจากคนทั่วไปจนถูกกล่าวหาว่าเป็นกาลกิณี ก่อนจะถูกชาวอเมริกันพาไปทัวร์โชว์ตัวในต่างประเทศ สร้างชื่อเสียงและเงินทอง ก่อนจะต่อสู้กับชะตากรรมของตัวเองทั้งด้านครอบครัวและปัญหาต่าง ๆ ที่รุมเร้าจากสังคมรอบข้าง และจุดสุดท้ายของชีวิต “คู่”</p>
<p>ในแง่หนึ่ง บทละครเพลงของ “อิน-จัน เดอะมิวสิคคัล” ก็เหมือนอัตชีวประวัติของทั้งคู่ ที่เลือกหยิบช่วงเวลาสำคัญ ๆ ของชีวิตมาถ่ายทอดเป็นละคร แต่มีการตีความและใส่รายละเอียดด้านอารมณ์และความรู้สึก ก่อนจะหยิบมันมาถ่ายทอดเป็นบทเพลงต่าง ๆ ซึ่งถ้าเอาโดยพื้นฐานและ บทละครดังกล่าวก็เล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมา คงเส้นคงวาอยู่กับเนื้อหาและการเดินทางของอินและจันโดยไม่ออกไปข้องแวะส่วนที่ไม่จำเป็นและไม่ควรจะมีในละคร ซึ่งนั่นทำให้เนื้อหาของละครมีโฟกัสที่ดีและกระชับ แม้ว่าน่าจะเสียดายอยู่บ้างที่บทละครไม่ได้ขยี่้และหยิบชูแก่นเรื่องออกมาแสดงให้เห็นได้ชัดเจนมากนัก อาจจะมีบ้างที่ละครลงไปดื่มด่ำกับอารมณ์และความรู้สึกของตัวละคร แต่ความต่อเนื่องและจังหวะของบทยังไม่ลงตัวมากพอที่จะทำให้ผู้ชมรู้สึกอินกับส่วนนั้นได้ลึกซึ้งนัก โดยสิ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญคือลำดับเวลาในเรื่องที่กระโดดข้ามไปค่อนข้างรวดเร็ว เช่นจากฉากหนึ่งไปอีกฉากนั้นกินระยะเวลาสิบกว่าปีหรือมากกว่านั้น ทำให้การปะติดปะต่อของรายละเอียดต่าง ๆ ไม่ค่อยต่อเนื่อง</p>
<p>แต่ถ้ามองในแง่ของความเป็นบทละครเพลงแล้ว บทเพลงต่าง ๆ ของละครก็นับว่ามีการเลือกใช้คำที่ไพเราะมากพอสมควร และไม่ใช้ประโยคหรือคำที่เชยหรือฟุ่มเฟือยแบบที่เรามักเห็นจากเพลงดาษ ๆ ในท้องตลาดทั่ว ๆ ไป ซึ่งจุดนี้กลายเป็นจุดแข็งสำคัญเมื่อนำไปผสมกับดนตรีและการเรียบเรียงเสียงประสานต่าง ๆ ก็กลายเป็นบทเพลงที่ไพเราะเอามาก ๆ (ซึ่งโดยส่วนตัว ผมว่าเพลงนี้ดีกว่าเพลงจากมิวสิคคัลหลายเรื่องเสียด้วยซ้ำ)</p>
<p>เครดิตสำคัญที่ควรจะถูกพูดถึงคือ อาจารย์นพีสี เรเยส ที่เป็นทั้งผู้กำกับและเขียนบทละครเพลง และธีรภัทร มีเดช ซึ่งรับหน้าที่ผู้กำกับดนตรี / ร่วมประพันธ์และเรียบเรียงดนตรี ซึ่งได้สร้างสรรค์ผลงานที่ดีและมีคุณภาพให้นักศึกษาได้มีโอกาสแสดงฝีมือได้อย่างประทับใจผู้ชม และเป็น “ทิศทาง” ที่ถูกและควรในการใช้ศิลปะแขนงต่าง ๆ เพื่อสร้างงาน “ละครเวที” ดี ๆ สักเรื่อง</p>
<p>จากแกนในการสร้างสรรค์ดังกล่าวที่แข็งแรงมากพอควร จึงทำให้แขนงส่วนประกอบต่าง ๆ ของละครจึงไปได้ถูกที่ถูกทาง ไม่ว่าจะเป็นวงดนตรีที่อำนวยเพลงโดย ธีรภัทร มีเดช ซึ่งบรรเลงได้อย่างมีพลังสมกับเป็นอนาคตนักดนตรีของชาติ หรือบรรดานักแสดงที่หลายคนศึกษาด้าน Voice อยู่ก็ได้มีโอกาสแสดงความสามารถที่ตัวเองฝึกฝนมาได้อย่างเต็มที่</p>
<p>ในด้านการแสดงนั้น คงอาจจะต้องตำหนิบ้ากับการแสดงที่ดูยังมีการได้รับอิทธิพลจากละครทีวีอยู่ เช่นการพยายามเค้นอารมณ์ หรือปั้นสีหน้าเกินความเป็นจริง รวมไปถึง Blocking ในหลาย ๆ จังหวะที่ดูแล้วขัด ๆ ใจเช่นการเอะอะหันหน้ามาคุยกับผู้ชมแทนที่จะคุยกับตัวละครด้วยกัน ซึ่งนี่น่าเป็นความเข้าใจผิด ๆ อยู่บ้างกับการแสดงละครเวทีที่ต่างจากการโชว์ หรือฉากเต้นรำที่อาจจะยังดูหน่อมแน้มและคิกขุเมื่อเทียบกับความจริงของละครอยู่ และหวังว่านี่จะเป็นบทเรียนสำคัญให้ไปพัฒนาและปรับแก้ไขต่อไปในอนาคต แต่ในหลาย ๆ ฉากนั้น นักแสดงไม่ว่าจะเป็นนักแสดงนำและหมู่คอรัสก็แสดงได้ดี ไม่เกร็งหรือกดดันมากเกินไป ซึ่งนั่นทำให้ผู้ชมรู้สึกสนุกและครื้นเครงไปกับจังหวะสนุก ๆ บนเวทีได้</p>
<p>นอกจากนี้ นักแสดงบางคนก็ค่อนข้างจะโดดเด่นเป็นพิเศษจนน่าจดจำและหวลคิดถึงอนาคตของเขาไม่ได้ เช่น พีรวิชช์ ปุณระตระกูล ที่อาจจะไม่ได้รับบทตัวละครเอก แต่ในทุกฉากที่เขาออกมานั้นกลับแสดงได้อย่างตรึงตราผู้ชมมากพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นศักยภาพด้านการแสดงและการร้องเพลงซึ่งกลมกลืนกันได้เป็นอย่างดี ในขณะที่ตัวละครเอกอย่าง ตุลานันท์ นรเศรษฐ์พิศาล (อิน) บดินทร์ ปิยะธนะศิริกุล (จัน) เฟื่องลดา ประวัง​(แม่อิน-จัน) และ สิริคนางค์ สุธีราวุธ ก็แสดงพลังเสียงออกมาได้อย่างทึ่งพอ ๆ กัน</p>
<p>แม้ว่า “อิน-จัน เดอะมิวสิคคัล” อาจจะยังมีปัญหาอยู่อีกหลายอย่างที่ยังไม่ลงตัว เช่นการออกแบบศิลป์ที่ยังขาด ๆ เกิน ๆ ต่อเนื่องไปจนเทคนิคเวทีต่าง ๆ แต่ถ้ามองในภาพรวมของเนื้อหาและแกนของโปรดักชั่นแล้ว ต้องยอมรับว่าละครจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดลเรื่องนี้ มีความสดและพลังของการสร้างสรรค์มากพอสมควรเมื่อเทียบกับวัยและประสบการณ์ของนักศึกษาที่เป็นทีมงานหลักของละคร และคงจะดีไม่น้อยถ้าพวกเขาตักตวงประสบการณ์จากงานดี ๆ ที่มาค่อนข้างจะ “ถูกทาง” อย่างนี้และเรียนรู้เพื่อที่ในอนาคตอาจจะมีพวกเขาบางคนได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวงการละครเวทีหรือวงการเพลงมืออาชีพในบ้านเรา</p>
<p>ซึ่งสำหรับผม “อนาคต” เหล่านั้น ดู “มีอนาคต” มากพอสมควรเลย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.barkandbite.net/2010/01/%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>[เล่าย้อนหลัง] BTF 2009</title>
		<link>http://www.barkandbite.net/2010/01/%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87-btf-2009/</link>
		<comments>http://www.barkandbite.net/2010/01/%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87-btf-2009/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 21 Jan 2010 18:16:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>nuttaputch</dc:creator>
				<category><![CDATA[Theater Bite]]></category>
		<category><![CDATA[btf]]></category>
		<category><![CDATA[festival]]></category>
		<category><![CDATA[theater]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.barkandbite.net/?p=120</guid>
		<description><![CDATA[หลังจากที่บล็อคก่อนหน้านั้น ผมหยิบละครเด็ด ๆ ของเทศกาลละครกรุงเทพปีล่าสุดอย่าง “สาวชาวนา” มาพูดถึงกัน แต่จริง ๆ ก็ยังมีละครอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจและมีไอเดียดี ๆ แฝงไว้ให้คนดูคิดอยู่มิใช่น้อย ซึ่งเลยขอหยิบยกหลาย ๆ เรื่องมาเล่ากันในต่อ
ดู&#8230;โอ้: ละครสั้น ๆ สี่เรื่องที่นำมาร้อยเรียงต่อกันโดยใช้นักแสดงเพียงสองคน กลายเป็นเหมือนกาแฟรสกลมกล่อมอย่างดี เพราะแม้ว่าบทละครที่หยิบนำมานั้นจะเป็นเรื่องราวง่าย ๆ สนุกจนถึงตลกโปกฮา แต่ก็ยืนพื้นอยู่บนความสัมพันธ์ปรกติที่มนุษย์ทั่วไปสามารถหยิบจับได้อยู่รอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ของเพื่อนที่เป็นทั้งที่ปรับทุกข์ ปรึกษา เม้าท์แตก อิจฉา ฯลฯ ซึ่งถ้าเรามองให้ดีแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็อยู่ไม่ไกลจากตัวเราเลยแม้แต่น้อย ขณะเดียวกัน การนำเสนอออกมาก็ทำอย่างเรียบง่ายแต่เพลิดเพลิน ไม่เยิ่นเย้อ รวมทั้งนักแสดงสองคนที่รับบทก็เข้าขากันได้อย่างดีจนทำให้จังหวะต่าง ๆ ในเรื่องรับส่งกันอย่างลงตัว จนนำไปสู่ความสนุกสนานอยู่ตลอดการแสดง
Fall-lower: ละครกัดแสบและแดกดันพฤติกรรมน่าขันของคนไทยเรื่องนี้น่าจะเข้าถึงคนดูเกือบทั้งหมดได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่พฤติกรรมเด่นดังของดารา การบ้าตามแฟชั่นของคนไทย การบ้าทำข่าวของสื่อ ไล่ยันไปถึงเกาหลีฟีเวอร์ ซึ่งโดยเนื้อหาแล้วนับว่าคงเป็นอะไรที่โดนใจผู้ที่ชื่นชอบวิพากษ์วิจารณ์สังคมเลยทีเดียว แต่ข้อเสียสำคัญของละครคือการพยายามนำเสนอด้วยวิธีที่แปลกใหม่หรือแหวกแนวออกไป ซึ่งอาจจะสร้างความน่าสนใจในนาทีแรก ๆ แต่หลังจากนั้นก็กลายเป็นเกรอะกรังและรุงรังกับตัวละครจนเยิ้นเย้อมากเกินไป
Space &#38; Time: ละครว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของคนสองคนที่บังเอิญเจอกันในร้านเหล้าแห่งหนึ่ง และเกิดการแลกเปลี่ยนความเข้าใจระหว่างกัน พร้อมกับความสัมพันธ์ของคู่รักอีกคู่ที่ซ้อนทับกันอยู่ราวกับนั่นคืออดีตของคนใดคนหนึ่ง ซึ่งต้องยอมรับว่าละครเรื่องนี้รู้จักการใช้พื้นที่ได้น่าสนใจจนนำไปเกิดหลาย ๆ ฉากที่น่าจดจำ เช่น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลังจากที่บล็อคก่อนหน้านั้น ผมหยิบละครเด็ด ๆ ของเทศกาลละครกรุงเทพปีล่าสุดอย่าง “สาวชาวนา” มาพูดถึงกัน แต่จริง ๆ ก็ยังมีละครอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจและมีไอเดียดี ๆ แฝงไว้ให้คนดูคิดอยู่มิใช่น้อย ซึ่งเลยขอหยิบยกหลาย ๆ เรื่องมาเล่ากันในต่อ</p>
<p><strong>ดู&#8230;โอ</strong>้: ละครสั้น ๆ สี่เรื่องที่นำมาร้อยเรียงต่อกันโดยใช้นักแสดงเพียงสองคน กลายเป็นเหมือนกาแฟรสกลมกล่อมอย่างดี เพราะแม้ว่าบทละครที่หยิบนำมานั้นจะเป็นเรื่องราวง่าย ๆ สนุกจนถึงตลกโปกฮา แต่ก็ยืนพื้นอยู่บนความสัมพันธ์ปรกติที่มนุษย์ทั่วไปสามารถหยิบจับได้อยู่รอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ของเพื่อนที่เป็นทั้งที่ปรับทุกข์ ปรึกษา เม้าท์แตก อิจฉา ฯลฯ ซึ่งถ้าเรามองให้ดีแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็อยู่ไม่ไกลจากตัวเราเลยแม้แต่น้อย ขณะเดียวกัน การนำเสนอออกมาก็ทำอย่างเรียบง่ายแต่เพลิดเพลิน ไม่เยิ่นเย้อ รวมทั้งนักแสดงสองคนที่รับบทก็เข้าขากันได้อย่างดีจนทำให้จังหวะต่าง ๆ ในเรื่องรับส่งกันอย่างลงตัว จนนำไปสู่ความสนุกสนานอยู่ตลอดการแสดง</p>
<p><strong>Fall-lower</strong>: ละครกัดแสบและแดกดันพฤติกรรมน่าขันของคนไทยเรื่องนี้น่าจะเข้าถึงคนดูเกือบทั้งหมดได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่พฤติกรรมเด่นดังของดารา การบ้าตามแฟชั่นของคนไทย การบ้าทำข่าวของสื่อ ไล่ยันไปถึงเกาหลีฟีเวอร์ ซึ่งโดยเนื้อหาแล้วนับว่าคงเป็นอะไรที่โดนใจผู้ที่ชื่นชอบวิพากษ์วิจารณ์สังคมเลยทีเดียว แต่ข้อเสียสำคัญของละครคือการพยายามนำเสนอด้วยวิธีที่แปลกใหม่หรือแหวกแนวออกไป ซึ่งอาจจะสร้างความน่าสนใจในนาทีแรก ๆ แต่หลังจากนั้นก็กลายเป็นเกรอะกรังและรุงรังกับตัวละครจนเยิ้นเย้อมากเกินไป</p>
<p><strong>Space &amp; Time</strong>: ละครว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของคนสองคนที่บังเอิญเจอกันในร้านเหล้าแห่งหนึ่ง และเกิดการแลกเปลี่ยนความเข้าใจระหว่างกัน พร้อมกับความสัมพันธ์ของคู่รักอีกคู่ที่ซ้อนทับกันอยู่ราวกับนั่นคืออดีตของคนใดคนหนึ่ง ซึ่งต้องยอมรับว่าละครเรื่องนี้รู้จักการใช้พื้นที่ได้น่าสนใจจนนำไปเกิดหลาย ๆ ฉากที่น่าจดจำ เช่น ฉากที่คู่รักออกไปทะเลาะกันนอกร้านเหล้า (ที่คนดูกำลังนั่งอยู่ข้างใน) ซึ่งเราได้แต่คาดเดาจากภาพที่มองผ่านกระจก รวมทั้งการทำให้บรรยากาศเหมือนว่าคนดูเองก็อยู่ในเหตุการณ์ตรงนั้นด้วยเช่นกัน และโดยรวมแล้ว ละครเรื่องนี้ก็นับว่าเป็นความแปลกใหม่ที่ค่อนข้างลงตัวกับการพยายามเล่าเรื่องด้วยกลวิธีที่แตกต่างออกไป แม้ว่าอาจจะเยิ่นเย้อในบางจุดอยู่บ้างเช่นการสอดแทรกบทเพลงเข้ามาบรรยายอารมณ์ซึ่งก็ไม่ได้จำเป็นมากมายขนาดนั้น</p>
<p><strong>4 แง่ง</strong>: เรื่องราวผี ๆ 4 เรื่องที่ไม่รู้ว่าบังเอิญไปสอดคล้องกับหนังที่มีชื่อคล้ายกันหรือไม่ แต่อย่างไรซะเมื่อทำออกมาเป็นละครก็พอดูกล้อมแกล้มไปได้ เพราะหลายเรื่องก็มีประเด็นผี ๆ น่ากลัว ๆ จากข่าวหรือเรื่องราวรอบตัวเราที่เห็น ๆ กันอยู่บ้าง แต่ผู้กำกับและเขียนบทยังขาดความคมคายในการเลือกและลำดับเรื่องราวเพื่อให้ผู้ชมได้ตามทัน นั่นทำให้ความน่ากลัวที่น่าจะหลอกหลอนกลายเป็นเฉย ๆ เพราะตามเก็บรายละเอียดได้ไม่ทัน</p>
<p><strong>หยุดฝันวันขังเธอ</strong>: ละครเรื่องนี้น่าสนใจในตัวบทละครอยู่ไม่น้อย เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์และนิสัยของผู้หญิงเมื่อต้องเจอกับการนอกใจของคู่รัก สิ่งที่ตามมาคือการระบายและตอบโต้ระหว่างผู้หญิงและผู้ชายในมุมมองด้านความรักที่แตกต่างกัน การพยายามเอาชนะกันเมื่อวันที่รักจางหายไปและแปรเปลี่ยนกลายเป็นโกรธแค้นเพื่อทวงสิทธิ์และศักดิ์ศรีกลับคืนมา ตัวละครต่าง ๆ ในเรื่องล้วนมีความน่าสนใจและมีคาแรคเตอร์ที่ชัดเจนอยู่พอสมควร ในขณะที่บทละครเองก็มีเนื้อหาที่โดนใจไม่ว่าผู้ชมเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตาม ส่วนที่จะทำให้คนดูอึดอัดและถอยห่างจากละครกลับเป็นวิถีการแสดงของนักแสดงที่ในบางจุดกลายเป็นการเค้นอารมณ์โกรธจนเกินควบคุม จนผู้เขียนเองยังกลัวด้วยซ้ำว่าจะเกิดความรุนแรงบนเวทีขึ้นมาจริง ๆ และหลุดไปจากบทที่กำกับไว้</p>
<p><strong>แห่พันเสือ</strong>: เรื่องราวของพันท้ายนรสิงห์ ถูกถ่ายทอดใหม่กลายเป็นการแสดงที่เรียกว่าผสมด้วยศิลปะไทยดั้งเดิมต่าง ๆ ตั้งแต่การขับเห่ การตีกลองสะบัดชัย ศิลปะมวยไทย ฯลฯ จนแทบจะเรียกว่าเป็นละครที่นำเสนอวัฒนธรรมไทยได้อย่างดีเยี่ยม จึงไม่แปลกว่าแม้แห่พันเสือจะเปิดการแสดงเพียบรอบเดียว แต่ก็เรียกผู้ชมจำนวนมากเข้าไปมุงชมกันอย่างล้นหลาม</p>
<p><strong>อีคิ้ม ลูกคอปืนกล</strong>: นักแสดงคนเดียว บทดี ๆ และการแสดงเจ๋ง ๆ ก็สามารถทำให้คนดูหัวเราะท้องแข็งได้ ซึ่งละครเรื่องนี้ได้พิสูจน์อีกแล้ว เพราะละครพูดคาราโอเกะนี้เอาสถานการณ์บ้าน ๆ ของสาวใหญ่ที่หลงรักผู้ชายคนหนึ่งจากการร้องเพลงคาราโอเกะ แต่พ่ายรักและกำลังจะฆ่าตัวตาย มายำและผูกโยงผสมกับการร้องเพลงคาราโอเกะนั่นแหละ และกลายเป็นละครตลกโปกฮาสุด ๆ ซึ่งส่วนผสมที่ทำให้เกิดเสียงหัวเราะสุด ๆ คือการแสดงแบบสุดขั้วและถึงกึ๋นของนักแสดง บวกกับบทพูดที่แดกดัน หยาบกร้าน แต่แสบสันเสียเหลือเกินจนคนดูพร้อมใจจะเฮโลเชียร์กันอย่างสนุกสนานไม่อายใคร</p>
<p><strong>เปลือก: </strong>จากหนังเรื่อง The Shape of Things กลายเป็นละครพูดในโรงละครเล็ก ๆ ก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย (ถ้าผู้เขียนไม่บังเอิญไปรู้ตอนจบของเรื่องจากหนังที่เคยดูมาก่อนหน้านี้) ว่าด้วยเรื่องของหนุ่มเชยสะบัด คนหนึ่งที่บังเอิญไปเจอหญิงสาวติสต์แตก และทำให้ชีวิตของเขาเริ่มเปลี่ยนไป กลายเป็นหนุ่มฮอดตดูดี ดูแลตัวเอง แต่ในขณะเดียวกัน นิสัยและพฤติกรรมของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน ก่อนที่เขาจะพบในตอนจบว่าความสัมพันธ์ของเขากับแฟนนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และมันมีอะไรมากกว่านั้น ซึ่งอันที่จริงละครก็ดูเพลิดเพลินไปเรื่อย ๆ ได้ เพราะบทมีอะไรให้น่าค้นหาและชวนให้ฉุกคิดอยู่บ่อย ๆ แต่ความต่อเนื่องและความลื่นไหลของละครก็ยังมีอะไรติด ๆ ขัด ๆ อยู่จนกลายเป็นการเบรกอารมณ์ของละครอยู่พอสมควร</p>
<p>ทั้งหมดที่กล่าวมาคือส่วนหนึ่งของละครเวทีในเทศกาลละครกรุงเทพ 2552 ซึ่งมีละครและการแสดงให้ชมมากกว่าสี่สิบเรื่องจากกลุ่มละครต่าง ๆ ทั้งมืออาชีพที่ทำละครต่อเนื่องอยู่ตลอดทั้งปี จนถึงกลุ่มละครหน้าใหม่ ๆ และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้มา “ปล่อยของ” กัน ซึ่งก็มีคละเคล้าทั้งในแง่ลักษณะและคุณภาพของละคร บางเรืื่องก็น่าสนใจมากมาย ในขณะที่บางเรื่องก็ทำออกมาให้ลักษณะที่ต้องการเรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดจากเพื่อน ๆ มากกว่าจะพยายามสื่อสารหรือสร้างงานดี ๆ จนบางทีผู้เขียนหรือผู้ชมละครจริง ๆ ก็ใจหายเหมือนกัน</p>
<p>อย่างไรเสียเทศกาลนี้ก็เป็นทางเลือกให้กับผู้ชมที่อยากดูละครเวทีหลาย ๆ แบบในรูปลักษณ์ที่ต่างออกไปจากละครเวทีโรงใหญ่ เพราะผู้ชมต้องเปลี่ยนไปดูละครตามพื้นที่ในสวน ในร้านอาหาร หรือแม้กระทั่งยืนมุงดูกัน</p>
<p>ทีนี้ถ้าใครบ่นอิจฉาว่าประเทศอื่นมีเทศกาลละครเวที หรือศิลปะการแสดง ก็อย่าไปอายใคร เพราะเทศกาลละครกรุงเทพที่มีทุกปีในเดือนพฤศจิกายนนั้น ก็เป็นที่พูดถึงของศิลปินต่างประเทศเช่นเดียวกัน ฉะนั้นก็ลองไปเปิดหูเปิดตากันได้ในครั้งต่อไป (เพราะเขาจัดกันมาเป็นปีที่ 8 แล้วนะเออ)</p>
<p>(ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร a day ฉบับเดือนมกราคม 2552)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.barkandbite.net/2010/01/%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87-btf-2009/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>็Happy New Year</title>
		<link>http://www.barkandbite.net/2010/01/%e0%b9%87happy-new-year/</link>
		<comments>http://www.barkandbite.net/2010/01/%e0%b9%87happy-new-year/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 03 Jan 2010 05:17:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>nuttaputch</dc:creator>
				<category><![CDATA[Asides]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.barkandbite.net/?p=111</guid>
		<description><![CDATA[ขอให้มีความสุขทุก ๆ คนในปีพ.ศ. 2553 นะครับ  
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ขอให้มีความสุขทุก ๆ คนในปีพ.ศ. 2553 นะครับ <img src='http://www.barkandbite.net/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.barkandbite.net/2010/01/%e0%b9%87happy-new-year/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สาวชาวนา : ความล่มสลายของมนุษย์ที่รู้ไม่เท่าทันโลกาภิวัฒน์</title>
		<link>http://www.barkandbite.net/2010/01/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad-2/</link>
		<comments>http://www.barkandbite.net/2010/01/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad-2/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 03 Jan 2010 05:13:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>nuttaputch</dc:creator>
				<category><![CDATA[Theater Bite]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.barkandbite.net/?p=109</guid>
		<description><![CDATA[เป็นอันรู้กันอยู่เสมอตั้งแต่สมัยเรียนว่า “เกษตรกร แข็งขัน เป็นกระดูกสันหลัง ของชาติ ไทยจะเรืองอำนาจ เพราะไทยเป็นชาติกสิกรรม” และนั่นก็น่าจะเป็นความจริงในสังคมไทยที่มีเกษตรกรอยู่ทั่วประเทศ
แต่ในสภาวะที่เมืองหลวงกำลังโตขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเทคโนโลยีและเม็ดเงินลงทุนมากมายจากทั้งในและนอกประเทศ ชาวบ้านที่อยู่ “นอกเมือง” ก็เริ่มมีช่องว่างที่ห่างออกไปเรื่อย ๆ ระหว่างคนเมืองกับคนนอกเมือง และไม่แปลกที่คนมากมายจะลุ่มหลงแสงสีของเมืองที่ได้รับรู้จากสื่อต่าง ๆ จนจากบ้านมาสู่เมืองก่อนจะพบว่ามันไม่ได้สวยหรูอย่างที่เขาคิดเลยแม้แต่น้อย กลายเป็นโศกนาฏกรรมชีวิตจริงที่เห็นกันได้อยู่บ่อย ๆ รอบตัวเมืองหลวงอันแสน “ศิวิไลซ์” ของเรา
“สาวชาวนา” ละครเวทีร่วมสมัยจากเครือข่ายละครกรุงเทพ (BTN) ในเทศกาลละครกรุงเทพ เป็นหนึ่งในละครที่ยอดเยี่ยมในการถ่ายทอดเรื่องราวโศกนาฏกรรมดังกล่าวผ่านตัวละคร “มะลิ” เด็กสาวของครอบครัวชาวนาซึ่งกระโดดขึ้นรถไฟเข้ามายังกรุงเทพโดยที่เธอไม่รู้เลยว่านั่นทำให้ชีวิตของเธอพลิกผันไปตลอดกาล
หลังจากมะลิเข้ามาในกรุงเทพด้วยความช่วยเหลือของประวิทย์ นักพฤษศาสตร์ที่เจอกันบนรถไฟ แต่ความช่วยเหลือก็แฝงไว้ด้วยความปราถนาของประวิทย์ที่มีต่อตัวมะลิ จนกลายเป็นความสัมพันธ์หลังจากที่เธอเข้ามาอยู่ในกรุงเทพ หลังจากนั้น ขณะเดียวกัน เธอก็เริ่มทำงานอาสาสมัครเพื่อสังคมกับกลุ่มต่าง ๆ โดยมีสืบศักดิ์ เป็นชายหนุ่มที่คอยสนับสนุนและแนะนำ
เมื่อเวลาผ่านไป มะลิเริ่มมีบทบาทมากขึ้นกับการริเริ่มโครงการปลูกข้าวปลอดสารพิษภายใต้ชื่อ “ข้าวสาวชาวนา” ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากและทำให้สืบศักดิ์ซึ่งดูแลโครงการอยู่นั้นมีชื่อเสียงอย่างรวดเร็วจนในไม่ช้าเขาก็ละทิ้งโครงการเพื่อมุ่งสู่การเป็นนักการเมืองจากชื่อเสียงที่เขาได้รับ คงเหลือแต่มะลิที่พยายามจะปลูกข้าวปลอดสารและทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่ออยู่แม้ว่าจะไม่มีใครเหลียวมองและสนใจเลยก็ตาม และนั่นนำไปสู่เรื่องราวอันน่าเศร้าของชีวิตเด็กสาวชาวนาที่พยายามจะยืนหยัดแต่ไม่อาจจะต้านทานกระแสของโลกที่เปลี่ยนไป
ความน่าทึ่งและยอดเยี่ยมอย่างมากของ “สาวชาวนา” เริ่มขึ้นจากบทละครที่ดัดแปลงจากบทดั้งเดิมของ Hideki Noda (ชื่อภาษาอังกฤษคือ Girl of the Soil) ที่แม้จะถูกเขียนขึ้นเมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว แต่กลับมีความใกล้เคียงแตะเชื่อมโยงกับสังคมไทยในปัจจุบันได้อย่างน่าประหลาด ซึ่งบทละครของ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เป็นอันรู้กันอยู่เสมอตั้งแต่สมัยเรียนว่า “เกษตรกร แข็งขัน เป็นกระดูกสันหลัง ของชาติ ไทยจะเรืองอำนาจ เพราะไทยเป็นชาติกสิกรรม” และนั่นก็น่าจะเป็นความจริงในสังคมไทยที่มีเกษตรกรอยู่ทั่วประเทศ</p>
<p>แต่ในสภาวะที่เมืองหลวงกำลังโตขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเทคโนโลยีและเม็ดเงินลงทุนมากมายจากทั้งในและนอกประเทศ ชาวบ้านที่อยู่ “นอกเมือง” ก็เริ่มมีช่องว่างที่ห่างออกไปเรื่อย ๆ ระหว่างคนเมืองกับคนนอกเมือง และไม่แปลกที่คนมากมายจะลุ่มหลงแสงสีของเมืองที่ได้รับรู้จากสื่อต่าง ๆ จนจากบ้านมาสู่เมืองก่อนจะพบว่ามันไม่ได้สวยหรูอย่างที่เขาคิดเลยแม้แต่น้อย กลายเป็นโศกนาฏกรรมชีวิตจริงที่เห็นกันได้อยู่บ่อย ๆ รอบตัวเมืองหลวงอันแสน “ศิวิไลซ์” ของเรา</p>
<p>“สาวชาวนา” ละครเวทีร่วมสมัยจากเครือข่ายละครกรุงเทพ (BTN) ในเทศกาลละครกรุงเทพ เป็นหนึ่งในละครที่ยอดเยี่ยมในการถ่ายทอดเรื่องราวโศกนาฏกรรมดังกล่าวผ่านตัวละคร “มะลิ” เด็กสาวของครอบครัวชาวนาซึ่งกระโดดขึ้นรถไฟเข้ามายังกรุงเทพโดยที่เธอไม่รู้เลยว่านั่นทำให้ชีวิตของเธอพลิกผันไปตลอดกาล</p>
<p>หลังจากมะลิเข้ามาในกรุงเทพด้วยความช่วยเหลือของประวิทย์ นักพฤษศาสตร์ที่เจอกันบนรถไฟ แต่ความช่วยเหลือก็แฝงไว้ด้วยความปราถนาของประวิทย์ที่มีต่อตัวมะลิ จนกลายเป็นความสัมพันธ์หลังจากที่เธอเข้ามาอยู่ในกรุงเทพ หลังจากนั้น ขณะเดียวกัน เธอก็เริ่มทำงานอาสาสมัครเพื่อสังคมกับกลุ่มต่าง ๆ โดยมีสืบศักดิ์ เป็นชายหนุ่มที่คอยสนับสนุนและแนะนำ</p>
<p>เมื่อเวลาผ่านไป มะลิเริ่มมีบทบาทมากขึ้นกับการริเริ่มโครงการปลูกข้าวปลอดสารพิษภายใต้ชื่อ “ข้าวสาวชาวนา” ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากและทำให้สืบศักดิ์ซึ่งดูแลโครงการอยู่นั้นมีชื่อเสียงอย่างรวดเร็วจนในไม่ช้าเขาก็ละทิ้งโครงการเพื่อมุ่งสู่การเป็นนักการเมืองจากชื่อเสียงที่เขาได้รับ คงเหลือแต่มะลิที่พยายามจะปลูกข้าวปลอดสารและทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่ออยู่แม้ว่าจะไม่มีใครเหลียวมองและสนใจเลยก็ตาม และนั่นนำไปสู่เรื่องราวอันน่าเศร้าของชีวิตเด็กสาวชาวนาที่พยายามจะยืนหยัดแต่ไม่อาจจะต้านทานกระแสของโลกที่เปลี่ยนไป</p>
<p>ความน่าทึ่งและยอดเยี่ยมอย่างมากของ “สาวชาวนา” เริ่มขึ้นจากบทละครที่ดัดแปลงจากบทดั้งเดิมของ Hideki Noda (ชื่อภาษาอังกฤษคือ Girl of the Soil) ที่แม้จะถูกเขียนขึ้นเมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว แต่กลับมีความใกล้เคียงแตะเชื่อมโยงกับสังคมไทยในปัจจุบันได้อย่างน่าประหลาด ซึ่งบทละครของ “สาวชาวนา” นั้นเต็มไปด้วยเทคนิคการเล่าเรื่องที่ทั้งหนักแน่นและมีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ กลวิธีการเล่าเรื่องราวของสาวชาวนานั้นใช้วิธีการตัดสลับกลับไปกลับมาระหว่างปัจจุบันกับอดีต ซึ่งนั่นทำให้ “ความจริง” ที่ผู้ชมได้รับรู้นั้นซ้อนทับกันอยู่หลายชั้น และกระบวนการนี้ทำให้ผู้ชมได้พบสิ่งที่น่าค้นหาอยู่ตลอดเวลา</p>
<p>เพราะ “ความจริง” ที่เราได้รับทราบในฉากก่อนหน้านี้ อาจจะเป็นแค่ความจริงตื้น ๆ ที่บดบังเรื่องราวที่ซ่อนลึกไว้อีกหลายชั้น จากที่เราคิดว่า “รู้แล้ว” ก็อาจจะกลายเป็นว่าเรายังไม่รู้อะไรเลยแทนได้ในไม่กี่ฉากถัดมา</p>
<p>นอกจากนี้ บทละครยังมีความลึกซึ้งลงไปในประเด็นความล่มสลายของจิตใจที่ถูกกัดกร่อนในสังคมเมือง ประเด็นด้านมนุษยธรรม กิเลส ตัณหาของมนุษย์ รวมทั้งกระแทกลงไปในสังคมชนบทที่กำลังได้รับอิทธิพลจากโลกาภิวัฒน์ คนที่ปรับตัวตามมันไม่ได้ก็อาจจะกลายเป็นเหยื่อของกระแสนั้นไปได้อย่างไม่ยากเย็น และนั่นน่าจะเป็นปัญหาที่ผู้ชมอย่างเรา ๆ ต้องนำไปขบคิดและ “รู้สึก” ก่อนที่เราจะกลายเป็นหนึ่งในเหยื่อเหล่านั้น</p>
<p>นอกจากความโดดเด่นด้านบทละครแล้ว สิ่งที่ช่วยเสริมให้ละครนั้นน่าสนใจอย่างมากคือการกำกับและใช้เทคนิคต่าง ๆ ในการสร้างฉากต่าง ๆ ที่มาปะติปะต่อกันอย่างไหลลื่น เพราะแม้ว่าการเล่าเรื่องจะประกอบไปด้วยฉากหลายฉากที่ตัดสลับกันไปมา แต่นิกร แซ่ตั้ง ผู้กำกับก็สามารถร้อยเรียงต่อกันได้อย่างเป็นเนื้อเดียวตลอดการแสดง การเลือกใช้อุปกรณ์ประกอบฉากเพียงเล็กน้อย แต่ใช้ Movement ของนักแสดงและรูปแบบต่าง ๆ ของ Blocking เป็นการอธิบายฉากต่าง ๆ นั้นกลายเป็นสีสันที่ทำให้การชมละครตลอดสองชั่วโมงไม่มีความรู้สึกเบื่อหน่ายเลยแม้แต่น้อย ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างชั้นเยี่ยมในการ “เลือก” เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อที่จะสื่อสารกับผู้ชม</p>
<p>ในขณะเดียวกัน ทีมนักแสดงของสาวชาวนายังเป็นเสมือนการรวม “ตัวจริง” ของวงการละครเวทีไทยจากกลุ่มละครต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแปดคูณแปด B-Floor เสาสูง New Theater Society และเบบี้ไมม์ พ่วงด้วยทีมงานจาก พระจันทร์เสี้ยวการละคร คณะละครสมมติ ซึ่งแม้ชื่อกลุ่มละครเหล่านี้อาจจะไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป แต่ถ้าเทียบชั้นฝีมือแล้ว คนกลุ่มนี้คือศิลปินด้านละครเวทีที่โดดเด่นเทียบชั้นกับศิลปินต่างชาติได้สบาย ๆ</p>
<p>ผลงานละครเวที “สาวชาวนา” น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของละครเวทีไทยประจำปีนี้ ทั้งในการสร้างงานที่มีคุณค่า สามารถเชื่อมโยงประเด็นด้านสังคมเข้ากับศิลปะ และยังคงความสามารถในการสร้างความบันเทิงให้กับผู้ชมได้ จึงไม่น่าแปลกใจอะไรหากละครเรื่องนี้จะได้รับรางวัลละครเวทียอดเยี่ยมประจำเทศกาลละครกรุงเทพ ประจำปีพ.ศ. 2552 ก่อนจะบินไปแสดงที่ Tokyo Metropolitan Art Space ที่ประเทศญี่ปุ่น</p>
<p>เรื่องน่าเสียดายอย่างเดียวที่ผู้เขียนพอจะนึกออกในการไปชม “สาวชาวนา” ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย (หอประชุมเล็ก) คือมีคนที่รับทราบข่าวคราวของละครเรื่องนี้น้อยมาก และพาลทำให้คิดไปว่าทำของดี ๆ อย่างนี้คนไทยกลับไม่มีโอกาสได้มาชมกัน!!!</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.barkandbite.net/2010/01/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>I Give My First Love To You</title>
		<link>http://www.barkandbite.net/2010/01/i-give-my-first-love-to-you/</link>
		<comments>http://www.barkandbite.net/2010/01/i-give-my-first-love-to-you/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 01 Jan 2010 14:23:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>nuttaputch</dc:creator>
				<category><![CDATA[Film Bite]]></category>
		<category><![CDATA[Japanese]]></category>
		<category><![CDATA[love]]></category>
		<category><![CDATA[romance]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.barkandbite.net/?p=104</guid>
		<description><![CDATA[จากหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นสุดฮิตชื่อเดียวกัน I Give My First Love To You (僕の初恋をキミに捧ぐ) เป็นหนังรักซึ้ง ๆ ถ่ายทอดเรื่องราวความรักของเด็กวัยรุ่น ที่มักเต็มไปดวามสุข เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม จนถึงความเศร้า และคราบน้ำตา และแม้หนังอาจจะไม่ได้ดีสุดขั้วอะไรก็ตาม แต่มันก็ดีพอจะทำให้ผู้ชมรู้สึกอิ่มและถูกใจกับความรักครั้งใหม่จากหนังเรื่องนี้
พล็อตเรื่องของ I Give My First Love To You เป็นพล็อตเรื่องที่ไม่ค่อยมีอะไรสลับซับซ้อนมากนัก และอาจจะเป็นพล็อตที่เหมือนจะเก๋ แต่เราเห็นกันอยู่บ่อย ๆ ในหนัง ละคร หรือนิยาย ว่าด้วยทาคุมะ เด็กหนุ่มผู้ป่วยด้วยโรคร้ายและชะตากรรมที่ตีตราเขาไว้ว่าเขาจะต้องตายก่อนอายุ 20 ปี และบนความโชคร้ายของเขานั้น เขาก็ได้มีมายุ หญิงสาวที่อยู่เคียงข้างเขาตั้งแต่ยังเด็ก ผู้ที่เดินจับมือเขาไว้ตลอดชีวิตที่เป็นเหมือนฝันร้าย พร้อมกับสัญญาที่ว่าพวกเขาโตขึ้นจะแต่งงานกัน ซึ่งหนังจะโฟกัสหลัก ๆ ไปทีชีวิตของทั้งสองคนเมื่อทั้งคู่ก้าวเข้าสู่ชั้นมัธยมปลาย และเวลาของทาคุมะใกล้หมดลงเรื่อย ๆ
และในเส้นทางของทาคุมะที่กำลังจะใกล้ถึงปลายชีวิตของเขา เขาเริ่มตั้งคำถามว่าอะไรคือความสุขและความรักที่แท้จริงของเขา รวมทั้งเขาควรค่าที่จะมีมายุอยู่เคียงข้างหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์การเข้ามาของ โค นักเรียนหนุ่มรูปหล่อที่เข้ามาชอบมายุ และการเจอกันของหญิงสาวที่ป่วยเป็นโรคเดียวกันกับทาคุมะ จนเกิดการเข้าใจผิดและกลายเป็นรอยร้าวของคนสองคน ซึ่งทาคุมะต้องตัดสินใจว่าเขาจะทำอะไรกับเวลาของเขาที่เหลือน้อยเต็มที่
เอาล่ะ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" style="margin: 10px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_TLYCdoBUalI/SuygIID8qJI/AAAAAAAAEm4/LTijrn45hko/s320/I+Give+My+First+Love+to+You.jpg" alt="" width="227" height="320" />จากหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นสุดฮิตชื่อเดียวกัน I Give My First Love To You (僕の初恋をキミに捧ぐ) เป็นหนังรักซึ้ง ๆ ถ่ายทอดเรื่องราวความรักของเด็กวัยรุ่น ที่มักเต็มไปดวามสุข เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม จนถึงความเศร้า และคราบน้ำตา และแม้หนังอาจจะไม่ได้ดีสุดขั้วอะไรก็ตาม แต่มันก็ดีพอจะทำให้ผู้ชมรู้สึกอิ่มและถูกใจกับความรักครั้งใหม่จากหนังเรื่องนี้</p>
<p>พล็อตเรื่องของ I Give My First Love To You เป็นพล็อตเรื่องที่ไม่ค่อยมีอะไรสลับซับซ้อนมากนัก และอาจจะเป็นพล็อตที่เหมือนจะเก๋ แต่เราเห็นกันอยู่บ่อย ๆ ในหนัง ละคร หรือนิยาย ว่าด้วยทาคุมะ เด็กหนุ่มผู้ป่วยด้วยโรคร้ายและชะตากรรมที่ตีตราเขาไว้ว่าเขาจะต้องตายก่อนอายุ 20 ปี และบนความโชคร้ายของเขานั้น เขาก็ได้มีมายุ หญิงสาวที่อยู่เคียงข้างเขาตั้งแต่ยังเด็ก ผู้ที่เดินจับมือเขาไว้ตลอดชีวิตที่เป็นเหมือนฝันร้าย พร้อมกับสัญญาที่ว่าพวกเขาโตขึ้นจะแต่งงานกัน ซึ่งหนังจะโฟกัสหลัก ๆ ไปทีชีวิตของทั้งสองคนเมื่อทั้งคู่ก้าวเข้าสู่ชั้นมัธยมปลาย และเวลาของทาคุมะใกล้หมดลงเรื่อย ๆ</p>
<p>และในเส้นทางของทาคุมะที่กำลังจะใกล้ถึงปลายชีวิตของเขา เขาเริ่มตั้งคำถามว่าอะไรคือความสุขและความรักที่แท้จริงของเขา รวมทั้งเขาควรค่าที่จะมีมายุอยู่เคียงข้างหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์การเข้ามาของ โค นักเรียนหนุ่มรูปหล่อที่เข้ามาชอบมายุ และการเจอกันของหญิงสาวที่ป่วยเป็นโรคเดียวกันกับทาคุมะ จนเกิดการเข้าใจผิดและกลายเป็นรอยร้าวของคนสองคน ซึ่งทาคุมะต้องตัดสินใจว่าเขาจะทำอะไรกับเวลาของเขาที่เหลือน้อยเต็มที่</p>
<p>เอาล่ะ ถึงแม้ว่าเรื่องราวของหนังจะเดากันได้สำหรับคนที่ดูหนังรักญี่ปุ่นอยู่เป็นประจำ อีกทั้งหนังเองก็ไม่ได้เอาใจคนดูประเภทสร้างปาฏิหารย์มา Happy Ending ช่วยให้ทุกคนมีความสุขแบบละครไทย แต่นั่นก็เป็นเสน่ห์และจุดแข็งของหนังที่จริงใจในการเล่าเรื่องและถ่ายทอดความรู้สึกกับคนอยู่อย่างตรงไปตรงมา นอกจากนี้รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่หนังเติมไว้ให้คนดูอยู่เรื่อย ๆ นั้น กลายเป็นส่วนเสริมที่ดี ที่ทำให้หนังสนุกขึ้นมามากโข และพร้อมจะปล่อยโฮกับหลาย ๆ ฉากที่กินใจเอามาก ๆ</p>
<p><img class="alignright" style="margin: 10px;" src="http://tenjinsite.jp/upload/hayamimi_photo/25d2a33c4156111baa6f3a0776d50eda.jpg" alt="" width="360" height="239" />นอกจากบทที่เรียบง่าย แต่ก็มีการผูกเรื่องและบทสนทนาที่โดน ๆ แล้ว I Give My First Love To You ยังคงเอกลักษณ์หนังรักญี่ปุ่นที่โดดเด่นได้อย่างดี เช่นการใช้เพลงประกอบที่เข้ามาอย่างถูกจังหวะ และการเลือกมุมกล้อง โลเคชั่น การจัดแสง ที่ให้เรารู้สึกถึงบรรยากาศและไอความรักจากเรื่องได้อยู่ตลอดเวลา</p>
<p>สำหรับผม I Give My First Love To You ก็เป็นหนังรักดี ๆ เรื่องหนึ่งที่ดูแล้วค่อนข้างจะอิ่มๆ ดูสนุกและลื่นไหล และพอจะอินได้อย่างสุขใจ</p>
<p>ปล. แต่ถ้าใครได้อ่านหนังสือการ์ตูนแล้ว จะพบว่ามันไม่ค่อยเหมือนกันเสียเท่าไร แต่ก็สนุกไปอีกแบบจนไม่น่าแปลกใจว่าทำไมมันถึง “ฮิต” เหลือเกิน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.barkandbite.net/2010/01/i-give-my-first-love-to-you/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>The way we move</title>
		<link>http://www.barkandbite.net/2009/12/the-way-we-move/</link>
		<comments>http://www.barkandbite.net/2009/12/the-way-we-move/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Dec 2009 16:13:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Theater Bite]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.barkandbite.net/?p=100</guid>
		<description><![CDATA[ 
 
Two exciting collaborations are happening in the small world of Thai arts.
 
B-Floor Theatre has turned its office and rehearsal studio into &#8220;B-Floor&#8217;s Room&#8221; with a debut work beguilingly and ironically titled &#8220;Displacement&#8221; (&#8220;Phid Thi Phid Thang&#8221;), a collaboration between Jarunun Phantachat and Dujdao Vadhanapakorn.
 
At the premiere on Tuesday night, the intrigue [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #666666; font-size: small;"><span> </span></span></p>
<p><span style="color: #666666; font-size: small;"> </span></p>
<div style="color: #666666; margin-top: 10px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; padding: 0px;"><span style="color: #373737; line-height: normal;"><span style="font-size: medium;"><img class="alignleft" style="margin: 10px;" src="http://www.pantip.com/cafe/chalermkrung/topic/C8672752/C8672752-0.jpg" alt="" width="450" height="300" />Two exciting collaborations are happening in the small world of Thai arts.</span></span></div>
<p style="margin: 0.0px 0.0px 9.0px 0.0px; font: 10.0px Georgia; color: #373737; min-height: 11.0px;"><span style="letter-spacing: 0.0px;"><span style="font-size: medium;"> </span></span></p>
<p style="margin: 0.0px 0.0px 9.0px 0.0px; font: 10.0px Georgia; color: #373737;"><span style="letter-spacing: 0.0px;"><span style="font-size: medium;">B-Floor Theatre has turned its office and rehearsal studio into &#8220;B-Floor&#8217;s Room&#8221; with a debut work beguilingly and ironically titled &#8220;Displacement&#8221; (&#8220;Phid Thi Phid Thang&#8221;), a collaboration between Jarunun Phantachat and Dujdao Vadhanapakorn.</span></span></p>
<p style="margin: 0.0px 0.0px 9.0px 0.0px; font: 10.0px Georgia; color: #373737; min-height: 11.0px;"><span style="letter-spacing: 0.0px;"><span style="font-size: medium;"> </span></span></p>
<p style="margin: 0.0px 0.0px 9.0px 0.0px; font: 10.0px Georgia; color: #373737;"><span style="letter-spacing: 0.0px;"><span style="font-size: medium;">At the premiere on Tuesday night, the intrigue didn&#8217;t stop at the title and the concept, but continued in how the performers moved &#8211; with each other and with props of various sizes &#8211; through five colour-and-concept-coded scenes in 50 minutes.</span></span></p>
<p style="margin: 0.0px 0.0px 9.0px 0.0px; font: 10.0px Georgia; color: #373737; min-height: 11.0px;"><span style="letter-spacing: 0.0px;"><span style="font-size: medium;"> </span></span></p>
<p style="margin: 0.0px 0.0px 9.0px 0.0px; font: 10.0px Georgia; color: #373737;"><span style="letter-spacing: 0.0px;"><span style="font-size: medium;">The scenes can be rearranged at the outset according to the audience&#8217;s preference. Exploring many definitions of the term &#8220;Displacement&#8221;, the creators showed limitless possibilities in how humans, objects, nature, written text, sound and lights co-exist, trade places and functions, and affect one another.</span></span></p>
<p style="margin: 0.0px 0.0px 9.0px 0.0px; font: 10.0px Georgia; color: #373737; min-height: 11.0px;"><span style="letter-spacing: 0.0px;"><span style="font-size: medium;"> </span></span></p>
<p style="margin: 0.0px 0.0px 9.0px 0.0px; font: 10.0px Georgia; color: #373737;"><span style="letter-spacing: 0.0px;"><span style="font-size: medium;">&#8220;Displacement&#8221; is the last performance of B-Floor&#8217;s &#8220;Next Fresh Thing&#8221; series, part of its 10th-anniversary celebration.</span></span></p>
<p style="margin: 0.0px 0.0px 9.0px 0.0px; font: 10.0px Georgia; color: #373737; min-height: 11.0px;"><span style="letter-spacing: 0.0px;"><span style="font-size: medium;"> </span></span></p>
<p style="margin: 0.0px 0.0px 9.0px 0.0px; font: 10.0px Georgia; color: #373737;"><span style="letter-spacing: 0.0px;"><span style="font-size: medium;">Add this to &#8220;Begin Again&#8221;, one of the year&#8217;s most memorable stage works, and looking back to many works through the past 10 years of this small yet dedicated ensemble &#8211; &#8220;Midah&#8221;, &#8220;The Edge&#8221;, &#8220;Crying Century&#8221;, &#8220;Venus&#8217; Party&#8221;, &#8220;GODaGardener&#8221; &#8211; we look forward to the coming decades.</span></span></p>
<p style="margin: 0.0px 0.0px 9.0px 0.0px; font: 10.0px Georgia; color: #373737; min-height: 11.0px;"><span style="letter-spacing: 0.0px;"><span style="font-size: medium;"> </span></span></p>
<p style="margin: 0.0px 0.0px 9.0px 0.0px; font: 10.0px Georgia; color: #373737;"><span style="letter-spacing: 0.0px;"><span style="font-size: medium;">Another significant characteristic of B-Floor is that the specific details in style and content of its pieces, such as each performer&#8217;s technical brilliance and each director&#8217;s degree of social and political awareness, vary from one work to another.</span></span></p>
<p style="margin: 0.0px 0.0px 9.0px 0.0px; font: 10.0px Georgia; color: #373737;"><span style="letter-spacing: 0.0px;"><span style="font-size: medium;"><img class="alignright" style="margin: 10px;" src="http://www.pantip.com/cafe/chalermkrung/topic/C8672752/C8672752-4.jpg" alt="" width="240" height="360" /><br />
</span></span></p>
<p style="margin: 0.0px 0.0px 9.0px 0.0px; font: 10.0px Georgia; color: #373737; min-height: 11.0px;"><span style="letter-spacing: 0.0px;"><span style="font-size: medium;"> </span></span></p>
<p style="margin: 0.0px 0.0px 9.0px 0.0px; font: 10.0px Georgia; color: #373737;"><span style="letter-spacing: 0.0px;"><span style="font-size: medium;">Its members take turns creating, directing, performing, composing music and producing, unlike many other troupes with clearly defined roles, which sometimes result in predictability.</span></span></p>
<p style="margin: 0.0px 0.0px 9.0px 0.0px; font: 10.0px Georgia; color: #373737; min-height: 11.0px;"><span style="letter-spacing: 0.0px;"><span style="font-size: medium;"> </span></span></p>
<p style="margin: 0.0px 0.0px 9.0px 0.0px; font: 10.0px Georgia; color: #373737;"><span style="letter-spacing: 0.0px;"><span style="font-size: medium;">Next year B-Floor Theatre will collaborate with Japan&#8217;s Faifai in a new work on ordinary life, to be staged in Tokyo.</span></span></p>
<p style="margin: 0.0px 0.0px 9.0px 0.0px; font: 10.0px Georgia; color: #373737;"><span style="letter-spacing: 0.0px;"><strong><span style="font-size: medium;">Be at &#8216;the B&#8217;</span></strong></span></p>
<p style="margin: 0.0px 0.0px 9.0px 0.0px; font: 10.0px Georgia; color: #373737;"><span style="letter-spacing: 0.0px;"><span style="font-size: medium;">See &#8220;Displacement&#8221; tonight at 7.30 or Tuesday through Friday at B-Floor&#8217;s Room for Bt300. Book a seat at (089) 667 9539. Find out more at </span><a href="http://www.BFloorTheatre.com/"><span style="text-decoration: underline;"><span style="font-size: medium;">www.BFloorTheatre.com</span></span></a><span style="font-size: medium;">.</span></span></p>
<p style="margin: 0.0px 0.0px 9.0px 0.0px; font: 10.0px Georgia; color: #373737;">
<p style="margin: 0.0px 0.0px 9.0px 0.0px; font: 10.0px Georgia; color: #373737;"><span style="letter-spacing: 0.0px;"><span style="font-size: medium;">By Pawit Mahasarinand<br />
Special to The Nation<br />
Published on December 18, 2009</span></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.barkandbite.net/2009/12/the-way-we-move/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>October Sonata: รอคอยอย่างละเมียดละไม</title>
		<link>http://www.barkandbite.net/2009/12/october-sonata-%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%84/</link>
		<comments>http://www.barkandbite.net/2009/12/october-sonata-%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%84/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 15 Dec 2009 17:52:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>nuttaputch</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>
		<category><![CDATA[love]]></category>
		<category><![CDATA[october sonata]]></category>
		<category><![CDATA[romance]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.barkandbite.net/?p=90</guid>
		<description><![CDATA[การรอคอยกับความรัก เป็นหนึ่งในเรื่องราวโรแมนติกดี ๆ ที่สร้างกลายเป็นหนังมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหนังอิ่มเอิบใจ หนังเศร้าเรียกน้ำตา หรือโรแมนติกหวานซึ้ง
และสิ่งสำคัญที่หนังสามารถดึงพลังออกมาได้อย่างดีเยี่ยมคือความจริงใจกับเรื่องที่กำลังจะเล่า ซึ่ง October Sonata: รักที่รอคอย มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม
October Sonata เป็นเรื่องราวที่ร้อยเรียงความสัมพันธ์ของคนสามคนกับความรักที่ต่างคนต้อง &#8220;รอ&#8221; อีกคน โดยเริ่มจากการพบกันของแสงจันทร์ (ก้อย รัชวิน) กับ รวี (โป๊ป ธนวรรธน์) ที่เจอกันในคืนงานศพของมิตรชัย บัญชา และเกิดจุดเริ่มต้นของความรู้สึกปราถนาต่ออีกฝ่าย แต่ก็ต้องจากกันไปเมื่อรวีต้องไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ โดยสัญญากันว่าในวันที่ 8 ตุลาคมของอีกสองปี พวกเขาจะมาเจอกันอีกครั้ง และเมื่อเวลาผ่านไป แสงจันทร์ก็เติบโตขึ้นจากหญิงสาวที่ใสซื่อบริสุทธิ์ กลายเป็นเด็กสาวที่มีความมั่นใจและความมุ่งมั่่นในชีวิต
ระหว่างนั้น ลิ้ม (บอย พิษณุ) ชายหนุ่มเชื่อสายจีนที่ได้เจอกับแสงจันทร์ ก็หลงรักและมอบหัวใจให้แสงจันทร์แม้ว่าเธอจะมองเขาโดยไร้แววตาของความรัก เพราะเธอกำลังรอใครกลับมา ซึ่งลิ้มก็รอคอยวันที่เธอจะเห็นและหันมามองเขาเช่นกัน
แต่ด้วยเหตุการณ์ที่ร้อยเรื่องในกาลเวลาที่ผ่านไป แสงจันทร์ก็ไม่ได้พบกับรพีตามที่เคยสัญญาไว้ คำถามที่คนดูถูกโยนให้ติดตามเรื่องทันทีคือเหล่าตัวละครจะทำอย่างไรเมื่อการรอคอยไม่ได้เป็นไปดังหวัง พวกเขาจะยังยืนยันกับหลักที่ยึดมั่นอยู่ไหม หรือสั่นคลอนไปตามกาลเวลา
โดยส่วนตัว ผมว่าบทภาพยนต์เรื่องนี้แม้จะไม่มีอะไรหวือหวาหรือมีอะไรโฉ่งฉ่างมาก แต่ความเรียบง่ายของมันเต็มไปด้วยความละเมียดละไมในรายละเอียด ไม่ว่าจะเนื้อหาที่เชื่อมโยงในจุดเล็ก ๆ ของเรื่องเช่นตัวละครของนิยายที่รพีหยิบยื่นให้แสงจันทร์ ที่สุดท้ายกลายเป็น Irony กับชีวิตของแสงจันทร์ ชื่อของตัวละครที่มีนัยทางสัญลักษณ์ที่ไม่ยากและไม่ง่ายจนเกินไปที่จะเข้าใจ รวมถึงความต่อเนื่องของในความเป็นเหตุเป็นผลและลำดับเวลาที่นำทางตัวละครต่าง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" style="margin: 10px;" src="http://www.weddinginlove.com/editor/uploads/images/VDO/42/october_sonata_movie.jpg" alt="" width="374" height="532" />การรอคอยกับความรัก เป็นหนึ่งในเรื่องราวโรแมนติกดี ๆ ที่สร้างกลายเป็นหนังมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหนังอิ่มเอิบใจ หนังเศร้าเรียกน้ำตา หรือโรแมนติกหวานซึ้ง</p>
<p>และสิ่งสำคัญที่หนังสามารถดึงพลังออกมาได้อย่างดีเยี่ยมคือความจริงใจกับเรื่องที่กำลังจะเล่า ซึ่ง October Sonata: รักที่รอคอย มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม</p>
<p>October Sonata เป็นเรื่องราวที่ร้อยเรียงความสัมพันธ์ของคนสามคนกับความรักที่ต่างคนต้อง &#8220;รอ&#8221; อีกคน โดยเริ่มจากการพบกันของแสงจันทร์ (ก้อย รัชวิน) กับ รวี (โป๊ป ธนวรรธน์) ที่เจอกันในคืนงานศพของมิตรชัย บัญชา และเกิดจุดเริ่มต้นของความรู้สึกปราถนาต่ออีกฝ่าย แต่ก็ต้องจากกันไปเมื่อรวีต้องไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ โดยสัญญากันว่าในวันที่ 8 ตุลาคมของอีกสองปี พวกเขาจะมาเจอกันอีกครั้ง และเมื่อเวลาผ่านไป แสงจันทร์ก็เติบโตขึ้นจากหญิงสาวที่ใสซื่อบริสุทธิ์ กลายเป็นเด็กสาวที่มีความมั่นใจและความมุ่งมั่่นในชีวิต</p>
<p>ระหว่างนั้น ลิ้ม (บอย พิษณุ) ชายหนุ่มเชื่อสายจีนที่ได้เจอกับแสงจันทร์ ก็หลงรักและมอบหัวใจให้แสงจันทร์แม้ว่าเธอจะมองเขาโดยไร้แววตาของความรัก เพราะเธอกำลังรอใครกลับมา ซึ่งลิ้มก็รอคอยวันที่เธอจะเห็นและหันมามองเขาเช่นกัน</p>
<p>แต่ด้วยเหตุการณ์ที่ร้อยเรื่องในกาลเวลาที่ผ่านไป แสงจันทร์ก็ไม่ได้พบกับรพีตามที่เคยสัญญาไว้ คำถามที่คนดูถูกโยนให้ติดตามเรื่องทันทีคือเหล่าตัวละครจะทำอย่างไรเมื่อการรอคอยไม่ได้เป็นไปดังหวัง พวกเขาจะยังยืนยันกับหลักที่ยึดมั่นอยู่ไหม หรือสั่นคลอนไปตามกาลเวลา</p>
<p>โดยส่วนตัว ผมว่าบทภาพยนต์เรื่องนี้แม้จะไม่มีอะไรหวือหวาหรือมีอะไรโฉ่งฉ่างมาก แต่ความเรียบง่ายของมันเต็มไปด้วยความละเมียดละไมในรายละเอียด ไม่ว่าจะเนื้อหาที่เชื่อมโยงในจุดเล็ก ๆ ของเรื่องเช่นตัวละครของนิยายที่รพีหยิบยื่นให้แสงจันทร์ ที่สุดท้ายกลายเป็น Irony กับชีวิตของแสงจันทร์ ชื่อของตัวละครที่มีนัยทางสัญลักษณ์ที่ไม่ยากและไม่ง่ายจนเกินไปที่จะเข้าใจ รวมถึงความต่อเนื่องของในความเป็นเหตุเป็นผลและลำดับเวลาที่นำทางตัวละครต่าง ๆ ให้ได้เติบโตขึ้น</p>
<p>และส่วนที่ดีมาก ๆ คือการที่บทโฟกัสอยู่ที่แก่นหลักของเรื่องโดยไม่ออกไปแตะอะไรที่นอกลู่นอกทาง ตัวละครสามคนที่เป็นแกนหลักถูกถ่ายทอดในมุมมองของคำว่า &#8220;รอ&#8221; ที่แตกต่างออกไป คนนึงรอคนที่รักกลับมา อีกคนรอให้คนที่รักหันมามอง อีกคนรอเพื่อจะกลับมาตามสัญญา ซึ่งทุกคนล้วนมีเหตุมีผลของตัวเอง และยอมรับในชะตากรรมของตัวเอง โดยนั่นคือสิ่งที่คนดูได้ซีมซับและรู้สึกโดยไม่มีอะไรมาเจือปนให้เสียสมาธิ</p>
<p><img class="alignright" src="http://www.weddinginlove.com/editor/uploads/images/VDO/42/octobersonata_pic13.jpg" alt="" width="378" height="252" /></p>
<p>จะมีจุดที่ตะหงิด ๆ อยู่บ้างคือในหลายฉากที่น่าจะเป็นฉากไคล์แมกซ์ หรือสามารถขมวดปมให้นำไปสู่จุดที่ดื่มด่ำกับเรื่องได้เต็มที่นั้น ยังไม่มีแอ็คชั่นของเรื่องที่มีพลังเพียงพอที่จะขับดันตัวละครไปถึงจุดนั้นได้ (เช่นจุดเปลี่ยนของแสงจันทร์ในการยอมรับความจริง ไม่ใช่นิยายที่เธอยึดติด)</p>
<p>ในขณะเดียวกัน องค์ประกอบศิลป์อื่น ๆ ที่เข้ามาเติมแต่งให้กับ October Sonata นั้น ก็มีความปราณีตอยู่มากพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นการเลือกมุมกล้องที่มักจะมี Space ให้เราสัมผัสความอ้างว้างจากภาพในฉากนั้น (เช่นเดียวกับที่ตัวละครกำลังประสบอยู่) รวมทั้งเพลงประกอบที่เติมแต่งให้ความรู้สึกและโทนของเรื่องนั้นต่อเนื่องอยู่เสมอ</p>
<p>ซึ่งจากองค์ประกอบศิลป์และบทภาพยนตร์ต่าง ๆ ทำให้ October Sonata เป็นหนังที่เราสามารถดื่มด่ำกับความรู้สึกที่ &#8220;ถวิลหา&#8221; &#8220;ปราถนา&#8221; และ &#8220;รอคอย&#8221; ของตัวละครได้โดยไม่ขัดเขิน หรือโดนชี้นำจนน่าเกลียด และที่น่าชื่นชมคือความจริงใจกับตัวเรื่อง โดยไม่พยายามที่จะปลุกเร้าหรือเอาใจคนดูโดยสิ่งที่ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่อง เช่นฉากเลิฟซีนที่เกินจำเป็น มุกตลกเฟื่อน ๆ หรือช็อตที่ขายดาราเพื่อเรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนคลับ (ซึ่งถ้ามี ก็คงทำให้หนังเรื่องนี้ด้อยลงไปมากโขเลยทีเดียว)</p>
<p>ก้อย รัชวิน แสดงบทของแสงจันทร์ได้อย่างดีเกินคาด กับการถ่ายทอดตัวละครที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่ก็ยังมีความทรงจำและความรู้สึกที่ยังเป็นโซ่ตรวนที่มัดเธอไว้กับใครอีกคน ซึ่งแม้ว่าเธออาจจะไม่สามารถขยี้บทให้ละเอียดจนถึงขั้นดีเยี่ยม แต่ก็สามารถสร้างบางสิ่งบางอย่างที่จับความสนใจของคนดูได้ตลอดเรื่อง ส่วน โป๊ป ธนวรรธน์ และ บอย พิษณุ นั้น แม้ว่าอาจจะไม่โดดเด่นเท่าก้อย รัชวิน และอาจจะมีแอ็คติ้งที่บางทีดูแข็งไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้ขาด ๆ เกิน ๆ หรือเล่นอารมณ์จนออกทะเลไปแบบหนังวัยรุ่นที่ไร้จุดหมาย ซึ่งนั่นก็ทำให้สามนักแสดงนำเป็นเคมีที่ค่อนข้างลงตัวทีเดียว</p>
<p><img class="alignleft" style="margin: 10px;" src="http://www.weddinginlove.com/editor/uploads/images/VDO/42/octobersonata_pic6.jpg" alt="" width="378" height="252" /></p>
<p>โดยส่วนตัว October Sonata อาจจะไม่ใช่หนังที่ข้นด้วยคุณภาพแบบล้นแก้ว หนังอาจจะไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นหรือจุดขายแบบตูมตาม แต่ก็เป็นหนังที่มีความครบเครื่องของส่วนผสมต่าง ๆ และ &#8220;ใจ&#8221; ของทีมงานที่ต้องการสร้างงานที่เรียกว่า &#8220;ศิลปะ&#8221; ซึ่งต้องการจะบอกอะไรกับคนดูอย่าง &#8220;จริงใจ&#8221;</p>
<p>และนั่นเป็นสิ่งที่ผมค่อนข้างประทับใจมากจาก October Sonata</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.barkandbite.net/2009/12/october-sonata-%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%84/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Okuribito: Departure ~ งดงาม ปราณีต ในทุกรายละเอียด</title>
		<link>http://www.barkandbite.net/2009/12/okuribito-departure-%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%a1-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%95-%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://www.barkandbite.net/2009/12/okuribito-departure-%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%a1-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%95-%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 Dec 2009 15:37:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>nuttaputch</dc:creator>
				<category><![CDATA[Film Bite]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.barkandbite.net/?p=79</guid>
		<description><![CDATA[
สัปเหร่อ อาจจะเป็นอาชีพที่หลาย ๆ คนมองว่าน่าอดสู และไร้เกียรติ หากินกับความตาย รวมไปถึงเป็นอาชีพที่ไม่มีใครคิดจะทำ แบบเดียวกับที่ไดสุเกะ ตัวละครจาก Departure โดนตราหน้าไว้จากบรรดาญาติ ๆ ของผู้ตายที่มองไม่เห็นความสำคัญของคนที่เตรียมร่างของผู้ตายเพื่อนำสู่พิธีส่งวิญญาณ
แต่ถ้าเราทุกคนได้ดู Departure จนจบ เราก็จะพบความสวยงามอันละเมียดละไม รวมทั้งปรัชญาชีวิตลึกซึ้งระหว่างคนเป็นและคนตาย ผ่านสายตาของคนที่อยู่ใกล้ชิดกับคนตายเป็นอาชีพ
ในเริ่มเรื่องของ Departure นั้น ไดสุเกะ นักเชลโล่ผู้ตกอับจากการที่วงที่เขาสังกัดประกาศยุบวง จนต้องย้ายมาอยู่ที่บ้านเกิดพร้อมกับภรรยาและเริ่มต้นหางานใหม่ แต่ไม่รู้ว่าเคราะห์ดีหรือเคราะห์ร้ายที่ทำให้เขาได้ไปรับงานเป็นผู้ตกแต่งศพก่อนจะไปสู่พิธีการต่อไป
แน่นอนว่าช่วงแรกเราจะเห็นไดสุเกะกระอักกระอ่วนกับงาน และต้องทนปกปิดเป็นความลับไม่กล้าบอกใคร แม้ว่าสุดท้ายแล้วความลับก็ต้องถูกเปิดเผยในที่สุด และนั่นคือการหาคำตอบของตัวไดสุเกะว่าเขาจะยังทำงานนี้ต่อไปหรือไม่ และอะไรคือเหตุผลที่เขาควรจะทำงานนี้กันแน่
สิ่งที่น่าสนใจและน่าประทับใจมาก ๆ ของ Departure คือการเดินทางทางความคิดของตัวละครและความรู้สึก ที่ไม่ใช่แค่ตัวละครหลักเท่านั้น แต่รวมถึงคนรอบข้างไดสุเกะเอง และผู้ชมที่กำลังชมอยู่ด้วย
ต้องขอชื่นชมและยกย่องทีมงานที่เลือกนำพิธีที่ที่หลายคนอาจจะไม่รู้จักหรือมองข้าม นำกลับมาทำให้สวยงามและเชื่อมโยงกับปรัชญาของ &#8220;ชีวิต&#8221; ได้อย่างน่าละเมียดละไม ซึ่งไม่แปลกที่หลาย ๆ คนพร้อมใจจะต้องทึ่งและอึ้งกับพิธีกรรมนี้
จุดเชื่อมโยงที่สวยงามนี้คือการที่ตัวละครมีหน้าที่สร้าง &#8220;ชีวิต&#8221; ให้กับคนที่ได้ &#8220;เสียชีวิต&#8221; ไปแล้ว และนั่นเหมือนของขวัญชิ้นสุดท้ายที่คนเป็นจะทำให้กับคนตายได้ เพื่อจะรำลึกและอวยพรให้คนที่จากไปนั้น &#8220;เดินทาง&#8221; อย่างสงบ และก็คงเป็นโชคดีของไดสุเกะ (รวมถึงพวกเราที่ตามดูเขา) ที่เขาได้มีโอกาสเจอบริษัทที่เข้าใจและรู้สึกถึงหน้าที่นี้อย่างลึกซึ้ง

ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นความปราณีตอย่างสวยงามในพิธีกรรม ตั้งแต่การเปลี่ยนเสื้อผ้า การแต่งหน้า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" title="Okuribito" src="http://rrc-okinawa.com/eng/images/stories/okuribito.jpg" alt="" width="354" height="500" /></p>
<p>สัปเหร่อ อาจจะเป็นอาชีพที่หลาย ๆ คนมองว่าน่าอดสู และไร้เกียรติ หากินกับความตาย รวมไปถึงเป็นอาชีพที่ไม่มีใครคิดจะทำ แบบเดียวกับที่ไดสุเกะ ตัวละครจาก Departure โดนตราหน้าไว้จากบรรดาญาติ ๆ ของผู้ตายที่มองไม่เห็นความสำคัญของคนที่เตรียมร่างของผู้ตายเพื่อนำสู่พิธีส่งวิญญาณ</p>
<p>แต่ถ้าเราทุกคนได้ดู Departure จนจบ เราก็จะพบความสวยงามอันละเมียดละไม รวมทั้งปรัชญาชีวิตลึกซึ้งระหว่างคนเป็นและคนตาย ผ่านสายตาของคนที่อยู่ใกล้ชิดกับคนตายเป็นอาชีพ</p>
<p>ในเริ่มเรื่องของ Departure นั้น ไดสุเกะ นักเชลโล่ผู้ตกอับจากการที่วงที่เขาสังกัดประกาศยุบวง จนต้องย้ายมาอยู่ที่บ้านเกิดพร้อมกับภรรยาและเริ่มต้นหางานใหม่ แต่ไม่รู้ว่าเคราะห์ดีหรือเคราะห์ร้ายที่ทำให้เขาได้ไปรับงานเป็นผู้ตกแต่งศพก่อนจะไปสู่พิธีการต่อไป</p>
<p>แน่นอนว่าช่วงแรกเราจะเห็นไดสุเกะกระอักกระอ่วนกับงาน และต้องทนปกปิดเป็นความลับไม่กล้าบอกใคร แม้ว่าสุดท้ายแล้วความลับก็ต้องถูกเปิดเผยในที่สุด และนั่นคือการหาคำตอบของตัวไดสุเกะว่าเขาจะยังทำงานนี้ต่อไปหรือไม่ และอะไรคือเหตุผลที่เขาควรจะทำงานนี้กันแน่</p>
<p>สิ่งที่น่าสนใจและน่าประทับใจมาก ๆ ของ Departure คือการเดินทางทางความคิดของตัวละครและความรู้สึก ที่ไม่ใช่แค่ตัวละครหลักเท่านั้น แต่รวมถึงคนรอบข้างไดสุเกะเอง และผู้ชมที่กำลังชมอยู่ด้วย</p>
<p>ต้องขอชื่นชมและยกย่องทีมงานที่เลือกนำพิธีที่ที่หลายคนอาจจะไม่รู้จักหรือมองข้าม นำกลับมาทำให้สวยงามและเชื่อมโยงกับปรัชญาของ &#8220;ชีวิต&#8221; ได้อย่างน่าละเมียดละไม ซึ่งไม่แปลกที่หลาย ๆ คนพร้อมใจจะต้องทึ่งและอึ้งกับพิธีกรรมนี้</p>
<p>จุดเชื่อมโยงที่สวยงามนี้คือการที่ตัวละครมีหน้าที่สร้าง &#8220;ชีวิต&#8221; ให้กับคนที่ได้ &#8220;เสียชีวิต&#8221; ไปแล้ว และนั่นเหมือนของขวัญชิ้นสุดท้ายที่คนเป็นจะทำให้กับคนตายได้ เพื่อจะรำลึกและอวยพรให้คนที่จากไปนั้น &#8220;เดินทาง&#8221; อย่างสงบ และก็คงเป็นโชคดีของไดสุเกะ (รวมถึงพวกเราที่ตามดูเขา) ที่เขาได้มีโอกาสเจอบริษัทที่เข้าใจและรู้สึกถึงหน้าที่นี้อย่างลึกซึ้ง</p>
<p><img class="alignright" style="margin: 10px;" src="http://static.guim.co.uk/sys-images/Film/Pix/pictures/2009/2/20/1235150939373/Scene-from-Departures-Oku-001.jpg" alt="" width="322" height="193" /></p>
<p>ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นความปราณีตอย่างสวยงามในพิธีกรรม ตั้งแต่การเปลี่ยนเสื้อผ้า การแต่งหน้า และการใส่จิตวิญญาณ ความตั้งใจ และความรัก ให้ร่างของผู้ที่จากไป</p>
<p>ในขณะเดียวกัน เมื่อไดสุเกะได้สัมผัส &#8220;ความงาม&#8221; และ &#8220;คุณค่า&#8221; ของสิ่งที่เขาได้ทำ นั่นทำให้เขาได้เลือกทางเลือกที่หลาย ๆ คนไม่เลือก และได้เรียนรู้คุณค่าของชีวิตมากมาย รวมถึงการได้พบความจริงในความรักของเขาและพ่อ ซึ่งได้หายจากไปตั้งแต่เขายังเด็ก</p>
<p>นอกจากเนื้อเรื่องและประเด็นแก่นของหนังที่ค่อนข้างจะสวยงามและน่าประทับใจแล้ว หนังยังได้ส่วนผสมที่ยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นแคสนักแสดงที่อาจจะไม่ใช่ดาราหน้าตาดีที่สุดของวงการหนังญี่ปุ่น แต่กลับถ่ายทอดบทบาทได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งนอกจากฝีมือการแสดงแล้วนั้น รูปลักษณ์ของนักแสดงก็ยังช่วยหนุนบทบาทที่พวกเขาได้รับอีกด้วย</p>
<p><img class="alignleft" style="margin: 10px;" src="http://filmsfromjapan.culturalnews.net/myPictures/20090427_film_departure_cello.jpg" alt="" width="302" height="202" /></p>
<p>อีกจุดที่ค่อนข้างจะโดดเด่นมาก ๆ คือบทเพลงโดย Joe Hisaishi ที่ขับกล่อมคนดูได้อย่างอยู่หมัดตลอดเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ (ถ้าใครไม่รู้จักว่าเขาคือใคร เขาคือคนทำเพลงขาประจำของ Gibli Studio นะครับ) เพลงบรรเลงแต่ละเพลงที่เลือกมานั้น แม้จะไม่มีความหมายบ่งบอกแน่ชัด แต่การเลือกใช้เสียงดนตรีเครื่องสาย โดยเฉพาะเชลโล่เป็นตัวหลักนั้น สอดคล้องและถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์</p>
<p>ในท้ายที่สุด ไดสุเกะก็ได้รับการยอมรับจากคนรอบข้างเมื่อได้เห็นความตั้งใจที่เขามีให้กับงาน และทำให้ตัวละครรอบข้างได้รู้ซึ้งถึงสิ่งที่ลึกซึ้งจากคนตาย</p>
<p>ความตายอาจจะไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่มันเหมือนจุดเริ่มต้นของการเดินทางไปสู่ที่แห่งใหม่ ผมจึงค่อนข้างประทับใจที่เหล่าคนที่ส่งผู้ตายในเรื่องมักพูดคำว่า &#8220;ขอบคุณนะ&#8221; &#8220;ไปดีมาดี&#8221; &#8220;แล้วเจอกันอีกนะ&#8221; เป็นคำลา ซึ่งนั่นเป็นคำพูดที่กินใจเอามาก ๆ</p>
<p>สำหรับผม Departure ถ่ายทอดความลึกซึ้งของความตาย และคนที่เกี่ยวข้องกับมันได้อย่างสวยงาม แม้จะมีความโศกเศร้าฉาบอยู่ที่ผิวหน้า แต่เมื่อเราก้าวผ่านความโศกเศร้าไปแล้ว มันเต็มไปด้วยความอิ่มเอิบและสวยงามอยู่จนเต็มหัวใจเลยทีเดียว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.barkandbite.net/2009/12/okuribito-departure-%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%a1-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%95-%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่องสมาชิก</title>
		<link>http://www.barkandbite.net/2009/12/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://www.barkandbite.net/2009/12/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Dec 2009 09:53:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Asides]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.barkandbite.net/?p=71</guid>
		<description><![CDATA[เนื่องจากการล้างระบบครั้งนี้ ทำให้ข้อมูลสมาชิกหายหมดเลย T_T ยังไงช่วยสมัครใหม่ด้วยนะคร้าบ
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เนื่องจากการล้างระบบครั้งนี้ ทำให้ข้อมูลสมาชิกหายหมดเลย T_T ยังไงช่วยสมัครใหม่ด้วยนะคร้าบ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.barkandbite.net/2009/12/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปรุงปรุงเวบแล้ว</title>
		<link>http://www.barkandbite.net/2009/12/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://www.barkandbite.net/2009/12/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Dec 2009 09:29:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Asides]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.barkandbite.net/?p=66</guid>
		<description><![CDATA[หลังจากพยายามงมมานาน และพบว่ามันไม่เวิร์ค เลยจัดการรื้อระบบเวบใหม่ทั้งหมด และทำใหม่ให้มันดูง่ายขึ้น (หรือเปล่าหว่า)
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลังจากพยายามงมมานาน และพบว่ามันไม่เวิร์ค เลยจัดการรื้อระบบเวบใหม่ทั้งหมด และทำใหม่ให้มันดูง่ายขึ้น (หรือเปล่าหว่า)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.barkandbite.net/2009/12/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
