All posts in Theater Bite
ผู้หญิงข้างๆ: เทคนิคที่ยังต้องพัฒนา (B-)
การที่จะหาคำตอบหรือเข้าใจชีวิตคนๆ หนึ่งหรือแม้แต่ตัวเราเองได้นั้น สิ่งที่จำเป็นต้องล้วงลงไปเพื่อนำออกมามองก็คงไม่พ้นช่วงต่างๆ ของชีวิตที่จะทำให้เราได้เห็นมุมมอง ที่มาที่ไป ก่อนจะนำไปสู่การเข้าใจตัวบุคคลนั้นๆ เช่นเดียวกับการอ่านอัตชีวประวัติคนๆ หนึ่ง รวมไปถึงการเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ในละครที่นำพาผู้ชมไปสู่การรู้จักตัวละครที่พัฒนาตามเส้นเรื่องก่อนจะเรียนรู้อะไรบางอย่างในตอนท้ายที่สุด “ผู้หญิงข้างๆ” ของ 4DARUMA ก็เป็นหนึ่งในละครอีกเรื่อง ที่นำไอเดียของการนำ “ช่วงชีวิต” ของตัวละครมาตีแผ่ให้คนดูได้รู้จักชีวิตของคนๆ หนึ่งมากขึ้น แถมยังใช้กลวิธีบางอย่างที่น่าสนใจ เพียงแต่มันอาจจะยังไม่ลงตัวอย่างมีประสิทธิภาพได้ ธงชัย ชายหนุ่มอายุย่างเข้าเลขสามแต่ยังสับสนกับชีวิตว่าอะไรคือเป้าหมายและเส้นทางที่ตัวเองควรจะเดินกันแน่ เรื่องราวของเขาถูกเล่าผ่านประสบการณ์ระหว่างเขากับผู้หญิงสี่คนที่เข้ามาในชีวิต และนั่นทำให้เราได้รู้จักเขามากขึ้นทีละนิดๆ ตั้งแต่เพื่อนซึ่งเป็นอดีตแฟนเก่าที่ยังคงคาราคาซังกับความรู้สึก หญิงสาวเสิร์ฟที่แอบมาชอบในวันที่เขาไปกินอาหารที่ร้าน แม่ซึ่งคอยเป็นห่วงและคาดหวังกับอนาคตของเขาที่ดูจะเอาเรื่องเอาราวไม่ได้ และคู่นอนที่หวังจะสนุกกับเพศสัมพันธ์แต่ก็ล่มไม่เป็นท่าเพราะผิดตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งหมดนี้ถูกร้อยเรียงรวมเป็นเรื่องเดียวให้ผู้ชมได้เห็นมิติต่างๆ ของตัวละครเพื่อที่จะเข้าใจ “การหลงทาง” ของตัวธงชัยนั่นเอง การกลัวที่จะตัดสินใจแล้วพบว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกหรือผิด มันเป็นเหมือนกับประตูที่กั้นมนุษย์ไม่ให้ก้าวไปข้างหน้าเสียที ธงชัยก็เป็นหนึ่งในคนที่ยังสับสนอยู่ในความคิดของตัวเองจนไม่กล้าที่จะบอกว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นใช่หรือไม่ใช่จนเวลาก็ผ่านพ้นไปเรื่อยๆ โดยก็ยังตอบตัวเองไม่ได้ว่าจะออกหัวหรือออกก้อย เมื่อเรามองประสบการณ์ของธงชัยในแต่ละช่วงของชีวิตและคิดให้ลึกแล้วนั้น เราก็อาจจะรู้สึกได้บ้างว่าการคิดไปเองต่างๆ ของมนุษย์จนเป็นกรอบกั้นตัวเองนั้นแหละที่ทำให้เราหลงทางเสียเวลา การเคว้งคว้างจนต้องพยายามคว้าและหยิบจับอะไรที่ปลายเหตุอาจจะไม่ใช่ทางออกที่ถูกหากต้นเหตุของความเคว้งคว้างยังไม่ถูกแก้ไข …
นังเหมียวย้อมสี: เปะเปะ ไม่เคลียร์ ไม่ชัดเจน (C-)
โรแมนติกคอมเมดี้น่าจะเป็น Genre หนึ่งที่คนดูทั่วไปชอบจนทำให้เกิดหนังและละครหลายเรื่องมานักต่อนัก นังเหมียวย้อมสีก็เป็นหนึ่งในละครที่ประสบความสำเร็จในยุคสมัยของมณเฑียรทองเธียเตอร์ ซึ่งดร. เสรี วงศ์มณฑาก็นำกลับมาแสดงอีกครั่้งในปัจจุบัน พร้อมกับสอดแทรกปรับเปลี่ยนบางอย่างให้มีความทันสมัยและแอบหยิกสังคมวันนี้ แน่นอนว่าหลายๆ ส่วนก็คงเป็นที่โดนใจกับมุกตลกและการวิพากษ์กระแสต่างๆ ของสังคม แต่ถึงกระนั้น นังเหมียวย้อมสีในวาระพ.ศ.นี้กลับไม่ได้แสดงให้เห็นถึงเชิงชั้นของละครเวทีที่น่าจดจำอะไรนักแถมออกจะเสียศูนย์จากส่วนผสมที่แปลกประหลาดไม่ลงตัวเสียมากกว่า บุญมา หญิงสาวจากสลัมได้บังเอิญพบเจอกับ ศ.ดร. ระเด่นและแม่จนเกิดความหวังที่จะเรียนรู้ชีวิตของผู้ดีเพื่อตามหาความฝันของตัวเอง ด้วยคำท้าทายจากระตีผู้เป็นแม่ ทำให้ระเด่นตัดสินใจรับบุญมามาอยู่ที่บ้าน ฝึกปรือให้พูดด้วยสำเนียงผู้ดีแทนที่จะเป็นสำเนียงร้อยเอ็ดที่ติดตัวมาแต่กำเหนิด หลังจากเวลาผ่านไปได้หลายเดือน บุญมาก็สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองจากสาวสลัมให้กลายเป็นสาวสวยในมาดผู้ดีสูงศักดิ์จนคนในสังคมไฮโซจับไม่ได้ แต่ความสำเร็จดังกล่าวนั้นกลับส่งผลต่อบุญมาเองเมื่อเธอพบว่าเธอไม่ใช่บุญมาคนเดิมอีกต่อไป ที่ที่เธอเคยอยู่ก็ไม่ใช่บ้านที่เธอกลับอยู่ได้ อีกทั้งเมื่อครบกำหนดสัญญาแล้ว เธอก็ต้องออกจากบ้านของระเด่นโดยยังไม่รู้ว่าจุดมุ่งหมายต่อไปคือที่ใด และที่สำคัญคือความรู้สึกที่เธอและระเด่นมีให้กันนั้นแท้จริงแล้วเป็นอย่างไรกันแน่ ถ้าเรามองโดยรวมแล้ว นังเหมียวก็พยายามพูดถึงเรื่องรักจากสังคมที่แตกต่างกันโดยใช้ตัวละครอย่างบุญมาเป็นตัวเดินเรื่องให้ได้ประสบพบกับเหตุการณ์ต่างๆ รวมทั้งได้เรียนรู้จากการเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อนจะพบว่าการเป็นผู้ดีที่เธอเคยฝันไว้นั้นไม่ได้ให้ความสุขที่แท้จริงกับเธอเลย ภาพลักษณ์ภายนอกที่เปลี่ยนไปอาจจะดึงดูดคนให้เข้ามาสรรเสริญชมเชย
Directed by Janaprakal: มิติใหม่ของ(การชม)การแสดง (B+)
ยามปรกติที่เราไปดูละครหรือการแสดงสักเรื่อง เราคงมักถูกบอกให้ทำการปิดอุปกรณ์สื่อสารและใช้สมาธิในการ "ชมการแสดง" และหากใครสักคนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาใช้ก็คงถูกประนามว่าผิดมารยาทอยู่มิใช่น้อย แต่ดูเหมือน Directed by Janaprakal หรือ "ชนประคัลภ์กำกับ" โดยพิเชษฐ กลั่นชื่นจะมาแหวกแนว เพราะเชิญชวนให้ผู้ชมเปิด Facebook ผ่านอุปกรณ์ของตัวเองแล้วโต้ตอบกับการแสดงแบบสดๆ ขึ้นจอด้านหลังเวทีแบบที่เรามักเห็นกันในรูปแบบ Social Media Wall ตามงานสัมนาเทคโนโลยีทุกวันนี้ แน่นอนว่าสำหรับบางคนที่ชื่นชอบเทคโนโลยียุคใหม่อยู่แล้วอาจจะไม่รู้สึกแปลกใหม่อะไร แต่สำหรับการแสดงสดแล้วนับว่าน่าสนใจพอสมควร และมันเชิญชวน ท้าทาย ให้เราได้คิดอะไรบางอย่างที่เราไม่เคยคิดกับการแสดงเรื่องก่อนๆ ตั้งแต่ก่อนเริ่มการแสดง เราจะได้เห็นจอภาพสองจออยู่ด้านหลังของเวที จอหนึ่งเป็นจอสำหรับการถ่ายทอดสด อีกจอหนึ่งเป็นหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่กำลังเปิด Facebook
The Return of Wanthong: เล่าใหม่ให้สวยงามและท้าทาย (B)
เรื่องเล่าของขุนช้างขุนแผนนั้นอาจจะเป็นสิ่งที่เราเคยได้ยินกันมานานตั้งแต่สมัยยังเด็กว่าด้วยสายสัมพันธ์ของเพื่อนในวัยเด็กก่อนต่อมาเป็นความรักและการต่อสู้อันเต็มไปด้วยจินตนาการของอิทธิฤทธิ์ เวทย์มนต์ แน่นอนว่าผู้ที่ชื่นชอบวรรณคดีไทยย่อมรู้จักวรรณคดีเรื่องนี้เป็นอย่างดี และในเรื่องราวอันยาวเหลือเกินของขุนช้างขุนแผนนั้น ก็มีหลายเหตุการณ์หรือหลายประเด็นที่ต้องตาและโดนใจคนบางคนอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเกี่้ยวพาราสีระหว่างพลายแก้วกับนางวันทอง การเสกอาคมกองทัพของขุนแผน ฯลฯ จนนำไปสู่การสร้างใหม่ในสื่อต่างๆ อย่างเช่นการ์ตูน ละคร และภาพยนตร์แต่คงมีน้อยคนที่จะเอะใจกับเรื่องราวเล็กๆ ในวรรณคดีเรื่องนี้อย่างที่ประดิษ ประสาททอง ศิลปินศิลปาธรสาขาศิลปะการแสดงคนแรกของประเทศไทยเลือกหยิบมานำเสนอ เพราะ The Return of Wanthong นำเรื่องราวในของจมื่นไวยวรนาถ (พลายงาม-พระไวย-ลูกชายของขุนแผน) ที่ต้องเผชิญหน้ากับปีศาจวันทอง กลับมาเล่าและตีความใหม่ในประเด็นที่เราอาจจะคาดไม่ถึงกันเลยทีเดียว เหตุการณ์ใน The Return of Wanthong เริ่มต้นที่พระไวยเดินทางมาถึงป่าแห่งหนึ่งและเริ่มนึกถึงความทรงจำเมื่อครั้งยังหนุ่ม
Betrayal: รักทรยศ – หลุมเหมือนจะลึกแต่ล้วงตื้นไป (B-)
เวลาที่เราพูดกันถึง Harold Pinter ซึ่งเป็นนักเขียนบทละครชื่อดังของยุโรปที่ได้รับรางวัลโนเบลนั้น งานชิ้นที่หลายคนพอจะคุ้นๆ กันก็ย่อมมี Betrayal เข้าไปรวมในนั้นด้วย (นอกนั้นคือ The Birthday Party และ The Home Coming) ด้วยเหตุของความแยบยล วิธีการคิดและวิธีเล่าของบทละครที่น่าทึ่ง ซึ่งเหมาะแก่การศึกษาและชมในการแสดงจริงอยู่ไม่น้อย และก็คงเป็นโอกาสดีที่ Demo Classic Project ของโรงละครเล็กๆ แต่อบอุ่นอย่าง Democrazy Studio จะนำ Betrayal
Hedwig and the Angry Inch: การแสดงที่ยอดเยี่ยม (A-)
ถ้าใครเป็นคอหนัง อาจจะพอจำได้ว่าเมื่อสักประมาณ 10 ปีที่แล้วมีหนังนอกกระแสที่เราต้องพูดกันปากต่อปากว่า "ต้องไปหามาดูนะ" ซึ่งเรื่องนั้นคือ Hedwig and the Angry Inch ซึ่งเป็นเหมือนจุดที่ทำให้เราได้รู้จัก John Cameron Mitchell ก่อนที่จะได้เห็นงานดังๆ ของเขาตามมาอย่าง Shortbus และ Rabbit Hole สิ่งที่หลายๆ คนอาจจะไม่รู้หลังจากทึ่งกับบทและการแสดงของ Hedwig and the Angry Inch ฉบับภาพยนตร์คือก่อนหน้านี้มันเป็นละครเวทีแบบ
โขนชุดศึกมัยราพณ์: คุณค่าที่คนไทยคู่ควร(จะดู) (B+)
ผมเชื่อว่าเรารู้จักโขนกันตั้งแต่สมัยเด็ก พร้อมกับบทเรียนในหนังสือ รวมทั้งรายการทีวีเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยต่างๆ นานา แน่นอนว่าในลึกๆ แล้วเรารู้ดีว่านี่คือศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยที่มีคุณค่ามากมาย แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรกันที่เราคนไทยหันมามองเห็นโขนอีกทีก็กลายเป็นการแสดงประดับร้านอาหารหรือโรงแรมให้นักท่องเที่ยวฝรั่งมาดู ในขณะที่คนไทยส่วนใหญ่ไปบ้าเห่อของนอกกันหมดพร้อมกับตราหน้าโขนว่า "ดูยาก" "น่าเบื่อ" "เข้าไม่ถึง" และ "แก่" อันที่จริง เราคงไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่าการแสดงโขนนั้นเป็นศิลปะชั้นสูงที่ดูไม่ง่ายเสียทีเดียว แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะให้ความคิดนั้นมาเป็นอคติมาจนปฏิเสธการแสดงที่ถูกขนานว่าเป็น"สมบัติของชาติ" แต่อย่างใด เพราะในความเป็นจริงแล้ว การแสดงโขนที่ดีก็จะทำให้คนดูได้เห็นความงดงามจนประทับใจในการผสมผสานในศิลปะแขนงต่างๆ ของไทย ซึ่งโขนชุด "ศึกมัยราพณ์" โดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปินในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถนั้น ก็เป็นงานที่แสดงให้ผมชมที่ได้ดูแล้วว่า ศิลปะไทยนี้เลอค่าและงดงามเหนือคำพูดเชิงอคติที่คนไทยพูดกันไปเองมากแค่ไหน ศึกมัยราพณ์เป็นหนึ่งในตอนของรามเกียรติ์ที่ขึ้นชื่อว่าสนุกที่สุด ว่าด้วยเหตุการณ์ที่พระรามยกทัพมาถึงเชิงเขาแก้วมรกต ทศกัณฐ์จึงแจ้งให้มัยราพณ์ซึ่งเป็นเจ้าเมืองบาดาลรีบมาช่วยกำจัดตัดศึกเสีย มัยราพณ์รับบัญชาและหุงสรรพยาเพื่อใช้สะกดทัพพระราม
Flu-Fool: ขนลุกและหน้าชากับอนูของ “คนไทย” (B)
ถ้าหากเราดูบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ได้บอกกับเราตรงๆ แต่ใช้สัญลักษณ์นำไปสู่การตีความที่ทำให้เรา "รู้สึก" ได้ นั่นอาจจะเป็นหนึ่งในกระบวนการที่ศิลปะการแสดงสร้างพลังขับเคลื่อนความเป็นมนุษย์ของเราให้ตระหนักรู้อะไรบางอย่าง Flu-Fool จาก B-Floor ก็เป็นอีกงานหนึ่งที่ไม่ได้บอกกับเราแบบตรงๆ หรือใช้ภาษาที่ทำให้เราเข้าใจมัน "ง่ายเกินไป" ประเภทเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา แต่กลับลากผู้ชมให้ลงไป "รู้สึก" และ "ครุ่นคิด" กับสารที่ถูกกวนอยู่ในการแสดงอยู่เกือบสองชั่วโมง และก็เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่มันจะทำให้ "คน" ที่ไปดูการแสดงได้รู้สึกอึ้ง ทึ่ง และขนลุกใน "สาร" ที่ละครปล่อยออกมาให้เราได้สัมผัส การแสดง Flu-Fool จะว่าไปแล้วคืองานต่อเนื่องจากการจัดหนักใน Flo-o-less-sense ของคุณคาเงะ ธีระวัฒน์
A King’s Journey – ละครเงาไอเดียบรรเจิด (B)
การเล่นละครเงานั้นอาจจะไม่ใช่อะไรใหม่เท่าไรเพราะหลายๆ คนก็อาจจะมีภาพจำว่ามันคือหนังตะลุงหรือหนังใหญ่เมืองไทยที่มีตัวหุ่นให้สะท้อนกับแสงไฟ แต่ก็มีหลายๆ ครั้งที่ศิลปินละครหุ่นเงาจะสามารถหาไอเดียใหม่ๆ ในการสร้างความ "ตื่นตาตื่นใจ" ผสมกับ "ประหลาดใจ" ให้กับผู้ชมในการดูเงาที่เกิดขึ้นผ้าสีขาวหน้าเวที A King's Journey โดยคณะ Theatre Handgemenge จากเยอรมันก็เป็นอีกคณะหนึ่งที่สร้างความอึ้ง และ ทึ่งให้กับผู้ชมที่แออัดกันเข้าไปชมในหอประชุมสถาบันเกอเธ่ด้วยไอเดียการเชิดหุ่นเงาที่เต็มไปด้วยรายละเอียดและไอเดียเก๋ไก๋ พร้อมกับอารมณ์ขันจนคนดูพร้อมใจกันปรบมือดังสนั่นหลังจบการแสดง เรื่องราวของ A King's Journey นั้นเป็นการผจญภัยของกษัตริย์ในดินแดนแห่งหนึ่งและหญิงสาวผู้ช่วยที่มีเหตุให้ต้องตกไปยังอีกซีกโลกหนึ่ง และจำเป็นต้องพยายามหาทางกลับมายังปราสาทเดิมให้ได้ แต่การเดินทางของพวกเขาไม่ง่ายอย่างที่คิดเพราะต้องจับผลัดจับผลูไปยังดินแดนแปลกๆ อย่างไม่คาดฝันก่อนที่ทั้งคู่จะเริ่มเรียนรู้อะไรบางอย่างจากการเดินทางที่แสนยาวนาน เนื้อเรื่องของละครนั้นไม่มีอะไรมาก ง่ายต่อความเข้าใจแถมออกไปทางตลกขบขันปนสนุกสนานจากมุกตลกและการพากษ์เสียงอย่างถึงพริกถึงขิงของนักแสดงหลักสองคนที่ต้องเชิดหุ่นกว่า 60 ตัว
Green Concerto: รักโลกกันแบบญี่ปุ่นอินดี้ (B)
ท่ามกลางโลกที่กำลังร้อนขึ้นทุกวัน คงจะดีไม่น้อยถ้าเราจะมีอะไรสักอย่างมาชะโลมใจให้เราเย็นลงและมองสิ่งรอบข้างด้วยความรู้สึกยิ้มแย้มโดยที่ไม่ต้องอาศัยอะไรโฉ่งฉ่างมากนัก Green Concerto จาก Life Theatre ผลงานเขียนบทและกำกับของโชโกะ ทานิกาวะ ศิลปินชาวญี่ปุ่นที่ทำงานอยู่เมืองไทยจนหลายคนคิดว่าเขาเป็นพลเมืองที่นี่ไปแล้วก็เป็นงานละครเวทีที่ดูเพลินๆ อบอุ่นในสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของเขา และก็พอให้เราหยิบคว้าอะไรบางอย่างติดกลับไปให้รักโลกกันบ้างหลังละครจบ เหตุการณ์ของ Green Concerto เกิดขึ้นในห้องชมรมสิ่งแวดล้อมแห่งหนึ่ง นักศึกษาเพลย์บอยคนหนึ่งนั่งรอคู่ของเขาโดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมพูดคุยแกมขัดขาอยู่เรื่อยๆ จากนั้นตัวละครต่างๆ ก็ทยอยเข้ามาในห้อง ตั้งแต่เฮียร้านก๋วยเตี๋ยวข้างมหาวิทยาลัย นักศึกษาสาวประธานชมรม อาจารย์อีกคนที่ขอเข้ามานั่งรออาจารย์สาว จนไปถึงเมียของเฮียที่หนีออกจากบ้านไปก่อนหน้านี้ และเรื่องวุ่นๆ (มั้ง) ปนความรู้การอนุรักษ์โลกก็เกิดขึ้นในชมรมนี่แหละ เส้นเรืื่องหลักของ Green Concerto นับว่าบางมากพอสมควรชนิดคนดูอาจจะงงๆ กันได้ว่าสรุปแล้วเรื่องนี้จะให้
ทวิภพ เดอะมิวสิคคัล: ละครตายทั้งเรื่องเอาความหล่อปิดไม่มิด (D)
คงแทบจะไม่มีใครคัดค้านกับความคิดที่ว่าละครที่ดีไม่สามารถมาจากบทที่ไม่ดีได้ ซึ่งผลงานที่ผ่านมาของ Scenario ก็ประสบปัญหาในเรื่องบทละครมาโดยตลอดแต่ก็ไม่สามารถแก้ไขหรือพัฒนาให้ดีขึ้นได้ ซ้ำร้ายยิ่งกว่าเมื่อทวิภพ เดอะมิวสิคคัล ที่นำมาเปิดแสดงใหม่อีกครั้งหลังจากเคยเป็นที่กล่าวขวัญเมื่อหลายปีก่อนแล้ว กลับถอยหลังเข้าคลองด้วยการที่บทละครฉบับใหม่ที่ไม่ได้แสดงถึงความเข้าใจในวรรณกรรม “ทวิภพ” เลยแม้แต่น้อย แถมซ้ำร้ายที่มันส่งผลต่อเนื่องให้ละครเวทีเวอร์ชั่นนี้แทบจะทำลายความงามและแก่นเรื่องเสียย่อยยับจนหากใครไม่เคยรู้จักทวิภพมาก่อนอาจจะถึงขั้นสงสัยได้เลยว่านี่หรือคือนวนิยายที่ถูกยกย่องว่าดีที่สุดเรื่องหนึ่งของทมยันตี เรื่องของทวิภพ เดอะมิวสิคคัลฉบับใหม่นั้นยังคงเดินเรื่องตามทวิภพแบบนวนิยายโดยเริ่มที่เมนี่ (มีเรีย เบเนเดดตี้) สาวยุคใหม่ทันสมัยที่มักมีปัญหากับแม่แล้วบังเอิญต้องตากับกระจกบานหนึ่งจนซื้อมาไว้ที่บ้าน แต่แล้วกลับกลายเป็นว่ากระจกบานนั้นทำให้เธอสามารถเดินทางข้ามเวลาไปสู่สมัยรัชกาลที่5 และได้พบกับคุณหลวงอัครเทพวรากร (ปกรณ์ ลัม) และครอบครัวซึ่งประกอบไปด้วยคุณหญิงแสร์ (โฉมฉาย ฉัตรวิไล) และคนรับใช้ตัวดีอย่างม้วน (ปวันรัตร์ นาคสุริยะ) การปรากฏตัวของเมนี่ (มณีจันทร์) ทำให้เกิดเรื่องราวขึ้นในโลกอดีต แต่ขณะเดียวกันเธอก็จะต้องถูกดึงตัวกลับมาปัจจุบันในทุกครั้งที่กระจก
I SEA: ทะเลที่เรื่อยๆ มาเรียงๆ (B)
คงน่าสนใจไม่น้อยถ้าเราจะเห็นสองนักแสดงหญิงในวงการละครเวทีอย่าง สินีนาฏ เกษประไพ และฟารีดา จิราพันธุ์ ลุกขึ้นมาแสดง Performance ที่ไม่เรียกว่า "ละคร" กับเขาบ้าง โดย I Sea เป็นงานแสดงเดี่ยวของทั้งสองคนโดยเชื่อมโยงกับประเด็นบางอย่างไว้ด้วยกัน และด้วยการที่เป็นคนที่วนเวียนอยู่ในวงการละครอยู่แล้ว งานแสดง I Sea ก็นับว่าเป็นงานที่ดี สวยงาม ลื่นไหล แต่ก็น่าเสียดายที่มันอาจจะไม่ได้น่า "หลงใหล" มากสักเท่าไรนั่นแหละ FLOTsam ของ ฟารีดาเริ่มด้วยหญิงคนหนึ่งเต้นแร้งเต้นกา ถือถุงขยะมาเถบนเวที ชวนคนดูให้ลุกขึ้นมาร่วมเต้นกับเธอจนเราอาจจะเผลอคิดไปเลยว่า "ทำบ้าอะไรกัน" และแล้วหญิงบ้าคนนั้นก็จู่ๆ
Script Space และ Timing ในเฉาก๊วยถ้วยสุดท้ายฉบับใหม่ที่ทำให้ทั้งดีขึ้นและแย่ลง
ผู้เขียนได้มีโอกาสดู “เฉาก๊วยถ้วยสุดท้าย” เมื่อครั้งที่เป็นละครในเทศกาลละครกรุงเทพเมื่อปีที่แล้ว สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนชื่นชอบเป็นพิเศษคือบทละครที่มีลูกเล่น คมคาย และจิกกัดความคิดทฤษฏีของละครเวทีได้อย่างแสบสันต์ ซึ่งก็ย่อมน่าสนใจไม่น้อยหากละครขนาดกระทัดรัดเมื่อครั้งนั้นจะถูกนำมา Restage แบบใหม่ จัดใหญ่และจัดหนักกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงบริบทจากละครที่เล่นในชั้นสองของร้านอาหารเล็กๆ เมื่อคราวที่แล้วมาสู่โรงละครขนาดเล็กที่มีพื้นที่เพิ่มขึ้น พร้อมกับการขยายเรื่องราวเข้าไปอีกย่อมทำให้ “เฉาก๊วยถ้วยสุดท้าย” เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ ซึ่งมันก็มีทั้งสิ่งที่เวิร์คและไม่เวิร์คไปพร้อมๆ กันนั่นแหละ เรื่องราวของ “เฉาก๊วยถ้วยสุดท้าย” เวอร์ชั่นใหม่นั้นเปลี่ยนบริบทเป็นมหาวิทยาลัย SDU (ซึ่งจะไปคล้องคล้ายกับอันได้ก็แล้วแต่จะตีความแล้วกัน) และที่อาจารย์ทุกคนกำลังถกเถียงกันอย่างดุเด็ดเผ็ดมันคือละครแบบไหนที่เหมาะจะเป็นละครสำหรับเปิดโรงละครแห่งใหม่ แน่นอนว่าการโต้เถียงดังกล่าวนำมาซึ่งการถกเถียงว่าละครที่ดีคืออะไร ทฤษฏีละครแบบไหนที่ “ใช่” กันแน่ รวมทั้งความคิดที่ว่าละครกับชีวิตจริงจะไปด้วยกันได้ (หรือไม่ได้)
วันที่สหายพายุกลับบ้าน: บทมาแต่ไปไม่ถึง (B-)
"วันที่สหายพายุ" กลับบ้าน คือหนึ่งในบทละครที่ผู้เขียนตัดสินให้รางวัลบทละครยอดเยี่ยมจากการประกวดบทละครในโครงการ "รักชาติอย่างมนุษย์" เมื่อปีที่แล้ว เพราะเป็นบทละครที่มีความคิดชัดเจน น่าสนใจ รวมทั้งเทคนิคการเล่าเรื่องที่มีชั้นเชิง อย่างไรก็ดีเมื่อมันถูกนำมาทำเป็นโปรดักชั่นโดย Pastel Theatre แล้วนั้น ปัญหาสำคัญที่ผู้เขียนเคยนึกไว้เมื่อครั้งตัดสินก็เกิดขึ้นจริง คือแม้ว่าบทจะรุดหน้านำคนดูไปถึงไหนแล้ว แต่นักแสดงและการกำกับการแสดงที่ยังไม่เจนจัดจะกลายเป็นตัวขวางกั้นไม่ให้ละครไปถึงจุดที่มันควรจะเป็น เรื่องราวของ “วันที่สหายพายุกลับบ้าน” นั้นพาคนดูย้อนกลับไปในยุคหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคมและวันที่ “พายุ” ลูกชายของบ้านกลับออกมาจากป่าหลังจากไปอยู่กับพรรคคอมมิวนิสต์อยู่นาน และแม้ว่ารัฐบาลในสมัยนั้นจะประกาศไม่เอาผิดแก่ผกค. (ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์) แต่ความทุกข์ทรมานจากความสูญเสียและการถูกตามล่ากวาดล้างในอดีตยังคงตามมาหลอกหลอนพายุอยู่เหมือนเดิมโดยเขาเก็บซ่อนความลับในอดีตเกี่ยวกับ “สายฟ้า” พี่ชายของเขาเป็นเสนาธิการของผกค. และ “พ่อ” ที่เป็นทหารซึ่งขึ้นไปลาดตระเวนสู้รบกับผกค.
Fin ~ Sex กับจินตนาการ (B-)
ผมไม่ค่อยแน่ใจนักว่าผมเคยได้ดูงานของวสุรัชต อุณาพรหมมาก่อนหรือไม่ เพราะมีหลายๆ อย่างที่ Fin การแสดงเรื่องล่าสุดที่เขากำกับนั้นเหมือนจะต้องตาผม แต่ผมนึกจากสมองทั้งสองซีกของผมไม่ออกสักที แต่ก็นั่นแหละ นั่นหมายความว่า Fin ทำให้ผมรู้สึกอะไรบางอย่างกับมัน มันเป็นความรู้สึกที่อยากค้นหาและท้าทายกับความคิดที่ละครกำลังบอกออกมา โดยเฉพาะเรื่อง SEX ว่ากันในความเป็นจริงแล้ว SEX นั้นมีประเด็นมากมายที่ทับซ้อนกันอยู่ระหว่างจริยธรรมและสัญชาติญาณ เราคงไม่อาจปฏิเสธได้หรอกว่ามนุษย์เรามีความต้องการด้าน SEX แต่ก็อีกนั่นแหละว่าเรื่องนี้นั้นแท้จริงมันถูกปลดปล่อยให้มีอิสระตามสัญชาติญาณหรือถูกกดขี่ให้อยู่ในกรอบความคิดและหน้ากากที่มนุษย์สวมใส่เพื่อเข้าสังคม Fin ก็เป็นการแสดงที่พยายามพูดถึงสิ่งเหล่านี้ผ่านฉากและตัวละครต่างๆ ทั้งเด็กเนิร์ด บก.สาวเข้ม นางแบบสาว และ ชายหนุ่มขี้อาย โดยแต่ละคนก็ล้วนมีวิธีจัดการกับ "ความต้องการ" ของตัวเองที่แตกต่างกันไป

















Recent Comments