All posts in Theater Bite
เงามัจจุราช: ชำเลืองมองความตาย (B-)
ความตายเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ไม่อยากจะเผชิญหน้า แต่เมืื่อวันที่เราต้องพบกับมันจริงๆ แล้วนั้น เราจะทำตัวอย่างไรกัน จะปั้นหน้าแบบไหน และจะรู้สึกแบบใด นั่นอาจจะเป็นที่เรา ซึ่งเป็น “คนเป็น” ควรสบตามองและเรียนรู้จากละคร “เงามัจจุราช” อันเป็นละครเวทีเรื่องล่าสุดจาก New Theatre Society ฝีมือการกำกับของ ดำเกิง ฐิทะปิยะศักดิ์ “เงามัจจุราช” เป็นการแปลและดัดแปลงจากบทละคร The Shadow Box ว่าด้วยเรื่องราวของคนสามกลุ่มที่มีแกนกลางอยู่ที่ชีวิตของคนหนึ่งในแต่ละกลุ่มที่กำลังจะตาย กลุ่มแรกเป็นของ “โจ้” ที่ต้อนรับการมาเยือนของ “นวล” ผู้เป็นภรรยาและ “มด” ลูกของพวกเขา ในขณะที่มดดูจะตื่นเต้นกับการมาสถานที่ใหม่ที่แปลกตาแถมได้พบกับพ่อที่ไม่ได้เจอหน้าเสียนาน แต่นวลกลับต่อต้านและไม่คิดที่จะเข้าใกล้บ้านหลังที่สามีของเธอกำลังจะถึงปลายทางของชีวิตเลยแม้แต่น้อย กลุ่มที่สองเป็นของ “บุรินทร์” เกย์หนุ่มใหญ่ที่ใช้เวลาในบ้านพักกับการเขียนหนังสือและทำในสิ่งที่ค้างคาใจอยู่โดยมีแฟนหนุ่ม “แม็ค” คอยช่วยเหลือ โดยแม้ว่าภายนอกเขาจะดูเข้มแข็งและกล้าเผชิญหน้ากับมันแต่แท้จริงแล้วเขาก็กลับเต็มไปด้วยความกลัวจนเมื่อ …
สี่แผ่นดินเดอะมิวสิคคัล: รักสถาบันเสียดายคุณเปรม (C)
การดัดแปลงวรรณกรรมนิยายมาเป็นสื่ออื่นอย่างภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ และละครเวทีนั้น ย่อมมาพร้อมกับความท้าทายในการตีความ และดัดแปลงบทประพันธ์ให้สามารถอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของแต่ละสื่อโดยที่ยังสามารถสื่อ “สาร” ของบทประพันธ์ออกมาได้โดยครบถ้วน หรือหากไม่แล้ว ก็ต้องแสดงมุมมองหรือการตีความใหม่จากผู้กำกับที่น่าสนใจให้ออกมาน่าเชื่อถือและเป็นที่ประทับใจแก่ผู้ชมได้ อย่างไรก็ตาม กระบวนการแปล แปลง และ แปรรูปบทประพันธ์ให้ไปสู่รูปแบบสื่อที่เปลี่ยนไปนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพียงแค่การถอดฉากสำคัญๆ มาเรียง วางบทสนทนาให้มีไลน์สำคัญๆ หรือการอนุมานว่าคนดูพอจะเข้าใจบทประพันธ์แล้วและเพียงแค่นำเสนออารมณ์หรือความตื่นตาตื่นใจในการเปลี่ยนรูปสื่อเท่านั้น หากแท้จริงแล้ว การแปรรูปสื่อดังกล่าวต้องอาศัยศิลปะอย่างมากในการถอดความเดิมก่อนจะถ่ายทอดผ่านกลวิธีและใช้ภาษาของสื่อใหม่อย่างมีชั้นเชิง เพื่อให้มิติของประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากการรับชมนั้นยังได้คุณค่าตามที่เนื่อเรื่องให้มาได้เช่นเดียวกับที่จะสามารถดึงศักยภาพของสื่อใหม่ให้ออกมาได้อย่างเต็มที่ สี่แผ่นดินเดอะมิวสิคเคิลจาก Scenario ภายใต้การกำกับของถกลเกียรติ วีรวรรณก็เป็นหนึ่งในละครเพลงที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวเมื่อต้องดัดแปลงจากวรรณกรรมนิยายขนาดยาวของม.ร.ว. คึกฤทธ์ ปราโมทย์ ซึ่งถือเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่มีความยาวในด้านเนื้อหา และความลึกของรายละเอียด และนั่นกลายเป็นอุปสรรคที่ทำละครซึ่งขาดความชำนาญในการดัดแปลงกลายเป็นงานที่จับได้แต่ตัวเปลือกของเรื่องและนำไปสู่การตีความที่ดูสวยงามแต่ขาดศิลปะะการเล่าเรื่องที่มารองรับเหตุและผล โดยใช้เพียงเทคนิคการเล่นอารมณ์และเค้นให้คนดูต้องท่วมท้นกับละครประหนึ่งกับระบายอารมณ์โดยไม่ได้มีโอกาสสัมผัสคุณค่าที่เป็นเนื้อแท้ของวรรณกรรมแต่อย่างใด เรื่องราวของสี่แผ่นดินเวอร์ชั่นมิวสิคเคิลนี้เล่าเรื่องอิงจากนวนิยายเดิมโดยครอบคลุมตั้งแต่ต้นเรื่องซึ่งเป็นชีวิตแม่พลอยในสมัยเด็กที่ต้องออกจากบ้านที่คลองบางหลวงไปถวายตัวกับเสด็จและได้เติบโตจนไปสาวชาววังก่อนจะได้พบกับคุณเปรมและแต่งงานจนมีครอบครัว
A Love Song: ร่างกายที่เต้นไป (B)
เวลาที่เราได้ชมงานประเภท "ร่วมสมัย" นั้น ก็มักมาพร้อมกับความท้าทายในประสบการณ์เพื่อการตีความและขบคิดด้วยสมองของเราอยู่เสมอๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่ฉีกขนบเดิมๆ และไม่ได้มีองค์ประกอบอย่างบทสนทนาเหมือนกับละครเวทีแบบเดิมๆ อย่างในกรณีของ Physical Theatre ซึ่ง Contemporary Dance เองก็เป็นหนึ่งในกรณีเดียวเช่นกันที่ผู้ชมเองก็จะมีประสบการณ์ที่ท้าทายอยู่ไม่น้อยเนื่องจากมันก็ออกจากขนบและวิธีเดิมๆ ที่เราเคยชมกันในบัลเล่ต์ รำไทย ฯลฯ A Love Song โดยกลุ่ม 18 Monkeys Dance Theatre ก็เป็นงาน Contemporary Dance ล่าสุดที่เพิ่งเปิดแสดงให้ผู้ชมชาวไทยได้มีโอกาสชมการแสดงประเภทนี้ที่ซึ่งปรกติก็หาชมได้ยากอยู่พอสมควร โดยตัวงานก็มีทั้งความน่าสนใจในวิธีคิด
คาฟคาและผม กับความขื่นขมในประเทศประชาธิปไตยนิยมที่สังคมใกล้ล่มสลาย (B+)
สำหรับหลายๆ คนแล้ว ละครเวทีหรือภาพยนตร์อาจจะเป็นแค่การเสพศิลปะเพียงเพื่อหวังความบันเทิงเท่านั้น แต่สำหรับศิลปินหรือผู้ชมบางกลุ่มแล้ว ละคนเวทีกลับกลายเป็นขุมคลังและสื่อสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนพลังทางปัญญาของทั้งผู้สร้างงานและผู้ที่ได้ชมด้วย เราจึงมักเห็นละครเวทีหลายๆ เรื่องทำการวิพากษ์์ วิจารณ์ หรือวิเคราะห์ภาวะทางสังคม ไม่ว่าจะโดยทางอ้อม ทางตรง ละมุนละม่อม หรือโจมตีอย่างรุนแรง แต่ไม่ว่าจะเป็นออกมาในลักษณะไหนก็ตาม ทั้งหมดนี้ล้วนแสดงให้เห็นศักยภาพของศิลปะในฐานะกลไลสำคัญของสังคม ละครเวทีเรื่องล่าสุดจาก BU Theatre ซึ่งเขียนบทและกำกับโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์พรรณศักดิ์ สุขี ก็ใช้พลังของศิลปะการแสดงในการวิพากษ์วิจารณ์สังคมได้อย่างดีเยี่ยม เพราะเมื่อเราได้ชมละครเวที "คาฟคาและผม กับความขมขื่นในประเทศประชาธิปไตยนิยมที่สังคมใกล้ล่มสลาย" จบลง เราก็จะได้รับประสบการณ์ของการขบคิดวิเคราะห์ และทบทวนประเด็นต่างๆ ที่ละครหยิบยื่นให้เราอย่างที่ละครหลายๆ เรื่องไม่เคยให้มาก่อน “มวน” (แปลว่าแมลง)
You’re a good man, Charlie Brown – ก้าวแรกของเด็กน้อย (B-)
ในขณะที่ประเทศไทยเริ่มมีการเคลื่อนไหวของวงการละครเวที โดยเฉพาะกับละครประเภท Musical หรือละครเพลงซึ่งเริ่มมีโปรดักชั่นออกมามากขึ้นและถี่ขึ้นเรื่อยๆ เราก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเรามีสถาบันการศึกษาที่จะผลิตบุคลากรรุ่นใหม่ขึ้นมาเป็นฟันเฟืองของวงการนี้มากน้อยแค่ไหน สาขาการแสดงละครเพลง (Music Theatre) ของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดลน่าจะเป็นแห่งแรกในประเทศไทยที่มีความชัดเจนเรื่องการฝึกทักษะผู้เรียนเพื่อเป็นนักแสดงในละครเพลงที่ต้องอาศัยความสามารถทั้งร้อง เล่น เต้น ร่วมกัน และผลงานล่าสุด “You’re a good man, Charlie Brown” ก็ถือเป็นงานละครระดับรั้วสถาบันอุดมศึกษาที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว You’re a good man, Charlie Brown เป็นละครเพลง Musical ที่เปิดแสดงครั้งแรกในปี
Damage Joy: หัวเราะร่าน้ำตาริน (B+)
เราจะทนนั่งดูความโหดร้ายที่กระทำต่อคนอื่นต่อหน้าเราได้ขนาดไหน? นั่นอาจจะเป็นหนึ่งในประเด็นหลักที่ผู้ชมจะตักตวงได้จากประสบการณ์การชม Damage Joy ของนานา เดกินส์ เพราะการแสดงจะนำพาให้เราเป็นหนึ่งในพยานของเหตุการณ์บ้าๆ บอๆ ซึ่งผสมไประหว่างความเจ็บปวดแสนสาหัสกับรอยยิ้มที่ฉาบไว้ให้ดูเหมือนเป็นเรื่องตลกขบขัน ตัวละครสี่ตัวเดินเข้ามาในโรงละครพร้อมกับเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาดและลีลาสนุกสนานไม่ต่างจากตัวตลกในคณะละครสัตว์หรือเด็กๆ ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ทุกอย่างดำเนินไปเรื่อยๆ เมื่อพวกเขาสนุกกับการละเล่นต่างๆ ที่ก็ไม่ต่างเกมสนุกๆ ที่เราคุ้นเคย แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ กลับกลายเป็นว่าความรุนแรงเริ่มสั่งสมมากขึ้น การเล่นที่เคยขบขันกลายเป็นเรื่องไม่ขำเพราะมีการ “เล่นจริง เจ็บจริง” บนเวทีและคนดูต้องนั่งดูสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นพร้อมกับความรู้สึกที่ต้องฉุกคิดว่าเรากำลังสนุกหรือเรากำลังทรมานกับความขบขันที่เหมือนจะเกิดขึ้นกันแน่ ในสังคมปัจจุบันของเรานั้น เรามักเห็นความรุนแรงเกิดขึ้นตามสื่อต่างๆ อยู่แทบทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงในเชิงการกระทำหรือแม้แต่ความรุนแรงในการใช้ภาษาต่างๆ นานา หลายครั้งหลายคราเรามองว่ามันเป็นความปรกติเพราะความชาชิน ในขณะที่หลายครั้งเราก็รู้สึกทรมานเวลาพบเห็น แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร
F_CK ทอง: ยึดถือไว้ทำไม? (B)
ในสูจิบัตรของ B-Floor มีการพูดถึง F_CK ทอง ของดุจดาว วัฒนปกรณ์ บุญใหญ่ ไว้ว่าเป็นการตั้งคำถามว่าทำไมเราต้องมีศาสนา หรือทุกวันนี้ศาสนาอาจจะเป็นบทบาทใหม่ที่เราไม่คาดคิดก็ได้ และนั่นก็คงเป็นโจทย์ที่ต่อยอดเป็นการแสดงโดยใช้ร่างกายเป็นภาษาถ่ายทอดความคิดดังกล่าวให้กับเรา F_CK ทองเริ่มด้วยภาพของนักแสดงชายหญิงอยู่ในห้องที่มีการขึงโครงสร้างเชือกไว้กึ่งกลาง ทั้งสองเริ่มเคลื่อนไหวและค้นหาทางของตัวเองโดยต้องมุดลอดโครงสร้างเชือกดังกล่าวไว้ ท้ายที่สุดคนหนึ่งเดินฝ่าแนวเชือกออกไปในขณะที่อีกคนยังอยู่ จากนั้นสอง “ทอง” ก็เข้ามาเคลื่อนไหวและ “ตอบโต้” กับคนที่ยังอยู่ พวกเขา (ทอง) เริ่มเคลื่อนไหวและพลักดันให้คนๆ นั้น “วิ่ง” ออกไปเรื่อยโดยที่เหล่า “ทอง” ก็เป็นคนที่คอยสร้างอุปสรรคให้เกิดขึ้น และเราผู้ชมก็จะนั่งเฝ้าดูความเคลื่อนไหวและเรื่องเล่าจากภาพการเคลื่อนไหวต่างๆ
Four is.. : โลกที่เห็นต่างออกไป (B)
หนึ่งในเสน่ห์สำคัญอย่างหนึ่งของละครร่วมสมัยคือการเปิดพื้นที่ให้กับความคิดของศิลปินในการแสดงออกอย่างหลากหลายเช่นเดียวกับพื้นที่ทางความคิดของผู้ชมที่สามารถตีความหรือรับรู้มุมมองต่างๆ ได้แตกต่างกันไป ซึ่งนั่นอาจจะเป็นหนึ่งความสนุกที่หลายๆ คนชื่นชอบในการชมละครร่วมสมัยเลยก็ว่าได้ Four is ของกฤษณะ พันธุ์เพ็งก็น่าจะเป็นหนึ่งในงานที่อาศัยเสน่ห์ดังกล่าวมาใช้ขับเคลื่อนและสร้างงานอันมีเอกลักษณ์ของตัวเอง พร้อมกับสามารถนำเสนอความคิดที่หลากหลายและมุมมองที่ต่างออกไปได้อย่างน่าสนใจ ฉากทั้ง 10 ฉากของ Four is เป็นเหมือนหนังสั้นย่อยๆ ที่ไม่ได้เส้นเรื่องตายตัวในการร้อยเรียง แต่ละฉากมีความหมายและเรื่องราวของตัวเอง ตั้งแต่เรื่องของการเป็นฮีโร่ในเหตุการณ์สึนามิ ฉากการเล่าข่าวทางทีวี การพูดถึงคำพยากรณ์วันสิ้นโลก พฤติกรรมการเล่น facebook ฯลฯ ซึ่งนักแสดงสามคนจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมารับบทบาทในแต่ละฉากอย่างต่อเนื่อง ถ้าหากเราเคยชินแต่กับการดูละครแบบต้องมีเส้นเรื่องต้นกลางจบแล้วมาดู Four is แล้วล่ะก็ หลายคนอาจจะบ่นหงุบหงิบกันได้ง่ายๆ เพราะแกนของเรื่องราวอาจจะดูเปะปะ กระจาย
ตงฟางปู๋ป้าย หมื่นปีมีข้าคนเดียว: เพลงกระบี่ยังไม่เร้าใจ (C+)
เวลาใครพูดถึง “กระบี่เย้ยยุทธจักร” หรือที่คนไทยมักคุ้นกับชื่อ “เดชคัมภีร์เทวดา” นั้น ตัวละครที่คนมักจะนึกถึงคนแรกๆ หาใช่เพียงเล่งฮู้ชงซึ่งเป็นตัวละครเอก แต่รวมไปถึงตงฟางปู๋ป้าย หนึ่งในตัวละครยอดยุทธไร้เทียมทานที่มีลักษณะพิเศษอันเกิดจากการฝึกคัมภีร์ทานตะวันจนต้องเปลี่ยนเพศตัวเองให้อยู่ระหว่างครึ่งชายและครึ่งหญิง ซึ่งนอกจากเสน่ห์อันน่าพิศวงของตัวละครแล้ว ตงฟางปุ๋ป้ายยังมีเรื่องราวที่น่าติดตามเกี่ยวกับวิถีชีวิต และความสัมพันธ์ที่เขา(เธอ)มีกับเล่งฮู้ชงเอง “ตงฟางปู๋ป้าย หมื่นปีมีข้าคนเดียว” ของอภิรักษ์ ชัยปัญหา จาก ก็เลือกหยิบเรื่องราวของตัวละครนี้มาสำรวจและตีความ ก่อนจะถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราวในแบบละครเวที เพียงแต่มันไม่ใช่เรื่องของตงฟางปู๋ป้ายแบบที่หลายๆ คนคิดหรือคาดเดาจากชื่อเรื่องหรือโปสเตอร์หรอกนะครับ เรื่องราวของ “ตงฟางปู๋ป้าย หมื่นปีมีข้าคนเดียว” เป็นละครซ้อนละครว่าด้วยเหตุการณ์ 1 ชั่วโมงก่อนหน้าที่การแสดงรอบแรกของละคร (ที่น่าจะชื่อเดียวกัน) จะเริ่มขึ้นโดยมี “มิค” หญิงสาวผู้ได้รับบทนำเป็นตงฟางปู๋ป้าย
FAME the Musical: ถึงวันที่เด็กๆ จะร้อง เล่น เต้น ดัง (B+)
เคยมีคนหลายคนพูดกับผู้เขียนอยู่บ่อยๆ ว่าคนที่จะเรียนศิลปะการแสดงมักมีความ “แปลก” ต่างจากคนอื่น หรือไม่ก็ทำนองว่าถ้าไม่ “มีของ” ก็คงต้องเหนื่อยเอาเสียหน่อยหากจะอยากประสบความสำเร็จ เพราะระหว่างทางการเรียนศิลปะการแสดง ไม่ว่าจะเป็นละคร ดนตรี หรือบัลเลต์ ก็ล้วนมีบทเรียนและบททดสอบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งล้วนหล่อหลอมให้ผู้ที่เรียนได้มีการเปลี่ยนไป Fame the Musical ก็น่าเป็นหนึ่งในละครเวทีที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งซึ่งหยิบนำเรื่องราวของชีวิตการเรียนศิลปะการแสดงของเหล่านักเรียนผู้มีความฝันที่จะเป็นศิลปิน มาถ่ายทอดในรูปแบบของละครเพลงที่พร้อมสรรพทั้งความเข้มข้นของชีวิตนักเรียน ผสมกับการแสดงทั้งร้องทั้งเต้นแบบเต็มรูปแบบ สมกับเรื่องที่เกิดขึ้นในโรงเรียนสอนศิลปะการแสดง โดยแม้ว่าจริงๆ แล้ว Fame the Musical อาจจะเป็นละครเพลงที่ค่อนข้างเก่าด้วยเนื้อหาและเรื่องราวที่เกิดขึ้นตั้งแต่ยุค 80 แต่มาวันนี้ DreamBox
เส้นด้ายในความมืด: อำนาจ ความกลัว และความจริง (B)
เรื่องเล่าของเธเซอุส (Thesus - ทีเซียส เทเซอัส ฯลฯ) และการต่อสู่ของเขากับมิโนทอร์เป็นหนึ่งในตำนานกรีกที่หลายคนคุ้นๆ อยู่บ้าง เริ่มจากโอรสกษัตริย์เมืองเอเธนส์ยอมเข้ามาเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ที่จะถูกสังเวยในเขาวงกต (Labyrinth) ของเกาะครีต แต่อารีอาดเน (Ariadne - เอริแอดเน) ลูกสาวของไมนอส กษัตริย์แห่งครีตตกหลุมรักเขา และเข้าช่วยเหลือโดยมอบม้วนด้ายและดาบ รวมทั้งวิธีเดินในเขาวงกต จนสุดท้ายเธเซอุสก็สามารถสังหารมิโนทอร์ได้ เธเซอุสพาอารีอาดเนมุ่งหน้ากลับสู่เอเธนส์แต่แล้วก็ทิ้งเธอไว้ที่เกาะนาซอส (Naxos - นักซอส) นั่นคือเรื่องเล่าและเหตุการณ์ส่วนหนึ่งของตำนานที่ถูกถ่ายทอดกันมา แต่ "เส้นด้ายในความมืด" ซึ่งเป็นบทละครแปล (โดยผส.
พัทยา: สืบสวนและเล่าเรื่องแบบไร้ทิศทาง (C)
การทำละครเรื่องหนึ่งมักเกิดขึ้นจากจุดประสงค์ที่อยากเล่าอะไรบางอย่างจากผู้สร้าง ก่อนจะค่อยๆ พัฒนาต่อยอดให้กลายเป็นเรื่องราวด้วยกลวิธีต่างๆ และสุดท้ายออกมาเป็นละครสักเรื่อง หลายๆ เรื่องก็ประสบความสำเร็จกับการสร้างเรื่องให้ผู้ชมได้เข้าใจและรู้สึกถึงสิ่งที่ผู้เขียน/ละครอยากจะบอกอย่างชัดเจน ลึกซึ้ง แต่ในขณะเดียวกันหลายๆ เรื่องก็ออกทะเลและหลุดประเด็นไปด้วยเหตุผลต่างๆ นานา บ้างก็เขียนบทโดยไร้เหตุไร้ผล หรือบ้างก็ออกทะเลไปไม่เกี่ยวกับเรื่องโดยไม่จำเป็น "พัทยา" ของ Life Theatre โดย โชโกะ ทานิกาวา ก็ตกอยู่ในกรณีที่ล้มเหลวด้านบทที่พยายามเล่าเรื่องอย่างหนึ่งแต่กลับขยายเรื่องให้ออกทะเลไปโดยที่ไม่ได้ส่งผลกลับมาที่ประเด็นหลัก จนสุดท้ายคนดูอย่างเราๆ ก็เลยไม่รู้จะจับประเด็นหรือรู้สึกอะไรจากละครที่เพิ่งจบลงไป พัทยาเริ่มเรื่องขึ้นที่ห้องทำงานของ "สารวัติ ยุติธรรม" ที่ประจำการอยู่ที่เมืองพัทยา ชีวิตวันๆ ของเขาและสน.ดูจะเรื่อยเปื่อยไร้สาระพอๆ กับตัวของเขาเองเช่นเดียวกับ "ผู้กองเอ๋"
NIJINSKY SIAM: รำไทย บัลเลต์ พิเชษฐ์ (B+)
การข้ามวัฒนธรรมมักนำมาสู่การศึกษา ตีความ และรื้อฟื้นเพื่อเฟ้นหาความเข้าใจ ความหมาย และกระบวนการที่นำไปสู่การผสมผสานของสองวัฒนธรรมที่ต่างกัน เมื่อปี 1910 นั้น คณะละครไทยได้ไปทัวร์แสดงที่รัสเซียในยุคสมัยของพระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 ซึ่งสองนักออกแบบท่าเต้นและจิตรกรชื่อดังได้เห็น ก่อนจะบอกเล่าให้กับนักเต้นบัลเลต์ระดับตำนานของโลก Vaslav Nijinsky และกลายมาเป็นการแสดง "La danse Siamoise" (Siamese Dance) ของตัว Nijinsky เอง โดยในการแสดงนั้นไม่ได้มีบันทึกภาพเคลื่อนไหวเอาไว้ เว้นแต่ภาพถ่ายและภาพเขียนที่หลงเหลือไว้ มาวันนี้ พิเชษฐ์ กลั่นชื่น
พบรัก (2554): รักนะ งุงิ (B)
ย้อนกลับไปเทศกาลละครกรุงเทพปี 2549 ในร้านอาหารเล็กๆ ที่ชื่อ "อินดี้" นั่นเป็นครั้งแรกที่ "พบรัก" ได้เผยแพร่ความรักให้กับผู้ชมที่พากันเอาไปเบียดเสียดกับชมละครกระทัดรัดแต่อุ่นไอรักเรื่องนี้ (อ่านบทวิจารณ์สมัยโน้นของผู้เขียนได้ที่นี่) มาปีพ.ศ. 2554 นี้ "พบรัก" จาก 8x8 ฝีมือการสร้างสรรค์ของนิกร แซ่ตั้ง กลับมาเรียกเสียงตอบรับจากหัวใจผู้ชมอีกครั้ง ในสถานที่ใหม่ Blue Box Studio พร้อมด้วยเครื่องเคราที่เพิ่มขึ้น ทั้งที่เวิร์คและไม่เวิร์ค อีกทั้งบริบทของกาลเวลาและยุคสมัยที่เปลี่ยนไป จนทำให้ใน "พบรัก" ในวาระนี้อาจจะชวนให้เราเห็นในสิ่งที่เรามองไม่เห็นเมื่อ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่กับ…..ฉัน: การเข้าใจผ่านความทรงจำ (B)
หากเราพยายามย้อนเวลาและความทรงจำกลับไปยังวัยที่ยังไร้เดียงสา หนึ่งในภาพที่หลายๆ คนจะจำได้คือการได้จับมือและโอบกอดกับพ่อและแม่เมื่อครั้นยังเด็ก แต่เมื่อเราหมุนเวลากลับมา เราก็อาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเมื่อไรกันนะ ที่ความไร้เดียงสาของเรานั้นหายไป พร้อมๆ กับอ้อมกอดที่เราเคยโอบให้กับพวกเขานั้นแปรเปลี่ยนเป็นความห่างเหินระหว่างวัย และกว่าจะรู้ตัว ช่องว่างที่เกิดขึ้นก็บดบังรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่เราเคยให้พวกเขาในวัยเด็กแม้ว่าจะยังมี "ความรัก" อยู่ก็ตาม "กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่กับ....ฉัน" ละครเวทีเรื่องล่าสุดจาก New Theatre Society ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก The Joy Luck Club ด้วยฝีมือการสร้างสรรค์ของปานรัตน กริชชาญชัย ก็เป็นหนึ่งในละครเวทีที่พาให้เรากลับไปสัมผัสความทรงจำในอดีตและหวลหาคำตอบที่ยังค้างคาอยู่ในกาลเวลาที่ลืมเลือนผ่านประสบการณ์และเรื่องราวของผู้หญิงสามคน อาม่า แม่ และก็ลูก

















Recent Comments