All posts in Bite
No String Attached: รักเลื่อนลอย (B-)
มันคงไม่แย่นักกับการที่จะพูดถึงประเด็นเรื่องความรักของคนที่ตกลงกันว่าจะเป็น Sex Friend โดยขีดเส้นที่จะไม่พัฒนาไปสู่ความสัมพันธ์อื่น เพราะมันเต็มไปด้วยรายละเอียดและแง่มุมที่สามารถหยิบมาพูดได้เยอะ แต่ไปๆ มาๆ No String Attached ที่เลือกจะเป็นหนัง Romantic Comedy กลับไปไม่ถึงฝั่งฝันประทับใจคนดูได้เสียสักเท่าไรแม้จะได้นักแสดงเด็ดๆ อย่างนาตาลี พอร์ทแมนและแอสตั้น คุชเชอร์ก็ตามที Emma และ Adam เป็นเพื่อนที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยอายุ 14 ปีแต่ก็ไม่ได้ลงเอยอะไรกันจนเวลาผ่านไปเนิ่นนานและกลับมาเจอกันอีกครั้งหลังจาก Adam เมาเละเทะเนื่องจากช็อคที่แฟนเก่าของตัวเองกลายเป็นแฟนของพ่อ เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ Adam ได้พบกับ Emma และทำให้ความปราถนาที่เก็บซ่อนไว้เนิ่นนานหลายปีปะทุเป็นรักที่ร้อนแรง แต่ด้วยปมและปัญหาส่วนตัว ทำให้ทั้งสองคนเลือกตกลงว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะเป็นแบบ Sex Friend ที่ไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ทั้งสิ้น แน่นอนว่ามันดูเป็นเรื่องโก้เก๋และดูคึกคะนองอยู่พอสมควร แต่เอาที่จริงมันก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่ทั้งสองคนคิดเพราะเมื่อเวลาผ่านไป เส้นเขตแดนของความสัมพันธ์ที่เคยตกลงกันไว้เริ่มไม่ใช่ที่เขตแดนที่เพียงพออีกแล้ว เอาเข้าจริงๆ …
RIO: สีสันจัดจ้านสไตล์แซมบ้า (B)
พูดถึงเมืองริโอที่บราซิลแล้ว หลายคนต้องมีภาพจำเกี่ยวกับเทศกาลที่สีสันจัดจ้านที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อหนัง Animation สนุกๆ ว่าด้วยเรื่องนกที่บินไม่ได้แต่จับผลัดจับผลูไปผจญภัยในเมืองนี้ ก็คงมิวายที่จะมีสีสันจัดจ้านตามชื่อเรื่องของมันนั่นแหละ Rio ว่าด้วยเรื่องของเจ้าบลู นกแก้วมาคอร์ซึ่งถูกจับมาตั้งแต่เกิดแต่ได้ถูกเลี้ยงด้วยความรักจากลินดาผู้เป็นเจ้าของอย่างดีที่มินิโซต้า อยู่มาวันหนึ่งนักปักษาวิทยาก็มาแจ้งข่าวว่าบลูเป็นตัวผู้ตัวสุดท้ายของสายพันธุ์และควรจะรีบหาคู่ให้มันโดยเร็ว ซึ่งตอนนี้จูล เพศหญิงตัวสุดท้ายที่เป็นคู่ของมันก็อยู่ในเมืองริโอ และนั่นเป็นเหตุให้การผจญภัยของบลูในบ้านเกิดแต่แปลกถิ่นจึงเริ่มขึ้นและยุ่งเหยิงมากขึ้นไปอีกเมื่อต้องถูกจับไปโดยขบวนการค้าสัตว์ที่หวังจะร่ำรวยจากการขายนกจนต้องหนีเอาชีวิตรอดให้ได้ พล็อตเรื่องของ Rio รวมทั้งการออกแบบตัวละครนั้นเรียกได้ว่าเป็นทำนองสูตรสำเร็จแบบ Animation ของฝั่งตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นพ่อแง่แม่งอนของพระเอกนางเอก หรือตัวร้ายทำนองมีกำลังแต่ขาดปัญญา และพวกเพื่อนตัวเอกที่ค่อยช่วย(และเชียร์)สองพระนางอยู่ไม่ห่าง ซึ่งแน่นอนว่านั่นทำให้ Rio เป็น Animation ที่ดูได้ง่าย ไม่มีอะไรสลับซับซ้อนให้ตีความหรือลงลึกในรายละเอียด ออกจะเน้นไปทางบันเทิงเสียซะมากกว่า โดยยังดีว่าหนังก็ไม่มีเละเทะชนิดออกทะเลจนไม่เป็นเรื่องราว
Panda Diary: ชีวิตของแพนด้าที่น่าหลับ (C)
ริวฮินและชูฮินเป็นแพนด้าฝาแฝดที่เกิดในญี่ปุ่นและเป็นที่รักของผู้คนมากมายที่มาเยี่ยมชมพวกมันในสวนสนุก แอดเวนเจอร์แลนด์ แต่เมื่อพวกมันอายุได้ 4 ปีก็ถึงเวลาที่พวกมันจะต้องเดินทางไปยังต้นกำเหนิดของมันที่เฉิงตู มณฑทลเสฉวน ในประเทศจีนเพื่อเพาะพันธ์และขยายพันธุ์แพนด้าต่อไป เรื่องราวของ Panda Diary (Pandafuru raifu) สารคดีจากประเทศญี่ปุ่นจึงเริ่มเรื่องและมีจุดประสงค์หลักในการตามรอยชีวิตของริวฮินและชูฮินที่จากญี่ปุ่นไปสู่สถานเพาะพันธุ์แพนด้าในจีน แต่ทีนี้การมานั่งจับตาชีวิตของแพนด้าฝาแฝดที่วันๆ มีแต่การกิน เล่น แล้วก็นอน นั้นคงยากจะที่จะขยายจนกลายเป็นหนังสารคดีที่มีเนื้อพอจะเป็นหนังสารคดีความยาว 2 ชั่วโมงได้ ทีมผู้สร้าง Panda Diary จึงเดินเรื่องคู่ขนานเกี่ยวกับชีวิตของแพนด้าตัวอื่นๆ ในสถานเพาะพันธุ์ตั้งแต่แม่แพนด้า ลูกแพนด้าเกิดใหม่ หรือเหล่าก๊วนแพนด้ารุ่นใหญ่ พร้อมๆ กับการสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับแพนด้า
BECK: กล้าฝันที่จะดัง (B)
ชื่อ BECK นั้นอาจจะเป็นชื่อที่คุ้นหูสำหรับนักดนตรีหรือคนที่ชื่นชอบเพลงสากลอยู่ไม่น้อยเนื่องจากเป็นชื่อของศิลปินมีชื่อ แต่ถ้าไปถามคอการ์ตูนแล้วล่ะ BECK คือหนึ่งในการ์ตูนดนตรีที่ดังที่สุดเรื่องหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าหลายคนย่อมรอคอยว่าเมื่อไรมันจะได้โลดแล่นบนแผ่นฟิลม์เสียทีหลังจากที่ถูกทำเป็น Animation นำร่องไปก่อนหน้านี้แล้ว และถึงตอนนี้ แฟนๆ ของ BECK ก็ได้ลุกขึ้นเฮกับวงดนตรีวัยรุ่นที่ดังที่สุดวงหนึ่ง(ในโลกการ์ตูน) พร้อมกับความประทับใจที่พกมาเต็มเปี่ยมตามแบบการ์ตูนต้นฉบับของมัน โคยูกิ เด็กนักเรียนม.ต้นที่ไร้ซึ่งความกล้าและความมั่นใจใดๆ จนใช้ชีวิตไปวันๆ ที่โรงเรียนซึ่งโดนกลั่นแกล้งอยู่ทุกวี่ทุกวัน จนกระทั่งวันหนึ่ง ความกล้าแบบผิดที่ผิดเวลา (หรือเปล่า?) ของเขาทำให้เขาได้พบกับริวซูเกะที่เป็นนักกีตาร์มือฉมังโดยบังเอิญ และนั่นคือวันที่เขาได้พบกับดนตรีที่เปลี่ยนชีวิตเขาให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่ใช่ว่ามือใหม่อย่างโคยูกิจะกลายเป็นเทพกีตาร์ในพริบตาก็คงจะขี้โม้เกินการ์ตูนเป็นแน่ หนังจึงค่อยๆ เล่าถึงพัฒนาการของโคยูกิในการเล่นกีตาร์และพรสวรรค์ด้านการร้องเพลงที่หลบซ่อนอยู่ในตัวเขา และเมื่อเวลาผ่านไป การรวมตัวกันของวง BECK ก็ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ธรรมดาสำหรับวงดนตรีวงเล็กๆ
Fast Five: รวบสรุปแบบมันส์ถึงใจ (B)
เราคงนึกไม่ค่อยออกว่าหนังรถซิ่งสะท้านเมืองบวกอาชญากรรมมันจะต่อยอดกันมาถึงภาคที่ 5 ได้อย่างไรโดยไม่น่าเบื่อหรือซ้ำซากจำเจ ในขณะเดียวกันก็อดคิดไม่ได้ว่ามันจะพัฒนาไปถึงตรงไหนกัน Justin Lin ซึ่งรับหน้าที่กำกับภาคนี้ก็เลยจัดหนักสำหรับขาประจำนักซิ่งหรือแม้แต่มือใหม่หัดขับ(ดู) ที่แวะมาสัมผัสความเร็วในซี่รีย์หนังชื่อนี้ด้วยฉากแอ็คชั่นการขับรถชนิดคาดไม่ถึง ดุเดือดเลือดพล่านกว่าภาคก่อนๆ แถมเติมด้วยคิวบู๊มันส์ๆ อีกเพียบให้ Fast Five กลายเป็นหนังแอ็คชั่นครบสูตรที่ระห่ำกันแทบทุกนาทีพร้อมกับตัวละครแบบดาร์คฮีโร่เท่ห์ๆ เดินกันให้ว่อนตลอด 130 นาที มาในภาคที่ 5 นี้ (ซึ่งจริงๆ น่าจะนับเป็นภาคที่ 4 ถ้าตัดภาคที่ 3 - Tokyo Drift ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกันสักเท่าไรออกไป) เริ่มต้นต่อจากตอนจบของภาคที่แล้วที่
Limitless: สมองไร้ขีด ไอเดียล้ำที่น่าสนใจ (B)
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราสามารถใช้สมองของเราได้ 100% แทนที่จะเป็นเพียงแค่ 20% นั่นคือ Premise (เงื่อนไขสมมติฐาน) ของ Limitless ที่ทำให้เราทึ่งแล้วก็ลุ้นไปกับตัวละครที่เผชิญเข้าไปสู่ภาวะ "อัจฉริยะ" เอ็ดดี้ มอร์รา นักเขียนผู้ล้มเหลวกับชีวิตเส็งเคร็งทั้งการงานและความรัก บังเอิญพบกับพี่ชายอดีตภรรยาและทำให้ได้รับยา "เอ็นซีที" ที่ถูกบรรยายสรรพคุณว่าทำให้สมองทำงานได้อย่างเต็มขีดความสามารถ ซึ่งแรกเริ่มเอ็ดดี้ก็ไม่ได้สนใจอะไรออกไปทางไม่เชืื่อเสียด้วยซ้ำ แต่คนขี้แพ้อย่างเขาก็ไม่มีอะไรจะต้องเสียจึงลองกินยานั้น ก่อนที่จะทำพบว่าเขากลายเป็นอัจฉริยะในไม่กี่วินาที ตั้งแต่สามารถเขียนต้นฉบับที่ไม่เคยคิดออกจบได้อย่างรวดเร็ว เรียนเปียโนและภาษาอื่นๆ ได้ภายในไม่กี่วัน ความทรงจำในทุกอนูของชีวิตสามารถเรียกกลับมาใช้ได้ทันทีทั้งที่ปรกติมันถูกหลงลืมค้างอยู่ในความทรงจำลึกๆ ของสมอง เมื่อมี "อำนาจ" และ "ความสามารถ" อันเหลือล้น
Love and other drugs: รัก โรแมนติก เซ็กซ์ โป๊ แล้วไง? (C+)
เรื่องราวของความรักโดยบังเอิญของหนุ่มที่ด้านชาและไม่เชื่อในความรักกับหญิงสาวที่ป่วยด้วยโรคร้ายที่ไม่มีทางรักษาดูจะเป็นพล็อตน่าสนใจสำหรับ Love and other drugs ที่ได้ดาราดังอย่าง Jake Gyllenhal และ Anne Hatharway มาเล่นกันให้หวานทะลักจอ แต่ไปๆ มาๆ Love and other drugs ดันกลายเป็นหนังที่พาผู้ชมไปไม่ถึงฝั่งฝันที่จะโรแมนติกสุดประทับใจได้เพราะการเล่าเรื่องและบทที่ล้มเหลว พ่วงด้วยข้อมูลที่ไม่จำเป็น และฉากโป๊เปลือยของดารานำที่เปลืองตัวโดยไม่มีประโยชน์อันใด เรื่องราวของหนังย้อนกลับไปในปี 1996 ในช่วงของประวัติศาสตร์วงการยาโลกต้องสั่นสะเทือนกับการเปิดตัวของยาไวอากร้า โดยในตอนนั้น Jamie (Jake Gyllenhal) เซลขายยาที่ไม่ประสบความสำเร็จในการขายแต่รุ่งเปรี้ยงปร้างกับการคั่วสาวได้บังเอิญพบกับ Maggie
Thor: เส้นทางของมหาเทพ (B)
ในบรรดาหนังซุปเปอร์ฮีโร่นั้น เหตุผลหนึ่งที่หนังหลายเรืื่องมักล่มไม่เป็นท่าเพราะหวังพึ่งความดังของตัวละครมากเกินไป ไม่ก็ตั้งทัศนคติไว้ว่าจะได้เห็นฉากต่อสู้เวอร์ๆ โดยไม่สนใจแก่นแท้ของเรื่องราวซึ่งเป็นแกนหลัก Thor ถือเป็นหนังที่ทำการบ้านได้ดีจากหน้าหนังที่ดูขายไม่ออก เพราะมันสร้างเซอร์ไพรส์กับเรื่องราวอันเข้มข้นจากการเดินทางของตัวละครหลัก ที่ได้ค้นพบและเรียนรู้ความหมายของการเป็น "เทพเจ้า" มากกว่าการที่ไปเทกระจาดกับการโชว์อำนาจและอิทธิฤทธิ์เกินจำเป็น เรื่องราวของ Thor ซึ่งดัดแปลงมาจากการ์ตูนของ Marvel นั้นเริ่มเมื่อ Thor ลูกชายของ Odin ที่กำลังจะเถลิงขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งสวรรค์เอสการ์ด แต่ด้วยความวู่วามและจองหองในพลังอำนาจของตัวเอง ทำให้ Thor กระทำผิดพลาดเมื่อเปิดศึกกับเหล่ายักษ์ที่เป็นศัตรูของเทพจนเกิดการประกาศสงครามระหว่างโลก เทพบิดร Odin จึงจำใจต้องยึดอำนาจของ Thor และเนรเทศลงสู่โลกมนุษย์ (มิดการ์ด) พร้อมกับโยนค้อนซึ่งเป็นอาวุธคู่กายของ
Winter’s Bone: หนาวยะเยือก ลุ้นระทึก (B+)
เมื่อพูดถึงหนังนอกกระแสแล้ว หลายคนก็มักจะติดภาพว่าเป็นหนังเซอร์ๆ ฟุ้งๆ จนจับอะไรกันไม่ค่อยจะได้ หรือไม่ก็หนังทุนต่ำประเภทอินดี้จ๋าตามใจผู้กำกับ แต่ Winter's Bone นั้นกลับกลายเป็นหนังนอกกระแสที่ทำออกมาได้ดีเยี่ยมชนิดที่เข้าใกล้เคียงกับหนังในกระแสที่เต็มไปด้วยคุณภาพจากเนื้อเรื่อง บรรยากาศ และการแสดงอันยอดเยี่ยม Ree เป็นหญิงสาวอายุ 17 ปีที่ต้องดูแลน้องชายและน้องสาวพร้อมทั้งแม่ซึ่งป่วยจนช่วยตัวเองไม่ได้ ชีวิตประจำวันของเธอจึงอยู่กับการพยายามหาทางเลี้ยงดูทุกคนในบ้านซึ่งตั้งอยู่บนป่าในหุบเขาที่ห่างไกลจากเมืองและ "ความเจริญ" แต่ทุกอย่างก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปเมื่อวันหนึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งว่าพ่อของเธอไม่ยอมไปปรากฏตัวที่ศาลพร้อมทั้งนำบ้านและทรัพย์สินทั้งหมดไปประกันเงินกู้ของตัวเอง แน่นอนว่านั่นทำให้ Ree มีเวลาอีกไม่มากนักที่จะต้องหาตัวพ่อของเธอให้เจอก่อนที่จะต้องสูญเสียบ้านและทำให้ครอบครัวของเธอไม่มีที่อยู่ ตัวปมปัญหาของตัวละครนั้นอาจจะดูไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่อะไรนัก แต่หนังก็สามารถใช้บทและบรรยากาศเพิ่มน้ำหนักให้มันจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่แสนหนักอึ้งของ Ree จนเธอต้องออกไปค้นหาและพบปะทั้งเพื่อนบ้าน ญาติ รวมทั้งคนในชุมชนซึ่งดูไม่เป็นมิตรกับสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่เสียเลย แต่แม้ว่าความลับเกี่ยวกับการหายตัวไปของพ่อเธอนั้นจะนำเธอไปสู่การต่อสู้ที่หนักหนาสากันเพียงใด เธอก็ต้องสู้กับมันให้ได้ สิ่งที่หนังนอกกระแสเรื่องนี้ซึ่งดัดแปลงมาจากนวนิยายชื่อเดียวกันทำได้อย่างดีเยี่ยมนั้นมีหลายอย่าง อย่างแรกคือบทที่เล่าเรื่องอย่างแยบคาย ที่แม้อาจจะค่อนข้างเงียบและนิ่งอยู่บ้างพอสมควร
Battle: Los Angeles – สอบผ่านสงคราม สอบตก Sci-Fi (C+)
คงจะน่าสนใจไม่น้อยถ้าจะเอาหนังสงครามแลกชีวิตของนาวิกโยธินแบบ Black Hawk Down มาผสมร่วมกับหนังสงครามต่างดาวแบบ Independent Day ซึ่งก็ไม่รู้ว่า Battle: Los Angeles ต้องการให้มันออกมาเป็นแบบนั้นหรือเปล่าเพราะหนังก็พยายามมีทั้งชีวิตทหารกลางสงครามและต้องสู้กับเอเลี่ยนไปพลาง แต่ไปๆ มาๆ มันทำให้หนัง Sci-Fi สงครามกับเอเลี่ยนเรื่องนี้แป๊กไม่เป็นท่าในตอนจบเพราะคอนเซ๊ปต์ที่ดูจะเยอะและทำให้ตูมตามจนเละเทะไปเสียอย่างนั้น อุกาบาตจำนวนมากตกลงมายังโลก (อย่าถามที่มาที่ไป เพราะหนังก็ไม่ได้อธิบายอะไรไว้ให้คุณรู้หรอก) จากนั้นก็มีสิ่งมีชีวิตจักรกลออกมาฆ่ามนุษย์เพื่อยึดครองโลก (ส่วนจะยึดเพื่อเอาอะไรนั้น หนังก็สรุปเหตุผลแบบกำปั้นทุบดินให้เราชนิดรู้ๆ ไปทีไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องหรอก) พระเอกจ่าครูฝึกของเราที่กำลังขอปลดประจำการเลยต้องกลับมาเข้าสู่สงครามแบบไม่ค่อยเต็มใจพร้อมกับหน่วยรบที่ไม่ค่อยเชื่อมั่นในตัวเขาเสียเท่าไรอันเนื่องมาจากอดีตในสนามรบของเขา แน่นอนว่าคุณๆ ก็คงเดาได้อยู่แล้วว่าเริ่มต้นเราจะเจอตัวละครมากมายร่วมสิบกว่าคน (และมีสมทบกลางทางอีก) โดยต้องบุกฝ่าเข้าไปทำภารกิจในเมืองที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นสนามรบ ซึ่งเราก็คงไม่คิดอยู่แล้วว่าทุกคนจะรอดชีวิตหมด Battle:
Sacrifice ~ Zhao’s Orphan: เหมือนจะลึกแต่ดันตื้น (B-)
หนังของเฉินก่ายเค่อในยุคหลังๆ นับตั้งแต่ The Promise มานั้น มักพ่วงมาด้วยคำครหาว่าเขาพยายามจะไปในแนวทางเดียวกับที่จางอี้โหมวทำไว้ อันจะเห็นได้ตั้งแต่ดีไซน์ เนื้อเรื่อง และวิธีการนำเสนอ จึงอดไม่ได้ที่ Sacrifice อันเป็นผลงานล่าสุดของเขาที่ดันเป็นหนังจีนยุคพีเรียดจะถูกเอาไปพูดถึงอีก โชคดีที่ Sacrifice เหมือนเป็นการหาทางที่ไม่ทับซ้อนกับของคนอื่นแถมเป็นงานในแบบฉบับอันเป็นเอกลักษณ์เฉินก่ายเค่อจนไม่ค่อยมีครหาว่าทำเพื่อไปเทียบสู้กับใคร แต่มันก็โชคร้ายพอๆ กันที่เอกลักษณ์ของเขาดันไม่สามารถเปรี้ยงปร้างหรืออึ้งทึ่งได้ดั่งสมัย Farewell to my concubine เรื่องราวโศกนาฏกรรมบนความอาฆาตแค้นเริ่มด้วยยุคสมัยจีนโบราณที่ปกครองโดยฮ่องเต้ แม่ทัพจ้าวเป็นแม่ทัพหนุ่มที่เพียบพร้อมและได้แต่งงานกับน้องสาวของฮ่องเต้ คงแต่แม่ทัพต้วนที่เฝ้ามองด้วยความริษยาและอาฆาตจากการดูถูกดูแคลนโดยผู้อื่น แม่ทัพต้วนจึงดำเนินการวางแผนปลงพระชนม์ฮ่องเต้แล้วใส่ความให้สกุลจ้าวจนต้องโดนฆ่าล้างตระกูล บังเอิญที่พ่อหมอเฉิงซึ่งกำลังดูแลครรถ์ของท่านหญิงจ้าวอยู่ในเหตุการณ์และสามารถลักลอบนำทารกแรกเกิดออกมาได้โดยแลกด้วยความตายของผู้เป็นแม่ ความโกลาหลเกิดขึ้นเมื่อแม่ทัพต้วนจับได้ว่ามีการลักลอบนำเชื้อสายสกุลจ้าวออกไปได้ จึงสั่งให้จับทารกแรกเกิดนับร้อยมารวมกันและเตรียมประหารทั้งหมดหากไม่มีใครนำทารกสกุลจ้าวออกมามอบ ฝ่ายครอบครัวหมอเฉิงก็เกิดเหตุสับเปลี่ยนทารกจนบุตรแรกเกิดของตัวเองโดยภรรยาและทารกจ้าวไปอยู่ภายใต้การอารักขาของแม่ทัพอีกคน แต่ด้วยว่าถูกจับได้และแรงกดดันจากแม่ทัพต้วน ทำให้หมอเฉิงต้องบอกความจริงเพื่อไม่ให้ทารกอีกนับร้อยต้องสังเวยชีวิต
L’Illusionniste: มายากลชีวิต (A-)
เรามักเห็นคนนำ Animation มาใช้ในการบอกเล่าเรื่องราวผ่านตัวละครที่ดูสดใสแฟนตาซีและให้เราสนุกไปกับจิตนาการ แต่ L'Illusioniste (The Illusionist) ก้าวไปไกลกว่าด้วยการเอาจินตนาการผสมกับความดราม่าที่หนักอึ้งและลึกซึ้งจนเรียกน้ำตาของผู้ชมได้ไม่ยาก จนราวกับว่าภาพวาดเหล่านั้นมีชีวิตไม่ต่างจากมนุษย์ปรกติเลยแม้แต่น้อย เรื่องราวย่อๆ ของ The Illusionist เริ่มเมื่อนักมายากล (The Illusionist) วัยชราซึ่งเริ่มไม่เป็นที่นิยมของผู้คนจนต้องเดินทางไปแสดงตามที่ต่างๆ วนเวียนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้ไปแสดงถึงที่สก๊อตแลนด์และได้เจอกับเด็กสาวคนหนึ่งซึ่งรู้สึกทึ่งกับความสามารถในการเสกสิ่งของต่างๆ ของเขาจนเธอเลือกจะออกเดินทางตามเขากลับมายังฝรั่งเศส การผจญภัยหลังจากนั้นก็ค่อยๆ เข้มข้นขึ้นเมื่อ The Illusionist คอยหาของขวัญต่างๆ มาให้กับเด็กสาวที่นึกว่าทั้งหมดเป็นเวทย์มนต์โดยหารู้ไม่ว่า The Illusionist ต้องออกไปทำงานหาเงินด้วยวิธีต่างๆ
Source Code: ไอเดียล้ำ แต่ทำให้ง่าย (B+)
เราเคยไปอึ้งงงและทึ่งไปพร้อมๆ กันกับ Inception ที่ว่าด้วยโลกห้าโลกที่ซ้อนทับกันไปมาแล้ว Source Code ก็จะพาเราไปเจอสถานการณ์ที่คล้ายๆ กันของโลกสองโลกที่คู่ขนานกันนั่นแหละ มันอาจจะไม่เฉียบขาดและลึกล้ำเท่า แต่มันก็เข้าใจง่ายกับไอเดียเด็ดๆ ของ Sci-Fi Thriller เรื่องนี้ พร้อมกับความสนุกแบบลุ้นระทึกกันเลยทีเดียว เรื่องราวของ Source Code นั้นเริ่มเมื่อกัปตันโคลเตอร์ สตีเว่นตื่นขึ้นมาในรถไฟแห่งหนึ่งซึ่งในไม่ช้าก็ถูกระเบิดจนมีผู้เสียชีวิตมากมาย และเมื่อเกิดเหตุระเบิดขึ้นเขาก็ถูกดึงกลับไปในแคปซูลและพบว่าตัวเองอยู่ในโปรเจค "Source Code" ที่ทำให้เขาสามารถเข้าไปใช้ความทรงจำและประสบการณ์ร่วมกับหนึ่งในผู้โดยสารที่อยู่บนรถไฟดังกล่าวได้เป็นเวลา 8 นาทีก่อนเสียชีวิต ภารกิจสำคัญของเขาคือการค้นหาให้ได้ว่าใครคือผู้ก่อการร้ายเพื่อที่ตำรวจจะสามารถเข้าจับกุมได้ก่อนจะเกิดเหตุวินาศกรรมครั้งต่อไป ฟังๆ ดูก็เหมือนหนังสืบสวนสอบสวนทั่วไปที่ใช้กลไกของเทคโนโลยีเข้ามาสืบสวนโดยมีเงื่อนไขแปลกๆ เข้ามานั่นคือ
Confession: กลัว อาฆาต งดงาม (A)
คงไม่ใช่เรื่องง่ายถ้าจะทำหนังเขย่าขวัญให้ดูน่าทึ่งจนตกตะลึงแทนที่จะเป็นสะดุ้งตกใจตามสูตรหนังตลาด และนั่นก็น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ Confession กลายเป็นหนังที่กวาดรางวัลตุ๊กตาทองของวงการหนังญี่ปุ่นแบบไร้ข้อกังขา พร้อมกับการถูกเสนอเข้าชิงภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมในเวทีออสการ์ (แต่ก็ไม่ได้เข้าชิงหรอกนะ) เรื่องราวของความน่าสะพรึงกลัวเริ่มขึ้นในห้องเรียนมัธยมแห่งหนึ่งซึ่งมีครูโยโกะ โมริกูจิเป็นครูประจำชั้นซึ่งกำลังจะหมดวาระและลาออก ก่อนที่ชั่วโมงสุดท้ายของเธอจะหมดลง เธอเล่าเรื่องชีวิตของเธอที่ได้สูญเสียลูกสาวอันเป็นที่รักไป เริ่มแรกมันเหมือนจะเป็นอุบัติเหตุ แต่แท้จริงเธอได้เริ่มปะติปะต่อเรื่องจนพบว่ามันเป็นการฆาตกรรม และผู้ที่ทำนั้นคือนักเรียนสองคนในห้องของเธอนั่นแหละ แต่เพราะกฏหมายคุ้มครองเยาวชนทำให้เธอรู่้ดีกว่าคนที่ทำผิดจะไม่ถูกลงโทษ เธอจึงขอลงโทษด้วยวิธีการของเธอเอง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ที่ตามมาในอีก 1 ปีของห้องเรียนดังกล่าวที่เต็มไปด้วยความสลับซับซ้อนพร้อมๆ ความหลอนจนน่าสะพรึงกลัวไปพร้อมๆ กัน ความเด็ดขาดอันสุดยอดของหนังคือบทภาพยนตร์ที่แบ่งเป็นช่วงเป็นตอนตาม "คำสารภาพ" ของตัวละครแต่ละคนเพื่อเล่าเรื่องและรายละเอียดต่างๆ ที่ทับซ้อนกันบนเหตุการณ์เดียวกัน ให้ค่อยๆ คลี่คลายออกมารวมทั้งเดินเรื่องไปข้างหน้า นั่นทำให้ความจริงที่เรารู้ตอนเริ่มต้น (ซึ่งก็น่าตกใจแล้ว) สามารถกลับกลายเป็นเรื่องที่น่าตกใจยิ่งกว่าในภายหลังเมื่อถูกเล่าจากคนอีกคนหนึ่ง และนั่นทำให้จังหวะการเดินเรื่องของ
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช: ภาค3 ยุทธนาวี ~ สมจริงจนไม่จริง (C+)
ความยิ่งใหญ่ เยอะด้วยรายละเอียด และพยายามเก็บเรื่องราวให้ครบถ้วนอาจจะไม่ใช่ทางออกที่ดีเสมอไปสำหรับการสร้างภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง เพราะแม้ว่าจะมีงบประมาณมากมายในการสร้างฉากต่างๆ มากมาย แต่หากมันไม่สามารถเรียงร้อยให้กลายเป็น "หนัง" ได้แล้ว มันก็ไม่สามารถสร้าง "คุณค่า" ได้ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 3 ยุทธนาวีก็คงจะเข้าข่ายกับความคิดด้านบนนั่นแหละ เพราะนอกจากความยิ่งใหญ่และเยอะของรายละเอียดแล้ว ตัวหนังเองก็ยังควานหา "เรืื่อง" ที่สร้างตัวเองให้กลายเป็น "หนัง" ไม่เจอตั้งแต่ต้นจนจบแม้ว่าจะมีความยาวมากถึงเกือบสามชั่วโมงก็ตาม เรื่องราวในภาค 3 ของตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนี้เป็นช่วงต่อจากการประกาศอิสรภาพที่เกิดขึ้นในภาค 2 ซึ่งทำให้ฝั่งหงสาวดีไม่พอใจและหมายส่งทัพเข้ามาตีอโยธยา ขณะเดียวกันเมืองละแวกเองก็ส่งสายชาวจีนเข้ามาเป็นขุนนางในกรุงอโยธยาเพื่อสืบความคืบหน้าของเมือง เมื่อพระนเรศจับได้จึงหนีทางน้ำด้วยสำเภาจีนกลับเมืองละแวก อันเป็นที่มาของฉากยุทธนาวีอันเป็นชื่อเรื่องในภาคนี้ และตามมาด้วยการรับศึกทัพย่อยของหงสาวดีที่ยกมาบุกกรุงโดยทัพของพระนเรศต้องใช้กลยุทธ์ทัพน้อยรบกับทัพใหญ่เพื่อเอาชนะให้ได้ เรื่องราวของตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชภาคนี้นั้นอาจจะเป็นช่วงที่มีน้ำหนักของ

















Recent Comments