All posts in Bite

greenconcertoposter1-1

Green Concerto: รักโลกกันแบบญี่ปุ่นอินดี้ (B)

ท่ามกลางโลกที่กำลังร้อนขึ้นทุกวัน คงจะดีไม่น้อยถ้าเราจะมีอะไรสักอย่างมาชะโลมใจให้เราเย็นลงและมองสิ่งรอบข้างด้วยความรู้สึกยิ้มแย้มโดยที่ไม่ต้องอาศัยอะไรโฉ่งฉ่างมากนัก Green Concerto จาก Life Theatre ผลงานเขียนบทและกำกับของโชโกะ ทานิกาวะ ศิลปินชาวญี่ปุ่นที่ทำงานอยู่เมืองไทยจนหลายคนคิดว่าเขาเป็นพลเมืองที่นี่ไปแล้วก็เป็นงานละครเวทีที่ดูเพลินๆ อบอุ่นในสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของเขา และก็พอให้เราหยิบคว้าอะไรบางอย่างติดกลับไปให้รักโลกกันบ้างหลังละครจบ เหตุการณ์ของ Green Concerto เกิดขึ้นในห้องชมรมสิ่งแวดล้อมแห่งหนึ่ง นักศึกษาเพลย์บอยคนหนึ่งนั่งรอคู่ของเขาโดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมพูดคุยแกมขัดขาอยู่เรื่อยๆ จากนั้นตัวละครต่างๆ ก็ทยอยเข้ามาในห้อง ตั้งแต่เฮียร้านก๋วยเตี๋ยวข้างมหาวิทยาลัย นักศึกษาสาวประธานชมรม อาจารย์อีกคนที่ขอเข้ามานั่งรออาจารย์สาว จนไปถึงเมียของเฮียที่หนีออกจากบ้านไปก่อนหน้านี้ และเรื่องวุ่นๆ (มั้ง) ปนความรู้การอนุรักษ์โลกก็เกิดขึ้นในชมรมนี่แหละ เส้นเรืื่องหลักของ Green Concerto นับว่าบางมากพอสมควรชนิดคนดูอาจจะงงๆ กันได้ว่าสรุปแล้วเรื่องนี้จะให้ “ตาม” อะไร แต่โชโกะ ก็มีมีวิธีเขียนบทอันน่าสนใจในการเหวี่ยงตัวละครต่างๆ และเรื่องที่อาจจะดูไร้สาระเข้ามาเสริมเติมแต่งในเส้นเรื่องที่บางๆ นั้นจนดู “มีอะไร” และดูลื่นไหลเป็นธรรมชาติ ซึ่งจะว่าไปแล้วการเล่าเรื่องลักษณะนี้เราอาจจะพอคุ้นๆ …

Continue Reading...
Screen shot 2011-07-01 at 1.21.59 AM

ทวิภพ เดอะมิวสิคคัล: ละครตายทั้งเรื่องเอาความหล่อปิดไม่มิด (D)

คงแทบจะไม่มีใครคัดค้านกับความคิดที่ว่าละครที่ดีไม่สามารถมาจากบทที่ไม่ดีได้ ซึ่งผลงานที่ผ่านมาของ Scenario ก็ประสบปัญหาในเรื่องบทละครมาโดยตลอดแต่ก็ไม่สามารถแก้ไขหรือพัฒนาให้ดีขึ้นได้ ซ้ำร้ายยิ่งกว่าเมื่อทวิภพ เดอะมิวสิคคัล ที่นำมาเปิดแสดงใหม่อีกครั้งหลังจากเคยเป็นที่กล่าวขวัญเมื่อหลายปีก่อนแล้ว กลับถอยหลังเข้าคลองด้วยการที่บทละครฉบับใหม่ที่ไม่ได้แสดงถึงความเข้าใจในวรรณกรรม “ทวิภพ” เลยแม้แต่น้อย แถมซ้ำร้ายที่มันส่งผลต่อเนื่องให้ละครเวทีเวอร์ชั่นนี้แทบจะทำลายความงามและแก่นเรื่องเสียย่อยยับจนหากใครไม่เคยรู้จักทวิภพมาก่อนอาจจะถึงขั้นสงสัยได้เลยว่านี่หรือคือนวนิยายที่ถูกยกย่องว่าดีที่สุดเรื่องหนึ่งของทมยันตี เรื่องของทวิภพ เดอะมิวสิคคัลฉบับใหม่นั้นยังคงเดินเรื่องตามทวิภพแบบนวนิยายโดยเริ่มที่เมนี่ (มีเรีย เบเนเดดตี้) สาวยุคใหม่ทันสมัยที่มักมีปัญหากับแม่แล้วบังเอิญต้องตากับกระจกบานหนึ่งจนซื้อมาไว้ที่บ้าน แต่แล้วกลับกลายเป็นว่ากระจกบานนั้นทำให้เธอสามารถเดินทางข้ามเวลาไปสู่สมัยรัชกาลที่5 และได้พบกับคุณหลวงอัครเทพวรากร (ปกรณ์ ลัม) และครอบครัวซึ่งประกอบไปด้วยคุณหญิงแสร์ (โฉมฉาย ฉัตรวิไล) และคนรับใช้ตัวดีอย่างม้วน (ปวันรัตร์ นาคสุริยะ) การปรากฏตัวของเมนี่ (มณีจันทร์) ทำให้เกิดเรื่องราวขึ้นในโลกอดีต แต่ขณะเดียวกันเธอก็จะต้องถูกดึงตัวกลับมาปัจจุบันในทุกครั้งที่กระจก

Transformer 3

Transformers 3: จบๆ ไปได้ซะก็ดี (C)

ครั้งหนึ่ง South Park ซีรี่ย์ Animation สุดแสบเคยนำ Michael Bay มาล้อเลียนว่าเขาทำหนังที่เต็มไปด้วยแอ๊คชั่นระเบิดภูเขาเผากระท่อมแต่ไร้ซึ่งไอเดีย และแล้ว Transformers 3: Dark of the Moon ก็เป็นหนังที่ยืนยันว่าสิ่งที่ South Park พูดเสียดสีนั้นไม่ได้ไกลเกินจริงเลย เพราะ Transformer 3 กลายเป็นหนัง Action ที่แถไถตัวเองให้ได้กลายเป็นหนังโดยขาดซึ่งไอเดียและเนื้อเรื่องที่ดูเข้าท่า โดยหวังเพียงให้แค่ CG

inside-job

Inside Job: ความโสมมของวอลสตรีท (B+)

ก่อนหน้านี้มีหนังของ Michael Moore อย่าง Capitalism: A Love Story ออกมาตีแผ่ภาวะวิกฤตการณ์ทางการเงินครั้งสำคัญของโลกช่วงปี 2008-2009 ซึ่งก็ทำออกมาได้ดุดัน ก้าวร้าว ตามสไตล์ของ Moore จนไม่แปลกที่หลายคนจะมองว่าค่อนข้างเป็นอคติและสุดโต่งอยู่เสียหน่อย ในอีกทางหนึ่ง Inside Job หนังสารคดีรางวัลออสการ์ปี 2010 ก็นำประเด็นวิกฤติการณ์ทางการเงินมาตีแผ่เช่นเดียวกัน แต่คราวนี้ Charles Ferguson เลือกจะตีแผ่แบบ "สุภาพชน" แต่ "กรีดลึก" ลงไปถึงที่มา

Screen shot 2011-06-26 at 12.24.32 PM

I SEA: ทะเลที่เรื่อยๆ มาเรียงๆ (B)

คงน่าสนใจไม่น้อยถ้าเราจะเห็นสองนักแสดงหญิงในวงการละครเวทีอย่าง สินีนาฏ เกษประไพ และฟารีดา จิราพันธุ์ ลุกขึ้นมาแสดง Performance ที่ไม่เรียกว่า "ละคร" กับเขาบ้าง โดย I Sea เป็นงานแสดงเดี่ยวของทั้งสองคนโดยเชื่อมโยงกับประเด็นบางอย่างไว้ด้วยกัน และด้วยการที่เป็นคนที่วนเวียนอยู่ในวงการละครอยู่แล้ว งานแสดง I Sea ก็นับว่าเป็นงานที่ดี สวยงาม ลื่นไหล แต่ก็น่าเสียดายที่มันอาจจะไม่ได้น่า "หลงใหล" มากสักเท่าไรนั่นแหละ FLOTsam ของ ฟารีดาเริ่มด้วยหญิงคนหนึ่งเต้นแร้งเต้นกา ถือถุงขยะมาเถบนเวที ชวนคนดูให้ลุกขึ้นมาร่วมเต้นกับเธอจนเราอาจจะเผลอคิดไปเลยว่า "ทำบ้าอะไรกัน" และแล้วหญิงบ้าคนนั้นก็จู่ๆ

Screen shot 2011-06-25 at 10.40.16 PM

Arrietty: โลกเล็กๆ แสนมหัศจรรย์ของ Ghibli (B+)

Studio Ghibli น่าจะเป็นสตูดิโอสร้าง Animation ที่ดังที่สุดสตูดิโอหนึ่งไม่แพ้ Pixar อันมาจากเอกลักษณ์และผลงานอันลือชื่อในสมัยก่อนอย่าง Princess Mononoke, Spirited Away, Howl's Moving Castle ซึ่งหลายคนมักจะจำได้กับผู้กำกับชื่อดังอย่าง Hayao Miyazaki คำถามที่หลายๆ คนก็อดคิดไม่ได้ว่าหากเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ Miyazaki ทำ Animation แล้วนั้น หนังเรื่องดังกล่าวจะยังคงคุณภาพอยู่ในระดับสูงได้เหมือนกับที่ผู้ก่อตั้งสามมรถทำไว้ได้หรือไม่ ซึ่ง Arrietty ภายใต้การกำกับของ Hiromasa Yonebayashi

Green Lantern 2011 International Trailer 3 Exclusive HQ 1080p.mov_snapshot_00.55_[2011.06.08_19.36.27]

Green Lantern: (หนัง)ฮีโร่ที่ไร้พลัง (C+)

พลังพิเศษที่มากับจินตนาการ บ่อเกิดจากความกล้าที่จะเอาชนะความกลัวอันเป็นปมของมนุษย์ ฟังดูเป็นวัตถุดิบของพล็อตที่ดูยิ่งใหญ่ น่าสนใจ และทรงพลัง แต่ด้วยกระบวนการเล่าเรื่องของ Green Lantern กลับทำให้ทุกอย่างที่กล่าวมานั้นเป็นสิ่งที่ฉาบฉวย ไร้น้ำหนักและเลื่อนลอยพอๆ กับฮาล จอร์แดนในเวอร์ชั่นหนังที่เป็นฮีโร่แบบไร้มิติ ได้แค่บินไปตามเรื่องรอให้ถึงฉากจบ จากการ์ตูนสุดดังของ DC Comic ที่ชื่อเดียวกัน Green Lantern เล่าถึงจุดเริ่มต้นของฮาล จอร์แดน นักบินเครื่องบินขับไล่ผู้มีปมอดีตกับการสูญเสียพ่อไป แต่ด้วยชะตากรรมทำให้แหวนแห่ง Green Lantern เลือกเขาเพื่อรับหน้าที่ผู้พิทักษ์จักวาลต่อจากเจ้าของเดิมผู้ถูกทำร้ายจนใกล้ตายด้วยฝีมือของปีศาจร้ายที่มีพลังมหาศาลนามพาลาแล๊กซ์ ฮาลจึงต้องเรียนรู้วิธีใช้พลังใหม่ของเขาเพื่อปกป้องโลกจากพาลาแล๊กซ์ที่กำลังมุ่งหน้ามากลืนกินโลก อีกทั้งยังต้องรับศึกกับนักวิทยาศาตร์ที่บังเอิญได้รับพลังจากพาลาแล๊กซ์จนกลายเป็นศัตรูตัวร้ายที่มีพลังจิตร้ายแรงยิ่งกว่าใคร เส้นเรื่องของ Green

Screen shot 2011-06-13 at 11.45.29 PM

Script Space และ Timing ในเฉาก๊วยถ้วยสุดท้ายฉบับใหม่ที่ทำให้ทั้งดีขึ้นและแย่ลง

ผู้เขียนได้มีโอกาสดู “เฉาก๊วยถ้วยสุดท้าย” เมื่อครั้งที่เป็นละครในเทศกาลละครกรุงเทพเมื่อปีที่แล้ว สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนชื่นชอบเป็นพิเศษคือบทละครที่มีลูกเล่น คมคาย และจิกกัดความคิดทฤษฏีของละครเวทีได้อย่างแสบสันต์ ซึ่งก็ย่อมน่าสนใจไม่น้อยหากละครขนาดกระทัดรัดเมื่อครั้งนั้นจะถูกนำมา Restage แบบใหม่ จัดใหญ่และจัดหนักกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงบริบทจากละครที่เล่นในชั้นสองของร้านอาหารเล็กๆ เมื่อคราวที่แล้วมาสู่โรงละครขนาดเล็กที่มีพื้นที่เพิ่มขึ้น พร้อมกับการขยายเรื่องราวเข้าไปอีกย่อมทำให้ “เฉาก๊วยถ้วยสุดท้าย” เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ ซึ่งมันก็มีทั้งสิ่งที่เวิร์คและไม่เวิร์คไปพร้อมๆ กันนั่นแหละ เรื่องราวของ “เฉาก๊วยถ้วยสุดท้าย” เวอร์ชั่นใหม่นั้นเปลี่ยนบริบทเป็นมหาวิทยาลัย SDU (ซึ่งจะไปคล้องคล้ายกับอันได้ก็แล้วแต่จะตีความแล้วกัน) และที่อาจารย์ทุกคนกำลังถกเถียงกันอย่างดุเด็ดเผ็ดมันคือละครแบบไหนที่เหมาะจะเป็นละครสำหรับเปิดโรงละครแห่งใหม่ แน่นอนว่าการโต้เถียงดังกล่าวนำมาซึ่งการถกเถียงว่าละครที่ดีคืออะไร ทฤษฏีละครแบบไหนที่ “ใช่” กันแน่ รวมทั้งความคิดที่ว่าละครกับชีวิตจริงจะไปด้วยกันได้ (หรือไม่ได้)

super8-movie-kids-600x254

Super 8: หลอกล่อ(เกือบ)สำเร็จด้วยมนุษย์ต่างดาว (B)

เมื่อเราได้ดูตัวอย่างหนัง Super 8 ของ J.J. Abrams เราคงอดคิดไม่ได้ว่ามันจะเป็นหนังสัตว์ประหลาดมนุษย์ต่างดาวที่น่าตื่นตาตื่นใจพร้อมกับไอเดียไซไฟล้ำๆ แต่พอเราเราได้ไปดูฉบับเต็มในโรงภาพยนต์แล้วเราอาจจะพบว่าหนังที่ว่าด้วยมนุษย์ต่่างดาวบุกเมืองเล็กๆ ในอเมริกาพร้อมการผจญภัยแบบลุ้นระทึกนั้น แท้จริงกำลังพาคนดูไปดูหนังชีวิตครอบครัวพ่อลูกต่างหาก เพียงแต่ข้อเสียของ Super 8 คือการหลอกล่อคนดูให้คล้อยตามกับสิ่งที่หนังพยายามเล่าดันไม่แนบเนียนพอจะส่งให้หนังดูรู้สึกมีความหมายมากกว่าแค่รู้สึกสนุกนั่นแหละ โจ แลมป์เป็นเด็กชายที่สูญเสียแม่จากอุบัติเหตุ เขาและเพื่อนพ้องช่วยกันถ่ายทำหนังสืบสวนผสมกับปีศาจซอมบี้เพื่อส่งประกวดเทศกาลหนัง แต่ในวันที่พวกเขาถ่ายฉากสำคัญกลับกลายเป็นว่าได้เป็นพยานรู้เห็นอุบัติเหตุทางรถไฟครั้งใหญ่ซึ่งได้ปลดปล่อย "บางสิ่งบางอย่าง" ออกมา โดยหลังจากนั้นเหตุการณ์แปลกๆ ก็เริ่มเกิดขึ้นในเมืองตั้งแต่การขโมยอุปกรณ์ไฟฟ้า สุนัขที่วิ่งหนีออกจากเมือง คดีคนหาย ฯลฯ พร้อมกับกองกำลังทหารเข้ามาควบคุมดูแลสถานการณ์อย่างผิดสังเกต ชาวเมืองรวมทั้งแจ๊ค พ่อของโจเริ่มเอะใจว่ามีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล เส้นเรื่องของ Super 8

x-men-first-class-cast-550x344

X-Men: First Class – ทางเลือกของคนที่แตกต่าง (อีกแล้ว) (B)

การตีแตกประเด็นเรื่องการยอมรับตัวเองและหาจุดยืนของคนที่แตกต่างจากคนอื่นดูจะเป็นแก่นหลักที่ X-Men ยึดถือมาตลอดตั้งแต่ภาคก่อนหน้านี้ (ยกเว้นในช่วงของ Wolverine ที่เป็นเส้นเรื่องแยกออกไปโดยเน้นแอ็คชั่นเป็นหลัก) ซึ่ง X-Men: First Class ก็ยังตอกย้ำประเด็นเหล่านี้ด้วยเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ต่างๆ ที่แฝงเข้ามาด้วยฉากแอ็คชั่นเวอร์ๆ ตื่นเต้น โดยยังแอบสอดแทรกความคิดไว้อย่างแยบคาย เพียงแต่น่าเสียดายอยู่บ้างที่หนังไม่ได้ก้าวไปไกลกว่าภาคก่อนๆ นักในขณะที่ทรัพยากรบางอย่างที่ปูเอาไว้ก็ถูกทอดทิ้งไว้อย่างน่าเสียดาย เส้นเรื่องหลักใน X-Men: First Class จะย้อนกลับไปดูที่มาของสองตัวละครหลักนั่นคือ ชาล์ส ซาเวียร์ (หรือในภายหลังคือ Profressor X) และ อีริค เลนเชอร์(หรือภายหลังคือ

Kung-Fu-Panda-2

Kung Fu Panda 2: รู้จักตัวเองจะก่อเกิดพลัง (B+)

ผมขอสารภาพว่าผมเคยได้ดู Kang Fu Panda ภาคแรกเพราะเหตุผลอะไรก็ไม่ทราบได้ (และจนบัดนนี้ที่เขียนวิจารณ์อยู่ก็ยังไม่ได้ดู) แต่พอผมได้ดู Kang Fu Panda 2 แล้วก็ทำให้ผมอดรู้สึกอยากดูภาคแรกไม่ได้ว่ามันจะดี มีประเด็นและสนุกเหมือนที่ทีมสร้างสามารถทำได้หรือไม่ หลังจากโปได้เป็นนักรบมังกร (Dragon Warrior) แล้ว เขาก็ 5 ผู้พิทักษ์ก็ต้องคอยปกป้องผู้คนด้วยกังฟูจากเหล่าอธรรม แล้วเมื่อวันหนึ่งที่ "เชน" นกยูงผู้เป็นราชบุตรแต่ฝักใฝ่ลุ่มหลงในอำนาจมืดจนคิดสร้างอาวุธขึ้นมายึดครองอาณาจักรจีนให้ได้ โปและเหล่าผู้พิทักษ์จึงต้องรีบเข้าขัดขวางและปราบปรามเหล่าร้ายให้ได้ก่อนที่อาวุธอันทรงพลังจะทำลายทั้งอาณาจักร แน่นอนว่าเรื่องราวของ Kang Fu Panda ที่เป็นพล็อตหลักนั้นออกจะง่ายๆ ซื่อๆ

18538_037

ขอบคุณที่รักกัน: หลงไปกับคอนเซปต์ (C)

การพยายามเล่าเรื่องของความรัก 3 เรื่องภายในหนังเรื่องเดียวโดยวิธีตัดสลับ รวมทั้งหามุมของความรักในแบบต่างๆ และไอเดียการผูกเรื่องแบบเก๋ๆ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของ "ขอบคุณที่รักกัน" แต่ท้ายที่สุด การพยายามยัดไอเดียและคอนเซปต์เก๋ๆ เหล่านั้นลงไปในหนังทั้งสามเรื่องกลับกลายเป็นจุดที่ฆ่าหนังที่มีกลิ่นไออบอุ่นเรื่องนี้ให้ดูไม่ราบรื่น รวบรัดตัดความ และห่างไกลจากความรู้สึก "รัก" ที่หนังพยายามจะบอก เรื่องราวของ "ขอบคุณที่รักกัน" อยู่บนชีวิตของสามครอบครัว ครอบครัวแรกเป็นพี่สาวที่ต้องดูแลน้องสาวที่เป็นออทิสติก จนได้มาพบกับอาจารย์ด้านดนตรีที่กำลังสร้างงานมาสเตอร์พีซพร้อมๆ กับหูที่กำลังหนวก ครอบครัวที่สองเป็นพ่อ ปู่ หลาน ที่อยู่แบบห่างเหินแม้จะประกอบอาชีพทำรองเท้าเหมือนกัน ก่อนจะพบวิกฤตโรงงานเจ๊งและชีวิตของครอบครัวก็มาอยู่บนปากเหว ส่วนครอบครัวที่สามเป็นพ่อแม่ลูกที่อยู่ชายแดนภาคใต้ ลูกชายนั้นรักและเทิดทูนพ่อที่เป็นทหารแต่ผู้เป็นแม่กลับหมองเศร้าและอยากกลับไปเมืองหลวงเสียให้ได้ และเรื่องราวทั้งหมดนี้คือภาวะของตัวละครต่างๆ ที่กำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับ "ความรัก"

payu

วันที่สหายพายุกลับบ้าน: บทมาแต่ไปไม่ถึง (B-)

"วันที่สหายพายุ" กลับบ้าน คือหนึ่งในบทละครที่ผู้เขียนตัดสินให้รางวัลบทละครยอดเยี่ยมจากการประกวดบทละครในโครงการ "รักชาติอย่างมนุษย์" เมื่อปีที่แล้ว เพราะเป็นบทละครที่มีความคิดชัดเจน น่าสนใจ รวมทั้งเทคนิคการเล่าเรื่องที่มีชั้นเชิง อย่างไรก็ดีเมื่อมันถูกนำมาทำเป็นโปรดักชั่นโดย Pastel Theatre แล้วนั้น ปัญหาสำคัญที่ผู้เขียนเคยนึกไว้เมื่อครั้งตัดสินก็เกิดขึ้นจริง คือแม้ว่าบทจะรุดหน้านำคนดูไปถึงไหนแล้ว แต่นักแสดงและการกำกับการแสดงที่ยังไม่เจนจัดจะกลายเป็นตัวขวางกั้นไม่ให้ละครไปถึงจุดที่มันควรจะเป็น เรื่องราวของ “วันที่สหายพายุกลับบ้าน” นั้นพาคนดูย้อนกลับไปในยุคหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคมและวันที่ “พายุ” ลูกชายของบ้านกลับออกมาจากป่าหลังจากไปอยู่กับพรรคคอมมิวนิสต์อยู่นาน และแม้ว่ารัฐบาลในสมัยนั้นจะประกาศไม่เอาผิดแก่ผกค. (ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์) แต่ความทุกข์ทรมานจากความสูญเสียและการถูกตามล่ากวาดล้างในอดีตยังคงตามมาหลอกหลอนพายุอยู่เหมือนเดิมโดยเขาเก็บซ่อนความลับในอดีตเกี่ยวกับ “สายฟ้า” พี่ชายของเขาเป็นเสนาธิการของผกค. และ “พ่อ” ที่เป็นทหารซึ่งขึ้นไปลาดตระเวนสู้รบกับผกค.

Pirates of the Caribbean 4

Pirate of the Caribbean: On Stranger Tides – ไม่มีอะไรใหม่ (B-)

การผจญภัยของแจ๊ค สแปโรว์ทำให้เราตื่นเต้นและสนุกกับเขามาถึงสามภาคก่อนหน้านี้ และเมื่อ At World's End จบลงพร้อมกับการสิ้นสุดบทบาทของวิลและแอลิซาเบ็ธ เราก็คิดว่าการผจญภัยที่เรา "ควรดู" น่าจะจบลงไปด้วยเพราะมันเหมือนมาถึงสุดทางของมันแล้ว แต่ทางผู้สร้างอย่าง Disney ท่าจะไม่ยอมให้ตัวละครที่ปลุกปั้นมาโด่งดังจะจบลงง่ายๆ จนกลายเป็นที่มาของ On Stranger Tides ที่เป็นการผจญภัยแบบเดี่ยวๆ ของแจ๊คต่อจากตอนจบของภาคที่แล้ว แต่น่าเสียดายว่าเมื่อความเข้มข้นของซีรี่ย์ Pirate of the Caribbean มันผ่านไปแล้ว ก็เลยกลายเป็นว่าภาคล่าสุดนี้ก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกอะไรมากไปกว่าเหล้าเก่าในขวดใหม่ ที่ไม่มีรสชาติอะไรน่าพิสมัยลิ้มลองเหมือนครั้งแรกที่ได้ชิมอีกแล้ว เรื่องราวของ Pirate of

drive-angry-034-e1296558573290

Drive Angry 3D – บ้าแบบคัลท์ (C)

ฉากเปิดตัวหนังด้วยรถที่ขับพุ่งออกมาจากนรกก่อนจะขับไล่ล่ารถอีกคันจนพลิกคว่ำ พระเอกเดินออกมาแบบเท่ห์ๆ แล้วชักปืนลูกซองยิงผู้ร้ายมือขาดกระเด็น เลือดสดๆ นองจอพร้อมกับแผลแหวะๆ จากนั้นคุณก็จะได้พบกับเรื่องราวของลัทธิซาตาน กับขับรถยิงกันแบบไร้เหตุไร้ผล และยมฑูตมาดเท่ห์ในสูทฮิวโก้บอส... คุณคงอยากจะอุทานว่า Drive Angry มันเป็นหนังอะไรของมันกัน(วะ) !!?? จะว่ากันง่ายๆ แล้ว Drive Angry น่าจะเป็นโปรเจคหนังแอ๊คชั่นเกรดบีที่พยายามจะเป็นหนัง 3มิติให้เข้ากระแส เรื่องราวของพ่อที่แหกนรกออกมาตามฆ่าเจ้าลัทธิซาตานที่สังหารลูกสาวตัวเองไปแล้วเตรียมบูชายัญทารกซึ่งหลานสาวของเขาจึงกลายเนื้อเรื่องที่บ้าๆ บอๆ เอาเหตุเอาผลกับมันไม่ได้เช่นนางเอกจู่ๆ ก็พร้อมตกกระไดพลอยโจนไปกับคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่แถมเรียกห่ากระสุนและคมดาบมากันเป็นว่าเล่น หรือไม่ก็ตำรวจรัฐที่แค่เห็นตรา FBI ก็ยอมเชื่อทุกอย่างแม้กระทั่งการสั่งให้จับตายแทนที่จะจับเป็นเพื่อแลกกับการเลื่อนตำแหน่งกับขึ้นเงินเดือน!! และถ้าเรามองพื้นฐานของการเป็นหนังเกรดบีประเภทคัลท์แล้วล่ะก็ แน่นอนว่า Drive Angry จัดเต็มกับฉากรุนแรงเลือดสาด

Powered by Free Wordpress Themes