All posts in Bite
Directed by Janaprakal: มิติใหม่ของ(การชม)การแสดง (B+)
ยามปรกติที่เราไปดูละครหรือการแสดงสักเรื่อง เราคงมักถูกบอกให้ทำการปิดอุปกรณ์สื่อสารและใช้สมาธิในการ “ชมการแสดง” และหากใครสักคนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาใช้ก็คงถูกประนามว่าผิดมารยาทอยู่มิใช่น้อย แต่ดูเหมือน Directed by Janaprakal หรือ “ชนประคัลภ์กำกับ” โดยพิเชษฐ กลั่นชื่นจะมาแหวกแนว เพราะเชิญชวนให้ผู้ชมเปิด Facebook ผ่านอุปกรณ์ของตัวเองแล้วโต้ตอบกับการแสดงแบบสดๆ ขึ้นจอด้านหลังเวทีแบบที่เรามักเห็นกันในรูปแบบ Social Media Wall ตามงานสัมนาเทคโนโลยีทุกวันนี้ แน่นอนว่าสำหรับบางคนที่ชื่นชอบเทคโนโลยียุคใหม่อยู่แล้วอาจจะไม่รู้สึกแปลกใหม่อะไร แต่สำหรับการแสดงสดแล้วนับว่าน่าสนใจพอสมควร และมันเชิญชวน ท้าทาย ให้เราได้คิดอะไรบางอย่างที่เราไม่เคยคิดกับการแสดงเรื่องก่อนๆ ตั้งแต่ก่อนเริ่มการแสดง เราจะได้เห็นจอภาพสองจออยู่ด้านหลังของเวที จอหนึ่งเป็นจอสำหรับการถ่ายทอดสด อีกจอหนึ่งเป็นหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่กำลังเปิด Facebook Page ของ Directed by Janaprakal อยู่ จากนั้นก็เริ่มมีคนเข้าไปพูดคุยโต้ตอบกันใน Wall ของ Page …
Captain America: The First Avenger – พลังของวีรบรุษ (B)
คงน่าคิดไม่น้อยว่าฮีโร่คนแรกๆ ของ Marvel อย่าง Captain America จะถูกนำมาสร้างตามหลังฮีโร่ขึ้นๆ ในรูปแบบไหน และจะหามุมใดที่แตกต่างคนๆ อื่นๆ ที่กรุยทางไปก่อนหน้านี้ในขณะที่ Captain America น่าจะเป็นฮีโร่ที่ "ไร้พลัง" ที่สุดเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ซึ่งบทสรุปที่ได้ก็คือ Captain America: The First Avenger กลายเป็นหนังแอ็คชั่นที่ตื่นตาตื่นใจพอประมาณ และพ่วงด้วยการผูกบทแบบฉลาดๆ ให้เราได้ฮึกเหิมกับความเป็น "วีรบรุษ" ของ Captain
The Return of Wanthong: เล่าใหม่ให้สวยงามและท้าทาย (B)
เรื่องเล่าของขุนช้างขุนแผนนั้นอาจจะเป็นสิ่งที่เราเคยได้ยินกันมานานตั้งแต่สมัยยังเด็กว่าด้วยสายสัมพันธ์ของเพื่อนในวัยเด็กก่อนต่อมาเป็นความรักและการต่อสู้อันเต็มไปด้วยจินตนาการของอิทธิฤทธิ์ เวทย์มนต์ แน่นอนว่าผู้ที่ชื่นชอบวรรณคดีไทยย่อมรู้จักวรรณคดีเรื่องนี้เป็นอย่างดี และในเรื่องราวอันยาวเหลือเกินของขุนช้างขุนแผนนั้น ก็มีหลายเหตุการณ์หรือหลายประเด็นที่ต้องตาและโดนใจคนบางคนอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเกี่้ยวพาราสีระหว่างพลายแก้วกับนางวันทอง การเสกอาคมกองทัพของขุนแผน ฯลฯ จนนำไปสู่การสร้างใหม่ในสื่อต่างๆ อย่างเช่นการ์ตูน ละคร และภาพยนตร์แต่คงมีน้อยคนที่จะเอะใจกับเรื่องราวเล็กๆ ในวรรณคดีเรื่องนี้อย่างที่ประดิษ ประสาททอง ศิลปินศิลปาธรสาขาศิลปะการแสดงคนแรกของประเทศไทยเลือกหยิบมานำเสนอ เพราะ The Return of Wanthong นำเรื่องราวในของจมื่นไวยวรนาถ (พลายงาม-พระไวย-ลูกชายของขุนแผน) ที่ต้องเผชิญหน้ากับปีศาจวันทอง กลับมาเล่าและตีความใหม่ในประเด็นที่เราอาจจะคาดไม่ถึงกันเลยทีเดียว เหตุการณ์ใน The Return of Wanthong เริ่มต้นที่พระไวยเดินทางมาถึงป่าแห่งหนึ่งและเริ่มนึกถึงความทรงจำเมื่อครั้งยังหนุ่ม
พุ่มพวง: น่าเสียดายแสงของดวงจันทร์ (B-)
การนำชีวิตของคนๆ หนึ่งมาเล่าให้อีกครั้งบนแผ่นฟิลม์อาจจะเป็นเรืื่องน่าเบื่อหากคนๆ นั้นไม่มี "เรื่อง" ที่น่าสนใจเพียงพอ แต่ในทางกลับกัน หากคนๆ นั้นมี "มิติ" ที่มากมายและลึกซึ้งมากพอๆ กับความเข้มข้นของชีวิตแล้วล่ะก็ ชีวิตของคนๆ นั้นก็น่าจะเป็นวัตถุดิบชั้นดีของการทำภาพยนตร์เรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้ "พุ่มพวง" ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากชีวิตจริงของ "พุ่มพวง ดวงจันทร์" ราชินีลูกทุ่งในความทรงจำของคนไทยยุคหนึ่งก็เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่มี "เรื่อง" ชั้นเยี่ยมอันเกิดจากตัวบุคคลคือพุ่มพวง ดวงจันทร์ ตลอดจนคนรอบข้างอย่างธีระพล แสนสุข (แฟนคนแรกของพุ่มพวง) และน่าจะกลายเป็นวัตถุดิบอย่างดีสำหรับการพัฒนาเป็นภาษาภาพยนตร์ได้ แต่น่าเสียดายว่า "พุ่มพวง" ในแบบฉบับของบัณฑิต ทองดีนั้น
Betrayal: รักทรยศ – หลุมเหมือนจะลึกแต่ล้วงตื้นไป (B-)
เวลาที่เราพูดกันถึง Harold Pinter ซึ่งเป็นนักเขียนบทละครชื่อดังของยุโรปที่ได้รับรางวัลโนเบลนั้น งานชิ้นที่หลายคนพอจะคุ้นๆ กันก็ย่อมมี Betrayal เข้าไปรวมในนั้นด้วย (นอกนั้นคือ The Birthday Party และ The Home Coming) ด้วยเหตุของความแยบยล วิธีการคิดและวิธีเล่าของบทละครที่น่าทึ่ง ซึ่งเหมาะแก่การศึกษาและชมในการแสดงจริงอยู่ไม่น้อย และก็คงเป็นโอกาสดีที่ Demo Classic Project ของโรงละครเล็กๆ แต่อบอุ่นอย่าง Democrazy Studio จะนำ Betrayal
Paul: ฮาแสบๆ แบบต่างดาว (B-)
เวลาพูดชื่อ Simon Pegg และ Nick Frost แล้ว เราอาจจะนึกถึงหนังแสบๆ อย่าง Shaun of the Dead และ Hot Fuzz ที่เรียกเสียงฮาแบบมีชั้นเชิงเก๋ๆ ภายใต้ฝีมือการกำกับของ Edgar Wright แต่เมื่อ Paul คืองานหนังที่ทั้งสองคนยังแสดงนำแต่ออกมาสู่การกำกับของคนอื่นอย่าง Greg Mottola (Superbad) การเสียดสีและมุกตลกแสบๆ ก็ยังคงสไตล์แบบเดิมในบทหนัง
The Lost Bladesman – กวนอูฉบับไร้เครา (C+)
กวนอู เป็นหนึ่งในตัวละครที่คนรู้จักมากที่สุดในสามก๊กพร้อมกับความเลื่องชื่อในคุณธรรมและความจงรักภักดีจนกลายเป็นความเชื่อและเทพเจ้าให้แสดงความเคารพนับถือมาจนปัจจุบัน แน่นอนว่าก็คงไม่แปลกถ้าจะมีการนำเรื่องราวของกวนอูมาทำเป็นหนัง พอๆ กับที่ก่อนหน้านี้เคยมีการนำเรื่องราวของจูล่งทำมาก่อนแล้ว (นำแสดงโดยหลิว เต๋อ หัว) แต่ดูเหมือนในรูปแบบตามนวนิยายสามก๊กจะไม่โดนใจ เฟลิกซ์ ซอง และ อลัน มัก (Infernal Affiairs) เสียสักเท่าไร เลยนำมาตีความใหม่ พร้อมกับปรับให้มีความเป็นดราม่ามากขึ้น น่าเสียดายที่การตีความใหม่นั้น แม้จะดูน่าสนใจ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เกิดมุมมองใหม่ที่มีพลังได้แต่อย่างใด เรื่องราวของ The Lost Bladesman (สามก๊ก เทพเจ้ากวนอู) จับความตอนที่กวนอูมาอยู่กับฝั่งโจโฉหลังจากที่ทัพเล่าปี่ถูกตีแตก แต่เมื่อทราบว่าเล่าปี่นั้นอยู่กับอ้วนเสี้ยว
Hedwig and the Angry Inch: การแสดงที่ยอดเยี่ยม (A-)
ถ้าใครเป็นคอหนัง อาจจะพอจำได้ว่าเมื่อสักประมาณ 10 ปีที่แล้วมีหนังนอกกระแสที่เราต้องพูดกันปากต่อปากว่า "ต้องไปหามาดูนะ" ซึ่งเรื่องนั้นคือ Hedwig and the Angry Inch ซึ่งเป็นเหมือนจุดที่ทำให้เราได้รู้จัก John Cameron Mitchell ก่อนที่จะได้เห็นงานดังๆ ของเขาตามมาอย่าง Shortbus และ Rabbit Hole สิ่งที่หลายๆ คนอาจจะไม่รู้หลังจากทึ่งกับบทและการแสดงของ Hedwig and the Angry Inch ฉบับภาพยนตร์คือก่อนหน้านี้มันเป็นละครเวทีแบบ
โขนชุดศึกมัยราพณ์: คุณค่าที่คนไทยคู่ควร(จะดู) (B+)
ผมเชื่อว่าเรารู้จักโขนกันตั้งแต่สมัยเด็ก พร้อมกับบทเรียนในหนังสือ รวมทั้งรายการทีวีเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยต่างๆ นานา แน่นอนว่าในลึกๆ แล้วเรารู้ดีว่านี่คือศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยที่มีคุณค่ามากมาย แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรกันที่เราคนไทยหันมามองเห็นโขนอีกทีก็กลายเป็นการแสดงประดับร้านอาหารหรือโรงแรมให้นักท่องเที่ยวฝรั่งมาดู ในขณะที่คนไทยส่วนใหญ่ไปบ้าเห่อของนอกกันหมดพร้อมกับตราหน้าโขนว่า "ดูยาก" "น่าเบื่อ" "เข้าไม่ถึง" และ "แก่" อันที่จริง เราคงไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่าการแสดงโขนนั้นเป็นศิลปะชั้นสูงที่ดูไม่ง่ายเสียทีเดียว แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะให้ความคิดนั้นมาเป็นอคติมาจนปฏิเสธการแสดงที่ถูกขนานว่าเป็น"สมบัติของชาติ" แต่อย่างใด เพราะในความเป็นจริงแล้ว การแสดงโขนที่ดีก็จะทำให้คนดูได้เห็นความงดงามจนประทับใจในการผสมผสานในศิลปะแขนงต่างๆ ของไทย ซึ่งโขนชุด "ศึกมัยราพณ์" โดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปินในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถนั้น ก็เป็นงานที่แสดงให้ผมชมที่ได้ดูแล้วว่า ศิลปะไทยนี้เลอค่าและงดงามเหนือคำพูดเชิงอคติที่คนไทยพูดกันไปเองมากแค่ไหน ศึกมัยราพณ์เป็นหนึ่งในตอนของรามเกียรติ์ที่ขึ้นชื่อว่าสนุกที่สุด ว่าด้วยเหตุการณ์ที่พระรามยกทัพมาถึงเชิงเขาแก้วมรกต ทศกัณฐ์จึงแจ้งให้มัยราพณ์ซึ่งเป็นเจ้าเมืองบาดาลรีบมาช่วยกำจัดตัดศึกเสีย มัยราพณ์รับบัญชาและหุงสรรพยาเพื่อใช้สะกดทัพพระราม
Flu-Fool: ขนลุกและหน้าชากับอนูของ “คนไทย” (B)
ถ้าหากเราดูบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ได้บอกกับเราตรงๆ แต่ใช้สัญลักษณ์นำไปสู่การตีความที่ทำให้เรา "รู้สึก" ได้ นั่นอาจจะเป็นหนึ่งในกระบวนการที่ศิลปะการแสดงสร้างพลังขับเคลื่อนความเป็นมนุษย์ของเราให้ตระหนักรู้อะไรบางอย่าง Flu-Fool จาก B-Floor ก็เป็นอีกงานหนึ่งที่ไม่ได้บอกกับเราแบบตรงๆ หรือใช้ภาษาที่ทำให้เราเข้าใจมัน "ง่ายเกินไป" ประเภทเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา แต่กลับลากผู้ชมให้ลงไป "รู้สึก" และ "ครุ่นคิด" กับสารที่ถูกกวนอยู่ในการแสดงอยู่เกือบสองชั่วโมง และก็เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่มันจะทำให้ "คน" ที่ไปดูการแสดงได้รู้สึกอึ้ง ทึ่ง และขนลุกใน "สาร" ที่ละครปล่อยออกมาให้เราได้สัมผัส การแสดง Flu-Fool จะว่าไปแล้วคืองานต่อเนื่องจากการจัดหนักใน Flo-o-less-sense ของคุณคาเงะ ธีระวัฒน์
The Tree of Life: โลก ชีวิต พระเจ้า (A-)
คงไม่ใช่เรื่อง่ายที่หนังสักเรื่องจะหยิบสิ่งที่สุดแสนจะเป็นนามธรรมขึ้นมาสร้างให้กลายเป็นหนังแถมทำในรูปแบบนามธรรมให้ออกมาดีได้ แต่ The Tree of Life ของ Terrence Malick (The Thin Red Line) ก็กล้าที่จะสร้างงานในระดับ Masterpiece ซึ่งถ่ายทอดปรัชญาความคิดออกมาได้ละเอียดลึกซึ้งด้วยการใช้ภาพและเสียงในหนังได้อย่างอัศจรรย์ น่าลุ่มหลงอย่างไม่น่าเชื่อ เรื่องราวของหนังมีแกนสำคัญอยู่ที่การเติบโตของเด็กชายคนหนึ่งท่ามกลางการเลี้ยงดูของพ่อแม่และพี่น้องร่วมครอบครัว ระหว่างการใช้ชีวิตของเขานั้นค่อยๆ เปลี่ยนภาวะไร้เดียงสาให้รู้จักโลกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในการเติบโตภายใต้การเลี้ยงดูที่เข้มงวดและเกรี้ยวกราดกดดันจากพ่อ (Brad Pitt) ก็ทำให้ความบริสุทธิ์ในใจที่เคยมีมาเมื่อครั้งแรกเกิดค่อยๆ เลือนหายไปจากจิตใจ เหลือไว้แต่ความหมองเศร้าและเก็บกดอยู่ลึกๆ ประสบการณ์และอดีตฝังใจต่างๆ กลายเป็นเมล็ดพันธุ์ให้เด็กชายเติบใหญ่ขึ้นกลายเป็นคนที่มองและสัมผัสโลกอย่างครุ่นคิด (ช่วงนี้แสดงโดย
SHAKARIKI: สิงห์นักปั่น (B-)
คงมีหนังไม่กี่เรื่องที่จะพูดถึงการปั่นจักรยาน และก็คงมีไม่กี่ประเทศที่จะทำหนังนั้นออกมาได้สนุก ลุ้น และกินใจได้เหมือนกับญี่ปุ่นตามแบบฉบับที่ถูกกลั่นกรองมาจากการ์ตูน (อีกแล้ว) SHAKARIKI สร้างจาการ์ตูนโดย Masahito Soda หรือในชื่อภาษาไทยว่า "สิงห์นักปั่น" เล่าเรื่องของโนโนมุระ เทรุนักเรียนม.ปลายผู้รักการปั่นจักรยานเป็นชีวิตจิตใจและได้เข้าชมรมปั่นจักรยานของโรงเรียนที่กำลังจะถูกปิดเพราะไร้ผลงาน แต่แม้ว่าเทรุผู้มีกำลังขาแข็งแรงมากแค่ไหนก็ไม่สามารถพาทีมที่อ่อนแอกลับมาชนะอินเตอร์ไฮได้และก็ต้องถูกปิดชมรมไปตามระเบียบ อย่างไรก็ตาม ความทะเยอะทะยานและมุ่งมั่นที่จะเอาชนะ ยูตะ นักปั่นอัจฉริยะที่ถูกหมายตาเป็นคู่แข่งทำให้เทรุและเพื่อนฮึดกลับมาหวังแก้แค้นใหม่ในการแข่งขันระดับประชาชน แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะอีกฝั่งก็เป็นถึงแชมป์ที่ไร้พ่าย สิงห์นักปั่นเวอร์ชั่นคนแสดงนี้มีการตัดทอนและปรับเรื่องบางส่วนให้สรุปจบภายในราวๆ สองชั่วโมง แต่อย่างไรก็ตามมันก็มากับหนึ่งในสูตรสำเร็จของหนังญี่ปุ่นที่ครองใจคนอยู่บ่อยๆ นั่นคือตัวละครเอกที่มีความมุ่งมั่นแต่ยังขาดการฝึกฝน แน่นอนว่าแม้เทรุจะมีกำลังขาที่มหัศจรรย์แต่การเป็นมือใหม่กับการขี่จักรยานแบบแข่งขันนั้นทำให้เขากลายเป็นพวกอ่อนหัดไปในพริบตา แต่นั่นก็ไม่ทำให้เขาย่อท้อ ในขณะที่เพื่อนๆ ทุกคนใช้ชีวิตแบบซังกะตายและเหม่อลอยด้วยไม่รู้จะทำอะไรหลังจากถูกยุบชมรม เทรุซึ่งเป็นมือใหม่กลับปั่นจักรยานแล้วพูดว่า "ต่อให้ไม่มีชมรม เขาก็ยังซ้อมปั่นจักรยานได้" ซึ่งนั่นเป็นหมัดฮุคที่ทำให้ทุกคนกลับมารู้ว่าสิ่งที่ตัวเองรักนั้นคืออะไรและพยายามก้าวข้ามความล้มเหลวเพื่อยืดอกออกมาพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น อีกประเด็นหนึ่งที่หนังสื่อออกมาคือต่อให้เก่งแค่ไหนเพียงไร
A King’s Journey – ละครเงาไอเดียบรรเจิด (B)
การเล่นละครเงานั้นอาจจะไม่ใช่อะไรใหม่เท่าไรเพราะหลายๆ คนก็อาจจะมีภาพจำว่ามันคือหนังตะลุงหรือหนังใหญ่เมืองไทยที่มีตัวหุ่นให้สะท้อนกับแสงไฟ แต่ก็มีหลายๆ ครั้งที่ศิลปินละครหุ่นเงาจะสามารถหาไอเดียใหม่ๆ ในการสร้างความ "ตื่นตาตื่นใจ" ผสมกับ "ประหลาดใจ" ให้กับผู้ชมในการดูเงาที่เกิดขึ้นผ้าสีขาวหน้าเวที A King's Journey โดยคณะ Theatre Handgemenge จากเยอรมันก็เป็นอีกคณะหนึ่งที่สร้างความอึ้ง และ ทึ่งให้กับผู้ชมที่แออัดกันเข้าไปชมในหอประชุมสถาบันเกอเธ่ด้วยไอเดียการเชิดหุ่นเงาที่เต็มไปด้วยรายละเอียดและไอเดียเก๋ไก๋ พร้อมกับอารมณ์ขันจนคนดูพร้อมใจกันปรบมือดังสนั่นหลังจบการแสดง เรื่องราวของ A King's Journey นั้นเป็นการผจญภัยของกษัตริย์ในดินแดนแห่งหนึ่งและหญิงสาวผู้ช่วยที่มีเหตุให้ต้องตกไปยังอีกซีกโลกหนึ่ง และจำเป็นต้องพยายามหาทางกลับมายังปราสาทเดิมให้ได้ แต่การเดินทางของพวกเขาไม่ง่ายอย่างที่คิดเพราะต้องจับผลัดจับผลูไปยังดินแดนแปลกๆ อย่างไม่คาดฝันก่อนที่ทั้งคู่จะเริ่มเรียนรู้อะไรบางอย่างจากการเดินทางที่แสนยาวนาน เนื้อเรื่องของละครนั้นไม่มีอะไรมาก ง่ายต่อความเข้าใจแถมออกไปทางตลกขบขันปนสนุกสนานจากมุกตลกและการพากษ์เสียงอย่างถึงพริกถึงขิงของนักแสดงหลักสองคนที่ต้องเชิดหุ่นกว่า 60 ตัว
Loss Time Life: ชีวิตทดเวลาเจ็บ (B)
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณรู้ตัวว่าตายไปแล้ว แต่คุณได้ช่วง "ทดเวลาบาดเจ็บ" เพิ่มขึ้นมาอีกนิด คุณจะทำอะไรในทดเวลานั้น? Loss Time Life ซีรี่ย์ญี่ปุ่นว่าด้วยไอเดียการใช้ชีวิตในห้วงสุดท้ายมานำเสนอมุมมองของมนุษย์ การค้นหาความหมายของการมีชีวิต และคุณค่าที่แท้จริงในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ถูกเพิ่มขึ้นในนาทีสุดท้าย เหล่าตัวละครในแต่ละตอนจะต้องพบกับความตายแต่ถูกให้เวลาเพิ่มขึ้นอีกสักพักหนึ่งเพื่อให้พวกเขาได้ทำ "ภารกิจที่ยังค้างคา" ให้เสร็จสิ้นก่อนที่เวลาจะหมดลงจริงๆ คอนเซปต์ของ Loss Time Life มองว่าชีวิตมนุษย์เราก็เหมือนกับเกมฟุตบอล ที่ระหว่างเกมก็การบาดเจ็บ หรือช่วงเวลาที่ไม่ได้ "อยู่ในเกม" และผู้เล่นจะมีโอกาสได้ใช้หลังจากช่วงเวลา 90 นาทีหมดลง และแท้จริงแล้ว ช่วงเวลาที่น้อยเมื่อเทียบกับตลอดทั้งเกมชีวิตที่ผ่านไปนั้นกลับกลายเป็นช่วงเวลาที่มีค่ามากมายมหาศาลเสียเหลือเกิน ตัวละครนั้นนำไอเดียนี้มาทำให้ทั้งซึ้ง อิน และตลกขบขันไปพร้อมๆ
Unubore Deka: ความรักเพี้ยนๆ กับอาชาญกรรม (B-)
พล็อตง่ายๆ จากการ์ตูน (อีกแล้ว) ว่าด้วยตำรวจหนุ่มที่มักหลงรักกับหญิงสาวอย่างรวดเร็วไม่น่าเชื่อแต่จบท้ายที่ทุกคนมักเป็นอาชญากรไปเสียทุกที ก็กลายเป็นซีรี่ย์ละครตลกสืบสวนที่มีแนวทางฮาๆ เพี้ยนๆ แต่ก็แฝงด้วยความคิดคมกริบไว้อย่างไม่น่าเชื่อ ฉายา อุนุโบเระ (แปลว่าอวดดี หลงตัวเอง) เป็นชื่อที่ทุกคนเรียกขานตำรวจหนุ่มผู้เชื่อมั่นในความรักอันเปี่ยมล้นแม้จะพลาดหวังมานักต่อนัก ด้วยวิถีความรักอันสุดเพี้ยนของเขาทำให้เขามักตกหลุมรักกับผู้หญิงแบบผิดที่ผิดเวลาอย่างน่าประหลาด (ก็เล่นไปหลงรักตอนไปทำคดีเอาเสียทุกที) และที่สำคัญคือ "ผิดคน" จนกลายเป็นว่าทุกคนที่เขารู้สึกดีด้วยนั้นจะมาพร้อมกับประวัติอาชญกรรมไปซะอย่างนั้น สุดท้ายทุกๆ ครั้งเขาจึงต้องไขคดีอาชญกรรมและต้องจับกุมคนที่ตกหลุกรักอยู่ร่ำไป การดำเนินเรื่องของ Unubore Deka จึงเป็นการดำเนินเรื่องสืบสวนประเภทจบในตอน เปิดเรื่องด้วยคดีต่างๆ (มักเป็นฆาตกรรม) ตัวละครอุนุโบเระไปเจอกับผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นหญิงสาวสวยจนตกหลุมรัก ก่อนจะไขปริศนาออกด้วยสัญชาติญาณตำรวจ และหยิบยื่นทางเลือกให้กับคนร้ายในตอนจบว่า "จะแต่งงานกับผม หรือจะถูกจับกุม"

















Recent Comments