All posts in Film Bite

arts-winters-bone-584

Winter’s Bone: หนาวยะเยือก ลุ้นระทึก (B+)

เมื่อพูดถึงหนังนอกกระแสแล้ว หลายคนก็มักจะติดภาพว่าเป็นหนังเซอร์ๆ ฟุ้งๆ จนจับอะไรกันไม่ค่อยจะได้ หรือไม่ก็หนังทุนต่ำประเภทอินดี้จ๋าตามใจผู้กำกับ แต่ Winter’s Bone นั้นกลับกลายเป็นหนังนอกกระแสที่ทำออกมาได้ดีเยี่ยมชนิดที่เข้าใกล้เคียงกับหนังในกระแสที่เต็มไปด้วยคุณภาพจากเนื้อเรื่อง บรรยากาศ และการแสดงอันยอดเยี่ยม Ree เป็นหญิงสาวอายุ 17 ปีที่ต้องดูแลน้องชายและน้องสาวพร้อมทั้งแม่ซึ่งป่วยจนช่วยตัวเองไม่ได้ ชีวิตประจำวันของเธอจึงอยู่กับการพยายามหาทางเลี้ยงดูทุกคนในบ้านซึ่งตั้งอยู่บนป่าในหุบเขาที่ห่างไกลจากเมืองและ “ความเจริญ” แต่ทุกอย่างก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปเมื่อวันหนึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งว่าพ่อของเธอไม่ยอมไปปรากฏตัวที่ศาลพร้อมทั้งนำบ้านและทรัพย์สินทั้งหมดไปประกันเงินกู้ของตัวเอง แน่นอนว่านั่นทำให้ Ree มีเวลาอีกไม่มากนักที่จะต้องหาตัวพ่อของเธอให้เจอก่อนที่จะต้องสูญเสียบ้านและทำให้ครอบครัวของเธอไม่มีที่อยู่ ตัวปมปัญหาของตัวละครนั้นอาจจะดูไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่อะไรนัก แต่หนังก็สามารถใช้บทและบรรยากาศเพิ่มน้ำหนักให้มันจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่แสนหนักอึ้งของ Ree จนเธอต้องออกไปค้นหาและพบปะทั้งเพื่อนบ้าน ญาติ รวมทั้งคนในชุมชนซึ่งดูไม่เป็นมิตรกับสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่เสียเลย แต่แม้ว่าความลับเกี่ยวกับการหายตัวไปของพ่อเธอนั้นจะนำเธอไปสู่การต่อสู้ที่หนักหนาสากันเพียงใด เธอก็ต้องสู้กับมันให้ได้ สิ่งที่หนังนอกกระแสเรื่องนี้ซึ่งดัดแปลงมาจากนวนิยายชื่อเดียวกันทำได้อย่างดีเยี่ยมนั้นมีหลายอย่าง อย่างแรกคือบทที่เล่าเรื่องอย่างแยบคาย ที่แม้อาจจะค่อนข้างเงียบและนิ่งอยู่บ้างพอสมควร แต่มันก็โฟกัสอยู่บนประเด็นสำคัญ รวมทั้งให้น้ำหนักของตัวละครและแอ็คชั่นต่างๆ อย่างลงตัว จังหวะที่เรื่องดำเนินไปนั้นเต็มไปด้วยบรรยากาศที่หนักอึ้งของการลุ้นระทึก และความกดดันที่มาจากสถานการณ์ ในขณะเดียวกัน บรรยากาศและฉากหลังของเรื่องมีส่วนมากในการทำให้ Winter’s …

Continue Reading...
Battle-Los-Angeles-01

Battle: Los Angeles – สอบผ่านสงคราม สอบตก Sci-Fi (C+)

คงจะน่าสนใจไม่น้อยถ้าจะเอาหนังสงครามแลกชีวิตของนาวิกโยธินแบบ Black Hawk Down มาผสมร่วมกับหนังสงครามต่างดาวแบบ Independent Day ซึ่งก็ไม่รู้ว่า Battle: Los Angeles ต้องการให้มันออกมาเป็นแบบนั้นหรือเปล่าเพราะหนังก็พยายามมีทั้งชีวิตทหารกลางสงครามและต้องสู้กับเอเลี่ยนไปพลาง แต่ไปๆ มาๆ มันทำให้หนัง Sci-Fi สงครามกับเอเลี่ยนเรื่องนี้แป๊กไม่เป็นท่าในตอนจบเพราะคอนเซ๊ปต์ที่ดูจะเยอะและทำให้ตูมตามจนเละเทะไปเสียอย่างนั้น อุกาบาตจำนวนมากตกลงมายังโลก (อย่าถามที่มาที่ไป เพราะหนังก็ไม่ได้อธิบายอะไรไว้ให้คุณรู้หรอก) จากนั้นก็มีสิ่งมีชีวิตจักรกลออกมาฆ่ามนุษย์เพื่อยึดครองโลก (ส่วนจะยึดเพื่อเอาอะไรนั้น หนังก็สรุปเหตุผลแบบกำปั้นทุบดินให้เราชนิดรู้ๆ ไปทีไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องหรอก) พระเอกจ่าครูฝึกของเราที่กำลังขอปลดประจำการเลยต้องกลับมาเข้าสู่สงครามแบบไม่ค่อยเต็มใจพร้อมกับหน่วยรบที่ไม่ค่อยเชื่อมั่นในตัวเขาเสียเท่าไรอันเนื่องมาจากอดีตในสนามรบของเขา แน่นอนว่าคุณๆ ก็คงเดาได้อยู่แล้วว่าเริ่มต้นเราจะเจอตัวละครมากมายร่วมสิบกว่าคน (และมีสมทบกลางทางอีก) โดยต้องบุกฝ่าเข้าไปทำภารกิจในเมืองที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นสนามรบ ซึ่งเราก็คงไม่คิดอยู่แล้วว่าทุกคนจะรอดชีวิตหมด Battle:

15478_6413

Sacrifice ~ Zhao’s Orphan: เหมือนจะลึกแต่ดันตื้น (B-)

หนังของเฉินก่ายเค่อในยุคหลังๆ นับตั้งแต่ The Promise มานั้น มักพ่วงมาด้วยคำครหาว่าเขาพยายามจะไปในแนวทางเดียวกับที่จางอี้โหมวทำไว้ อันจะเห็นได้ตั้งแต่ดีไซน์ เนื้อเรื่อง และวิธีการนำเสนอ จึงอดไม่ได้ที่ Sacrifice อันเป็นผลงานล่าสุดของเขาที่ดันเป็นหนังจีนยุคพีเรียดจะถูกเอาไปพูดถึงอีก โชคดีที่ Sacrifice เหมือนเป็นการหาทางที่ไม่ทับซ้อนกับของคนอื่นแถมเป็นงานในแบบฉบับอันเป็นเอกลักษณ์เฉินก่ายเค่อจนไม่ค่อยมีครหาว่าทำเพื่อไปเทียบสู้กับใคร แต่มันก็โชคร้ายพอๆ กันที่เอกลักษณ์ของเขาดันไม่สามารถเปรี้ยงปร้างหรืออึ้งทึ่งได้ดั่งสมัย Farewell to my concubine เรื่องราวโศกนาฏกรรมบนความอาฆาตแค้นเริ่มด้วยยุคสมัยจีนโบราณที่ปกครองโดยฮ่องเต้ แม่ทัพจ้าวเป็นแม่ทัพหนุ่มที่เพียบพร้อมและได้แต่งงานกับน้องสาวของฮ่องเต้ คงแต่แม่ทัพต้วนที่เฝ้ามองด้วยความริษยาและอาฆาตจากการดูถูกดูแคลนโดยผู้อื่น แม่ทัพต้วนจึงดำเนินการวางแผนปลงพระชนม์ฮ่องเต้แล้วใส่ความให้สกุลจ้าวจนต้องโดนฆ่าล้างตระกูล บังเอิญที่พ่อหมอเฉิงซึ่งกำลังดูแลครรถ์ของท่านหญิงจ้าวอยู่ในเหตุการณ์และสามารถลักลอบนำทารกแรกเกิดออกมาได้โดยแลกด้วยความตายของผู้เป็นแม่ ความโกลาหลเกิดขึ้นเมื่อแม่ทัพต้วนจับได้ว่ามีการลักลอบนำเชื้อสายสกุลจ้าวออกไปได้ จึงสั่งให้จับทารกแรกเกิดนับร้อยมารวมกันและเตรียมประหารทั้งหมดหากไม่มีใครนำทารกสกุลจ้าวออกมามอบ ฝ่ายครอบครัวหมอเฉิงก็เกิดเหตุสับเปลี่ยนทารกจนบุตรแรกเกิดของตัวเองโดยภรรยาและทารกจ้าวไปอยู่ภายใต้การอารักขาของแม่ทัพอีกคน แต่ด้วยว่าถูกจับได้และแรงกดดันจากแม่ทัพต้วน ทำให้หมอเฉิงต้องบอกความจริงเพื่อไม่ให้ทารกอีกนับร้อยต้องสังเวยชีวิต

L_illusionniste(081010223752)L_illusionista_3

L’Illusionniste: มายากลชีวิต (A-)

เรามักเห็นคนนำ Animation มาใช้ในการบอกเล่าเรื่องราวผ่านตัวละครที่ดูสดใสแฟนตาซีและให้เราสนุกไปกับจิตนาการ แต่ L'Illusioniste (The Illusionist) ก้าวไปไกลกว่าด้วยการเอาจินตนาการผสมกับความดราม่าที่หนักอึ้งและลึกซึ้งจนเรียกน้ำตาของผู้ชมได้ไม่ยาก จนราวกับว่าภาพวาดเหล่านั้นมีชีวิตไม่ต่างจากมนุษย์ปรกติเลยแม้แต่น้อย เรื่องราวย่อๆ ของ The Illusionist เริ่มเมื่อนักมายากล (The Illusionist) วัยชราซึ่งเริ่มไม่เป็นที่นิยมของผู้คนจนต้องเดินทางไปแสดงตามที่ต่างๆ วนเวียนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้ไปแสดงถึงที่สก๊อตแลนด์และได้เจอกับเด็กสาวคนหนึ่งซึ่งรู้สึกทึ่งกับความสามารถในการเสกสิ่งของต่างๆ ของเขาจนเธอเลือกจะออกเดินทางตามเขากลับมายังฝรั่งเศส การผจญภัยหลังจากนั้นก็ค่อยๆ เข้มข้นขึ้นเมื่อ The Illusionist คอยหาของขวัญต่างๆ มาให้กับเด็กสาวที่นึกว่าทั้งหมดเป็นเวทย์มนต์โดยหารู้ไม่ว่า The Illusionist ต้องออกไปทำงานหาเงินด้วยวิธีต่างๆ

source_code_movie_2011

Source Code: ไอเดียล้ำ แต่ทำให้ง่าย (B+)

เราเคยไปอึ้งงงและทึ่งไปพร้อมๆ กันกับ Inception ที่ว่าด้วยโลกห้าโลกที่ซ้อนทับกันไปมาแล้ว Source Code ก็จะพาเราไปเจอสถานการณ์ที่คล้ายๆ กันของโลกสองโลกที่คู่ขนานกันนั่นแหละ มันอาจจะไม่เฉียบขาดและลึกล้ำเท่า แต่มันก็เข้าใจง่ายกับไอเดียเด็ดๆ ของ Sci-Fi Thriller เรื่องนี้ พร้อมกับความสนุกแบบลุ้นระทึกกันเลยทีเดียว เรื่องราวของ Source Code นั้นเริ่มเมื่อกัปตันโคลเตอร์ สตีเว่นตื่นขึ้นมาในรถไฟแห่งหนึ่งซึ่งในไม่ช้าก็ถูกระเบิดจนมีผู้เสียชีวิตมากมาย และเมื่อเกิดเหตุระเบิดขึ้นเขาก็ถูกดึงกลับไปในแคปซูลและพบว่าตัวเองอยู่ในโปรเจค "Source Code" ที่ทำให้เขาสามารถเข้าไปใช้ความทรงจำและประสบการณ์ร่วมกับหนึ่งในผู้โดยสารที่อยู่บนรถไฟดังกล่าวได้เป็นเวลา 8 นาทีก่อนเสียชีวิต ภารกิจสำคัญของเขาคือการค้นหาให้ได้ว่าใครคือผู้ก่อการร้ายเพื่อที่ตำรวจจะสามารถเข้าจับกุมได้ก่อนจะเกิดเหตุวินาศกรรมครั้งต่อไป ฟังๆ ดูก็เหมือนหนังสืบสวนสอบสวนทั่วไปที่ใช้กลไกของเทคโนโลยีเข้ามาสืบสวนโดยมีเงื่อนไขแปลกๆ เข้ามานั่นคือ

confessions-movie-review-1

Confession: กลัว อาฆาต งดงาม (A)

คงไม่ใช่เรื่องง่ายถ้าจะทำหนังเขย่าขวัญให้ดูน่าทึ่งจนตกตะลึงแทนที่จะเป็นสะดุ้งตกใจตามสูตรหนังตลาด และนั่นก็น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ Confession กลายเป็นหนังที่กวาดรางวัลตุ๊กตาทองของวงการหนังญี่ปุ่นแบบไร้ข้อกังขา พร้อมกับการถูกเสนอเข้าชิงภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมในเวทีออสการ์​ (แต่ก็ไม่ได้เข้าชิงหรอกนะ) เรื่องราวของความน่าสะพรึงกลัวเริ่มขึ้นในห้องเรียนมัธยมแห่งหนึ่งซึ่งมีครูโยโกะ โมริกูจิเป็นครูประจำชั้นซึ่งกำลังจะหมดวาระและลาออก ก่อนที่ชั่วโมงสุดท้ายของเธอจะหมดลง เธอเล่าเรื่องชีวิตของเธอที่ได้สูญเสียลูกสาวอันเป็นที่รักไป เริ่มแรกมันเหมือนจะเป็นอุบัติเหตุ แต่แท้จริงเธอได้เริ่มปะติปะต่อเรื่องจนพบว่ามันเป็นการฆาตกรรม และผู้ที่ทำนั้นคือนักเรียนสองคนในห้องของเธอนั่นแหละ แต่เพราะกฏหมายคุ้มครองเยาวชนทำให้เธอรู่้ดีกว่าคนที่ทำผิดจะไม่ถูกลงโทษ เธอจึงขอลงโทษด้วยวิธีการของเธอเอง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ที่ตามมาในอีก 1 ปีของห้องเรียนดังกล่าวที่เต็มไปด้วยความสลับซับซ้อนพร้อมๆ ความหลอนจนน่าสะพรึงกลัวไปพร้อมๆ กัน ความเด็ดขาดอันสุดยอดของหนังคือบทภาพยนตร์ที่แบ่งเป็นช่วงเป็นตอนตาม "คำสารภาพ" ของตัวละครแต่ละคนเพื่อเล่าเรื่องและรายละเอียดต่างๆ ที่ทับซ้อนกันบนเหตุการณ์เดียวกัน ให้ค่อยๆ คลี่คลายออกมารวมทั้งเดินเรื่องไปข้างหน้า นั่นทำให้ความจริงที่เรารู้ตอนเริ่มต้น (ซึ่งก็น่าตกใจแล้ว) สามารถกลับกลายเป็นเรื่องที่น่าตกใจยิ่งกว่าในภายหลังเมื่อถูกเล่าจากคนอีกคนหนึ่ง และนั่นทำให้จังหวะการเดินเรื่องของ

king05

ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช: ภาค3 ยุทธนาวี ~ สมจริงจนไม่จริง (C+)

ความยิ่งใหญ่ เยอะด้วยรายละเอียด และพยายามเก็บเรื่องราวให้ครบถ้วนอาจจะไม่ใช่ทางออกที่ดีเสมอไปสำหรับการสร้างภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง เพราะแม้ว่าจะมีงบประมาณมากมายในการสร้างฉากต่างๆ มากมาย แต่หากมันไม่สามารถเรียงร้อยให้กลายเป็น "หนัง" ได้แล้ว มันก็ไม่สามารถสร้าง "คุณค่า" ได้ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 3 ยุทธนาวีก็คงจะเข้าข่ายกับความคิดด้านบนนั่นแหละ เพราะนอกจากความยิ่งใหญ่และเยอะของรายละเอียดแล้ว ตัวหนังเองก็ยังควานหา "เรืื่อง" ที่สร้างตัวเองให้กลายเป็น "หนัง" ไม่เจอตั้งแต่ต้นจนจบแม้ว่าจะมีความยาวมากถึงเกือบสามชั่วโมงก็ตาม เรื่องราวในภาค 3 ของตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนี้เป็นช่วงต่อจากการประกาศอิสรภาพที่เกิดขึ้นในภาค 2 ซึ่งทำให้ฝั่งหงสาวดีไม่พอใจและหมายส่งทัพเข้ามาตีอโยธยา ขณะเดียวกันเมืองละแวกเองก็ส่งสายชาวจีนเข้ามาเป็นขุนนางในกรุงอโยธยาเพื่อสืบความคืบหน้าของเมือง เมื่อพระนเรศจับได้จึงหนีทางน้ำด้วยสำเภาจีนกลับเมืองละแวก อันเป็นที่มาของฉากยุทธนาวีอันเป็นชื่อเรื่องในภาคนี้ และตามมาด้วยการรับศึกทัพย่อยของหงสาวดีที่ยกมาบุกกรุงโดยทัพของพระนเรศต้องใช้กลยุทธ์ทัพน้อยรบกับทัพใหญ่เพื่อเอาชนะให้ได้ เรื่องราวของตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชภาคนี้นั้นอาจจะเป็นช่วงที่มีน้ำหนักของ

film review in a better world--1901886682_v2.grid-6x2

In a better world: โลกที่(ควรจะ)เป็น (A)

อะไรคือทางออกของโลกนี้ที่กำลังหันหน้าเข้าประหัตประหารกัน? คนเราสู้รบ ทะเลาะและทำร้ายกันเพื่ออะไร? หนึ่งในคำตอบที่ดีที่สุดและทรงพลังที่สุดซึ่ง In a better world พูดออกมาคือเราห้ำหั่นกันเพียงเพื่อจะทำให้คนอื่นกลัวก่อนตัวเอง และสุดท้ายเราก็กลายเป็นไอ้หน้าโง่คนหนึ่งที่วนเวียนอยู่ในความรุนแรงไม่จบสิ้นก่อนจะต้องรับกรรมของมันตัวเองในที่สุด หนังภาพสะท้อนความรุนแรงของ "โลก" จากฝีมือของ Susanne Bier นี้เล่าเรื่องผ่านเหตุการณ์สองสถานที่ คือแอฟริกาที่ "แอนธอน" แพทย์ชาวเดนมาร์กมาเป็นหมออาสาแล้วต้องพบกับความรุนแรงไร้เมตตาของคนที่มองผู้อื่นเป็นของเล่น กับเรื่องราวของ "เอเลียส" ลูกชายของเขาที่ได้พบกับเพื่อนใหม่ "คริสเตียน" ซึ่งย้ายมาอยู่และเริ่มใช้ความรุนแรงเพื่อปกป้องตัวเอง เมื่อเวลาผ่านไป ความสนิทสนมของเอเลียสและคริสเตียนทำให้พวกเขาเริ่มมองหาวิธีตอบโต้คนที่ข่มเหงคนอื่น เช่นเดียวกับแอนธอนที่ได้ปะทะซึ่งๆ หน้ากับตัวการของความตายที่ไร้ปราณี ซึ่งตัวละครทั้งหมดนั้นก็เริ่มที่จะได้เรียนรู้และจัดการ "ความรุนแรง"

sucker-punch-cast-570x427

Sucker Punch: จินตนาการพิฆาตความจริง (B-)

โลกจินตนาการอันทับซ้อนไปมาของคนเรานั้นก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจและชักชวนให้เราอยากรู้อยากเห็นกันในโลกภาพยนตร์อยู่แล้ว (ดูตัวอย่างแบบฝันซ้อนฝันอย่าง Inception หรือเซอร์แตกกับ Eternal Sunshine of the spotless mind สิ) ซึ่งแน่นอนว่าเราคงอยากจะรู้ว่า Zach Snyder จาก 300 และ Watchmen จะถ่ายทอดอะไรออกมา ซึ่ง Sucker Punch ของเขาก็จัดหนักทั้งพล็อตการเล่าเรื่องซ้อนกลับไปกลับมาให้งงเล่น พร้อมแอ็คชั่นบู๊ล้างผลาญเท่ห์ๆ แบบการ์ตูนเหนือจริงพ่วงด้วย CG เวอร์ๆ และดนตรีแบบเจ๋งโคตรกันตลอดเรื่อง เสียแต่ว่าทั้งหมดกล่าวมามันไม่ได้ทำให้หนังสื่อ

1124-Film-Review-Tangled_full_600

Tangled: ทันสมัยแบบคลาสสิค (B+)

ถ้าไม่นับ Pixar แล้วล่ะก็ Animation ที่สร้างโดย Disney ส่วนใหญ่ในยุคหลังๆ นั้นมักไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จทั้งในแง่รายได้และเสียงวิจารณ์ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะการเข้ามาของ CG และทีมงาน Disney เองก็ยังควานหาเอกลักษณ์ของตัวเองไม่เจอ ผิดกับคู่แข่งอย่าง Dreamwork หรือลูกหม้ออย่าง Pixar Tangled อาจจะเป็น Animation ล่าสุดของ Disney ที่ลงตัวที่สุดเรื่องหนึ่งนับตั้งแต่ยุคที่ Animation เข้าสู่โลกของ CG 3 มิติ เพราะมันมีจุดเด่นทั้งงาน

The-Suckseed-1195-Low

Suck Seed: ห่วยขั้นเทพ…จริงๆ (D+)

เขาว่าการเล่นดนตรีให้ประสบความสำเร็จนั้น ส่วนหนึ่งคือการหาแนวทางที่ชัดเจน รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และสไตล์ไหน มากกว่าจะพยายามเอาใจผู้ชมจนสุดท้ายลืมตัวตนของศิลปินไป ซึ่งนั่นทำให้เพลงที่เล่นออกมาก็ไม่มีอะไรโดดเด่นไปกว่าเพลงอื่นๆ Suck Seed: ห่วยขั้่นเทพ หนังเรื่องล่าสุดจาก GTH ฝีมือการกำกับของชยนพ บุญประกอบ ก็อาจจะเข้าทำนองเดียวกับความคิดข้างต้น เพียงแต่เป็นในทางที่กลับกัน เพราะหนังพยายามจะเป็นทุกอย่าง แต่สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้ดีสักอย่าง และจบด้วยความผักชีโรยหน้าที่ใช้วัยรุ่นหน้าใสและมุกตลกเฝื่อนๆ ยัดมาเป็นข้ออ้างเพื่อหนังครบเวลา เรื่องราวของ Suck Seed ห่วยขั้นเทพ นั้นเริ่มจากวัยเด็กของเป็ดและคุ้ง สองเพื่อนรักตั้งแต่ชัั้นประถม กับเพื่อนต่างเพศที่น่ารักอย่างเอิญ โดยเป็ดนั้นมีใจที่แอบมอบให้กับเอิญแต่ไม่ได้ความกล้าที่จะบอกออกไป จนเวลาพาให้เอิญจากไปต่างเมืองก่อนจะพากลับมาพบกันอีกทีเมื่อถึงมัธยมปลาย ซึ่งแน่นอนว่าความน่ารักที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วยจนสองหนุ่มของเราหลงรัก จุดเริ่มต้นของความวุ่นวายทั้งหมดเริ่มเมื่อคุ้งตั้งมั่นจะเป็นนักดนตรีเพื่อจะพิชิตใจสาวอย่างเอิญให้ได้ จนได้เพื่อนร่วมวงอย่างเอ๊กซ์มาตีกลอง

Norwegian_Wood(050910224939)Norwegian_wood_5

Norwegian Wood: รักล่มสลาย (B)

งานของฮารูกิ มูราคามิ เป็นหนึ่งในงานนวนิยายที่ได้รับการยอมรับในวงวรรณกรรมระดับโลกในเรื่องความสามารถที่จะถ่ายทอดแก่นความรู้สึกและจิตวิญญาณของมนุษย์ผ่านเรื่องราวและตัวละครต่างๆ ซึ่ง Norwegian Wood ก็เป็นหนึ่งในนิยายเรื่องดังที่ขึ้นชื่อที่สุดเรื่องหนึ่งของเขา และเมื่อ Anh Hung Tan หยิบงานนวนิยายเล่มนี้ขึ้นมาถ่ายทอดความล่มสลายด้านจิตวิญญาณของความรักที่อยู่ในตัวละครแต่ละตัว เขาเลือกจะใช้ภาษาหนังถ่ายทอดความรู้สึกให้มากไปยิ่งกว่าภาษาวรรณกรรมที่ตีพิมพ์อยู่ ซึ่งผลที่ได้รับนั้นคือ Norwegian Wood ฉบับที่สวยงามด้วยโปรดักชั่นที่เต็มไปด้วยบรรยากาศ ความรู้สึก และจิตวิญญาณ แต่ก็พ่วงด้วยช่องโหว่ด้านการเล่าเรื่องและรายละเอียดในตัวละคร เรื่องราวในฉบับหนังของ Norwegian Wood นั้นเดินเรื่องโดยโฟกัสไปที่ชีวิตในช่วงหนึ่งปีของวาตานะเบะ (Kenichi Matsuyama) ที่มีความสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อนในความรัก ตั้งแต่รักแท้ที่ผูกพันแต่ไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้กับนาโอโกะ (Rinko Kikuchi)

6a00d8341c630a53ef0133f4efc7e9970b-500wi

Blue Valentine: รักจริงๆ (B)

ในบรรดาหนังรักโรแมนติกต่างๆ เรามักจะเจอสถานการณ์ประเภทอุปสรรคขวากหนามที่ให้บรรดาตัวละครใช้ความรักที่แสนบริสุทธิ์เอาชนะมันไปได้เสียทุกครั้ง ไม่ก็ภาวะรักขมขื่นจนเกินห้ามใจ จนไม่แปลกที่เราๆ มักจะเชื่อกันว่าความรักคือสิ่งวิเศษและอาจจะเป็นทุกอย่างของการมีชีวิตคู่

แต่ในความเป็นจริงนอกแผ่นฟิลม์เราอาจจะไม่ได้เจออะไรอย่างนั้น และ Blue Valentine ก็เลือกที่จะไม่สรรเสริญหรือยกย่องความรัก แต่หยิบมาพูดในมุมของความจริงแบบตรงไปตรงมาโดยไม่ประณีประนอมกับคนดูแม้ว่ามันจะโหดร้ายเพียงใดก็ตาม

เรื่องราวของ Blue Valentine เป็นเรื่องราว 2 ช่วงเวลา ระหว่าง “ก่อนจะเริ่มรัก” และ “ก่อนจะจบรัก” ของ Dean (Ryan Gosling) และ Cindy (Michelle Williams) ที่ตัดสลับกันให้เห็นเส้นทางชีวิตรักของคนทั้งสองในรายละเอียดของแต่ละโมเมนต์ที่สำคัญในแต่ละช่วงเวลา

The-Kings-Speech1

The King’s Speech: มากกว่าแค่คำพูดของผู้นำ (A-)

ประเด็นเปิดของ The King's Speech คือกษัตริย์อังกฤษที่ขึ้นครองราชย์พร้อมๆ กับการพยายามเอาชนะปัญหาในการติดอ่างของตัวเองท่ามกลางภาวะที่ประชาชนกำลังต้องการผู้ที่จะ "นำ" ประเทศอย่างองอาจ ซึ่งแน่นอนว่านี่กลายเป็นหน้าหนังที่น่าสนใจจนเรารู้สึกครั่นคร้ามตั้งแต่แรกเห็นตัวอย่างของหนังเลยก็ว่าได้ แต่เชื่อเถอะครับ ว่า The King's Speech มีดีอะไรให้กับเรามากกว่าแค่เรื่องกษัตริย์ที่พยายามแก้โรคติดอ่างอย่างมหาศาลเลยแหละ เรื่องราวของ The King's Speech สร้างขึ้นจากเหตุการณ์จริงอันเหลือเชื่อของพระเจ้าจอร์จที่ 6 แห่งราชวงศ์อังกฤษ (ยุคสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง) ซึ่งเถลิงขึ้นครองราชย์หลังจากพระเจ้าจอร์จที่ 5 ผู้เป็นบิดาได้สิ้นพระชนม์และพี่ชายได้เลือกจะสละราชบัลลังก์เพื่อไปแต่งงานกับหญิงสาวชาวอเมริกัน แต่ปัญหาสำคัญของพระองค์คือการพูดติดอ่าง ที่ทำให้กลายเป็นปมด้อยและทำให้ประชาชนต่างสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวพระองค์ หนังฉลาดมากที่เปิดเรื่องด้วยการย้อนไปในการกล่าวสุนทรพจน์ในปี 1925 ซึ่งพระองค์เรียกได้ว่าปราศรัยได้ล้มเหลวไม่เป็นท่า

biutiful-movie

Biutiful : ความงามที่ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์ (B)

เวลาเราดูหนังที่พูดถึงเรื่องความงดงามในชีวิต ส่วนมากเรามักพบกับการคัดสรรเรื่องราวต่างๆ ที่ทำให้มันดูงดงามและเชิดชูการมีชีวิตแบบที่กึ่งๆ แฮปปี้เอนดิ้ง ซึ่งนั่นแทบจะตรงกันข้ามกับ Biutiful ของ Inarritu ที่ได้ Javier Bardem มาแสดงบทบาทของมนุษย์ที่ไม่ได้สง่างามแต่พยายามจะมีชีวิตที่งดงามในช่วงเวลาสำคัญของชีวิต ซึ่งนั่นทำให้ Biutiful กลายเป็นหนังชีวิตที่มืดหมุ่น ดิบ แต่อบอวลด้วยพลังของชีวิตอย่างเหลือเชื่อ Uxal (อุกซอล) เป็นพ่อที่ต้องเลี้ยงดูลูกสองคนอย่างยากลำบากหลังจากที่แม่ของพวกเขามีอาการไบโพลาร์ขั้นรุนแรง ชีวิตประจำวันของ Uxal อยู่กับอาชีพสีเทา ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายส่วนและเจรจากับตำรวจเพื่อทำธุรกิจผิดกฏหมาย หรือการเป็นนายหน้าแรงงานจีนผิดกฏหมาย ตลอดไปจนถึงการเป็นสื่อคุยกับวิญญาณคนตาย โดยท้ายที่สุดเขาพบว่าชีวิตของเขานั้นเองก็กำลังนับถอยหลังสู่ความตายด้วยโรคร้าย ท่ามกลางคลื่นความบัดซบและเสื่อมทรามของชีวิตที่ถาโถมเข้าหา Uxal

Powered by Free Wordpress Themes