All posts in Film Bite
Green Lantern: (หนัง)ฮีโร่ที่ไร้พลัง (C+)
พลังพิเศษที่มากับจินตนาการ บ่อเกิดจากความกล้าที่จะเอาชนะความกลัวอันเป็นปมของมนุษย์ ฟังดูเป็นวัตถุดิบของพล็อตที่ดูยิ่งใหญ่ น่าสนใจ และทรงพลัง แต่ด้วยกระบวนการเล่าเรื่องของ Green Lantern กลับทำให้ทุกอย่างที่กล่าวมานั้นเป็นสิ่งที่ฉาบฉวย ไร้น้ำหนักและเลื่อนลอยพอๆ กับฮาล จอร์แดนในเวอร์ชั่นหนังที่เป็นฮีโร่แบบไร้มิติ ได้แค่บินไปตามเรื่องรอให้ถึงฉากจบ จากการ์ตูนสุดดังของ DC Comic ที่ชื่อเดียวกัน Green Lantern เล่าถึงจุดเริ่มต้นของฮาล จอร์แดน นักบินเครื่องบินขับไล่ผู้มีปมอดีตกับการสูญเสียพ่อไป แต่ด้วยชะตากรรมทำให้แหวนแห่ง Green Lantern เลือกเขาเพื่อรับหน้าที่ผู้พิทักษ์จักวาลต่อจากเจ้าของเดิมผู้ถูกทำร้ายจนใกล้ตายด้วยฝีมือของปีศาจร้ายที่มีพลังมหาศาลนามพาลาแล๊กซ์ ฮาลจึงต้องเรียนรู้วิธีใช้พลังใหม่ของเขาเพื่อปกป้องโลกจากพาลาแล๊กซ์ที่กำลังมุ่งหน้ามากลืนกินโลก อีกทั้งยังต้องรับศึกกับนักวิทยาศาตร์ที่บังเอิญได้รับพลังจากพาลาแล๊กซ์จนกลายเป็นศัตรูตัวร้ายที่มีพลังจิตร้ายแรงยิ่งกว่าใคร เส้นเรื่องของ Green Lantern น่าจะเรียบเรียงได้ดีเพราะมีปม มีความคิด และมีวัตถุดิบมากพอสมควร แต่กลับกลายเป็นว่าหนังเอาเวลาไปทุ่มกับการเล่าสิ่งที่ไม่ได้สลักสำคัญกับเรื่อง หรือไม่ก็เล่าโดยไม่มีชั้นเชิง ไม่มีพลังพอที่จะทำให้เนื้อความที่เป็นประเด็นนั้นหนักแน่นได้ หนังเสียเวลาไปกับมุกตลกและรายละเอียดบางอย่างโดยไม่จำเป็น และไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ควรจะสนใจเพียงพอ ในขณะที่เทคนิคพิเศษที่พยายามขายพลังพิเศษของ …
Super 8: หลอกล่อ(เกือบ)สำเร็จด้วยมนุษย์ต่างดาว (B)
เมื่อเราได้ดูตัวอย่างหนัง Super 8 ของ J.J. Abrams เราคงอดคิดไม่ได้ว่ามันจะเป็นหนังสัตว์ประหลาดมนุษย์ต่างดาวที่น่าตื่นตาตื่นใจพร้อมกับไอเดียไซไฟล้ำๆ แต่พอเราเราได้ไปดูฉบับเต็มในโรงภาพยนต์แล้วเราอาจจะพบว่าหนังที่ว่าด้วยมนุษย์ต่่างดาวบุกเมืองเล็กๆ ในอเมริกาพร้อมการผจญภัยแบบลุ้นระทึกนั้น แท้จริงกำลังพาคนดูไปดูหนังชีวิตครอบครัวพ่อลูกต่างหาก เพียงแต่ข้อเสียของ Super 8 คือการหลอกล่อคนดูให้คล้อยตามกับสิ่งที่หนังพยายามเล่าดันไม่แนบเนียนพอจะส่งให้หนังดูรู้สึกมีความหมายมากกว่าแค่รู้สึกสนุกนั่นแหละ โจ แลมป์เป็นเด็กชายที่สูญเสียแม่จากอุบัติเหตุ เขาและเพื่อนพ้องช่วยกันถ่ายทำหนังสืบสวนผสมกับปีศาจซอมบี้เพื่อส่งประกวดเทศกาลหนัง แต่ในวันที่พวกเขาถ่ายฉากสำคัญกลับกลายเป็นว่าได้เป็นพยานรู้เห็นอุบัติเหตุทางรถไฟครั้งใหญ่ซึ่งได้ปลดปล่อย "บางสิ่งบางอย่าง" ออกมา โดยหลังจากนั้นเหตุการณ์แปลกๆ ก็เริ่มเกิดขึ้นในเมืองตั้งแต่การขโมยอุปกรณ์ไฟฟ้า สุนัขที่วิ่งหนีออกจากเมือง คดีคนหาย ฯลฯ พร้อมกับกองกำลังทหารเข้ามาควบคุมดูแลสถานการณ์อย่างผิดสังเกต ชาวเมืองรวมทั้งแจ๊ค พ่อของโจเริ่มเอะใจว่ามีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล เส้นเรื่องของ Super 8
X-Men: First Class – ทางเลือกของคนที่แตกต่าง (อีกแล้ว) (B)
การตีแตกประเด็นเรื่องการยอมรับตัวเองและหาจุดยืนของคนที่แตกต่างจากคนอื่นดูจะเป็นแก่นหลักที่ X-Men ยึดถือมาตลอดตั้งแต่ภาคก่อนหน้านี้ (ยกเว้นในช่วงของ Wolverine ที่เป็นเส้นเรื่องแยกออกไปโดยเน้นแอ็คชั่นเป็นหลัก) ซึ่ง X-Men: First Class ก็ยังตอกย้ำประเด็นเหล่านี้ด้วยเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ต่างๆ ที่แฝงเข้ามาด้วยฉากแอ็คชั่นเวอร์ๆ ตื่นเต้น โดยยังแอบสอดแทรกความคิดไว้อย่างแยบคาย เพียงแต่น่าเสียดายอยู่บ้างที่หนังไม่ได้ก้าวไปไกลกว่าภาคก่อนๆ นักในขณะที่ทรัพยากรบางอย่างที่ปูเอาไว้ก็ถูกทอดทิ้งไว้อย่างน่าเสียดาย เส้นเรื่องหลักใน X-Men: First Class จะย้อนกลับไปดูที่มาของสองตัวละครหลักนั่นคือ ชาล์ส ซาเวียร์ (หรือในภายหลังคือ Profressor X) และ อีริค เลนเชอร์(หรือภายหลังคือ
Kung Fu Panda 2: รู้จักตัวเองจะก่อเกิดพลัง (B+)
ผมขอสารภาพว่าผมเคยได้ดู Kang Fu Panda ภาคแรกเพราะเหตุผลอะไรก็ไม่ทราบได้ (และจนบัดนนี้ที่เขียนวิจารณ์อยู่ก็ยังไม่ได้ดู) แต่พอผมได้ดู Kang Fu Panda 2 แล้วก็ทำให้ผมอดรู้สึกอยากดูภาคแรกไม่ได้ว่ามันจะดี มีประเด็นและสนุกเหมือนที่ทีมสร้างสามารถทำได้หรือไม่ หลังจากโปได้เป็นนักรบมังกร (Dragon Warrior) แล้ว เขาก็ 5 ผู้พิทักษ์ก็ต้องคอยปกป้องผู้คนด้วยกังฟูจากเหล่าอธรรม แล้วเมื่อวันหนึ่งที่ "เชน" นกยูงผู้เป็นราชบุตรแต่ฝักใฝ่ลุ่มหลงในอำนาจมืดจนคิดสร้างอาวุธขึ้นมายึดครองอาณาจักรจีนให้ได้ โปและเหล่าผู้พิทักษ์จึงต้องรีบเข้าขัดขวางและปราบปรามเหล่าร้ายให้ได้ก่อนที่อาวุธอันทรงพลังจะทำลายทั้งอาณาจักร แน่นอนว่าเรื่องราวของ Kang Fu Panda ที่เป็นพล็อตหลักนั้นออกจะง่ายๆ ซื่อๆ
ขอบคุณที่รักกัน: หลงไปกับคอนเซปต์ (C)
การพยายามเล่าเรื่องของความรัก 3 เรื่องภายในหนังเรื่องเดียวโดยวิธีตัดสลับ รวมทั้งหามุมของความรักในแบบต่างๆ และไอเดียการผูกเรื่องแบบเก๋ๆ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของ "ขอบคุณที่รักกัน" แต่ท้ายที่สุด การพยายามยัดไอเดียและคอนเซปต์เก๋ๆ เหล่านั้นลงไปในหนังทั้งสามเรื่องกลับกลายเป็นจุดที่ฆ่าหนังที่มีกลิ่นไออบอุ่นเรื่องนี้ให้ดูไม่ราบรื่น รวบรัดตัดความ และห่างไกลจากความรู้สึก "รัก" ที่หนังพยายามจะบอก เรื่องราวของ "ขอบคุณที่รักกัน" อยู่บนชีวิตของสามครอบครัว ครอบครัวแรกเป็นพี่สาวที่ต้องดูแลน้องสาวที่เป็นออทิสติก จนได้มาพบกับอาจารย์ด้านดนตรีที่กำลังสร้างงานมาสเตอร์พีซพร้อมๆ กับหูที่กำลังหนวก ครอบครัวที่สองเป็นพ่อ ปู่ หลาน ที่อยู่แบบห่างเหินแม้จะประกอบอาชีพทำรองเท้าเหมือนกัน ก่อนจะพบวิกฤตโรงงานเจ๊งและชีวิตของครอบครัวก็มาอยู่บนปากเหว ส่วนครอบครัวที่สามเป็นพ่อแม่ลูกที่อยู่ชายแดนภาคใต้ ลูกชายนั้นรักและเทิดทูนพ่อที่เป็นทหารแต่ผู้เป็นแม่กลับหมองเศร้าและอยากกลับไปเมืองหลวงเสียให้ได้ และเรื่องราวทั้งหมดนี้คือภาวะของตัวละครต่างๆ ที่กำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับ "ความรัก"
Pirate of the Caribbean: On Stranger Tides – ไม่มีอะไรใหม่ (B-)
การผจญภัยของแจ๊ค สแปโรว์ทำให้เราตื่นเต้นและสนุกกับเขามาถึงสามภาคก่อนหน้านี้ และเมื่อ At World's End จบลงพร้อมกับการสิ้นสุดบทบาทของวิลและแอลิซาเบ็ธ เราก็คิดว่าการผจญภัยที่เรา "ควรดู" น่าจะจบลงไปด้วยเพราะมันเหมือนมาถึงสุดทางของมันแล้ว แต่ทางผู้สร้างอย่าง Disney ท่าจะไม่ยอมให้ตัวละครที่ปลุกปั้นมาโด่งดังจะจบลงง่ายๆ จนกลายเป็นที่มาของ On Stranger Tides ที่เป็นการผจญภัยแบบเดี่ยวๆ ของแจ๊คต่อจากตอนจบของภาคที่แล้ว แต่น่าเสียดายว่าเมื่อความเข้มข้นของซีรี่ย์ Pirate of the Caribbean มันผ่านไปแล้ว ก็เลยกลายเป็นว่าภาคล่าสุดนี้ก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกอะไรมากไปกว่าเหล้าเก่าในขวดใหม่ ที่ไม่มีรสชาติอะไรน่าพิสมัยลิ้มลองเหมือนครั้งแรกที่ได้ชิมอีกแล้ว เรื่องราวของ Pirate of
Drive Angry 3D – บ้าแบบคัลท์ (C)
ฉากเปิดตัวหนังด้วยรถที่ขับพุ่งออกมาจากนรกก่อนจะขับไล่ล่ารถอีกคันจนพลิกคว่ำ พระเอกเดินออกมาแบบเท่ห์ๆ แล้วชักปืนลูกซองยิงผู้ร้ายมือขาดกระเด็น เลือดสดๆ นองจอพร้อมกับแผลแหวะๆ จากนั้นคุณก็จะได้พบกับเรื่องราวของลัทธิซาตาน กับขับรถยิงกันแบบไร้เหตุไร้ผล และยมฑูตมาดเท่ห์ในสูทฮิวโก้บอส... คุณคงอยากจะอุทานว่า Drive Angry มันเป็นหนังอะไรของมันกัน(วะ) !!?? จะว่ากันง่ายๆ แล้ว Drive Angry น่าจะเป็นโปรเจคหนังแอ๊คชั่นเกรดบีที่พยายามจะเป็นหนัง 3มิติให้เข้ากระแส เรื่องราวของพ่อที่แหกนรกออกมาตามฆ่าเจ้าลัทธิซาตานที่สังหารลูกสาวตัวเองไปแล้วเตรียมบูชายัญทารกซึ่งหลานสาวของเขาจึงกลายเนื้อเรื่องที่บ้าๆ บอๆ เอาเหตุเอาผลกับมันไม่ได้เช่นนางเอกจู่ๆ ก็พร้อมตกกระไดพลอยโจนไปกับคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่แถมเรียกห่ากระสุนและคมดาบมากันเป็นว่าเล่น หรือไม่ก็ตำรวจรัฐที่แค่เห็นตรา FBI ก็ยอมเชื่อทุกอย่างแม้กระทั่งการสั่งให้จับตายแทนที่จะจับเป็นเพื่อแลกกับการเลื่อนตำแหน่งกับขึ้นเงินเดือน!! และถ้าเรามองพื้นฐานของการเป็นหนังเกรดบีประเภทคัลท์แล้วล่ะก็ แน่นอนว่า Drive Angry จัดเต็มกับฉากรุนแรงเลือดสาด
No String Attached: รักเลื่อนลอย (B-)
มันคงไม่แย่นักกับการที่จะพูดถึงประเด็นเรื่องความรักของคนที่ตกลงกันว่าจะเป็น Sex Friend โดยขีดเส้นที่จะไม่พัฒนาไปสู่ความสัมพันธ์อื่น เพราะมันเต็มไปด้วยรายละเอียดและแง่มุมที่สามารถหยิบมาพูดได้เยอะ แต่ไปๆ มาๆ No String Attached ที่เลือกจะเป็นหนัง Romantic Comedy กลับไปไม่ถึงฝั่งฝันประทับใจคนดูได้เสียสักเท่าไรแม้จะได้นักแสดงเด็ดๆ อย่างนาตาลี พอร์ทแมนและแอสตั้น คุชเชอร์ก็ตามที Emma และ Adam เป็นเพื่อนที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยอายุ 14 ปีแต่ก็ไม่ได้ลงเอยอะไรกันจนเวลาผ่านไปเนิ่นนานและกลับมาเจอกันอีกครั้งหลังจาก Adam เมาเละเทะเนื่องจากช็อคที่แฟนเก่าของตัวเองกลายเป็นแฟนของพ่อ เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ Adam ได้พบกับ Emma
RIO: สีสันจัดจ้านสไตล์แซมบ้า (B)
พูดถึงเมืองริโอที่บราซิลแล้ว หลายคนต้องมีภาพจำเกี่ยวกับเทศกาลที่สีสันจัดจ้านที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อหนัง Animation สนุกๆ ว่าด้วยเรื่องนกที่บินไม่ได้แต่จับผลัดจับผลูไปผจญภัยในเมืองนี้ ก็คงมิวายที่จะมีสีสันจัดจ้านตามชื่อเรื่องของมันนั่นแหละ Rio ว่าด้วยเรื่องของเจ้าบลู นกแก้วมาคอร์ซึ่งถูกจับมาตั้งแต่เกิดแต่ได้ถูกเลี้ยงด้วยความรักจากลินดาผู้เป็นเจ้าของอย่างดีที่มินิโซต้า อยู่มาวันหนึ่งนักปักษาวิทยาก็มาแจ้งข่าวว่าบลูเป็นตัวผู้ตัวสุดท้ายของสายพันธุ์และควรจะรีบหาคู่ให้มันโดยเร็ว ซึ่งตอนนี้จูล เพศหญิงตัวสุดท้ายที่เป็นคู่ของมันก็อยู่ในเมืองริโอ และนั่นเป็นเหตุให้การผจญภัยของบลูในบ้านเกิดแต่แปลกถิ่นจึงเริ่มขึ้นและยุ่งเหยิงมากขึ้นไปอีกเมื่อต้องถูกจับไปโดยขบวนการค้าสัตว์ที่หวังจะร่ำรวยจากการขายนกจนต้องหนีเอาชีวิตรอดให้ได้ พล็อตเรื่องของ Rio รวมทั้งการออกแบบตัวละครนั้นเรียกได้ว่าเป็นทำนองสูตรสำเร็จแบบ Animation ของฝั่งตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นพ่อแง่แม่งอนของพระเอกนางเอก หรือตัวร้ายทำนองมีกำลังแต่ขาดปัญญา และพวกเพื่อนตัวเอกที่ค่อยช่วย(และเชียร์)สองพระนางอยู่ไม่ห่าง ซึ่งแน่นอนว่านั่นทำให้ Rio เป็น Animation ที่ดูได้ง่าย ไม่มีอะไรสลับซับซ้อนให้ตีความหรือลงลึกในรายละเอียด ออกจะเน้นไปทางบันเทิงเสียซะมากกว่า โดยยังดีว่าหนังก็ไม่มีเละเทะชนิดออกทะเลจนไม่เป็นเรื่องราว
Panda Diary: ชีวิตของแพนด้าที่น่าหลับ (C)
ริวฮินและชูฮินเป็นแพนด้าฝาแฝดที่เกิดในญี่ปุ่นและเป็นที่รักของผู้คนมากมายที่มาเยี่ยมชมพวกมันในสวนสนุก แอดเวนเจอร์แลนด์ แต่เมื่อพวกมันอายุได้ 4 ปีก็ถึงเวลาที่พวกมันจะต้องเดินทางไปยังต้นกำเหนิดของมันที่เฉิงตู มณฑทลเสฉวน ในประเทศจีนเพื่อเพาะพันธ์และขยายพันธุ์แพนด้าต่อไป เรื่องราวของ Panda Diary (Pandafuru raifu) สารคดีจากประเทศญี่ปุ่นจึงเริ่มเรื่องและมีจุดประสงค์หลักในการตามรอยชีวิตของริวฮินและชูฮินที่จากญี่ปุ่นไปสู่สถานเพาะพันธุ์แพนด้าในจีน แต่ทีนี้การมานั่งจับตาชีวิตของแพนด้าฝาแฝดที่วันๆ มีแต่การกิน เล่น แล้วก็นอน นั้นคงยากจะที่จะขยายจนกลายเป็นหนังสารคดีที่มีเนื้อพอจะเป็นหนังสารคดีความยาว 2 ชั่วโมงได้ ทีมผู้สร้าง Panda Diary จึงเดินเรื่องคู่ขนานเกี่ยวกับชีวิตของแพนด้าตัวอื่นๆ ในสถานเพาะพันธุ์ตั้งแต่แม่แพนด้า ลูกแพนด้าเกิดใหม่ หรือเหล่าก๊วนแพนด้ารุ่นใหญ่ พร้อมๆ กับการสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับแพนด้า
BECK: กล้าฝันที่จะดัง (B)
ชื่อ BECK นั้นอาจจะเป็นชื่อที่คุ้นหูสำหรับนักดนตรีหรือคนที่ชื่นชอบเพลงสากลอยู่ไม่น้อยเนื่องจากเป็นชื่อของศิลปินมีชื่อ แต่ถ้าไปถามคอการ์ตูนแล้วล่ะ BECK คือหนึ่งในการ์ตูนดนตรีที่ดังที่สุดเรื่องหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าหลายคนย่อมรอคอยว่าเมื่อไรมันจะได้โลดแล่นบนแผ่นฟิลม์เสียทีหลังจากที่ถูกทำเป็น Animation นำร่องไปก่อนหน้านี้แล้ว และถึงตอนนี้ แฟนๆ ของ BECK ก็ได้ลุกขึ้นเฮกับวงดนตรีวัยรุ่นที่ดังที่สุดวงหนึ่ง(ในโลกการ์ตูน) พร้อมกับความประทับใจที่พกมาเต็มเปี่ยมตามแบบการ์ตูนต้นฉบับของมัน โคยูกิ เด็กนักเรียนม.ต้นที่ไร้ซึ่งความกล้าและความมั่นใจใดๆ จนใช้ชีวิตไปวันๆ ที่โรงเรียนซึ่งโดนกลั่นแกล้งอยู่ทุกวี่ทุกวัน จนกระทั่งวันหนึ่ง ความกล้าแบบผิดที่ผิดเวลา (หรือเปล่า?) ของเขาทำให้เขาได้พบกับริวซูเกะที่เป็นนักกีตาร์มือฉมังโดยบังเอิญ และนั่นคือวันที่เขาได้พบกับดนตรีที่เปลี่ยนชีวิตเขาให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่ใช่ว่ามือใหม่อย่างโคยูกิจะกลายเป็นเทพกีตาร์ในพริบตาก็คงจะขี้โม้เกินการ์ตูนเป็นแน่ หนังจึงค่อยๆ เล่าถึงพัฒนาการของโคยูกิในการเล่นกีตาร์และพรสวรรค์ด้านการร้องเพลงที่หลบซ่อนอยู่ในตัวเขา และเมื่อเวลาผ่านไป การรวมตัวกันของวง BECK ก็ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ธรรมดาสำหรับวงดนตรีวงเล็กๆ
Fast Five: รวบสรุปแบบมันส์ถึงใจ (B)
เราคงนึกไม่ค่อยออกว่าหนังรถซิ่งสะท้านเมืองบวกอาชญากรรมมันจะต่อยอดกันมาถึงภาคที่ 5 ได้อย่างไรโดยไม่น่าเบื่อหรือซ้ำซากจำเจ ในขณะเดียวกันก็อดคิดไม่ได้ว่ามันจะพัฒนาไปถึงตรงไหนกัน Justin Lin ซึ่งรับหน้าที่กำกับภาคนี้ก็เลยจัดหนักสำหรับขาประจำนักซิ่งหรือแม้แต่มือใหม่หัดขับ(ดู) ที่แวะมาสัมผัสความเร็วในซี่รีย์หนังชื่อนี้ด้วยฉากแอ็คชั่นการขับรถชนิดคาดไม่ถึง ดุเดือดเลือดพล่านกว่าภาคก่อนๆ แถมเติมด้วยคิวบู๊มันส์ๆ อีกเพียบให้ Fast Five กลายเป็นหนังแอ็คชั่นครบสูตรที่ระห่ำกันแทบทุกนาทีพร้อมกับตัวละครแบบดาร์คฮีโร่เท่ห์ๆ เดินกันให้ว่อนตลอด 130 นาที มาในภาคที่ 5 นี้ (ซึ่งจริงๆ น่าจะนับเป็นภาคที่ 4 ถ้าตัดภาคที่ 3 - Tokyo Drift ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกันสักเท่าไรออกไป) เริ่มต้นต่อจากตอนจบของภาคที่แล้วที่
Limitless: สมองไร้ขีด ไอเดียล้ำที่น่าสนใจ (B)
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราสามารถใช้สมองของเราได้ 100% แทนที่จะเป็นเพียงแค่ 20% นั่นคือ Premise (เงื่อนไขสมมติฐาน) ของ Limitless ที่ทำให้เราทึ่งแล้วก็ลุ้นไปกับตัวละครที่เผชิญเข้าไปสู่ภาวะ "อัจฉริยะ" เอ็ดดี้ มอร์รา นักเขียนผู้ล้มเหลวกับชีวิตเส็งเคร็งทั้งการงานและความรัก บังเอิญพบกับพี่ชายอดีตภรรยาและทำให้ได้รับยา "เอ็นซีที" ที่ถูกบรรยายสรรพคุณว่าทำให้สมองทำงานได้อย่างเต็มขีดความสามารถ ซึ่งแรกเริ่มเอ็ดดี้ก็ไม่ได้สนใจอะไรออกไปทางไม่เชืื่อเสียด้วยซ้ำ แต่คนขี้แพ้อย่างเขาก็ไม่มีอะไรจะต้องเสียจึงลองกินยานั้น ก่อนที่จะทำพบว่าเขากลายเป็นอัจฉริยะในไม่กี่วินาที ตั้งแต่สามารถเขียนต้นฉบับที่ไม่เคยคิดออกจบได้อย่างรวดเร็ว เรียนเปียโนและภาษาอื่นๆ ได้ภายในไม่กี่วัน ความทรงจำในทุกอนูของชีวิตสามารถเรียกกลับมาใช้ได้ทันทีทั้งที่ปรกติมันถูกหลงลืมค้างอยู่ในความทรงจำลึกๆ ของสมอง เมื่อมี "อำนาจ" และ "ความสามารถ" อันเหลือล้น
Love and other drugs: รัก โรแมนติก เซ็กซ์ โป๊ แล้วไง? (C+)
เรื่องราวของความรักโดยบังเอิญของหนุ่มที่ด้านชาและไม่เชื่อในความรักกับหญิงสาวที่ป่วยด้วยโรคร้ายที่ไม่มีทางรักษาดูจะเป็นพล็อตน่าสนใจสำหรับ Love and other drugs ที่ได้ดาราดังอย่าง Jake Gyllenhal และ Anne Hatharway มาเล่นกันให้หวานทะลักจอ แต่ไปๆ มาๆ Love and other drugs ดันกลายเป็นหนังที่พาผู้ชมไปไม่ถึงฝั่งฝันที่จะโรแมนติกสุดประทับใจได้เพราะการเล่าเรื่องและบทที่ล้มเหลว พ่วงด้วยข้อมูลที่ไม่จำเป็น และฉากโป๊เปลือยของดารานำที่เปลืองตัวโดยไม่มีประโยชน์อันใด เรื่องราวของหนังย้อนกลับไปในปี 1996 ในช่วงของประวัติศาสตร์วงการยาโลกต้องสั่นสะเทือนกับการเปิดตัวของยาไวอากร้า โดยในตอนนั้น Jamie (Jake Gyllenhal) เซลขายยาที่ไม่ประสบความสำเร็จในการขายแต่รุ่งเปรี้ยงปร้างกับการคั่วสาวได้บังเอิญพบกับ Maggie
Thor: เส้นทางของมหาเทพ (B)
ในบรรดาหนังซุปเปอร์ฮีโร่นั้น เหตุผลหนึ่งที่หนังหลายเรืื่องมักล่มไม่เป็นท่าเพราะหวังพึ่งความดังของตัวละครมากเกินไป ไม่ก็ตั้งทัศนคติไว้ว่าจะได้เห็นฉากต่อสู้เวอร์ๆ โดยไม่สนใจแก่นแท้ของเรื่องราวซึ่งเป็นแกนหลัก Thor ถือเป็นหนังที่ทำการบ้านได้ดีจากหน้าหนังที่ดูขายไม่ออก เพราะมันสร้างเซอร์ไพรส์กับเรื่องราวอันเข้มข้นจากการเดินทางของตัวละครหลัก ที่ได้ค้นพบและเรียนรู้ความหมายของการเป็น "เทพเจ้า" มากกว่าการที่ไปเทกระจาดกับการโชว์อำนาจและอิทธิฤทธิ์เกินจำเป็น เรื่องราวของ Thor ซึ่งดัดแปลงมาจากการ์ตูนของ Marvel นั้นเริ่มเมื่อ Thor ลูกชายของ Odin ที่กำลังจะเถลิงขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งสวรรค์เอสการ์ด แต่ด้วยความวู่วามและจองหองในพลังอำนาจของตัวเอง ทำให้ Thor กระทำผิดพลาดเมื่อเปิดศึกกับเหล่ายักษ์ที่เป็นศัตรูของเทพจนเกิดการประกาศสงครามระหว่างโลก เทพบิดร Odin จึงจำใจต้องยึดอำนาจของ Thor และเนรเทศลงสู่โลกมนุษย์ (มิดการ์ด) พร้อมกับโยนค้อนซึ่งเป็นอาวุธคู่กายของ

![Green Lantern 2011 International Trailer 3 Exclusive HQ 1080p.mov_snapshot_00.55_[2011.06.08_19.36.27] Green Lantern 2011 International Trailer 3 Exclusive HQ 1080p.mov_snapshot_00.55_[2011.06.08_19.36.27]](http://www.barkandbite.net/wp-content/uploads/Green-Lantern-2011-International-Trailer-3-Exclusive-HQ-1080p.mov_snapshot_00.55_2011.06.08_19.36.27-285x170.jpg)















Recent Comments