All posts in Film Bite

Doraemon_movie_31_PV

Doraemon the Movie 2011: การเติบโตของความฝันและจินตนาการ (B+)

จำกันได้ไหมครับว่าเราดูเพื่อนเราที่เป็นหุ่นยนต์แมวสีฟ้านามว่าโดราเอมอนครั้งสุดท้ายเมื่อใด? และเคยคิดไหมครับว่าเขาและผองเพื่อนจะเป็นอย่างไรระหว่างที่เราไม่ได้เจอพวกเขา? Doraemon the Movie 2011: Shin Nobita to Tetsuji Heidan ~Habatake Tenshi Tachi~ (โนบิตะผจญกองทัพมนุษย์เหล็ก) น่าเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นซีรี่ย์ Doraemon the Movie ที่ดีีที่สุดที่พาเรากลับไปซาบซึ้งและโลดโผนผจญภัยกับเพื่อนๆ พร้อมทั้งกับการได้เรียนรู้ทางความคิดและปรัชญาบางอย่างที่จะลึกซึ้งมากกว่าการเป็นแค่การ์ตูนสำหรับเด็กในมุมมองของผู้ใหญ่ที่หัวใจไม่เปิดรับจินตนาการ เรื่องราวในภาคนี้อ้างอิงจากภาคเดิมที่เคยมีการสร้างไว้ในอดีต เริ่มเมื่อโนบิตะขอร้องให้โดราเอมอนช่วยสร้างหุ่นยนต์เพื่อไปโชว์แข่งกับของซุเนโอะ แต่แล้วนั่นทำให้โนบิตะได้ไปเจอชิ้นส่วนของหุ่นยนต์จากต่างดาวก่อนจะนำมาประกอบในโลกกระจกสะท้อน แต่แท้จริงแล้วหุ่นยนต์ดังกล่าวนั้นถูกส่งมาเพื่อหมายยึดครองโลกและจับมนุษย์เป็นทาสโดยมีริลุลุและจู้ด สองหุ่นยนต์เป็นผู้นำร่องมาก่อน เมื่อโนบิตะและเพื่อนได้รับรู้แผนการดังกล่าวแล้ว พวกเขาจึงต้องหาทางปกป้องโลกไว้ให้ได้แม้ว่ากองทัพของหุ่นยนต์กำลังเข้าใกล้โลกไปทุกขณะ ด้วยโครงสร้างเรื่องที่ดีอยู่แล้วจากต้นฉบับเดิม การสร้างใหม่ของ Doraemon the Movie ภาคนี้จึงเหมือนเป็นการต่อยอดจากของเก่าที่มีฐานค่อนข้างแข็งแรงอยู่แล้ว ในขณะเดียวกันนั้น ทีมงานสร้างชุดใหม่ก็ได้ต่อเติมและปรับบทบาทส่วนให้มีความเข้มข้นมากขึ้น นั่นทำให้ภาคใหม่ที่สร้างขึ้นนี้ดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นพร้อมกับการสอดแทรกประเด็นหนักๆ เข้าไปอย่างแนบเนียน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแบ่งแยกชนชั้นของหุ่นยนต์จนนำไปสู่การกดขี่และปกครองอย่างอยุติธรรม ซึ่งมิวายที่บทจะแอบกัดด้วยประโยคเด็ดว่า “นั่นเหมือนกับการดูประวัติศาสตร์มนุษย์เลย” …

Continue Reading...
umong

อุโมงค์ผาเมือง: การติดหล่มบนการดัดแปลง (C+)

ในยุคก่อนที่ภาพยนตร์จะเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันนั้น ละครเวทีก็เป็นศิลปะการแสดงที่ได้รับความนิยมรวมทั้งกลายเป็นหนึ่งในมโหรสพหลักสำหรับความบันเทิงและการถ่ายทอดความคิด ปรัชญาต่างๆ ดังที่เห็นได้จากงานวรรณกรรมละครเอกในอดีตกาล แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป การเข้ามาของภาพยนตร์ก็ทำให้ผู้กำกับและผู้เขียนบทหลายคนหยิบนำบทละครเวทีที่มีชื่อเสียงหรือทรงคุณค่า แปรเปลี่ยนรูปให้อยู่บทแผ่นฟิลม์ เปลี่ยนวิธีการสื่อสารเสียใหม่ ตีความต่างไป ปรับเปลี่ยนโครงเรื่อง ฯลฯ ซึ่งก็อยู่แต่กระบวนท่าและชั้นเชิงของผู้สร้างอันมีทั้งที่โด่งดังยอดเยี่ยมไปเลยจนถึงผิดพลาดล้มเหลว “ราโชมอน” ก็เป็นหนึ่งในบทละครเวทีไทยโดย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมท ที่มีคุณค่าทั้งด้านบทที่คมคาย ตลอดจนความคิดที่แฝงปรัชญาความคิดที่ลึกซึ้งจนกลายเป็นหนึ่งในงานบทละครที่นักเรียนศิลปะการแสดงในปัจจุบันต้องร่ำเรียนอยู่เรื่อยๆ และมาวันนี้ก็ได้หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล นำมาเล่าใหม่ในแบบฉบับภาพยนตร์โดยปรับแต่งในรูปลักษณ์ที่ต่างออกไปจากเดิมภายใต้ชื่อ “อุโมงค์ผาเมือง” ซึ่งจะว่าไปแล้ว ก็ถือเป็นภาพยนตร์ที่ได้ผลบุญจากบทประพันธ์ดั้งเดิมที่แข็งแรงอยู่มากพอสมควร แต่ก็น่าเสียดายที่ “อุโมงค์ผาเมือง” กลับติดกับดักของการเปลี่ยนรูปจากละครเวทีมาเป็นภาพยนตร์ เช่นเดียวกับที่พลาดพลั้งในเรื่องการตีความที่ไม่สามารถนำตัวผลงานให้ดำดิ่งลงไปในปรัชญาแก่นแท้ของมนุษย์ได้อย่างที่ต้นฉบับทำไว้ “อุโมงค์ผาเมือง”

news_img_404927_3

รักจัดหนัก: หนักได้อีก (B-)

ความรัก คึกคะนอง เซ็กส์ เหล้า มักเป็นประเด็นที่หยิบยกมาขยำรวมและโยนให้กับ "วัยรุ่น" ให้เห็นสภาวะความเหลวแหลกและปัญหาของคนที่ยังอยู่ในวัยที่ไม่พร้อมจะรับศึกหนักของชีวิต โดยส่วนมากเรามักเห็นมันออกมาในสภาวะที่หดหู่ กดดัน และตึงเครียด แต่ "รักจัดหนัก" กลายเป็นหนักที่ไปในอีกทางที่ให้เราได้เห็นมุมของความหนักอึ้งของปัญหาที่วัยรุ่นต้องแบกไว้จากความไม่รู้เดียงสาของพวกเขาอย่างผ่อนคลายและไม่ตึงเครียดจนเกินไป แต่ก็เพราะการที่มันไม่ "ตึง" นั่นแหละ หนังก็เลยไม่ได้ "หนัก" แบบที่หน้าหนังขายเราไว้สักเท่าไร "ไปเสม็ด" ของภาส พัฒนกำจร และ ไพรัช คุ้มวัน เป็นเรื่องแรกที่หนังพาเราไปรู้จักกับวิทและแอน สองเด็กม.ปลายที่เพิ่งสมหวังกับการแอดมิชชั่นและไปเที่ยวกันแบบสุขใจที่เสม็ด ก่อนจะกลับมาสู่โลกความจริงแล้วพบว่าแอนอาจจะกำลังตั้งท้อง ชีวิตและอนาคตที่กำลังจะสดใสถูกโยนโครมด้วยความกดดันและพวกเขาก็ได้พบว่าอะไรๆ มันก็ไม่ได้ง่ายเหมือนตอนที่พวกเขาจับมือกันเดินเข้าห้องพักที่เสม็ดหรอกนะ ในส่วนของ

OneDay

One Day: วันเดียว…แค่มีเธอ​ (B-)

การมีความรักกับใครสักคน คงเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าคนๆ นั้นคือคนที่ใช่และคนที่ควรค่ากับตัวเราหรือไม่ หนึ่งในสิ่งที่หลายคนมักพูดกันคือการให้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ นั่นก็คงเหมือนกับที่เด๊กซ์เตอร์และเอ็มม่าเชื่อมโยงกันอยู่ตลอดหลายสิบปีของการเป็น​ "เพื่อนสนิท" ที่ "คิดไม่ซื่อ" กันมาโดยตลอด พวกเขาพบกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ 15 กรกฏาคม ในคืนจบการศึกษาของทั้งสองคน นั่นเป็นวันแรกที่เด๊กซ์เตอร์ได้รู้จักเอ็มม่าหลังจากที่เธอแอบมองเขามาโดยตลอด ทุกอย่างนำไปสู่การเป็นเพื่อนสนิทที่ให้มิตรภาพด้วยความห่วงใยและปรารถนาดี จากนั้นหนังก็จะพาเราไปดูเหตุการณ์ในทุกๆ ปีของวันที่ 15 กรกฏาคม ที่เราจะได้พบการเปล่ียนแปลงไปเรื่อยๆ ของตัวละครสองคน ทั้งในวันที่สนิท วันที่เหินห่าง ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ได้เป็นการเติบโตที่โรยด้วยกลีบกุหลาบแต่อย่างใด เด๊กซ์เตอร์กลายเป็นคนในวงการทีวีที่มีชีวิตเหลวแหลกจนถึงจุดตกต่ำ ในขณะที่เอ็มม่าก็มีชีวิตที่ในลอนดอนเพื่อตามหาความฝันของเธอที่ยังดูห่างไกล โดยท้ายที่สุด สิ่งที่ทั้งสองรู้สึกต้องการอยู่ตลอดแม้ว่าแต่ละคนจะมีคู่ของตัวเอง นั่นคือทั้งสองคนยังต้องการกันและกันเสมอ ส่วนที่เราจะซึ้งและรู้สึกดีกับหนังคงไม่พ้นการค้นพบความรักและความห่วงใยที่ผลิบานและลอยอยู่รอบๆ ตัวทั้งสองคนในทุกช่วงปีของ

naresaun

ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชภาค 4 – ศึกนันทบุเรง: ดีขึ้นแต่ยังไม่ถึงขั้น (B-)

การทำหนังประวัติศาสตร์สงครามคงจะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเก็บครบรายละเอียดให้ได้หมด และมันก็คงจะประหลาดพอๆ กันกับการจะพยายามมีทุกอย่างให้หมดในหนังเรื่องเดียว นั่นเป็นปัญหาสำคัญที่ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชของท่านมุ้ย หม่อยเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคคล เจอมาตลอดโดยเฉพาะกับภาคก่อนหน้านี้ "ยุทธนาวี" ที่กลายเป็นหนังสะดุดขาตัวเองล้มคว่ำไม่เป็นท่าพร้อมกับความเหนื่อยหน่าย ยืดและเยอะของตัวหนัง ซึ่งก็ยังดีที่ "ศึกนันทบุเรง" ที่เป็นภาคต่อมานั้นดูจะรู้ปัญหาดังกล่าว ทำการปรับแก้ไขให้ดีขึ้น แต่ก็ยังแก้ได้ไม่หมดครบถ้วนหรอกนะครับ... หลังจากที่สู้รบพ่ายแพ้ให้กับพระนเรศในภาคที่แล้ว ฝ่ายพระเจ้านันทบุเรงก็เป็นเดือดเป็นแค้นยิ่งจนประกาศจะยกทัพกษัตริย์พร้อมทหารกว่า 250,000 คนเข้าบุกโยเดีย (อโยธยา / อยุธยา) ให้จนได้ ทางฝ่ายอโยธยาจึงต้องวางแผนกำลังเพื่อรับศึกใหญ่ที่กำลังยกเข้ามาประชิดอย่างรวดเร็ว แต่ภายใต้บรรยากาศของสงครามนั้น ก็ใช่ว่าหัวเมืองต่างๆ จะสามัคคีร่วมมือร่วมใจกัน จนเป็นเหตุให้พระนเรศและกองทัพต้องเข้าปราบปรามผู้ที่คิดแข็งข้อทรยศก่อนที่จะเสียเกินแก้ แต่การศึกสงครามของทัพพม่าในครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนๆ นัก แม้พระนเรศจะทำการรบแบบผิดจารีต

rise of planet of the apes 615 review

Rise of the Planet of the Apes: ดาบนั้นคืนสนอง (B)

ความอหังการ์ของมนุษย์อันนำไปสู่ความย่อยยับของชาติพันธุ์นั้นมีอยู่ในตำนานและวรรณคลาสสิคอยู่นับไม่ถ้วน แน่นอนว่า Planet of the Apes ก็เป็นหนึ่งในซีรี่ย์ที่มีเค้าโครงเกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าวและถูกนำมาสร้างกว่า 6 ภาคไปแล้ว (5 ภาคที่เกี่ยวเนื่องกันและอีกหนึ่งภาคที่แหวกแนวของทิม เบอร์ตั้น) ซึ่ง Rise of the Planet of the Apes อันเป็นภาคล่าสุดนี้ ก็กลายเป็นปฐมบทของซีรี่ย์นี้ได้อย่างหนักแน่น ดุดัน แถมยังชูประเด็นให้เหล่ามนุษย์ที่นั่งดูได้สะอึกกันเลยทีเดียว วิล (เจมส์ ฟรังโก้) เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามทดลองยาเพื่อรักษาอาการอัลไซเมอร์ให้ได้ การทดลองของเขาจึงจำเป็นต้องใช้ลิงชิมแปนซีมาทดลองเชื้อไวรัสที่ถูกพัฒนาขึ้น

captain-america-movie-review1

Captain America: The First Avenger – พลังของวีรบรุษ (B)

คงน่าคิดไม่น้อยว่าฮีโร่คนแรกๆ ของ Marvel อย่าง Captain America จะถูกนำมาสร้างตามหลังฮีโร่ขึ้นๆ ในรูปแบบไหน และจะหามุมใดที่แตกต่างคนๆ อื่นๆ ที่กรุยทางไปก่อนหน้านี้ในขณะที่ Captain America น่าจะเป็นฮีโร่ที่ "ไร้พลัง" ที่สุดเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ซึ่งบทสรุปที่ได้ก็คือ Captain America: The First Avenger กลายเป็นหนังแอ็คชั่นที่ตื่นตาตื่นใจพอประมาณ และพ่วงด้วยการผูกบทแบบฉลาดๆ ให้เราได้ฮึกเหิมกับความเป็น "วีรบรุษ" ของ Captain

0606

พุ่มพวง: น่าเสียดายแสงของดวงจันทร์ (B-)

การนำชีวิตของคนๆ หนึ่งมาเล่าให้อีกครั้งบนแผ่นฟิลม์อาจจะเป็นเรืื่องน่าเบื่อหากคนๆ นั้นไม่มี "เรื่อง" ที่น่าสนใจเพียงพอ แต่ในทางกลับกัน หากคนๆ นั้นมี "มิติ" ที่มากมายและลึกซึ้งมากพอๆ กับความเข้มข้นของชีวิตแล้วล่ะก็ ชีวิตของคนๆ นั้นก็น่าจะเป็นวัตถุดิบชั้นดีของการทำภาพยนตร์เรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้ "พุ่มพวง" ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากชีวิตจริงของ "พุ่มพวง ดวงจันทร์" ราชินีลูกทุ่งในความทรงจำของคนไทยยุคหนึ่งก็เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่มี "เรื่อง" ชั้นเยี่ยมอันเกิดจากตัวบุคคลคือพุ่มพวง ดวงจันทร์ ตลอดจนคนรอบข้างอย่างธีระพล แสนสุข (แฟนคนแรกของพุ่มพวง) และน่าจะกลายเป็นวัตถุดิบอย่างดีสำหรับการพัฒนาเป็นภาษาภาพยนตร์ได้ แต่น่าเสียดายว่า "พุ่มพวง" ในแบบฉบับของบัณฑิต ทองดีนั้น

Screen shot 2011-07-19 at 11.29.13 PM

Paul: ฮาแสบๆ แบบต่างดาว (B-)

เวลาพูดชื่อ Simon Pegg และ Nick Frost แล้ว เราอาจจะนึกถึงหนังแสบๆ อย่าง Shaun of the Dead และ Hot Fuzz ที่เรียกเสียงฮาแบบมีชั้นเชิงเก๋ๆ ภายใต้ฝีมือการกำกับของ Edgar Wright แต่เมื่อ Paul คืองานหนังที่ทั้งสองคนยังแสดงนำแต่ออกมาสู่การกำกับของคนอื่นอย่าง Greg Mottola (Superbad) การเสียดสีและมุกตลกแสบๆ ก็ยังคงสไตล์แบบเดิมในบทหนัง

Donnie-Yen-in-The-Lost-Bladesman-2011-Movie-Image-600x334-1

The Lost Bladesman – กวนอูฉบับไร้เครา (C+)

กวนอู เป็นหนึ่งในตัวละครที่คนรู้จักมากที่สุดในสามก๊กพร้อมกับความเลื่องชื่อในคุณธรรมและความจงรักภักดีจนกลายเป็นความเชื่อและเทพเจ้าให้แสดงความเคารพนับถือมาจนปัจจุบัน แน่นอนว่าก็คงไม่แปลกถ้าจะมีการนำเรื่องราวของกวนอูมาทำเป็นหนัง พอๆ กับที่ก่อนหน้านี้เคยมีการนำเรื่องราวของจูล่งทำมาก่อนแล้ว (นำแสดงโดยหลิว เต๋อ หัว) แต่ดูเหมือนในรูปแบบตามนวนิยายสามก๊กจะไม่โดนใจ เฟลิกซ์ ซอง และ อลัน มัก (Infernal Affiairs) เสียสักเท่าไร เลยนำมาตีความใหม่ พร้อมกับปรับให้มีความเป็นดราม่ามากขึ้น น่าเสียดายที่การตีความใหม่นั้น แม้จะดูน่าสนใจ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เกิดมุมมองใหม่ที่มีพลังได้แต่อย่างใด เรื่องราวของ The Lost Bladesman (สามก๊ก เทพเจ้ากวนอู) จับความตอนที่กวนอูมาอยู่กับฝั่งโจโฉหลังจากที่ทัพเล่าปี่ถูกตีแตก แต่เมื่อทราบว่าเล่าปี่นั้นอยู่กับอ้วนเสี้ยว

the-tree-of-life-movie-photos1

The Tree of Life: โลก ชีวิต พระเจ้า (A-)

คงไม่ใช่เรื่อง่ายที่หนังสักเรื่องจะหยิบสิ่งที่สุดแสนจะเป็นนามธรรมขึ้นมาสร้างให้กลายเป็นหนังแถมทำในรูปแบบนามธรรมให้ออกมาดีได้ แต่ The Tree of Life ของ Terrence Malick (The Thin Red Line) ก็กล้าที่จะสร้างงานในระดับ Masterpiece ซึ่งถ่ายทอดปรัชญาความคิดออกมาได้ละเอียดลึกซึ้งด้วยการใช้ภาพและเสียงในหนังได้อย่างอัศจรรย์ น่าลุ่มหลงอย่างไม่น่าเชื่อ เรื่องราวของหนังมีแกนสำคัญอยู่ที่การเติบโตของเด็กชายคนหนึ่งท่ามกลางการเลี้ยงดูของพ่อแม่และพี่น้องร่วมครอบครัว ระหว่างการใช้ชีวิตของเขานั้นค่อยๆ เปลี่ยนภาวะไร้เดียงสาให้รู้จักโลกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในการเติบโตภายใต้การเลี้ยงดูที่เข้มงวดและเกรี้ยวกราดกดดันจากพ่อ (Brad Pitt) ก็ทำให้ความบริสุทธิ์ในใจที่เคยมีมาเมื่อครั้งแรกเกิดค่อยๆ เลือนหายไปจากจิตใจ เหลือไว้แต่ความหมองเศร้าและเก็บกดอยู่ลึกๆ ประสบการณ์และอดีตฝังใจต่างๆ กลายเป็นเมล็ดพันธุ์ให้เด็กชายเติบใหญ่ขึ้นกลายเป็นคนที่มองและสัมผัสโลกอย่างครุ่นคิด (ช่วงนี้แสดงโดย

shakariki-trailer

SHAKARIKI: สิงห์นักปั่น (B-)

คงมีหนังไม่กี่เรื่องที่จะพูดถึงการปั่นจักรยาน และก็คงมีไม่กี่ประเทศที่จะทำหนังนั้นออกมาได้สนุก ลุ้น และกินใจได้เหมือนกับญี่ปุ่นตามแบบฉบับที่ถูกกลั่นกรองมาจากการ์ตูน (อีกแล้ว) SHAKARIKI สร้างจาการ์ตูนโดย Masahito Soda หรือในชื่อภาษาไทยว่า "สิงห์นักปั่น" เล่าเรื่องของโนโนมุระ เทรุนักเรียนม.ปลายผู้รักการปั่นจักรยานเป็นชีวิตจิตใจและได้เข้าชมรมปั่นจักรยานของโรงเรียนที่กำลังจะถูกปิดเพราะไร้ผลงาน แต่แม้ว่าเทรุผู้มีกำลังขาแข็งแรงมากแค่ไหนก็ไม่สามารถพาทีมที่อ่อนแอกลับมาชนะอินเตอร์ไฮได้และก็ต้องถูกปิดชมรมไปตามระเบียบ อย่างไรก็ตาม ความทะเยอะทะยานและมุ่งมั่นที่จะเอาชนะ ยูตะ นักปั่นอัจฉริยะที่ถูกหมายตาเป็นคู่แข่งทำให้เทรุและเพื่อนฮึดกลับมาหวังแก้แค้นใหม่ในการแข่งขันระดับประชาชน แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะอีกฝั่งก็เป็นถึงแชมป์ที่ไร้พ่าย สิงห์นักปั่นเวอร์ชั่นคนแสดงนี้มีการตัดทอนและปรับเรื่องบางส่วนให้สรุปจบภายในราวๆ สองชั่วโมง แต่อย่างไรก็ตามมันก็มากับหนึ่งในสูตรสำเร็จของหนังญี่ปุ่นที่ครองใจคนอยู่บ่อยๆ นั่นคือตัวละครเอกที่มีความมุ่งมั่นแต่ยังขาดการฝึกฝน แน่นอนว่าแม้เทรุจะมีกำลังขาที่มหัศจรรย์แต่การเป็นมือใหม่กับการขี่จักรยานแบบแข่งขันนั้นทำให้เขากลายเป็นพวกอ่อนหัดไปในพริบตา แต่นั่นก็ไม่ทำให้เขาย่อท้อ ในขณะที่เพื่อนๆ ทุกคนใช้ชีวิตแบบซังกะตายและเหม่อลอยด้วยไม่รู้จะทำอะไรหลังจากถูกยุบชมรม เทรุซึ่งเป็นมือใหม่กลับปั่นจักรยานแล้วพูดว่า "ต่อให้ไม่มีชมรม เขาก็ยังซ้อมปั่นจักรยานได้" ซึ่งนั่นเป็นหมัดฮุคที่ทำให้ทุกคนกลับมารู้ว่าสิ่งที่ตัวเองรักนั้นคืออะไรและพยายามก้าวข้ามความล้มเหลวเพื่อยืดอกออกมาพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น อีกประเด็นหนึ่งที่หนังสื่อออกมาคือต่อให้เก่งแค่ไหนเพียงไร

Transformer 3

Transformers 3: จบๆ ไปได้ซะก็ดี (C)

ครั้งหนึ่ง South Park ซีรี่ย์ Animation สุดแสบเคยนำ Michael Bay มาล้อเลียนว่าเขาทำหนังที่เต็มไปด้วยแอ๊คชั่นระเบิดภูเขาเผากระท่อมแต่ไร้ซึ่งไอเดีย และแล้ว Transformers 3: Dark of the Moon ก็เป็นหนังที่ยืนยันว่าสิ่งที่ South Park พูดเสียดสีนั้นไม่ได้ไกลเกินจริงเลย เพราะ Transformer 3 กลายเป็นหนัง Action ที่แถไถตัวเองให้ได้กลายเป็นหนังโดยขาดซึ่งไอเดียและเนื้อเรื่องที่ดูเข้าท่า โดยหวังเพียงให้แค่ CG

inside-job

Inside Job: ความโสมมของวอลสตรีท (B+)

ก่อนหน้านี้มีหนังของ Michael Moore อย่าง Capitalism: A Love Story ออกมาตีแผ่ภาวะวิกฤตการณ์ทางการเงินครั้งสำคัญของโลกช่วงปี 2008-2009 ซึ่งก็ทำออกมาได้ดุดัน ก้าวร้าว ตามสไตล์ของ Moore จนไม่แปลกที่หลายคนจะมองว่าค่อนข้างเป็นอคติและสุดโต่งอยู่เสียหน่อย ในอีกทางหนึ่ง Inside Job หนังสารคดีรางวัลออสการ์ปี 2010 ก็นำประเด็นวิกฤติการณ์ทางการเงินมาตีแผ่เช่นเดียวกัน แต่คราวนี้ Charles Ferguson เลือกจะตีแผ่แบบ "สุภาพชน" แต่ "กรีดลึก" ลงไปถึงที่มา

Screen shot 2011-06-25 at 10.40.16 PM

Arrietty: โลกเล็กๆ แสนมหัศจรรย์ของ Ghibli (B+)

Studio Ghibli น่าจะเป็นสตูดิโอสร้าง Animation ที่ดังที่สุดสตูดิโอหนึ่งไม่แพ้ Pixar อันมาจากเอกลักษณ์และผลงานอันลือชื่อในสมัยก่อนอย่าง Princess Mononoke, Spirited Away, Howl's Moving Castle ซึ่งหลายคนมักจะจำได้กับผู้กำกับชื่อดังอย่าง Hayao Miyazaki คำถามที่หลายๆ คนก็อดคิดไม่ได้ว่าหากเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ Miyazaki ทำ Animation แล้วนั้น หนังเรื่องดังกล่าวจะยังคงคุณภาพอยู่ในระดับสูงได้เหมือนกับที่ผู้ก่อตั้งสามมรถทำไว้ได้หรือไม่ ซึ่ง Arrietty ภายใต้การกำกับของ Hiromasa Yonebayashi

Powered by Free Wordpress Themes