<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Bark n&#039; Bite &#187; Film Bite</title>
	<atom:link href="http://www.barkandbite.net/category/bite/film-bite/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.barkandbite.net</link>
	<description>วิจารณ์ไปเรื่อย</description>
	<lastBuildDate>Thu, 29 Jul 2010 15:05:35 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0</generator>
		<item>
		<title>Hot Summer Days: รักร้อน ๆ จนใจละลาย</title>
		<link>http://www.barkandbite.net/2010/07/hot-summer-days/</link>
		<comments>http://www.barkandbite.net/2010/07/hot-summer-days/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 29 Jul 2010 15:05:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>nuttaputch</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bite]]></category>
		<category><![CDATA[Film Bite]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.barkandbite.net/?p=386</guid>
		<description><![CDATA[ในวัยเด็กผมค่อนข้างมีความทรงจำกับหนังฮ่องกงมากเป็นพิเศษ คงเป็นเพราะช่วงที่อุตสาหกรรมหนังฮ่่องกงบูมพร้อมกับการเกิดของดาราชั้นแนวหน้าและหนังเจ๋ง ๆ แต่หลังจากนั้นก็ซบเซาอยู่พักใหญ่ ๆ ก่อนจะมาบูมอีกช่วงกระแสของ Infernal Affairs (แต่ก็เงียบอีกหลังจากนั้น) และในภาวะที่กระแสหนังเอเซียจากญี่ปุ่นและเกาหลีบูม หนังฮอลลีวู้ดครองโลก บางทีผมก็นั่งคิดว่าหนังฮ่องกงในความทรงจำของผไปอยู่ไหนกันแล้ว&#8230; และเมื่อผมได้มีโอกาสดู HOT SUMMER DAYS ก็ทำให้ผมได้กลับไปอมยิ้มกับความทรงจำสมัยก่อนอย่างอิ่มเอิบ เพราะหนังฮ่องกงเรื่องนี้เต็มไปด้วยอรรถรสและเสน่ห์ของหนังฮ่องกง และอาจจะเป็นหนังรักแนว Feel Good ที่สนุกที่สุดเรื่องหนึ่งในปีนี้ก็ว่าได้ เรื่องราวของ Hot Summer Days นั้นมาในรูปแบบคล้าย ๆ กับ Love Actually ว่าด้วยเรื่องคนหลายคู่ที่บังเอิญมีประสบการณ์ร่วมกันในช่วงเวลาที่อากาศร้อนเป็นประวัติการณ์ ตั้งแต่คนขับรถที่ส่ง SMS ผิดไปหานักเปียโนที่ตกงานต้องไปเป็นพนักงานนวดเท้า ช่างซ่อมแอร์หัวหมอที่เจอกับสาวนักซิ่ง หนุ่มบ้านนอกที่ตามจีบสาวโรงงาน เจ้าของร้านซูชิเปิดใหม่ที่ได้เจอกับนักวิจารณ์อาหารอดีตคนรัก และตากล้องกับผู้ช่วยที่เจอนางแบบที่คนใหม่ที่จะเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาไป ซึ่งในแต่ละคู่ก็จะมีเรื่องราวที่แยกออกจากกันภายใต้ Sub-Theme ที่แตกออกไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการความสัมพันธ์ที่อยู่บนความโกหก รักที่รอคอยวันที่อีกฝ่ายจะลดทิฐิ หรือความรักที่มีต่อคนอื่นจนทำให้คนอื่นอยากหยิบยื่นความรักเพื่อเติมเต็ม ฯลฯ โดยทั้งหมดนี้ร้อยเรียงกันอย่างเป็นจังหวะที่สมดุล พร้อมจะสร้างความรู้สึกและมิติต่าง ๆ ของคำว่า &#8220;รัก&#8221; ให้กับผู้ชมตลอดเกือบสองชั่วโมง ถ้าถามผมว่าทำไม Hot Summer]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.barkandbite.net/2010/07/hot-summer-days/" type="box_count"></fb:share-button><p style="text-align: center;"><img class="aligncenter dtse-img dtse-post-386" src="http://movie.mthai.com/wp-content/uploads/2010/06/newhotsummer_bg.jpg" alt="" width="393" height="580" /></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">ในวัยเด็กผมค่อนข้างมีความทรงจำกับหนังฮ่องกงมากเป็นพิเศษ คงเป็นเพราะช่วงที่อุตสาหกรรมหนังฮ่่องกงบูมพร้อมกับการเกิดของดาราชั้นแนวหน้าและหนังเจ๋ง ๆ แต่หลังจากนั้นก็ซบเซาอยู่พักใหญ่ ๆ ก่อนจะมาบูมอีกช่วงกระแสของ Infernal Affairs (แต่ก็เงียบอีกหลังจากนั้น) และในภาวะที่กระแสหนังเอเซียจากญี่ปุ่นและเกาหลีบูม หนังฮอลลีวู้ดครองโลก บางทีผมก็นั่งคิดว่าหนังฮ่องกงในความทรงจำของผไปอยู่ไหนกันแล้ว&#8230;</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">และเมื่อผมได้มีโอกาสดู HOT SUMMER DAYS ก็ทำให้ผมได้กลับไปอมยิ้มกับความทรงจำสมัยก่อนอย่างอิ่มเอิบ เพราะหนังฮ่องกงเรื่องนี้เต็มไปด้วยอรรถรสและเสน่ห์ของหนังฮ่องกง และอาจจะเป็นหนังรักแนว Feel Good ที่สนุกที่สุดเรื่องหนึ่งในปีนี้ก็ว่าได้<span id="more-386"></span><br />
</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">เรื่องราวของ Hot Summer Days นั้นมาในรูปแบบคล้าย ๆ กับ Love Actually ว่าด้วยเรื่องคนหลายคู่ที่บังเอิญมีประสบการณ์ร่วมกันในช่วงเวลาที่อากาศร้อนเป็นประวัติการณ์ ตั้งแต่คนขับรถที่ส่ง SMS ผิดไปหานักเปียโนที่ตกงานต้องไปเป็นพนักงานนวดเท้า ช่างซ่อมแอร์หัวหมอที่เจอกับสาวนักซิ่ง หนุ่มบ้านนอกที่ตามจีบสาวโรงงาน เจ้าของร้านซูชิเปิดใหม่ที่ได้เจอกับนักวิจารณ์อาหารอดีตคนรัก และตากล้องกับผู้ช่วยที่เจอนางแบบที่คนใหม่ที่จะเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาไป ซึ่งในแต่ละคู่ก็จะมีเรื่องราวที่แยกออกจากกันภายใต้ Sub-Theme ที่แตกออกไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการความสัมพันธ์ที่อยู่บนความโกหก รักที่รอคอยวันที่อีกฝ่ายจะลดทิฐิ หรือความรักที่มีต่อคนอื่นจนทำให้คนอื่นอยากหยิบยื่นความรักเพื่อเติมเต็ม ฯลฯ โดยทั้งหมดนี้ร้อยเรียงกันอย่างเป็นจังหวะที่สมดุล พร้อมจะสร้างความรู้สึกและมิติต่าง ๆ ของคำว่า &#8220;รัก&#8221; ให้กับผู้ชมตลอดเกือบสองชั่วโมง</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">ถ้าถามผมว่าทำไม Hot Summer Days ทำให้ผมรู้สึกถึงความเป็น &#8220;ฮ่องกง&#8221; ได้ สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่เห็นชัดที่เป็นเอกลักษณ์อยู่คือลักษณะของการผูกเรื่อง เหตุการณ์ในเรืื่อง รวมทั้งฉากหลังและบรรรยากาศที่หนังฮ่องกงจะมีเสน่ห์ต่างจากหนังเอเซียด้วยกันพอสมควร Hot Summer Days เต็มไปด้วยบทสนทนาและการเล่าด้วยจังหวะที่เร็วและกระชับอยู่ตลอดเวลา (ซึ่งผิดกับญี่ปุ่นที่จะช้า ๆ ละเมียดละไม และเกาหลีที่จะฟุ้ง ๆ) ขณะเดียวกันบรรยากาศ มุมกล้อง และฉากหลังก็เต็มไปด้วยบรรยากาศของ &#8220;ฮ่องกง&#8221; และ &#8220;จีน&#8221; อยู่ค่อนข้างเยอะ ซึ่งนั่นรวมไปถึงวิธีการจัดแสงที่ค่อนข้างจะกระด้างกว่าชาติอื่น ๆ ในแถบเดียวกัน  และนอกจากนี้ยังมีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ พอให้สัมผัสอยู่เรื่อย ๆ ไม่ขาดสาย</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">โดยรวมของหนังแล้ว นี่อาจจะเป็นหนังสูตรสำเร็จที่เดินตามแบบ Love Actually (ถ้าบ้านเราก็จะแบบ ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น) ที่มีการผสมความรู้สึกหลาย ๆ จากเรื่องราวหลาย ๆ เรื่องที่ทับซ้อนกันอยู่ ให้ผู้ชมได้ความรู้สึกดี ๆ กลับไป ซึ่ง Hot Summer Days ก็เป็นหนังที่เรียกรอยยิ้มให้กับผู้ชมผ่านมุกและวิธีการผูกเรื่องเก๋ ๆ ที่หยอดไว้อยู่ตลอดเรื่อง และก็เป็นหนังที่ค่อนข้างจะกล่อมคนดูให้อยู่หมัดได้อย่างง่าย ๆ จากการแสดงที่ค่อนข้างมีเสน่ห์ของดาราดัง ๆ ที่ขนมาเล่นกันเยอะเต็มจอ จนบางทีก็น่าเสียดายที่บทแต่ละคนน้อยกันไปหน่อยเพราะต้องแชร์ให้เท่า ๆ กัน</span></p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;">



		<!-- Added by WP-DragToShare-eXtended Plugin -->
		<script type="text/javascript">
			dtsv.dtse_post_386_permalink = 'http://www.barkandbite.net/2010/07/hot-summer-days/';
			dtsv.dtse_post_386_title = 'Hot Summer Days: รักร้อน ๆ จนใจละลาย';
		</script>
		<!-- End of WP-DragToShare-eXtended Plugin --><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.barkandbite.net/2010/07/hot-summer-days/&amp;layout=&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div style='display:none' id="post-refEl-386"></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.barkandbite.net/2010/07/hot-summer-days/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Inception: ลึกลับ ซับซ้อน แต่เจ๋งสุด ๆ</title>
		<link>http://www.barkandbite.net/2010/07/inception/</link>
		<comments>http://www.barkandbite.net/2010/07/inception/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 15 Jul 2010 02:09:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>nuttaputch</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bite]]></category>
		<category><![CDATA[Film Bite]]></category>
		<category><![CDATA[drama]]></category>
		<category><![CDATA[sci-fi]]></category>
		<category><![CDATA[thriller]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.barkandbite.net/?p=347</guid>
		<description><![CDATA[หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า Christopher Nolan คือผู้กำกับของ The Dark Knight ที่ฮิตถล่มทลาย และอีกหลายต่อหลายคนไม่รู้ว่า Christopher Nolan นั้นไม่ได้ดังจากหนัง Super Hero อย่าง Batman Begin แต่เขาดังตั้งแต่สมัยหนังอินดี้สุดแหวกและโดนใจคอหนังอย่าง Memento ซึ่งสำหรับบรรดาคอหนังจะทราบอันดีถึงเอกลักษณ์หนังทีี่เป็น Original ของ Nolan ว่าจะเต็มไปด้วยความลึกลับ ซับซ้อน แต่แฝงไว้ด้วยความคิดที่เฉียบคมและน่าทึ่งอยู่เสมอ ๆ แน่นอนว่าหลังจากโปรเจคหนังหลัง ๆ ของเขาทุกเรื่องทำรายได้ถล่มทลายและกลายเป็นผู้กำกับชื่อดัง เขาก็ได้สิทธิ์ในการบรรเลงจินตนาการของเขาอีกครั้ง ซึ่ง Inception คือหนังที่เขาเล่าว่าเป็นหนังก้นกรุ (แบบเดียวกับที่คาเมรอนบอกว่าเป็นหนังในลิ้นชักของเขานั่นแหละ) และวันนี้เขามีโอกาสทำให้มันเป็นจริง ซึ่งมันก็เจ๋งสมกับที่เขาบ่มเพราะมันไว้จนสุกหง่อมแล้วจริง ๆ !! Inception เป็นหนัง Sci-Fi / Action / Thriller (เป็นส่วนประกอบที่เจ๋งไหมล่ะ) ว่าด้วยเรื่องสมมติ (?) เมื่อเทคโนโลยีสามารถทำให้คนสามารถเข้าไปเชื่อมโยงกับความฝันของคนอื่น ๆ ได้ ซึ่งในความฝันนี้แหละ ที่จะทำให้คนนอกสามารถเข้ามาดูความลับ หรือ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.barkandbite.net/2010/07/inception/" type="box_count"></fb:share-button><p style="text-align: center;"><a href="http://www.barkandbite.net/wp-content/uploads/inception.jpeg"><img class="aligncenter size-full wp-image-348 dtse-img dtse-post-347" title="inception poster" src="http://www.barkandbite.net/wp-content/uploads/inception.jpeg" alt="" width="358" height="529" /></a></p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า Christopher Nolan คือผู้กำกับของ The Dark Knight ที่ฮิตถล่มทลาย และอีกหลายต่อหลายคนไม่รู้ว่า Christopher Nolan นั้นไม่ได้ดังจากหนัง Super Hero อย่าง Batman Begin แต่เขาดังตั้งแต่สมัยหนังอินดี้สุดแหวกและโดนใจคอหนังอย่าง Memento ซึ่งสำหรับบรรดาคอหนังจะทราบอันดีถึงเอกลักษณ์หนังทีี่เป็น Original ของ Nolan ว่าจะเต็มไปด้วยความลึกลับ ซับซ้อน แต่แฝงไว้ด้วยความคิดที่เฉียบคมและน่าทึ่งอยู่เสมอ ๆ </span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">แน่นอนว่าหลังจากโปรเจคหนังหลัง ๆ ของเขาทุกเรื่องทำรายได้ถล่มทลายและกลายเป็นผู้กำกับชื่อดัง เขาก็ได้สิทธิ์ในการบรรเลงจินตนาการของเขาอีกครั้ง ซึ่ง Inception คือหนังที่เขาเล่าว่าเป็นหนังก้นกรุ (แบบเดียวกับที่คาเมรอนบอกว่าเป็นหนังในลิ้นชักของเขานั่นแหละ) และวันนี้เขามีโอกาสทำให้มันเป็นจริง ซึ่งมันก็เจ๋งสมกับที่เขาบ่มเพราะมันไว้จนสุกหง่อมแล้วจริง ๆ !!</span></p>
<p style="text-align: left;"><span id="more-347"></span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">Inception เป็นหนัง Sci-Fi / Action / Thriller (เป็นส่วนประกอบที่เจ๋งไหมล่ะ) ว่าด้วยเรื่องสมมติ (?) เมื่อเทคโนโลยีสามารถทำให้คนสามารถเข้าไปเชื่อมโยงกับความฝันของคนอื่น ๆ ได้ ซึ่งในความฝันนี้แหละ ที่จะทำให้คนนอกสามารถเข้ามาดูความลับ หรือ &#8220;ข้อมูล&#8221; ที่ถูกซ่อนไว้ในจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก ภารกิจจารกรรมความลับเหล่านี้เป็นหน้าที่ของจารชนอย่าง คอร์บ (ลีโอนาโด ดิคาร์ปริโอ) และเหล่าทีมงานของเขา แต่แล้ววันหนึ่ง ภารกิจของพวกเขาก็เปลี่ยนไปจากที่ต้อง &#8220;ขโมย&#8221; แต่ต้องเป็น &#8220;ฝังความคิด&#8221; (Inception) ให้กับเจ้าของความฝัน ซึ่งนอกจากภารกิจนี้อยู่บนมุมมองที่ &#8220;ยากเกินกว่าจะเป็นไปได้&#8221; แล้ว ปริศนาและความลับของคอร์บก็เป็นเหมือนภัยมืดที่ทำให้ภารกิจดังกล่าวยากขึ้นไปอีก</span></p>
<p style="text-align: left;"><a href="http://www.barkandbite.net/wp-content/uploads/inception-trailer2-header.jpeg"><img class="aligncenter size-full wp-image-350 dtse-img dtse-post-347" title="inception-scene2" src="http://www.barkandbite.net/wp-content/uploads/inception-trailer2-header.jpeg" alt="" width="590" height="300" /></a><span style="font-size: medium;"><br />
</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">จะว่าไปแล้ว ความคิดอันอัศจรรย์ของ Nolan ก็นับว่าสุดบรรเจิดกันอยู่แล้ว นับตั้งแต่พล็อตเก๋ ๆ ไอเดียและความคิดของ Sci-Fi ที่ล้ำชนิดคาดไม่ถึงกัน แต่บทหนังก็ฉลาดมากพอที่จะยัดเยียดความคิดให้เราเชื่อและเออออตามไปกับมันได้ภายในครึ่งชั่วโมงแรกด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา ตั้งแต่คำพูด การลำดับความคิด หรือแม้แต่ภาพ ซึ่งเชื่อเถอะว่าถ้าใครพลาดครึ่งชั่วโมงแรก ก็คงเตรียมหลงทางอยู่ในหนังของเขาชนิดหาทางออกไม่เจอไปอีกสองชั่วโมง</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">เพราะอะไรน่ะหรือ? เพราะบทหนังเรื่องนี้สำคัญมากในการปูพื้นฐานให้คนเข้าใจ Fictional Truth ของเรื่อง ซึ่งถ้าเราไม่สามารถเข้าใจ (หรือพอที่จะเข้าใจบ้าง) ก็คงเป็นการยากที่จะเข้าใจเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมาชนิดลึกลับ ซ้อนทับกันไปมาให้งงแล้วงงอีกเป็นแน่</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">นอกจากไอเดียเจ๋ง ๆ ของ Nolan แล้ว บทหนังก็ยังคมกริบแบบเดียวกับหนังเรื่องก่อน ๆ ที่ Nolan ได้ร่วมเขียนบทด้วย (The Dark Knight, The Prestige) มีการวางเงื่อนงำ ปริศนาต่าง ๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป มีหักมุมหรือสร้าง Surprise ระหว่างเรื่อง ก่อนค่อย ๆ ใบ้ให้ผู้ชมรู้ และเปิดเผยให้ทึ่งไปพร้อม ๆ กัน (แม้มันอาจจะไม่หักมุมชนิดตกเก้าอี้ก็ตาม) ซึ่งกลวิธีแบบนี้ก็จะเห็นบ่อย ๆ ให้หนังของเขา และการใส่ใจและโฟกัสไปที่การเล่าเรื่องนี่แหละ ที่เป็นเสน่ห์สำคัญที่ผู้ชมหลายคนชื่นชอบหนังของเขาเป็นพิเศษ</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">สิ่งหนึ่งที่น่าคิดไม่น้อยจากหนังคือประเด็นการแยกแยะระหว่างความฝันและความจริงของคนที่ได้เข้าไปสัมผัสความฝันในแบบที่ &#8220;ควบคุมได้&#8221; โดยโลกที่จินตนาการสามารถสร้างได้นั้นกลายเป็นสิ่งที่ปรารถนา และกลายเป็นบ่วงที่ทำให้หลายคนแม้แต่คอร์บเองก็ต้องพลาดพลั้งถอนตัวไม่ขึ้น ซึ่งกลายเป็นคำพูดเด็ด ๆ ว่า &#8220;ตื่นกลับไปโลกความจริง&#8221; นั้นจริง ๆ แล้วคือกลับไปสู่โลกไหนกันแน่</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;"><br />
</span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.barkandbite.net/wp-content/uploads/Inception_still2323.jpeg"><img class="aligncenter size-full wp-image-349 dtse-img dtse-post-347" title="Inception_scene_1" src="http://www.barkandbite.net/wp-content/uploads/Inception_still2323.jpeg" alt="" width="507" height="211" /></a><span style="font-size: medium;"><br />
</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">การที่หนังมีความลึกลับซับซ้อนหลายชั้น ทำให้การลำดับและตัดต่อภาพนั้นต้องมีจังหวะที่เฉียบคมมาก ๆ ซึ่ง Inception ก็เป็นหนึ่งในหนังที่ลำดับและตัดต่อออกมาได้ดีถึงดีมาก และมีส่วนสำคัญในการสร้างให้หนังดูตื่นเต้น รวดเร็วและลุ้นระทึกอยู่ตลอด พร้อม ๆ กับเพลงประกอบฝีมือของ Hans Zimmer ที่ทำให้หนังรู้สึกบีบคั้น ตึงเครียด แต่ก็ดู &#8220;อลังการ&#8221; ไปพร้อม ๆ กัน</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">ในส่วนด้านการแสดงของบรรดานักแสดงนั้น ก็นับว่าลีโอนาโด ได้รับบทที่ค่อนข้างท้าทายและสร้างภาพเท่ห์ ๆ ของเขาในมาดของจารชนที่มาพร้อมกับฉาก Action สไตล์ James Bond และบท Drama เล็ก ๆ (แต่ไม่ได้้เยอะพอจนจะน่าจดจำเมื่อเทียบกับบทบู๊) นอกจากนี้เราก็ยังได้ชมนักแสดงหลายคนในบทที่แปลกออกไปอย่าง Ellen Page (Juno) หรือ Ken Watanabe </span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">โดยส่วนตัวแล้ว หนังเรื่องนี้ยังคงความเจ๋งสไตล์ Nolan ไว้อย่างครบครัน แถมเหมือนเขาได้เรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ จากการกำกับหนังเรื่องก่อน ๆ แล้วเอามาผสมให้ Inception กลายเป็นหนังที่ครบสูตรตั้งแต่บทที่ดี เทคนิคภาพเท่ห์ และแอคชั่นมันส์ ๆ แต่ก็ยังมีข้อเสียคล้าย ๆ กับงานอย่าง Memento ที่คนจะเดินออกมาจากโรงแล้วถามกันว่า &#8220;รู้เรื่องไหม?&#8221; &#8220;สรุปไอ้นั่นคืออะไร&#8221; ฯลฯ อันเกิดจากการที่ผู้ชมหลาย ๆ คนตามเรื่องและความสลับซับซ้อนของหนังไม่ทันนั่นเอง</span></p>



		<!-- Added by WP-DragToShare-eXtended Plugin -->
		<script type="text/javascript">
			dtsv.dtse_post_347_permalink = 'http://www.barkandbite.net/2010/07/inception/';
			dtsv.dtse_post_347_title = 'Inception: ลึกลับ ซับซ้อน แต่เจ๋งสุด ๆ';
		</script>
		<!-- End of WP-DragToShare-eXtended Plugin --><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.barkandbite.net/2010/07/inception/&amp;layout=&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div style='display:none' id="post-refEl-347"></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.barkandbite.net/2010/07/inception/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เราสองสามคน: Road Movie ที่สวย สนุก และเพลินสุด ๆ</title>
		<link>http://www.barkandbite.net/2010/07/that_sounds_good/</link>
		<comments>http://www.barkandbite.net/2010/07/that_sounds_good/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Jul 2010 13:38:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>nuttaputch</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bite]]></category>
		<category><![CDATA[Film Bite]]></category>
		<category><![CDATA[comedy]]></category>
		<category><![CDATA[road movie]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.barkandbite.net/?p=335</guid>
		<description><![CDATA[เรียว กิตติกร นับว่าเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่ทำหนังได้ &#8220;แนว&#8221; และมีเอกลักษณ์มากที่สุดคนหนึ่ง โดยเฉพาะการผสมเสียงหัวเราะเข้ากับเรื่องราวดี ๆ ประทับใจให้ Feel Good ได้อย่างลงตัว ตั้งแต่ในเรื่องก่อน ๆ เช่น การหัวเราะบนสถานการณ์เครียดและกดดันอย่าง &#8220;เมล์นรกหมวยยกล้อ&#8221; หรือ ขำ ๆ กับความน่ารักแต่แอบดุดันจริงจังอย่าง &#8220;ดรีมทีม&#8221; ซึ่งในหนังล่าสุดของเขา &#8220;เราสองสามคนนั้น&#8221; เขาก็ยังคงพาเราไปสนุกและขำขันกับเรื่องราวดี ๆ ให้มีรอยยิ้มอยู่ตลอด และหนังล่าสุดเรื่องนี้ ต้องนับว่าเขาลดความซีเรียสลงไปเยอะ และทำให้หนังดูง่ายและเพลินกว่าเรื่องก่อน ๆ มากทีเดียวเชียว เรื่องราวของ &#8220;เราสองสามคน&#8221; นั้นเป็นเหมือนบันทึึกการเดินทางจากประเทศไทยสู่ดินแดนอินโดจีน ซึ่งหากทริปนี้เป็นปรกติ &#8220;ส้มฉุน&#8221; (เจ มณฑล) ก็คงไม่มีอะไรมากมายนอกจากขับรถไปเรื่อย ๆ เพียงแต่ว่าครั้งนี้มีสองสาวที่ &#8220;พิเศษ&#8221; อย่าง &#8220;สุนทรีย์&#8221; (พลอย รัตนรัตน์) สาวหูตึง กับ &#8220;เต๋อ&#8221; (ยิปโซ รมิตา) สาวตาสั้นสุด ๆ ติดรถมาด้วย แล้วเหตุการณ์เข้าใจผิดจากความ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.barkandbite.net/2010/07/that_sounds_good/" type="box_count"></fb:share-button><p style="text-align: center;"><img class="aligncenter dtse-img dtse-post-335" src="http://www.postjung.com/member/keep-img/data/201005/4bf0e836b10ba.jpg" alt="" width="500" height="335" /></p>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">เรียว กิตติกร นับว่าเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่ทำหนังได้ &#8220;แนว&#8221; และมีเอกลักษณ์มากที่สุดคนหนึ่ง โดยเฉพาะการผสมเสียงหัวเราะเข้ากับเรื่องราวดี ๆ ประทับใจให้ Feel Good ได้อย่างลงตัว ตั้งแต่ในเรื่องก่อน ๆ เช่น การหัวเราะบนสถานการณ์เครียดและกดดันอย่าง &#8220;เมล์นรกหมวยยกล้อ&#8221; หรือ ขำ ๆ กับความน่ารักแต่แอบดุดันจริงจังอย่าง &#8220;ดรีมทีม&#8221; ซึ่งในหนังล่าสุดของเขา &#8220;เราสองสามคนนั้น&#8221; เขาก็ยังคงพาเราไปสนุกและขำขันกับเรื่องราวดี ๆ ให้มีรอยยิ้มอยู่ตลอด และหนังล่าสุดเรื่องนี้ ต้องนับว่าเขาลดความซีเรียสลงไปเยอะ และทำให้หนังดูง่ายและเพลินกว่าเรื่องก่อน ๆ มากทีเดียวเชียว</span><span id="more-335"></span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">เรื่องราวของ &#8220;เราสองสามคน&#8221; นั้นเป็นเหมือนบันทึึกการเดินทางจากประเทศไทยสู่ดินแดนอินโดจีน ซึ่งหากทริปนี้เป็นปรกติ &#8220;ส้มฉุน&#8221; (เจ มณฑล) ก็คงไม่มีอะไรมากมายนอกจากขับรถไปเรื่อย ๆ เพียงแต่ว่าครั้งนี้มีสองสาวที่ &#8220;พิเศษ&#8221; อย่าง &#8220;สุนทรีย์&#8221; (พลอย รัตนรัตน์) สาวหูตึง กับ &#8220;เต๋อ&#8221; (ยิปโซ รมิตา) สาวตาสั้นสุด ๆ ติดรถมาด้วย แล้วเหตุการณ์เข้าใจผิดจากความ &#8220;พิเศษ&#8221; นี่แหละ ที่ทำให้ความสัมพันธ์รักสามเส้าก็เกิดขึ้น เมื่อสุนทรีย์คิดว่าส้มฉุนแอบชอบตน พร้อม ๆ กับที่เต๋อก็คิดว่าตัวเองก็ถูกส้มฉุนชอบด้วยเช่นกัน แต่ทั้งสองคนกลับไม่รู้แน่ชัดจริง ๆ ว่าส้มฉุนคิดอะไร (และกับใคร) กันแน่ ซึ่งเหตุอลวนนี้แหละที่ทำให้เรื่องมันยุ่งเหยิงและอีรุงตุงนังพร้อม ๆ กับรอยยิ้มจนจบเรื่อง</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">ประเด็นสำคัญของเรื่องคงไม่พ้นเรื่อง &#8220;การสื่อสาร&#8221; อันจะเห็นได้อย่างโต้ง ๆ จากข้อจำกัดและปัญหาของตัวละครต่าง ๆ ตั้งแต่นางเอกสองคนที่ทั้งฟังไม่ชัด แล้วก็มองไม่ชัด ตลอดไปจนถึงพระเอกที่ก็ &#8220;ทำอะไรไม่ชัดเจน&#8221; จนกลายเป็นปัญหาเมื่อสารที่ต้องการสื่อหรือต้องการบอกนั้นไม่ได้ถูกส่งไปถึงผู้ที่้ต้องการบอก หนังมีจุดใบ้หลายจุดที่พูดเรื่องนี้ ตั้งแต่การชี้ให้เห็นถึงปัญหาผลพวงจากการที่เข้าใจสารผิด ไปจนถึงบทแทรกเล็ก ๆ อย่างที่รุ่นพี่ถามส้มฉุนหลายครั้งว่าอะไรยังไง แต่ส้มฉุนก็ไม่เคยแถลงไขให้ชัดเจน จนทำให้ใคร ๆ ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น (เช่นเดียวกับผู้ชมที่ก็งง ๆ ด้วยว่าสุดท้ายส้มฉุนคิดอะไรกันแน่)</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">โดยส่วนตัว ผมว่าบทหนังของเราสองสามคน เป็นบทหนังตลกดี ๆ แบบฉบับของเรียว กิตติกร ที่ปรับให้ย่อยง่ายขึ้นกว่าเรื่องก่อน ๆ ซึ่งเป็นผลมาจากการหยิบประเด็นง่าย ๆ แถมมีการเปรียบเปรยที่ค่อนข้างเห็นชัดจนไม่ต้องคิดหลายตลบหรือตีความอะไรให้ลึกซึ้งนัก นอกจากนี้วิธีการเล่าของเราสองสามคนยังเป็นอะไรที่เรียบง่าย ซื่อตรง และเป็นธรรมชาติเอามาก ๆ โดยไม่รู้สึกว่ามีอะไรที่เสแสร้งหรือจงใจปั้นแต่งเพื่อเอาอกเอาใจผู้ชม นอกจากนี้บทตลกต่าง ๆ ที่วางไว้นั้นค่อนข้างจะถูกจังหวะเอามาก ๆ แถมเป็นบทที่ตลกโดยธรรมชาติหาใช่การยัดเยียดหรือสร้างมุกตลกแบบคาเฟ่ดูถูกรสนิยมคนดูแต่อย่างใด </span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">เสน่ห์ที่สำคัญอีกอย่างของหนังเรื่องนี้คือการทำให้หนังเป็น Road Movie ที่เล่าเรื่องการผจญภัย การเติบโต การเปลี่ยนแปลงของตัวละครไปพร้อม ๆ กับโลเคชั่นที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ซึ่งทำให้ผู้ชมที่นั่งอยู่ก็เหมือนร่วมเดินทางไปกับคณะทัวร์และแอบเรียนรู้ตัวละครไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งตรงนี้ก็ต้องขอชมการกำกับและถ่ายภาพพอสมควร ที่ทำให้ทริปนี้ของเหล่าตัวละครนั้นเต็มไปด้วยภาพที่สวยงามและน่าจดจำมากทีเดียว และเมื่อผนวกกับดนตรีและเพลงประกอบนั้น ก็ทำให้เราสองสามคนไม่เป็นเพียงแค่หนังที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของคน แต่กลายเป็นเหมือนหนัง Adventure ดี ๆ อีกเรื่องหนึ่งไปพร้อม ๆ กัน</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">อีกจุดหนึ่งที่น่าชื่นชมผู้กำกับอยู่ไม่น้อย คือการดึงเสน่ห์ของตัวละครให้ออกมาผ่านนักแสดง ซึ่งทำให้คนดูรู้สึกหลงรักกับตัวละครแทบทุกคน ไม่ว่าจะเป็นตัวละครหลัก หรือตัวละครรอง (แม้กระทั่งตัวประกอบเองก็ตาม) โดยแต่ละคนนั้นก็มีความเป็นธรรมชาติ ดูเป็นผู้เป็นคน และทำให้หนังกลายเป็นหนังที่ &#8220;เบา&#8221; และ &#8220;รู้สึกดี&#8221; อยู่ตลอดเวลา</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">โดยส่วนตัวแล้ว เราสองสามคนเป็นหนังที่ค่อนข้างน่ารัก กระหนุงกระหนิง และเพลิน ๆ เอามากทีเดียว แม้ว่าโดยเนื้อและแกนของเรื่องจะไม่ได้หนักหน่วงและลึกซึ้งอะไร แต่กับภาพรวมของหนังแล้ว มันเป็นหนังที่เราจะรู้สึกดีตลอดการชมซึ่งเป็นผลจากองค์ประกอบทั้งหมด ตั้งแต่ บท ภาพ นักแสดง และดนตรีประกอบ ซึ่งนี่เป็นดัชนีที่วัดได้อย่างดีถึงคุณภาพของหนัง</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">แม้มันอาจจะไม่ใช่หนังที่ดราม่าหรือสร้างความประทับใจแบบน้ำตาตกใน แต่เชื่อเถอะว่ามันเป็นหนังที่ดี และทำให้คุณอิ่มเอมกับความสุขใจอย่างเต็มอิ่มเลยทีเดียว</span></p>
<p style="text-align: left;">



		<!-- Added by WP-DragToShare-eXtended Plugin -->
		<script type="text/javascript">
			dtsv.dtse_post_335_permalink = 'http://www.barkandbite.net/2010/07/that_sounds_good/';
			dtsv.dtse_post_335_title = 'เราสองสามคน: Road Movie ที่สวย สนุก และเพลินสุด ๆ';
		</script>
		<!-- End of WP-DragToShare-eXtended Plugin --><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.barkandbite.net/2010/07/that_sounds_good/&amp;layout=&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div style='display:none' id="post-refEl-335"></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.barkandbite.net/2010/07/that_sounds_good/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Knight and Day: ไม่มีอะไรใหม่ ยกเว้นอายุที่เพิ่มขึ้น</title>
		<link>http://www.barkandbite.net/2010/07/knight-and-day/</link>
		<comments>http://www.barkandbite.net/2010/07/knight-and-day/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 06 Jul 2010 04:40:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>nuttaputch</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bite]]></category>
		<category><![CDATA[Film Bite]]></category>
		<category><![CDATA[action]]></category>
		<category><![CDATA[comedy]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.barkandbite.net/?p=323</guid>
		<description><![CDATA[ถามผมแล้ว นี่อาจะเป็นโปรเจคหนังที่ดูคงเส้นคงวาตั้งแต่ตัวอย่างหนังจนถึงจนเครดิตหนังขึ้นก็ว่าได้ ถามว่าคืออย่างไร ก็คือการนำซุปเปอร์สตาร์ที่เริ่มจะโรยราตามวัยและพ้นจุดสูงสุดของการแสดงมาประกบคู่กันอย่าง Camron Diaz และ Tom Cruise มาเรียกเรตติ้งด้วยหนัง Action Comedy ด้วยพล็อตตลาด ๆ และเข้ากับลุคของทั้งคู่ (ในกรณีถ้าคนจะจำภาพพวกเขาจาก Mission Impossible และ Charlie&#8217;s Angels น่ะนะ) ผลลัพธ์มันก็ได้หนังตลาด ๆ เพลิน ๆ แต่ไม่ได้มีอะไรตื่นเต้นเร้าใจและสร้าง Surprise ให้ผู้ชมเท่าไรหรอกพล็อตง่าย ๆ ของ Knight &#38; Day คือ จูน หญิงสาวที่น่าจะมีชีวิตปรกติธรรมดาทั่วไป แต่บังเอิ๊ญ บังเอิญได้ไปเจอกับ รอย สายลับที่ตกเป็นเป้าหมายด้วยข้อหาขโมยนวัตกรรมสุดยอดของโลกไป ซึ่งนั่นกลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของจูนที่ต้องเข้าไปพัวพันกับจารชนซ่อนเงื่อน (ที่ไม่ค่อยจะงำ) และแผนซ้อนแผน (ที่เดาออกตั้งแต่ 30 นาทีแรกของเรื่อง) ก่อนจะไปถึงตอนจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง (พร้อมกับการตัดและยัดบทสรุปแบบตีหัวเข้าบ้านและไม่มีปีี่มีขลุ่ย) ในเนื้อเรื่อง เหมือนหนังจะไม่มีอะไรให้ต้องลุ้น ให้เดามากนัก เราเลยต้องหันไปหาความสนุกกับมุกตลก (บ้าง) ของหนัง]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.barkandbite.net/2010/07/knight-and-day/" type="box_count"></fb:share-button><p style="text-align: center;"><img class="alignnone dtse-img dtse-post-323" src="http://www.heyuguys.co.uk/images/2009/12/knight_and_day_teaser_poster_lo.jpg" alt="" width="450" height="338" /></p>
<p><span style="font-size: medium;">ถามผมแล้ว นี่อาจะเป็นโปรเจคหนังที่ดูคงเส้นคงวาตั้งแต่ตัวอย่างหนังจนถึงจนเครดิตหนังขึ้นก็ว่าได้ ถามว่าคืออย่างไร ก็คือการนำซุปเปอร์สตาร์ที่เริ่มจะโรยราตามวัยและพ้นจุดสูงสุดของการแสดงมาประกบคู่กันอย่าง Camron Diaz และ Tom Cruise มาเรียกเรตติ้งด้วยหนัง Action Comedy ด้วยพล็อตตลาด ๆ และเข้ากับลุคของทั้งคู่ (ในกรณีถ้าคนจะจำภาพพวกเขาจาก Mission Impossible และ Charlie&#8217;s Angels น่ะนะ) ผลลัพธ์มันก็ได้หนังตลาด ๆ เพลิน ๆ แต่ไม่ได้มีอะไรตื่นเต้นเร้าใจและสร้าง Surprise ให้ผู้ชมเท่าไรหรอก</span><span id="more-323"></span><span style="font-size: medium;">พล็อตง่าย ๆ ของ Knight &amp; Day คือ จูน หญิงสาวที่น่าจะมีชีวิตปรกติธรรมดาทั่วไป แต่บังเอิ๊ญ บังเอิญได้ไปเจอกับ รอย สายลับที่ตกเป็นเป้าหมายด้วยข้อหาขโมยนวัตกรรมสุดยอดของโลกไป ซึ่งนั่นกลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของจูนที่ต้องเข้าไปพัวพันกับจารชนซ่อนเงื่อน (ที่ไม่ค่อยจะงำ) และแผนซ้อนแผน (ที่เดาออกตั้งแต่ 30 นาทีแรกของเรื่อง) ก่อนจะไปถึงตอนจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง (พร้อมกับการตัดและยัดบทสรุปแบบตีหัวเข้าบ้านและไม่มีปีี่มีขลุ่ย)</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">ในเนื้อเรื่อง เหมือนหนังจะไม่มีอะไรให้ต้องลุ้น ให้เดามากนัก เราเลยต้องหันไปหาความสนุกกับมุกตลก (บ้าง) ของหนัง พร้อมกับเสน่ห์ในการเล่นบทตลกของสองนักแสดงนำ อย่างไรก็ตาม ที่อาจจะดูละเหี่ยใจอยู่คืออายุและวัยของนักแสดง พร้อมกับเทคโนโลยีภาพชัดของกล้องปัจจุบันที่ยิ่งทำให้เราได้เห็นว่าพวกเขาแก่ลงไปมากขนาดไหนเมื่อเทียบกับหนังในความทรงจำเมื่อครั้นที่ยังเต่งตึงอยู่</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">เอาเถอะ ยังไง Knight and Day ก็เป็นหนังตลาด ๆ ที่อย่าไปคาดหวังอะไรกับมันเยอะ เป็นหนังประเภทถ้าไม่รู้จะดูอะไรฆ่าเวลา ก็หยิบมาดูได้ไม่เสียหาย ไม่มีอะไรที่น่าเกลียดหรือดูไร้รสนิยม เพียงแต่มันก็ไม่ได้จัดจ้านหรือดูแล้วรู้สึกครั่นคร้ามไปกับมันเลยแม้แต่น้อย</span></p>



		<!-- Added by WP-DragToShare-eXtended Plugin -->
		<script type="text/javascript">
			dtsv.dtse_post_323_permalink = 'http://www.barkandbite.net/2010/07/knight-and-day/';
			dtsv.dtse_post_323_title = 'Knight and Day: ไม่มีอะไรใหม่ ยกเว้นอายุที่เพิ่มขึ้น';
		</script>
		<!-- End of WP-DragToShare-eXtended Plugin --><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.barkandbite.net/2010/07/knight-and-day/&amp;layout=&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div style='display:none' id="post-refEl-323"></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.barkandbite.net/2010/07/knight-and-day/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Seabiscuit: เมื่อทุกอย่างมันล้มได้ มันก็ลุกได้เช่นกัน</title>
		<link>http://www.barkandbite.net/2010/07/seabiscuit/</link>
		<comments>http://www.barkandbite.net/2010/07/seabiscuit/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 04 Jul 2010 08:39:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>nuttaputch</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bite]]></category>
		<category><![CDATA[Film Bite]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.barkandbite.net/?p=311</guid>
		<description><![CDATA[ถ้าชีวิตของคนเราเปรียบเหมือนการวิ่งไปในลู่วิ่งแข่งเหมือนเจ้าม้าซีบิสกิต เราก็คงมองหาเส้นชัย เพื่อที่เราจะได้หยุดวิ่งและรอรับเสียงเชียร์สรรเสริญจากผู้ชมรอบข้างที่คอยให้กำลังใจตลอดการแข่งขัน แต่บางทีเราก็ลืมมองหรือลืมคิดไปว่าระหว่างทางที่จะไปถึงเส้นชัยนั้น เราต้องผ่านอะไรไปก่อน อาจจะต้องล้ม หยุดวิ่งเพราะเหตุต่าง ๆ และอาจจะต้องคิดเพิ่มเหมือนอย่างที่ฮาร์เวิร์ด เจ้าของซีบิสกิตพูดไว้ &#8220;อะไรคือเส้นชัยของเราล่ะ&#8221; หนังเรื่องซีบิสกิตเล่าเรื่องของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาผูกพันชีวิตไว้ด้วยกันประกอบด้วย ฮาเวิร์ด อดีตคนขายจักรยานที่ผันตัวเองกลายเป็นเศรษฐีเจ้าของกิจการขายรถยนตร์ ทอม เทรนเนอร์ม้าที่อายุมากและถูกมองว่าหมดไฟและไร้ความสามารถ เรด จ๊อกกี้หนุ่มที่ตาบอดข้างหนึ่ง เรื่องราวของหนังเปิดในช่วงประเทศอเมริกากำลังรุ่งเรื่องด้วยเศรษฐกิจที่มีเงินหมุนเวียนมากมายจนหลายต่อหลายคนกลายเป็นมหาเศรษฐี ก่อนที่ทุกอย่างจะฟุบลงจากเหตุการณ์เศรษฐกิจของประเทศทรุดตัวลงอย่างรวดเร็วพร้อมกับการล้มละลายของบริษัทต่าง ๆ ส่งผลให้ผู้คนหลายคนล้มละลาย ไร้ที่อยู่อาศัย เช่นเดียวกับฮาเวิร์ดที่ต้องระงับกิจการของตัวเอง ทอมที่ไร้งานดูแลม้าและเร่ร่อนไปตามที่ต่าง ๆ พ่อแม่ของเรดยกเรดให้ผู้ดูแลคอกม้าเพื่ออนาคตของตัวเองก่อนที่ตัวเขาจะกลายเป็นจ๊อกกี้รับจ้างตามการแข่งม้าต่าง ๆ รวมทั้งชกมวยรับจ้างเพื่ออยู่รอด ก่อนที่จะสูญเสียการมองเห็นไป นั่นคือทุกคนล้มลงบนทางเดินของแต่ละคน แต่เรื่องราวนำพาทุกคนเข้ามาอยู่ด้วยกัน พร้อมกับม้าที่ชื่อว่าซีบิสกิตซึ่งเป็นม้าแข่งที่ทุกคนมองข้ามยกเว้นทอม ที่เห็นจิตวิญญาณของมันว่ามันไม่ใช่ม้าธรรมดา และจากการร่วมมือของทุกคน ซีบิสกิตก็แสดงความสามารถให้เราเห็นในที่สุดว่าจิตวิญญาณที่นำมาซึ่งความสามารถของมันนั้น ไม่ธรรมดาจริง ๆ ในบรรดาหนังเกี่ยวกับแข่งขันต่าง ๆ มักเน้นไปที่การเล่าเรื่องของการแข่งขัน การแพ้ชนะในเกม และความสนุกตื่นเต้นต่าง ๆ แต่เรื่องของซีบิสกิตกลับแตกต่างออกไป รวมทั้งสิ่งที่หนังพยายามบอกกับผู้ชม ซีบิสกิต ไม่ได้พยายามจะเล่าเรื่องว่าเจ้าซีบิสกิตกับเรดนั้นชนะอย่างไร ต้องขับเคี่ยวกับคู่แข่งอย่างไร แต่หนังเน้นไปที่ความพยายาม และหนทางของแต่ละคนที่ฝันฝ่าอุปสรรคก่อนที่จะถึงการแข่งขันเสียมากกว่า การเล่าเรื่องของหนังจึงออกจะเน้นไปทางการเล่าประวัติและวิถีความเป็นอยู่ของแต่ละคนที่จะคว้าสิ่งตัวเองต้องการได้อย่างไรหลังจากต้องล้มลงเพราะอุปสรรคที่เข้ามา ความพยายามที่จะสู้ใหม่อีกครั้ง การลุกขึ้นกลับมาใช้ชีวิตโดยไม่ยอมแพ้ การให้โอกาส]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.barkandbite.net/2010/07/seabiscuit/" type="box_count"></fb:share-button><p style="text-align: center;"><img class="aligncenter dtse-img dtse-post-311" src="http://www.kylegobel.com/movieDB/movie-images/Seabiscuit.jpg" alt="" width="380" height="520" /></p>
<p><span style="font-size: medium;">ถ้าชีวิตของคนเราเปรียบเหมือนการวิ่งไปในลู่วิ่งแข่งเหมือนเจ้าม้าซีบิสกิต เราก็คงมองหาเส้นชัย เพื่อที่เราจะได้หยุดวิ่งและรอรับเสียงเชียร์สรรเสริญจากผู้ชมรอบข้างที่คอยให้กำลังใจตลอดการแข่งขัน แต่บางทีเราก็ลืมมองหรือลืมคิดไปว่าระหว่างทางที่จะไปถึงเส้นชัยนั้น เราต้องผ่านอะไรไปก่อน อาจจะต้องล้ม หยุดวิ่งเพราะเหตุต่าง ๆ และอาจจะต้องคิดเพิ่มเหมือนอย่างที่ฮาร์เวิร์ด เจ้าของซีบิสกิตพูดไว้ &#8220;อะไรคือเส้นชัยของเราล่ะ&#8221;</span><span id="more-311"></span></p>
<p><span style="font-size: medium;">หนังเรื่องซีบิสกิตเล่าเรื่องของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาผูกพันชีวิตไว้ด้วยกันประกอบด้วย ฮาเวิร์ด อดีตคนขายจักรยานที่ผันตัวเองกลายเป็นเศรษฐีเจ้าของกิจการขายรถยนตร์ ทอม เทรนเนอร์ม้าที่อายุมากและถูกมองว่าหมดไฟและไร้ความสามารถ เรด จ๊อกกี้หนุ่มที่ตาบอดข้างหนึ่ง</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">เรื่องราวของหนังเปิดในช่วงประเทศอเมริกากำลังรุ่งเรื่องด้วยเศรษฐกิจที่มีเงินหมุนเวียนมากมายจนหลายต่อหลายคนกลายเป็นมหาเศรษฐี ก่อนที่ทุกอย่างจะฟุบลงจากเหตุการณ์เศรษฐกิจของประเทศทรุดตัวลงอย่างรวดเร็วพร้อมกับการล้มละลายของบริษัทต่าง ๆ ส่งผลให้ผู้คนหลายคนล้มละลาย ไร้ที่อยู่อาศัย เช่นเดียวกับฮาเวิร์ดที่ต้องระงับกิจการของตัวเอง ทอมที่ไร้งานดูแลม้าและเร่ร่อนไปตามที่ต่าง ๆ พ่อแม่ของเรดยกเรดให้ผู้ดูแลคอกม้าเพื่ออนาคตของตัวเองก่อนที่ตัวเขาจะกลายเป็นจ๊อกกี้รับจ้างตามการแข่งม้าต่าง ๆ รวมทั้งชกมวยรับจ้างเพื่ออยู่รอด ก่อนที่จะสูญเสียการมองเห็นไป นั่นคือทุกคนล้มลงบนทางเดินของแต่ละคน</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">แต่เรื่องราวนำพาทุกคนเข้ามาอยู่ด้วยกัน พร้อมกับม้าที่ชื่อว่าซีบิสกิตซึ่งเป็นม้าแข่งที่ทุกคนมองข้ามยกเว้นทอม ที่เห็นจิตวิญญาณของมันว่ามันไม่ใช่ม้าธรรมดา และจากการร่วมมือของทุกคน ซีบิสกิตก็แสดงความสามารถให้เราเห็นในที่สุดว่าจิตวิญญาณที่นำมาซึ่งความสามารถของมันนั้น ไม่ธรรมดาจริง ๆ</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">ในบรรดาหนังเกี่ยวกับแข่งขันต่าง ๆ มักเน้นไปที่การเล่าเรื่องของการแข่งขัน การแพ้ชนะในเกม และความสนุกตื่นเต้นต่าง ๆ แต่เรื่องของซีบิสกิตกลับแตกต่างออกไป รวมทั้งสิ่งที่หนังพยายามบอกกับผู้ชม</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">ซีบิสกิต ไม่ได้พยายามจะเล่าเรื่องว่าเจ้าซีบิสกิตกับเรดนั้นชนะอย่างไร ต้องขับเคี่ยวกับคู่แข่งอย่างไร แต่หนังเน้นไปที่ความพยายาม และหนทางของแต่ละคนที่ฝันฝ่าอุปสรรคก่อนที่จะถึงการแข่งขันเสียมากกว่า การเล่าเรื่องของหนังจึงออกจะเน้นไปทางการเล่าประวัติและวิถีความเป็นอยู่ของแต่ละคนที่จะคว้าสิ่งตัวเองต้องการได้อย่างไรหลังจากต้องล้มลงเพราะอุปสรรคที่เข้ามา</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">ความพยายามที่จะสู้ใหม่อีกครั้ง การลุกขึ้นกลับมาใช้ชีวิตโดยไม่ยอมแพ้ การให้โอกาส และการใช้โอกาสอย่างคุ้มค่าต่างหาก ที่หนังเรื่องซีบิสกิตพยายามให้คนดูเห็น</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">เพราะแม้เรดจะแพ้ในการแข่ง ขาหักจนไม่แพทย์ลงความเห็นว่าไม่สามารถกลับมาแข่งได้อีก ซีบิสกิตที่บาดเจ็บจนไม่สามารถกลับมาวิ่งแข่งได้ แต่ทั้งคู่ไม่ยอมแพ้พร้อมกับการให้โอกาส ทั้งคู่จึงกลับมามีชีวิตในสิ่งที่ทั้งคู่ &#8220;เกิดมาเพื่อเป็น&#8221;</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">อย่างเรดพูดในตอนจบว่า &#8220;มันไม่ใช่แค่เรารักษามัน แต่มันรักษาเราทุกคน&#8221; ซีบิสกิตกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการพยายามลุกขึ้นเพื่อไปถึงความฝันของแต่ละคน และทุกคนสามารถทำได้จริง ผู้คนมากมายกลับมามีชีวิตชีวาได้หลังจากล้มละลายไปในช่วงวิกฤตทางเศรษฐกิจ</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">กลวิธีการเล่าเรื่องของหนัง อาจจะทำให้ผู้ชมเบื่อหน่ายในช่วงแรก ๆ และเหมือนใส่รายละเอียดของตัวละครมากเกินไป แต่เมื่อดูหนังจนจบจะพบว่ารายละเอียดเหล่านั้นกลายเป็นกลวิธีการเล่าเรื่องที่แยบคาย และรายละเอียดเหล่านั้นจะกลายเป็นส่วนสำคัญของหนังที่ทำให้เราเข้าใจจุดประสงค์ของตัวละครต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นฉากการรับประทานอาหารที่เรดจะรับประทานเพียงเล็กน้อยเนื่องจากควบคุมน้ำหนัก แต่หลังที่เขาขาหักจากอุบัติเหตุ เขารับประทานอาหารมากขึ้น จนจุดหนึ่งเขากลับลดน้ำหนักอีกครั้ง ทำให้เราเข้าใจได้ว่าเขากำลังฟื้นตัวและเตรียมตัวเพื่อกลับมาเป็นจ๊อกกี้อีกครั้ง</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">แม้ว่าหนังอาจจะดูไม่ตื่นเต้น และสนุกอย่างที่ผู้ชมมักคาดหวังจากหนังที่มีการแข่งขัน และตัวหนังเองก็เล่าเรื่องโดยไม่ได้บีบเค้นคนดูมากเหมือนกับหนังขีวิต (Drama) แต่องค์ประกอบอื่น ๆ ของหนังสร้างให้เรารู้สึกได้ว่าตัวละครต่าง ๆ สัมพันธ์กันอย่างไร ไม่ว่าการจัดองค์ประกอบภาพที่ให้เห็นฝูงชนที่ยึดมั่นถือมั่นกับตัวม้าซีบิสกิต เสียงเพลงบรรเลงที่สร้างบรรยากาศ แต่ไม่ถึงกับบีบคั้นให้เราเห็นว่า เรดนั้นผูกพันกับซีบิสกิตมากกว่าแค่ผู้ขี่กับยานพาหนะ</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการสร้างโทนหนังให้รู้สึกว่าเป็นอดีต ด้วยการแทรกภาพเหตุการณ์จริง การขึ้นภาพพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ในสมัยก่อน ซึ่งเป็นการสร้างบรรยากาศของอดีต และเป็นสิ่ง &#8220;ที่เคยเกิดขึ้นแล้ว&#8221;</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">สำหรับชาวไทยอาจจะไม่เคยได้ยินเรื่องราวของซีบิสกิตมาก่อน แต่กับคนอเมริกันนั้น เรื่องราวของซีบิสกิตเป็นหนึ่งในตำนานของพวกเขา ตำนานในช่วงวิกฤติที่หลายคนยอมแพ้กับชะตากรรม แต่ม้าตัวนี้กลับไม่ยอมแพ้กับชะตากรรมและจุดประกายให้หลายคนไม่ยอมแพ้ ซึ่งเป็นแก่นหลักสำคัญของหนัง</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">และตำนานก็ไม่ใช่แค่ตำนานที่แค่จบไปกับอดีต แต่เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทุกรุ่นรวมถึงคนปัจจุบัน</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">ชีวิตคนเรา ก็มีทั้งวิ่ง ทั้งเดิน ทั้งล้มบนลู่ทางของแต่ละคน บางคนหยุดวิ่ง บางคนหยุดตรงที่ล้ม หลายคนมองว่ามันคือจุดจบของเส้นทางแล้ว แต่ก็อย่างที่กล่าวไว้ช่วงต้นว่า มันสำคัญที่เราคิดว่า เส้นชัยของเราอยู่ตรงไหน และเราไปถึงเส้นชัยนั้นหรือยัง ถ้ายังไม่ถึง อุปสรรคต่าง ๆ เป็นเรื่องปรกติในชีวิต บางครั้งมันหนักหนาจนยากที่จะกลับมาใหม่ แต่คำว่า &#8220;ยาก&#8221; ก็ยังบอกว่า &#8220;มันเป็นไปได้&#8221; และสิ่งที่สำคัญที่สุดกับเราเองต่างหากว่า &#8220;เรากล้าที่จะกลับมาหรือเปล่า&#8221;</span></p>



		<!-- Added by WP-DragToShare-eXtended Plugin -->
		<script type="text/javascript">
			dtsv.dtse_post_311_permalink = 'http://www.barkandbite.net/2010/07/seabiscuit/';
			dtsv.dtse_post_311_title = 'Seabiscuit: เมื่อทุกอย่างมันล้มได้ มันก็ลุกได้เช่นกัน';
		</script>
		<!-- End of WP-DragToShare-eXtended Plugin --><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.barkandbite.net/2010/07/seabiscuit/&amp;layout=&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div style='display:none' id="post-refEl-311"></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.barkandbite.net/2010/07/seabiscuit/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Evangelion 2.0: You Can (Not) Advance</title>
		<link>http://www.barkandbite.net/2010/06/evangelion-2-0-you-can-not-advance/</link>
		<comments>http://www.barkandbite.net/2010/06/evangelion-2-0-you-can-not-advance/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 27 Jun 2010 04:06:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>nuttaputch</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bite]]></category>
		<category><![CDATA[Film Bite]]></category>
		<category><![CDATA[animation]]></category>
		<category><![CDATA[anime]]></category>
		<category><![CDATA[evangelion]]></category>
		<category><![CDATA[sci-fi]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.barkandbite.net/?p=278</guid>
		<description><![CDATA[หลังจากปล่อยให้แฟน ๆ รอคอยกันเนิ่นนาน Gainax ก็ยอมปล่อย Evangelion 2.0 &#8211; You Can (Not) Advance ออกมาเป็นตอนต่อจากจำนวนทั้งหมด 4 ภาคตามที่ประกาศไว้ ซึ่งแน่นอนว่าผลลัพธ์ของมันคือรายได้ถล่มทลาย (อันดับ 12 ของ Box Office ญี่ปุ่นประจำปี 2009) และเสียงวิจารณ์ยกย่องพร้อมเข้าชิงรางวัลมากมาย (เพียงแต่แพ้สุดยอดอีกเรื่องอย่าง Summer War ไปอย่างน่าเสียดาย) ซึ่งถ้าใครได้เข้าไปดูฉบับโรงภาพยนต์แล้วล่ะก็ คงจะพูดออกมาพร้อม ๆ  กันว่า สุโค่ยยยยยยยยยย!!!! Evangelion 2.0 นั้นเดินเรื่องจากภาค 1.0 ที่เข้าโรงไปเมื่อสักสองปีที่แล้ว (บ้านเราเข้าช้ากว่าที่ญี่ปุ่นพอสมควร เพราะเล่นมาฉายหลังจากท่ี่ DVD ออกจำหน่ายแล้วด้วยซ้ำ) ซึ่งเนื้อเรื่องใน 2.0 นั้นยังคงเดินตามรอยเวอร์ชั่น TV 26 ตอนอยู่ (บ้าง) โดยมีการปรับเปลี่ยนและตัดทอนส่วนที่ไม่จำเป็นออก แต่เลือกฉากและเนื้อเรื่องส่วนสำคัญ ๆ มาขยาย รวมทั้งเพิ่มตัวละครลงไปให้ผู้เขียนบทได้ขยี้ตัวละครได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยส่วนตัวแล้ว]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.barkandbite.net/2010/06/evangelion-2-0-you-can-not-advance/" type="box_count"></fb:share-button><p style="text-align: center;"><img class="alignnone dtse-img dtse-post-278" src="http://jpopmusicstation.com/wp-content/uploads/2010/04/Main-Poster-Eva-2nd.jpg" alt="" width="330" height="466" /></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">หลังจากปล่อยให้แฟน ๆ รอคอยกันเนิ่นนาน Gainax ก็ยอมปล่อย Evangelion 2.0 &#8211; You Can (Not) Advance ออกมาเป็นตอนต่อจากจำนวนทั้งหมด 4 ภาคตามที่ประกาศไว้ ซึ่งแน่นอนว่าผลลัพธ์ของมันคือรายได้ถล่มทลาย (อันดับ 12 ของ Box Office ญี่ปุ่นประจำปี 2009) และเสียงวิจารณ์ยกย่องพร้อมเข้าชิงรางวัลมากมาย (เพียงแต่แพ้สุดยอดอีกเรื่องอย่าง Summer War ไปอย่างน่าเสียดาย) ซึ่งถ้าใครได้เข้าไปดูฉบับโรงภาพยนต์แล้วล่ะก็ คงจะพูดออกมาพร้อม ๆ  กันว่า</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">สุโค่ยยยยยยยยยย!!!!</span><span id="more-278"></span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">Evangelion 2.0 นั้นเดินเรื่องจากภาค 1.0 ที่เข้าโรงไปเมื่อสักสองปีที่แล้ว (บ้านเราเข้าช้ากว่าที่ญี่ปุ่นพอสมควร เพราะเล่นมาฉายหลังจากท่ี่ DVD ออกจำหน่ายแล้วด้วยซ้ำ) ซึ่งเนื้อเรื่องใน 2.0 นั้นยังคงเดินตามรอยเวอร์ชั่น TV 26 ตอนอยู่ (บ้าง) โดยมีการปรับเปลี่ยนและตัดทอนส่วนที่ไม่จำเป็นออก แต่เลือกฉากและเนื้อเรื่องส่วนสำคัญ ๆ มาขยาย รวมทั้งเพิ่มตัวละครลงไปให้ผู้เขียนบทได้ขยี้ตัวละครได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">โดยส่วนตัวแล้ว Evangelion 2.0 ก็ยังเจ๋งสุด ๆ ในเรื่องการเขียนบท Animation ที่ผสมกันระหว่างเนื้อเรื่องเหนือจินตนาการ ฉากการต่อสู้แบบหนังที่ดุเดือดน่าตื่นเต้น และความละเอียดอ่อนของมนุษย์ผ่านทางตัวละครเด็กที่กำลังก้าวข้ามและเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิต (ด้านเนื้อเรื่องนั้น ผมคงอธิบายยากเหมือนกันเพราะถ้าใครเป็นแฟน Evangelion ก็จะพอรู้ดีกว่าถึงดูหลายรอบแล้วก็ยังตอบคำถามได้ไม่หมดเลย) ผลลัพธ์ของหนังคือความลงตัวและความต่อเนื่องชนิดดูไม่เบื่อเลยสักนาที มีการสลับและเว้นวรรคระหว่างช่วงของดราม่าตัวละคร และฉากต่อสู้แบบถล่มบ้านถล่มเมืองชนิด Animation ฝั่งตะวันตกอายกันเลยทีเดียว</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">ในด้านเนื้อเรื่อง ตัวละครอย่าง ชินจิ อาสึกะ และเรย์ เด็กสามคนผู้รับหน้าที่ขับหุ่น Evangelion เพื่อปกป้องโลกซึ่งเป็นตัวหลักของเรื่องก็มีประเด็นจากด้านจิตใจที่น่าสนใจหลายอย่างซึ่งสอดแทรก (และซ่อน) ไว้ในเรื่อง โดยใน 2.0 นี้มีการขมวดปมไว้ได้อย่างแน่นหนากันเลยทีเดียว ซึ่งถ้าเทียบกับ TV Series และ 1.0 แล้ว ต้องนับว่า 2.0 เป็นภาคที่ &#8220;โต&#8221; ขึ้นอย่างมาก ซึ่งกลายเป็นภาคที่มีเนื้อหาหนักและกระแทกใจผู้ชมอยู่เอาการ</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">อีกหนึ่งของความสุดยอดคือความปราณีตในด้านการใช้ภาพและดนตรีประกอบผสมเข้าด้วยกัน ซึ่งสร้างความอลังการให้กับหนังได้อยู่ตลอดเวลา (ซึ่งก็เป็นเอกลักษณ์มาตั้งแต่ภาค 1.0 แล้ว) </span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">ถ้ามองโดยรวม Evangelion 2.0 ก็สมกับเป็นโปรเจคลูกรักของ Gainax ที่หมายมั่นปั้นมืออย่างเต็มที่ ทุกรายละเอียดของหนังมีอะไรให้ทึ่งและตะลึงอยู่บ่อย ๆ ซึ่งคงถูกใจบรรดาแฟน ๆ รุ่นเก๋าที่ครั่นคร้ามอยากดูกันเต็มแก่ และโดนใจแฟน ๆ รุ่นใหม่ ๆ ที่ไม่เคยรู้จัก Eva กันมาก่อน อย่างไรเสียถ้าใครคิดจะดูแล้วนั้น แนะนำให้หา 1.0 มาดูก่อนเพราะการ์ตูนเรื่องนี้ขึ้นชื่อเรื่องการสร้างความงงงวยให้กับผู้ชมมานักต่อนัก ด้วยการเป็น Sci-Fi Anime ในตำนานกันเลยทีเดียว (ผู้เขียนดูมาสิบปีแล้วบางเรื่องยังสับสนอยู่เลย)</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">และสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกหลังจากดู Evangelion 2.0 จบลง คือการรู้สึกถึงความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดของ Animation จากญี่ปุ่นเทียบกับทางตะวันตก ซึ่งดู ๆ แล้วคงอีกนานกว่าตะวันตกจะตามทัน เพราะ Evangelion 2.0 คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า Anime ของญี่ปุ่นนั้นก้าวข้ามสิ่งที่เรียกว่า &#8220;การ์ตูน&#8221; ในทัศนะคติของคนทั่วไปนั้น ไปไกลมากมายเสียเหลือเกินแล้ว</span></p>
<p style="text-align: center;"><object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="425" height="350" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/4vM_Ub231Vw" /><embed wmode="transparent" type="application/x-shockwave-flash" width="425" height="350" src="http://www.youtube.com/v/4vM_Ub231Vw"></embed></object></p>
<p style="text-align: left;">



		<!-- Added by WP-DragToShare-eXtended Plugin -->
		<script type="text/javascript">
			dtsv.dtse_post_278_permalink = 'http://www.barkandbite.net/2010/06/evangelion-2-0-you-can-not-advance/';
			dtsv.dtse_post_278_title = 'Evangelion 2.0: You Can (Not) Advance';
		</script>
		<!-- End of WP-DragToShare-eXtended Plugin --><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.barkandbite.net/2010/06/evangelion-2-0-you-can-not-advance/&amp;layout=&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div style='display:none' id="post-refEl-278"></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.barkandbite.net/2010/06/evangelion-2-0-you-can-not-advance/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>NINE ~ ของออกเยอะ แต่ออกมาเฉื่อยซะงั้น</title>
		<link>http://www.barkandbite.net/2010/06/nine/</link>
		<comments>http://www.barkandbite.net/2010/06/nine/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 18 Jun 2010 03:50:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>nuttaputch</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bite]]></category>
		<category><![CDATA[Film Bite]]></category>
		<category><![CDATA[drama]]></category>
		<category><![CDATA[musical]]></category>
		<category><![CDATA[romance]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.barkandbite.net/?p=249</guid>
		<description><![CDATA[ไม่แน่ใจว่าเพราะ Rob Marshall ทำ Chicago ไว้ดีมากเกินไปหรือไม่ เลยทำให้งาน Musical ชิ้นต่อมาของเขากลายเป็นที่คาดหวังค่อนข้างสูง และเมื่อเขาประกาศสร้าง NINE ซึ่งดัดแปลงจากละครบรอดเวย์เช่นเดิม กระแสน่าสนใจก็ยิ่งทวีคูณ แถมที่หนักสุด ๆ ก็เมื่อการประกาศว่าบรรดานักแสดงที่มาร่วมในหนังเรื่องนี้เข้าขั้นระดับ &#8220;เทพ&#8221; กันทั้งนั้นเลย ไม่ว่าจะเป็น Daniel Day Lewis, Marion Cotillard, Penelope Cruz, Sophia Loren, Nicole Kidman, Judi Dench, Kate Hudson, Fergie แต่ไอ้การที่ขนนักแสดงเทพ ๆ มากองรวมกันเนี่ยก็ดันแปลกที่มันไม่ได้ช่วยให้ NINE ดูสนุกและน่าสนใจเหมือนเช่นที่ Rob Marshall ทำใน Chicago ได้เลย แต่ NINE กลับกลายเป็น Musical ดราม่าหนัก ๆ ที่ค่อนข้างจะเนือยและขาดชีวิตชีวาไปเยอะทีเดียว NINE เป็นเรื่องราวชีวิตของผู้กำกับ กุยโด]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.barkandbite.net/2010/06/nine/" type="box_count"></fb:share-button><p style="text-align: center;"><img class="alignnone dtse-img dtse-post-249" src="http://worldfamousnaijablog.com/wp-content/uploads/2010/01/nine_poster_02.jpg" alt="" width="486" height="720" /></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">ไม่แน่ใจว่าเพราะ Rob Marshall ทำ Chicago ไว้ดีมากเกินไปหรือไม่ เลยทำให้งาน Musical ชิ้นต่อมาของเขากลายเป็นที่คาดหวังค่อนข้างสูง และเมื่อเขาประกาศสร้าง NINE ซึ่งดัดแปลงจากละครบรอดเวย์เช่นเดิม กระแสน่าสนใจก็ยิ่งทวีคูณ แถมที่หนักสุด ๆ ก็เมื่อการประกาศว่าบรรดานักแสดงที่มาร่วมในหนังเรื่องนี้เข้าขั้นระดับ &#8220;เทพ&#8221; กันทั้งนั้นเลย ไม่ว่าจะเป็น Daniel Day Lewis, Marion Cotillard, Penelope Cruz, Sophia Loren, Nicole Kidman, Judi Dench, Kate Hudson, Fergie</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">แต่ไอ้การที่ขนนักแสดงเทพ ๆ มากองรวมกันเนี่ยก็ดันแปลกที่มันไม่ได้ช่วยให้ NINE ดูสนุกและน่าสนใจเหมือนเช่นที่ Rob Marshall ทำใน Chicago ได้เลย แต่ NINE กลับกลายเป็น Musical ดราม่าหนัก ๆ ที่ค่อนข้างจะเนือยและขาดชีวิตชีวาไปเยอะทีเดียว</span><span id="more-249"></span><span style="font-size: medium;"> </span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">NINE เป็นเรื่องราวชีวิตของผู้กำกับ กุยโด คอนตินี่ ซึ่งผ่านชีวิตทั้งรุ่งโรจน์และล้มคว่ำกับหนังที่เขากำกับ ซึ่งเมื่อมาถึงหนังเรื่องที่เก้าของเขา เขากลับตื้อเอาเฉย ๆ และคิดบทหนังไม่ออกทั้ง ๆ ที่ ITALIA (ชื่อหนังดังกล่าว) ประกาศสร้างและเตรียมถ่ายทำกันแล้ว ด้วยสภาพกดดันทำให้กุยโดต้องหนีจากเมืองหลวงไปหลบอยู่ในโรงแรมที่ไกลออกไปเพื่อหาทางรักษาพรสวรรค์เขาให้กลับมา แต่เหมือนยิ่งเวลาผ่านไปไอเดียที่จะสร้างหนังของเขาก็ไม่กลับ แถมยังชีวิตรักที่ตัวเขาไปสร้างขึ้นตั้งแต่การมีภรรยาน้อยยอ่างคาร์ล่า จนทำให้รุยซ่า ภรรยาตัวจริงต้้องน้อยใจและทรมานกับชีวิตคู่ ตลอดจนความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนอื่น ๆ รอบตัวเขา (ไม่ว่าจะด้วยเรื่องชู้สาวหรือไม่ก็ตาม) ซึ่งจะว่าไปแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างกุยโดกับผู้หญิงในชีวิตของเขาเนี่ยแหละคือแกนหลักของเรื่องเลยก็ว่าได้</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">โดยตัวเนื้อหาแล้ว NINE ทำให้เราเห็นมุมมองชีวิตของผู้ชายที่เข้าไปพัวพันกับผู้หญิงด้วยแรงขับด้านจินตนาการซึ่งเป็นเหมือนปมตั้งแต่วัยเด็ก จนไปถึงการเติมเต็มสิ่งที่เรียกว่า &#8220;ความรัก&#8221; และ &#8220;แรงบันดาลใจ&#8221; แม้ว่าในท้ายที่สุดการเติมเต็มของกุยโดกลายเป็นการทำร้ายคนรอบข้างต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภรรยาของเขา เมียน้อย ตลอดไปจนถึงนักแสดงคู่บุญของเขาเอง และกุยโดก็ต้องรับผิดชอบกับชะตากรรมที่ตัวเองได้ก่อขึ้น</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">เอาจริง ๆ แล้ว งานสร้างของ NINE ดูอลังการอยู่มากพอสมควร ทั้งด้านโลเคชั่น หรือฉากในช่วงที่เป็น Musical ก็มีรายละเอียดที่เยอะแยะมากมาย ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า Rob Marshall ก็ยังคมกริบกับการกำกับ Musical Scene ตลอดจนการออกแบบ Art Direction ต่าง ๆ ที่ต้องบอกว่าเป็นการดัดแปลงจากละครเวทีไปสู่แผ่นฟิลม์ที่เก๋ไก๋อยู่ไม่น้อย แต่อย่างไรซะ เมื่อ NINE กลับไปสอบตกในการร้อยเรื่อง ลำดับ และการจัดการโทนของเรื่องทั้งหมด โดยเหมือนหนังพยายามใส่ใจกับดราม่าชีวิตของตัวละครและทำให้จังหวะการเข้ามาของ Musical นั้นไม่ได้กลืน เสริม หรือหนุน ช่วงนั้นแต่อย่างใด จนแทบจะทำให้บรรยากาศของ Musical Movie จางหายไปเยอะมาก</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">ในส่วนของนักแสดงแต่ละคน คงไม่ต้องพูดถึงความสามารถเพราะระดับ &#8220;เทพ&#8221; กันทุกคน แน่นอนว่าการได้เห็นพวกเขาร้องเพลง และเต้นในแบบ Musical ก็เรียกว่าคุ้มอยู่พอตัว หากแต่บทบาทที่แต่ละคนได้รับนั้นก็ไม่ได้เยอะอะไร จนหลายคนที่ดูหนังเรื่องนี้เพราะเห็นชื่อนักแสดงอาจจะผิดหวังเอาได้ง่าย ๆ (เพราะนักแสดงหญิงแต่ละคนมีโอกาสโชว์กันแค่คนเพลงเท่านั้น แล้วจากนั้นก็หายไปเลย)</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">Penelope Cruz อาจจะเป็นนักแสดงที่ค่อนข้างสร้างความ Surprise กับบทบาทของคาร์ล่า เมียน้อยของกุยโด เพราะเหมือนบทนี้จะรีดเร้นความสามารถด้านการแสดงของเธอออกมาได้เพียบ (และไม่แปลกที่เธอถูกเสนอชื่อในหลาย ๆ รางวัลจากบทบาทนี้) ในขณะที่คนอื่น ๆ ก็คงเส้นคงวากับมาตราฐานของพวกเขา ประเภทไม่ได้ประทับใจ แต่ก็ไม่ได้ขี้เหร่เลย เช่นนิโคล คิดแมนที่ออกมาเพียงนิดเดียว แต่ก็สวยสง่าจนคนหลงเธอได้ทุกวินาทีที่เธออยู่ในฉาก</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">สำหรับผู้เขียน NINE ก็เป็น Musical Movie ที่ดูเพลิน ๆ มีเพลงเพราะ ๆ อยู่บ้าง และนักแสดงดัง ๆ เพียบ&#8230; แต่ส่วนผสมที่ออกมากลับไม่ได้น่าประทับใจเลยแม้แต่น้อย และก็กลายเป็นหนังที่ดูจบแล้วก็คงไม่ได้มีความรู้สึกอยากจะดูอีกเป็นครั้งที่สองหรืออะไรดี ๆ ให้รู้สึกน่าจดจำเสียเท่าไรเลย</span></p>
<p style="text-align: left;">



		<!-- Added by WP-DragToShare-eXtended Plugin -->
		<script type="text/javascript">
			dtsv.dtse_post_249_permalink = 'http://www.barkandbite.net/2010/06/nine/';
			dtsv.dtse_post_249_title = 'NINE ~ ของออกเยอะ แต่ออกมาเฉื่อยซะงั้น';
		</script>
		<!-- End of WP-DragToShare-eXtended Plugin --><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.barkandbite.net/2010/06/nine/&amp;layout=&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div style='display:none' id="post-refEl-249"></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.barkandbite.net/2010/06/nine/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Sex and the City 2: กิ๊บเก๋ให้เริ่ดแบบสุด ๆ ไปเลย</title>
		<link>http://www.barkandbite.net/2010/06/sex-and-the-city-2/</link>
		<comments>http://www.barkandbite.net/2010/06/sex-and-the-city-2/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 03 Jun 2010 03:10:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>nuttaputch</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bite]]></category>
		<category><![CDATA[Film Bite]]></category>
		<category><![CDATA[comedy]]></category>
		<category><![CDATA[fashion]]></category>
		<category><![CDATA[movie]]></category>
		<category><![CDATA[sex and the city]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.barkandbite.net/?p=222</guid>
		<description><![CDATA[Sex and the City น่าจะเป็นหนึ่งในซีรี่ยที่ดังระเบิดระเบ้อของ HBO ที่ครองเรตติ้งสูง ๆ หลายปีในอดีตจนถึงการสร้างเป็นหนังฟอร์มยักษ์ ซึ่งจุดเด่นของมันเต็มไปด้วยเรื่องราวติดเรต เม้าท์แตกภาษาผู้หญิง และที่สำคัญคือ แฟชั่น แฟชั่น แฟชั่น ซึ่งนั่นก็เป็นเหมือนสูตรสำเร็จที่มันครองใจผู้ชมแฟนพันธุ์แท้กันเลยทีเดียว ซึ่งสำหรับหนังภาคสองนี้ มันก็เดินตามสูตรสำเร็จนั้นและก็คงไม่มีอะไรแปลกใหม่มากไปกว่านั้นด้วยเช่นกันในภาคสองนี้ แครี่และเพื่อน ๆ ของเธอก็ยังกลับมาวนเวียนให้ผู้ชมได้ยิ้มและสำรวจพวกเธอเช่นเคย เพราะแม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน ตัวละครหลายตัวก็แก่ตัวลงไป (รวมทั้งนักแสดงด้วย) แต่พฤติกรรมแสบ ๆ ของพวกเธอก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิมเสมอต้นเสมอปลาย โดยเฉพาะซาแมนท่าที่เหมือนจะแรงกว่าภาคเดิม ๆ เสียด้วยซ้ำ (ซึ่งเหมือนว่าเธอจะกลายเป็นตัวชูโรงที่ขาดไม่ได้เสียแล้ว) เรื่องราวของภาคสองนี้เริ่มเมื่อแครี่แต่งงานกับบิ๊กไปจะครบสองปี และเริ่มพบชีวิตคู่ของเธอนั้นเดินทางมาถึงจุดที่รู้สึกลังเลและไม่มั่นใจว่ามันจะสวยงามเหมือนที่เธอวาดฝันเอาไว้ไหม และบังเอิ๊ญ บังเอิญที่ซาแมนท่าได้รับเชิญให้ไปนครอาบูดาบี เธอจึงพาเพื่อน ๆ ของเธอเดินทางไปเริ่ดกันในตะวันออกกลางเสียเลย ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นของการผจญภัยของสี่สาว(แก่?) ที่พร้อมจะซิ่ง เฉิดฉาย ไฉไล ด้วยบรรดาเสื้อผ้าราคาแพงระยิบ และชีวิตที่สุดแสนจะอู้ฟู่เกินบรรยาย เอากันตรง ๆ แล้ว เนื้อเรื่องของ Sex and the City 2 ไม่มีอะไรแปลกใหม่ คมคายหรืออะไรที่ดูฉลาด]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.barkandbite.net/2010/06/sex-and-the-city-2/" type="box_count"></fb:share-button><p style="text-align: center;"><img class="aligncenter dtse-img dtse-post-222" src="http://screencrave.frsucrave.netdna-cdn.com/wp-content/uploads/2010/04/One-Sheet-for-Sex-in-the-City.jpg" alt="" width="342" height="506" /></p>
<p style="text-align: left;">Sex and the City น่าจะเป็นหนึ่งในซีรี่ยที่ดังระเบิดระเบ้อของ HBO ที่ครองเรตติ้งสูง ๆ หลายปีในอดีตจนถึงการสร้างเป็นหนังฟอร์มยักษ์ ซึ่งจุดเด่นของมันเต็มไปด้วยเรื่องราวติดเรต เม้าท์แตกภาษาผู้หญิง และที่สำคัญคือ แฟชั่น แฟชั่น แฟชั่น ซึ่งนั่นก็เป็นเหมือนสูตรสำเร็จที่มันครองใจผู้ชมแฟนพันธุ์แท้กันเลยทีเดียว ซึ่งสำหรับหนังภาคสองนี้ มันก็เดินตามสูตรสำเร็จนั้นและก็คงไม่มีอะไรแปลกใหม่มากไปกว่านั้นด้วยเช่นกัน<span id="more-222"></span>ในภาคสองนี้ แครี่และเพื่อน ๆ ของเธอก็ยังกลับมาวนเวียนให้ผู้ชมได้ยิ้มและสำรวจพวกเธอเช่นเคย เพราะแม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน ตัวละครหลายตัวก็แก่ตัวลงไป (รวมทั้งนักแสดงด้วย) แต่พฤติกรรมแสบ ๆ ของพวกเธอก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิมเสมอต้นเสมอปลาย โดยเฉพาะซาแมนท่าที่เหมือนจะแรงกว่าภาคเดิม ๆ เสียด้วยซ้ำ (ซึ่งเหมือนว่าเธอจะกลายเป็นตัวชูโรงที่ขาดไม่ได้เสียแล้ว)</p>
<p style="text-align: left;">เรื่องราวของภาคสองนี้เริ่มเมื่อแครี่แต่งงานกับบิ๊กไปจะครบสองปี และเริ่มพบชีวิตคู่ของเธอนั้นเดินทางมาถึงจุดที่รู้สึกลังเลและไม่มั่นใจว่ามันจะสวยงามเหมือนที่เธอวาดฝันเอาไว้ไหม และบังเอิ๊ญ บังเอิญที่ซาแมนท่าได้รับเชิญให้ไปนครอาบูดาบี เธอจึงพาเพื่อน ๆ ของเธอเดินทางไปเริ่ดกันในตะวันออกกลางเสียเลย ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นของการผจญภัยของสี่สาว(แก่?) ที่พร้อมจะซิ่ง เฉิดฉาย ไฉไล ด้วยบรรดาเสื้อผ้าราคาแพงระยิบ และชีวิตที่สุดแสนจะอู้ฟู่เกินบรรยาย</p>
<p style="text-align: left;">เอากันตรง ๆ แล้ว เนื้อเรื่องของ Sex and the City 2 ไม่มีอะไรแปลกใหม่ คมคายหรืออะไรที่ดูฉลาด ๆ แต่อย่างใด เพราะมันค่อนข้างทื่อเอามาก ๆ แต่อาศัยบทสนทนาแสบ ๆ และมุกตลกติดเรตต่าง ๆ มาช่วยกลบให้มันถูไถรอดตัวไป พอ ๆ กับบรรดาเสื้อผ้าแฟชั่นต่าง ๆ ที่ประดังเข้ามาในฉากให้เราเห็น จนเรารู้สึกอยากจะมองบรรดาสินค้าแบรนด์เนมต่าง ๆ มากกว่าจะสนใจแอคติ้งของนักแสดงเสียอีกนะเออ</p>
<p style="text-align: left;">ฉะนั้น หากมองในแง่หนึ่งแล้ว Sex and the City 2 ก็เป็นหนังที่แทบจะเรียกว่าสอบตกเรื่องบทเพราะความ &#8220;ไม่มีเนื้อ&#8221; ของมัน แต่ด้วยเครื่องเทศและเครื่องประดับของหนังนั้นเยอะเหลือเกินถึงขนาดที่ตามดูตามเสพกันแทบไม่ทัน เลยทำให้มันถูไถไปได้กับคนที่ไม่ได้เป็นแฟนพันธุ์แท้ และอาจจะรู้สึกรี๊ดกร๊าดแทบสลบกับบรรดาผู้ที่ชื่นชอบซีรี่ยนี้เป็นพิเศษ</p>
<p style="text-align: left;">โดยส่วนตัว ผมว่า Sex and the City ก็หยิบมุมลับ ๆ ของผู้หญิงออกมาแฉให้ได้สะใจกัน และในขณะเดียวกันมันก็วาดฝันลม ๆ แล้ง ๆ ให้กับบรรดาคนดูประเภทหาเช้ากินค่ำที่จะมีสินค้าแพง ๆ แบบที่บรรดาคุณเธอในหนังใช้กัน ก็คงจะมีแต่บรรดาไฮโซทั้งหลายเหล่ที่อาจจะอินและมีปัญญาซื้อหามาใช้ได้จริง ซึ่งจากตรงนี้ ผมเลยไม่คิดว่า Sex and the City จะเป็นหนังที่มีอะไรให้รู้สึกดีมากนัก ยกเว้นถ้าเราจะปล่อยใจเสพหนังเรื่องนี้แบบ Melodrama หรือ Soap Opera ไปเลย มันก็พอจะสนุกกับเรื่องราว Life Style Fantasy ที่เหมือนผู้ชม (โดยเฉพาะผู้หญิง) จะเข้าไปท่องในโลกของความฝันกันเลยทีเดียวแหละ</p>
<p style="text-align: left;">หมายเหตุ&#8230;ในภาคนี้ ผู้เขียนรู้สึกได้ถึง &#8220;อายุ&#8221; ที่มากขึ้นของบรรดานักแสดง ซึ่งหวังว่าภาคสามคงไม่มีให้ผมมานั่งลุ้นว่าพวกเธอจะต้องดึงหน้ากันอีกเท่าไรเพื่อขึ้นจอน่ะนะ</p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;">



		<!-- Added by WP-DragToShare-eXtended Plugin -->
		<script type="text/javascript">
			dtsv.dtse_post_222_permalink = 'http://www.barkandbite.net/2010/06/sex-and-the-city-2/';
			dtsv.dtse_post_222_title = 'Sex and the City 2: กิ๊บเก๋ให้เริ่ดแบบสุด ๆ ไปเลย';
		</script>
		<!-- End of WP-DragToShare-eXtended Plugin --><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.barkandbite.net/2010/06/sex-and-the-city-2/&amp;layout=&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div style='display:none' id="post-refEl-222"></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.barkandbite.net/2010/06/sex-and-the-city-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Shrek Forever After &#8211; จบกันเสียทีมุกขายของเก่า</title>
		<link>http://www.barkandbite.net/2010/05/shrek-forever-after/</link>
		<comments>http://www.barkandbite.net/2010/05/shrek-forever-after/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 May 2010 04:22:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>nuttaputch</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bite]]></category>
		<category><![CDATA[Film Bite]]></category>
		<category><![CDATA[comedy]]></category>
		<category><![CDATA[movie]]></category>
		<category><![CDATA[shrek]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.barkandbite.net/?p=220</guid>
		<description><![CDATA[Shrek ภาคแรกอาจจะเป็นหนังที่สร้างกระแสฮือฮาและเรียกเสียงวิจารณ์มากมายจากความฉลาดในการสร้างบทตลกแบบมีชั้นเชิงและเก๋ไก๋ อินเทรนด์ แต่หลังจากนั้นพอเข้าสู่ภาคต่อ ๆ มา สเน่ห์เหล่านั้นก็ค่อย ๆ จางหายไป โดยไม่สนใจกับตัวละครใหม่หรือพล็อตใหม่ ๆ (โดยเฉพาะภาคสามที่ผมว่ามันน่าเบื่อ) และพอมาภาคสุดท้าย (เสียที) อย่าง Shrek Forever After เสน่ห์เหล่านั้นก็เรียกว่าแทบจะหายไปหมดจาก Animation ที่เคยเป็นที่น่าจดจำเรื่องราวของ Shrek ภาคสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อยักษ์เขียวที่ดูชีวิตจะ Happy Ending ในตอนจบของภาคสามกลับไม่ได้ Happy อย่างที่คิดเพราะความเบื่อหน่ายและจำเจ จนวันนึงเกิดไปทำการตกลงกับตัวร้ายของเรื่องเพื่อที่จะขอชีวิตวันหนึ่งที่จะเป็นแบบวันเดิม ๆ สมัยยังเป็นยักษ์ที่คนกลัว โดยหารู้ไม่ว่าเขาแลกวันที่ได้มากับวันที่เขาเกิด ซึ่งกลายเป็นว่าทำให้ประวัติศาสตร์ของโลก Shrek นั้นเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมดและ Shrek มีเวลาแค่หนึ่งวันในการที่จะทำให้สัญญาดังกล่าวกลายเป็นโมโฆะด้วยการ &#8220;จุมพิศจากรักแท้&#8221; ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป ว่าด้วยเรื่อง Plot แล้ว ส่วนตัวผมว่ามันเป็นพล็อตที่ย่ำอยู่กับที่และไม่ได้นำไปสู่สิ่งใหม่ ๆ ให้กับเรื่อง ซึ่งอาการหนักกว่าภาคเก่า ๆ เสียอีก หนังก็วนอยู่แค่ Shrek ที่ต้องตามหา Fiona และพยายามกล่อมให้เธอรักเขาอีกครั้ง ผสมกับการผจญภัยหน่อย ๆ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.barkandbite.net/2010/05/shrek-forever-after/" type="box_count"></fb:share-button><p style="text-align: center;"><img class="alignnone dtse-img dtse-post-220" src="http://www.shockya.com/news/wp-content/uploads/shrek_forever_after_it_aint_ogre.jpg" alt="" width="486" height="720" /></p>
<p style="text-align: left;">Shrek ภาคแรกอาจจะเป็นหนังที่สร้างกระแสฮือฮาและเรียกเสียงวิจารณ์มากมายจากความฉลาดในการสร้างบทตลกแบบมีชั้นเชิงและเก๋ไก๋ อินเทรนด์ แต่หลังจากนั้นพอเข้าสู่ภาคต่อ ๆ มา สเน่ห์เหล่านั้นก็ค่อย ๆ จางหายไป โดยไม่สนใจกับตัวละครใหม่หรือพล็อตใหม่ ๆ (โดยเฉพาะภาคสามที่ผมว่ามันน่าเบื่อ) และพอมาภาคสุดท้าย (เสียที) อย่าง Shrek Forever After เสน่ห์เหล่านั้นก็เรียกว่าแทบจะหายไปหมดจาก Animation ที่เคยเป็นที่น่าจดจำ<span id="more-220"></span>เรื่องราวของ Shrek ภาคสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อยักษ์เขียวที่ดูชีวิตจะ Happy Ending ในตอนจบของภาคสามกลับไม่ได้ Happy อย่างที่คิดเพราะความเบื่อหน่ายและจำเจ จนวันนึงเกิดไปทำการตกลงกับตัวร้ายของเรื่องเพื่อที่จะขอชีวิตวันหนึ่งที่จะเป็นแบบวันเดิม ๆ สมัยยังเป็นยักษ์ที่คนกลัว โดยหารู้ไม่ว่าเขาแลกวันที่ได้มากับวันที่เขาเกิด ซึ่งกลายเป็นว่าทำให้ประวัติศาสตร์ของโลก Shrek นั้นเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมดและ Shrek มีเวลาแค่หนึ่งวันในการที่จะทำให้สัญญาดังกล่าวกลายเป็นโมโฆะด้วยการ &#8220;จุมพิศจากรักแท้&#8221; ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป</p>
<p style="text-align: left;">ว่าด้วยเรื่อง Plot แล้ว ส่วนตัวผมว่ามันเป็นพล็อตที่ย่ำอยู่กับที่และไม่ได้นำไปสู่สิ่งใหม่ ๆ ให้กับเรื่อง ซึ่งอาการหนักกว่าภาคเก่า ๆ เสียอีก หนังก็วนอยู่แค่ Shrek ที่ต้องตามหา Fiona และพยายามกล่อมให้เธอรักเขาอีกครั้ง ผสมกับการผจญภัยหน่อย ๆ มุกตลกเฟื่อน ๆ ที่ไม่ค่อยจะขำ และฉากโชว์ CG ที่พยายามทำให้หวือหวาแต่ก็ไม่ได้น่าประทับใจอะไรเลย</p>
<p style="text-align: left;">บทอันเป็นเสน่ห์ของ Shrek ในเรื่องมุกตลกแบบสร้างสรรค์นั้นยังพอมีอยู่บ้าง แต่มันก็ไม่ได้เจ๋งแบบสุด ๆ เหมือนสมัยภาคแรกอีกต่อไป และที่น่าขันคือมุกตลกที่เวิร์คคือมุกตลกเก่าจากภาคก่อน ๆ ซะงั้น (และคนในเมืองไทยจะขำยิ่งกว่าเพราะมีคนแปลซับใส่เรื่องราวของบ้านเมืองเราผสมไปกับเรื่องด้วย)</p>
<p style="text-align: left;">ถ้าถามผมแล้ว Shrek 4 ไม่ค่อยมีอะไรให้น่าจดจำ เป็น Animation ที่ทำออกมาเหมือนตั้งใจจะหากินกับคนดูครั้งสุดท้ายแบบขอไปที แถมไม่ได้ทำอะไรน่าประทับใจเลยแม้แต่น้อย ส่วนไอ้เทคนิค 3D ที่คุยกันนั้น ก็มีไม่กี่ฉากที่ใช้แล้วตื่นตาตื่นใจ แถมเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ อีกต่างหากจนแทบอยากจะโวยว่ามันต่างอะไรกับการดู 2D ปรกติกันแน่</p>
<p style="text-align: left;">



		<!-- Added by WP-DragToShare-eXtended Plugin -->
		<script type="text/javascript">
			dtsv.dtse_post_220_permalink = 'http://www.barkandbite.net/2010/05/shrek-forever-after/';
			dtsv.dtse_post_220_title = 'Shrek Forever After – จบกันเสียทีมุกขายของเก่า';
		</script>
		<!-- End of WP-DragToShare-eXtended Plugin --><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.barkandbite.net/2010/05/shrek-forever-after/&amp;layout=&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div style='display:none' id="post-refEl-220"></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.barkandbite.net/2010/05/shrek-forever-after/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Invictus &#8211; ให้อภัย ความหวัง ปรองดอง เป็นหนึ่งเดียว</title>
		<link>http://www.barkandbite.net/2010/05/invictus/</link>
		<comments>http://www.barkandbite.net/2010/05/invictus/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 May 2010 03:55:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>nuttaputch</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bite]]></category>
		<category><![CDATA[Film Bite]]></category>
		<category><![CDATA[drama]]></category>
		<category><![CDATA[invictus]]></category>
		<category><![CDATA[movie]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.barkandbite.net/?p=218</guid>
		<description><![CDATA[หลายคนรวมทั้งผมเองก็เคยสงสัยว่าประเทศแอฟริกาใต้รวมกันเป็นประเทศได้อย่างไร จากประวัติศาสตร์การแบ่งแยกสีผิวและการกดขี่ชนชั้นผิวสี ก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงหลังจากเนลสัน แมนเดล่ากลายเป็นประธานาธิบดีและเริ่มการสร้างประเทศใหม่ สิ่งที่น่าคิดคือจิตใจและความเป็นหนึ่งของประเทศจะเกิดขึ้นได้อย่างไรจากประเทศที่แทบจะมีสงครามกลางเมืองและการเกลียดชังแผ่อยู่ทั่วประเทศ&#8230; Invictus อาจจะหนังที่เล่าส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ที่เนลสัน แมนเดล่าใช้ในการสร้างประเทศขึ้นใหม่ให้กลายเป็นหนึ่งเดียว ด้วยเรื่องง่าย ๆ (แต่เต็มไปด้วยภาระที่หนักอึ้ง) อย่างกีฬารักบี้ ที่ประเทศแอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ World Cup ในปี 1995 เรื่องราวของหนังเริ่มตั้งแต่วันที่เนลสัน แมนเดล่า (มอร์แกน ฟรีแมน) ถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำพร้อมกับภาวะการเมืองและภาวะขัดแย้งที่เข้มข้นแบบจัด ๆ อันจะเห็นได้ชัดจากวันแรกที่แมนเดล่าก้าวเข้าสู่ทำเนียบประธานาธิบดี โดยที่บรรดาเจ้าหน้าที่ผิวขาวทั้งหลายเบือนหน้าและเตรียมแพ็คกระเป๋าลาออก แต่สิ่งที่แมนเดล่าทำกลับตรงกันข้ามกับที่ทุกคนคิด เขาเลือกที่จะปลุกให้ทุกคนเห็นว่าประเทศใหม่ของพวกเขานั้นไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สีใดสีหนึ่ง แต่อนาคตของประเทศมาจากความร่วมมือของทุกคน ซึ่งตลอดเรื่องนี้ แมนเดาล่าก็จะย้ำจุดนี้อยู่เสมอ ปมสำคัญของหนังเกิดขึ้นเมื่อทีมรักบี้ของชาติที่เรียกนิคเนมว่า &#8220;สปริงบอร์ก&#8221; นั้นเหลวเป๋วทั้งผลงาน และทัศนคติของคนในชาติที่เห็นว่ามันคือตัวแทนของการแบ่งแยกผิวสีจนถึงขั้นว่าจะให้ทีมรักบี้ยกเลิกชื่อและการใช้สีเขียวทองอันเป็นสีของประเทศไป แต่แมนเดล่ากลับให้ความสำคัญของจุดเล็ก ๆ จุดนี้และพยายามที่จะรักษา พร้อมกับชูมันเป็นกลไกสำคัญในการรวมประเทศเป็นหนึ่งภายในหนึ่งปีก่อนที่จะถึง World Cup ตลอดเรื่องของ Invictus จะมีคำพูดหรือคำปราศรัยของแมนเดล่าที่คมกริบและกระแทกจิตใจของผู้ชมอยู่ตลอด เช่นการที่เขาให้หัวหน้าทีมบอดี้การ์ดรู้จักให้อภัยคนผิวขาวและยอมทำงานร่วมกัน โดยบอกว่า &#8220;การให้อภัยต้องเริ่มจากที่นี่&#8221; หรือฉากการอธิบายให้ผู้คนเห็นด้วยกับการให้ทีมรักบี้ยังใช้ชื่อ &#8220;สปริงบอร์ก&#8221; ต่อไป เพราะมันคือสัญลักษณ์ของ &#8220;พวกเขา&#8221; และไม่มีค่าอันใดที่จะเอามันไปจาก &#8220;พวกเขา&#8221; เพราะมันจะรังแต่ทำให้เกิดความแตกแยกเท่านั้น]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.barkandbite.net/2010/05/invictus/" type="box_count"></fb:share-button><p style="text-align: center;"><img class="aligncenter dtse-img dtse-post-218" src="http://movies.tbreak.com/files/uploads/2009/10/invictus-691x1024.jpg" alt="" width="484" height="717" /></p>
<p style="text-align: left;">หลายคนรวมทั้งผมเองก็เคยสงสัยว่าประเทศแอฟริกาใต้รวมกันเป็นประเทศได้อย่างไร จากประวัติศาสตร์การแบ่งแยกสีผิวและการกดขี่ชนชั้นผิวสี ก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงหลังจากเนลสัน แมนเดล่ากลายเป็นประธานาธิบดีและเริ่มการสร้างประเทศใหม่ สิ่งที่น่าคิดคือจิตใจและความเป็นหนึ่งของประเทศจะเกิดขึ้นได้อย่างไรจากประเทศที่แทบจะมีสงครามกลางเมืองและการเกลียดชังแผ่อยู่ทั่วประเทศ&#8230;</p>
<p style="text-align: left;">Invictus อาจจะหนังที่เล่าส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ที่เนลสัน แมนเดล่าใช้ในการสร้างประเทศขึ้นใหม่ให้กลายเป็นหนึ่งเดียว ด้วยเรื่องง่าย ๆ (แต่เต็มไปด้วยภาระที่หนักอึ้ง) อย่างกีฬารักบี้ ที่ประเทศแอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ World Cup ในปี 1995 <span id="more-218"></span>เรื่องราวของหนังเริ่มตั้งแต่วันที่เนลสัน แมนเดล่า (มอร์แกน ฟรีแมน) ถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำพร้อมกับภาวะการเมืองและภาวะขัดแย้งที่เข้มข้นแบบจัด ๆ อันจะเห็นได้ชัดจากวันแรกที่แมนเดล่าก้าวเข้าสู่ทำเนียบประธานาธิบดี โดยที่บรรดาเจ้าหน้าที่ผิวขาวทั้งหลายเบือนหน้าและเตรียมแพ็คกระเป๋าลาออก</p>
<p style="text-align: left;">แต่สิ่งที่แมนเดล่าทำกลับตรงกันข้ามกับที่ทุกคนคิด เขาเลือกที่จะปลุกให้ทุกคนเห็นว่าประเทศใหม่ของพวกเขานั้นไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สีใดสีหนึ่ง แต่อนาคตของประเทศมาจากความร่วมมือของทุกคน ซึ่งตลอดเรื่องนี้ แมนเดาล่าก็จะย้ำจุดนี้อยู่เสมอ</p>
<p style="text-align: left;">ปมสำคัญของหนังเกิดขึ้นเมื่อทีมรักบี้ของชาติที่เรียกนิคเนมว่า &#8220;สปริงบอร์ก&#8221; นั้นเหลวเป๋วทั้งผลงาน และทัศนคติของคนในชาติที่เห็นว่ามันคือตัวแทนของการแบ่งแยกผิวสีจนถึงขั้นว่าจะให้ทีมรักบี้ยกเลิกชื่อและการใช้สีเขียวทองอันเป็นสีของประเทศไป แต่แมนเดล่ากลับให้ความสำคัญของจุดเล็ก ๆ จุดนี้และพยายามที่จะรักษา พร้อมกับชูมันเป็นกลไกสำคัญในการรวมประเทศเป็นหนึ่งภายในหนึ่งปีก่อนที่จะถึง World Cup</p>
<p style="text-align: left;">ตลอดเรื่องของ Invictus จะมีคำพูดหรือคำปราศรัยของแมนเดล่าที่คมกริบและกระแทกจิตใจของผู้ชมอยู่ตลอด เช่นการที่เขาให้หัวหน้าทีมบอดี้การ์ดรู้จักให้อภัยคนผิวขาวและยอมทำงานร่วมกัน โดยบอกว่า &#8220;การให้อภัยต้องเริ่มจากที่นี่&#8221; หรือฉากการอธิบายให้ผู้คนเห็นด้วยกับการให้ทีมรักบี้ยังใช้ชื่อ &#8220;สปริงบอร์ก&#8221; ต่อไป เพราะมันคือสัญลักษณ์ของ &#8220;พวกเขา&#8221; และไม่มีค่าอันใดที่จะเอามันไปจาก &#8220;พวกเขา&#8221; เพราะมันจะรังแต่ทำให้เกิดความแตกแยกเท่านั้น (พวกเขาในที่นี้หมายถึงชนผิวขาวที่แต่ก่อนเป็นชนชั้นที่มีสิทธิมากกว่าชนผิวสี)</p>
<p style="text-align: left;">หนังไม่ได้พยายามบอกกับเราว่าทีมชาติแอฟริกาใต้เป็นแชมป์โลกได้ยังไง เพราะนั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญอะไรเลย แต่สิ่งที่สำคัญซึ่งหนังพยายามบอกเราอยู่เสมอคือความสำคัญและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการที่ทีมรักบี้ของพวกเขาพยายามคว้าชัยและก้าวไปสู่แชมป์โลก ซึ่งชัยชนะของทีมมันไปไกลกว่าชัยชนะในเกมรักบี้ แต่มันเหมือนชัยชนะของประเทศที่ก้าวข้ามอดีตและไปสู่ประเทศใหม่อีกครั้ง</p>
<p style="text-align: left;">แมนเดล่าบอกกับฟรองซัว กัปตันทีมสั้น ๆ ว่า &#8220;ขอบคุณสำหรับสิ่งที่เธอทำให้กับประเทศนี้&#8221; ซึ่งวินาทีนั้น สิ่งที่ทีมรักบี้ทำให้กับประเทศไม่ใช่ถ้วยสีทองที่ชูขึ้น แต่คือสภาพที่คนทั้งประเทศลุกขึ้นมาเป็นหนึ่ง และหมดเวลาของการแบ่งแยก คนไม่ว่าจะผิวสีไหนก็ร่วมยินดีและกอดคอ จับมือกันหมดภายใต้ธงชาติเดียวกัน</p>
<p style="text-align: left;">โดยส่วนตัว งานกำกับของปู่คลินท์ อีสต์วู้ดยังทรงพลังเหมือนงานก่อน ๆ แถมการได้มอร์แกน ฟรีแมนมาเล่นบทเนลสัน แมนเดล่านั้น นับว่าเป็นการแสดงที่สมบทบาทมาก ๆ (แม้ว่าจะไม่ได้เข้าชิงอะไรก็เหอะ) เพราะเขาถ่ายทอดความเป็นเนลสัน แมนเดล่าได้อย่างเหมาะเจาะและลึกซึ้งอยู่มาก แต่อาจจะติดอยู่ตรงที่บทส่วนใหญ่เป็นบทที่ &#8220;อวย&#8221; แมนเดล่าอยู่ ทำให้มันค่อยมีมุมอื่น ๆ ให้เห็นมากนัก ส่วนแมตท์ เดมอนก็เล่นแบบปรกติในระดับของเขาอยู่แล้ว</p>
<p style="text-align: left;">Invictus เป็นงานที่ออกมาด้วยเสียงวิจารณ์แง่บวกค่อนข้างเยอะ เพราะมันสร้างแรงบันดาลใจบางอย่างให้กับผู้ชม (รวมทั้งผู้เขียนเองด้วย) แม้บางครามันออกจะเป็นการ &#8220;ปรุงแต่ง&#8221; อยู่บ้าง แต่ถ้าคิดเสียว่ามันคือการปรุงแต่งที่ทำให้เรารู้สึกซาบซึ้งและอินไปกับประวัติศาสตร์ที่น่าทึ่งแล้ว ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะโอเคเลยล่ะ</p>
<p style="text-align: left;">



		<!-- Added by WP-DragToShare-eXtended Plugin -->
		<script type="text/javascript">
			dtsv.dtse_post_218_permalink = 'http://www.barkandbite.net/2010/05/invictus/';
			dtsv.dtse_post_218_title = 'Invictus – ให้อภัย ความหวัง ปรองดอง เป็นหนึ่งเดียว';
		</script>
		<!-- End of WP-DragToShare-eXtended Plugin --><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.barkandbite.net/2010/05/invictus/&amp;layout=&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div style='display:none' id="post-refEl-218"></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.barkandbite.net/2010/05/invictus/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
