<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Bark n&#039; Bite &#187; Bite</title>
	<atom:link href="http://www.barkandbite.net/category/bite/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.barkandbite.net</link>
	<description>วิจารณ์ไปเรื่อย</description>
	<lastBuildDate>Fri, 23 Jul 2010 16:55:00 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0</generator>
		<item>
		<title>Flu-O-Less-Sense: เชื้อโรคที่ทำลายสังคม</title>
		<link>http://www.barkandbite.net/2010/07/flu-o-less-sense/</link>
		<comments>http://www.barkandbite.net/2010/07/flu-o-less-sense/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 23 Jul 2010 13:10:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>nuttaputch</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bite]]></category>
		<category><![CDATA[Theater Bite]]></category>
		<category><![CDATA[b-floor]]></category>
		<category><![CDATA[drama]]></category>
		<category><![CDATA[physical]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.barkandbite.net/?p=362</guid>
		<description><![CDATA[นี่อาจจะเป็นงาน Physical Theatre ของ B-Floor ที่ผมรู้สึกได้ถึง &#8220;พลัง&#8221; และ &#8220;สาร&#8221; ที่ต้องถ่ายทอดให้กับผู้ชมมากที่สุดเรื่องหนึ่งพร้อม ๆ กับรู้สึกเสียดายที่คนไทยจำนวนมากไม่มีโอกาสได้ดูเพราะในทีวีมีแต่ศิลปินดารามาร้องเพลงกับมิวสิควีดีโอเชย ๆ และเพลงตลาด ๆ ที่ไม่ได้ทำให้รู้สึกกระตุ้นลงไปในต่อมสำนึกอะไรเลยสักนิด!!!  ซึ่งใครจะรู้บ้างว่าในโรงละครเล็ก ๆ ตั้งอยู่ในซอยเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครจะสนอกสนใจ กำลังแสดงศักยภาพของศิลปการแสดงที่ตีแผ่สภาวะของสังคมไทยให้สะเทือนใจผู้ชมได้อย่างน่าตกตะลึง ภาพของเชื้อโรคระดับเซลที่ดูผ่านกล้องจุลทัศน์เป็นหนึ่งในภาพมัลติมีเดียบอกเล่าเรื่องที่เราจะเห็นซ้อนทับอยู่กับ Physical Performance ของเหล่านักแสดงที่กำลังเล่า &#8220;เรื่อง&#8221; และ &#8220;ความเป็นไป&#8221; ในฉากแต่ละฉากที่ร้อยเรียงต่อกัน และด้วยพฤติกรรมบางอย่าง หรือการกระทำบางอย่างที่ตัวละครทำจะกระตุกรอยหยักสมองเราให้อดคิดไม่ได้ว่านี่คือ &#8220;ความจริงของคนไทย&#8221; โดยการแสดงต่าง ๆ นั้นอาจจะไม่ได้บอกกันมาโต้ง ๆ แต่เป็นเหมือนการยื่นปลายเชือกของความคิดมาให้กับผู้ชมได้ลองคว้าจับแล้วสาวต่อเทียบเคียงกับตัวตนและความทรงจำของตัวเอง ความน่าหดหู่อย่างหนึ่งของการชม Flu-O-Less-Sense คือการรู้สึกว่าเรื่องราวที่เราโดนตบหน้า (หรืออาจจะถูกกระทืบ) ด้วยความจริงที่ละครนำเสนอให้กับเราทุกคนโดยไม่มีการตัดสินว่าความรุนแรงและเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้เป็นความผิดของใคร ซึ่งแม้มันอาจจะทำให้เราหดหู่และสะเทือนใจ แต่มันก็เป็นความท้าทายของคนดูที่จะต้องเงยหน้ามองมันและยอมรับความจริง อีกทั้งแก่นของละครนั้นไม่ได้พุ่งเป้าไปที่การบ่งชี้ความผิดของบุคคลหรือฝ่ายใด แต่คือการบ่งชี้ไปยังเมล็ดพันธุ์และเชื้อโรคร้ายที่ทำให้พฤติกรรมของคนไทยนั้นสวนทางกับสิ่งที่เราพยายามบอกว่าเราเป็น (สำหรับผู้เขียนแล้ว สิ่งที่น่าหดหู่มากที่สุดฉากหนึ่ง คือฉากที่พูดถึงลัทธิความเชื่อต่าง ๆ จนทำให้คนเราถูกชี้นำไปโดยไม่มองเหตุผลหรือฉุกคิดอะไรแล้วทั้งนั้น) และเมื่อการแสดงผ่านไปเรื่อย ๆ ภาพของเชื้อโรคที่ตอนแรกเป็นเพียงเซลเล็ก]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.barkandbite.net/2010/07/flu-o-less-sense/" type="box_count"></fb:share-button><p style="text-align: center;"><img class="aligncenter dtse-img dtse-post-362" src="http://www.bfloortheatre.com/update/data/upimages/fluolesssense_thai_web.jpg" alt="" width="420" height="594" /></p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">นี่อาจจะเป็นงาน Physical Theatre ของ B-Floor ที่ผมรู้สึกได้ถึง &#8220;พลัง&#8221; และ &#8220;สาร&#8221; ที่ต้องถ่ายทอดให้กับผู้ชมมากที่สุดเรื่องหนึ่งพร้อม ๆ กับรู้สึกเสียดายที่คนไทยจำนวนมากไม่มีโอกาสได้ดูเพราะในทีวีมีแต่ศิลปินดารามาร้องเพลงกับมิวสิควีดีโอเชย ๆ และเพลงตลาด ๆ ที่ไม่ได้ทำให้รู้สึกกระตุ้นลงไปในต่อมสำนึกอะไรเลยสักนิด!!!  ซึ่งใครจะรู้บ้างว่าในโรงละครเล็ก ๆ ตั้งอยู่ในซอยเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครจะสนอกสนใจ กำลังแสดงศักยภาพของศิลปการแสดงที่ตีแผ่สภาวะของสังคมไทยให้สะเทือนใจผู้ชมได้อย่างน่าตกตะลึง<br />
</span></p>
<p style="text-align: left;"><span id="more-362"></span><span style="font-size: medium;">ภาพของเชื้อโรคระดับเซลที่ดูผ่านกล้องจุลทัศน์เป็นหนึ่งในภาพมัลติมีเดียบอกเล่าเรื่องที่เราจะเห็นซ้อนทับอยู่กับ Physical Performance ของเหล่านักแสดงที่กำลังเล่า &#8220;เรื่อง&#8221; และ &#8220;ความเป็นไป&#8221; ในฉากแต่ละฉากที่ร้อยเรียงต่อกัน และด้วยพฤติกรรมบางอย่าง หรือการกระทำบางอย่างที่ตัวละครทำจะกระตุกรอยหยักสมองเราให้อดคิดไม่ได้ว่านี่คือ &#8220;ความจริงของคนไทย&#8221; โดยการแสดงต่าง ๆ นั้นอาจจะไม่ได้บอกกันมาโต้ง ๆ แต่เป็นเหมือนการยื่นปลายเชือกของความคิดมาให้กับผู้ชมได้ลองคว้าจับแล้วสาวต่อเทียบเคียงกับตัวตนและความทรงจำของตัวเอง</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">ความน่าหดหู่อย่างหนึ่งของการชม Flu-O-Less-Sense คือการรู้สึกว่าเรื่องราวที่เราโดนตบหน้า (หรืออาจจะถูกกระทืบ) ด้วยความจริงที่ละครนำเสนอให้กับเราทุกคนโดยไม่มีการตัดสินว่าความรุนแรงและเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้เป็นความผิดของใคร ซึ่งแม้มันอาจจะทำให้เราหดหู่และสะเทือนใจ แต่มันก็เป็นความท้าทายของคนดูที่จะต้องเงยหน้ามองมันและยอมรับความจริง อีกทั้งแก่นของละครนั้นไม่ได้พุ่งเป้าไปที่การบ่งชี้ความผิดของบุคคลหรือฝ่ายใด แต่คือการบ่งชี้ไปยังเมล็ดพันธุ์และเชื้อโรคร้ายที่ทำให้พฤติกรรมของคนไทยนั้นสวนทางกับสิ่งที่เราพยายามบอกว่าเราเป็น (สำหรับผู้เขียนแล้ว สิ่งที่น่าหดหู่มากที่สุดฉากหนึ่ง คือฉากที่พูดถึงลัทธิความเชื่อต่าง ๆ จนทำให้คนเราถูกชี้นำไปโดยไม่มองเหตุผลหรือฉุกคิดอะไรแล้วทั้งนั้น)</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">และเมื่อการแสดงผ่านไปเรื่อย ๆ ภาพของเชื้อโรคที่ตอนแรกเป็นเพียงเซลเล็ก ๆ ค่อย ๆ แผ่ขยายและระบาดหนัก ไปพร้อม ๆ กับความจริงอันเน่าเฟะของประเทศเราถูกนำออกมาเปิดเผย</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">ความเก๋ของโปรดักชั่นนี้คือการเลือกหยิบจับ Prop และอุปกรณ์ต่าง ๆ มาผสมผสานกันและใช้อย่างชาญฉลาด จานพลาสติกถูกนำมาใช้เป็นภาพสัญลักษณ์หลายอย่างและสร้าง Movement ที่สวยงามในหลาย ๆ ฉาก ซึ่งเครดิตสำคัญคงไม่พ้นผู้สร้าง ธีรวัฒน์ มุลวิไลที่สร้างภาพอันตรึงตราตรึงใจอย่างนี้ออกมาได้ รวมไปถึงทีมนักแสดงทุกคนที่ใช้ร่างกายของตัวเองในการนำเสนอสารและเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างทรงพลัง</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">จุดสำคัญจุดหนึ่งที่ทำให้ Physical Performance เรื่องนี้ดูเข้าใจง่ายกว่าปรกติคงเป็นเพราะความสด และความใกล้ตัวของเนื้อหาที่ผู้สร้างต้องการจะบอกเรา ซึ่งมันก็คงได้ผลกับผู้ชมที่เข้าไปเนืองแน่นอยู่ใน Democrazy Theatre Studio </span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">และน่าเสียดายจริง ๆ คนไทยอีกมากมายนอกโรงละครไม่ได้มีโอกาสดูงานศิลปะดี ๆ ที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาบ้านเมืองเราในภาวะที่เราต้องการพลังของปัญญาในการเข้าไปกระเทาะเปลือกปัญหาที่ฝังรากลึกลงไปในสังคมและแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ประเทศเราหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์ ๆ นี้เสียที</span></p>
<p style="text-align: left;">



		<!-- Added by WP-DragToShare-eXtended Plugin -->
		<script type="text/javascript">
			dtsv.dtse_post_362_permalink = 'http://www.barkandbite.net/2010/07/flu-o-less-sense/';
			dtsv.dtse_post_362_title = 'Flu-O-Less-Sense: เชื้อโรคที่ทำลายสังคม';
		</script>
		<!-- End of WP-DragToShare-eXtended Plugin --><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.barkandbite.net/2010/07/flu-o-less-sense/&amp;layout=&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div style='display:none' id="post-refEl-362"></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.barkandbite.net/2010/07/flu-o-less-sense/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>[Trailer] 借りぐらしのアリエッティ &#8211; The Borrower Arrietty</title>
		<link>http://www.barkandbite.net/2010/07/trailer-%e5%80%9f%e3%82%8a%e3%81%90%e3%82%89%e3%81%97%e3%81%ae%e3%82%a2%e3%83%aa%e3%82%a8%e3%83%83%e3%83%86%e3%82%a3-the-borrower-arrietty/</link>
		<comments>http://www.barkandbite.net/2010/07/trailer-%e5%80%9f%e3%82%8a%e3%81%90%e3%82%89%e3%81%97%e3%81%ae%e3%82%a2%e3%83%aa%e3%82%a8%e3%83%83%e3%83%86%e3%82%a3-the-borrower-arrietty/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 23 Jul 2010 11:20:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>nuttaputch</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bite]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.barkandbite.net/?p=379</guid>
		<description><![CDATA[Animation จากหนึ่งในสตูดิโอที่ดังที่สุดในโลก Ghibli Studio ซึ่งเข้าฉายที่ญี่ปุ่นไปแล้วตั้งแต่วันที่ 17 กรกฏาคมที่ผ่านมา ส่วนแฟน ๆ ชาวไทยก็คงต้องรอดู DVD กันต่อไปนะ dtsv.dtse_post_379_permalink = 'http://www.barkandbite.net/2010/07/trailer-%e5%80%9f%e3%82%8a%e3%81%90%e3%82%89%e3%81%97%e3%81%ae%e3%82%a2%e3%83%aa%e3%82%a8%e3%83%83%e3%83%86%e3%82%a3-the-borrower-arrietty/'; dtsv.dtse_post_379_title = '[Trailer] 借りぐらしのアリエッティ – The Borrower Arrietty';]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.barkandbite.net/2010/07/trailer-%e5%80%9f%e3%82%8a%e3%81%90%e3%82%89%e3%81%97%e3%81%ae%e3%82%a2%e3%83%aa%e3%82%a8%e3%83%83%e3%83%86%e3%82%a3-the-borrower-arrietty/" type="box_count"></fb:share-button><p style="text-align: center;"><img class="alignnone dtse-img dtse-post-379" src="http://static.mangahelpers.com/gallery-public/11973" alt="" width="500" height="385" /></p>
<p style="text-align: center;"><object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="550" height="453" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/Ak_ogRodsdw&amp;feature" /><embed wmode="transparent" type="application/x-shockwave-flash" width="550" height="453" src="http://www.youtube.com/v/Ak_ogRodsdw&amp;feature"></embed></object></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">Animation จากหนึ่งในสตูดิโอที่ดังที่สุดในโลก Ghibli Studio ซึ่งเข้าฉายที่ญี่ปุ่นไปแล้วตั้งแต่วันที่ 17 กรกฏาคมที่ผ่านมา ส่วนแฟน ๆ ชาวไทยก็คงต้องรอดู DVD กันต่อไปนะ</span></p>



		<!-- Added by WP-DragToShare-eXtended Plugin -->
		<script type="text/javascript">
			dtsv.dtse_post_379_permalink = 'http://www.barkandbite.net/2010/07/trailer-%e5%80%9f%e3%82%8a%e3%81%90%e3%82%89%e3%81%97%e3%81%ae%e3%82%a2%e3%83%aa%e3%82%a8%e3%83%83%e3%83%86%e3%82%a3-the-borrower-arrietty/';
			dtsv.dtse_post_379_title = '[Trailer] 借りぐらしのアリエッティ – The Borrower Arrietty';
		</script>
		<!-- End of WP-DragToShare-eXtended Plugin --><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.barkandbite.net/2010/07/trailer-%e5%80%9f%e3%82%8a%e3%81%90%e3%82%89%e3%81%97%e3%81%ae%e3%82%a2%e3%83%aa%e3%82%a8%e3%83%83%e3%83%86%e3%82%a3-the-borrower-arrietty/&amp;layout=&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div style='display:none' id="post-refEl-379"></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.barkandbite.net/2010/07/trailer-%e5%80%9f%e3%82%8a%e3%81%90%e3%82%89%e3%81%97%e3%81%ae%e3%82%a2%e3%83%aa%e3%82%a8%e3%83%83%e3%83%86%e3%82%a3-the-borrower-arrietty/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อรุณอัมรินทร์: กลิ่นอายละครไทยบนเวที</title>
		<link>http://www.barkandbite.net/2010/07/%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://www.barkandbite.net/2010/07/%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 22 Jul 2010 15:37:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>nuttaputch</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bite]]></category>
		<category><![CDATA[Theater Bite]]></category>
		<category><![CDATA[bu theater]]></category>
		<category><![CDATA[period]]></category>
		<category><![CDATA[suspense]]></category>
		<category><![CDATA[thriller]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.barkandbite.net/?p=364</guid>
		<description><![CDATA[จากบทเรียนและความพยายามของนักศึกษากับผลงานวิทยานิพนธ์เมื่อปี 2552 และได้รับเสียงตอบรับอันดี ทำให้มาในปี 2553 นี้ทาง BU Theater Company ก็ได้นำละครเด็ด ๆ ที่การันตีคุณภาพเอามาจัดแสดง 3 เรื่องรวดภายใต้ชื่อ &#8220;The Repertoire 2010&#8243; ซึ่ง &#8220;อรุณอัมรินทร์&#8221; ละครแนวพีเรียด นำมาเป็นหัวขบวน (ก่อนจะตามต่อด้วย Waiting for Godot และ ข้าวนอกนา เดอะมิวสิคัล) ซึ่งก็นับว่าหัวขบวนเรื่องนี้เป็นหัวขบวนที่ไม่เลวเลยทีเดียวเชียว เรื่องราวของ &#8220;อรุณอัมรินทร์&#8221; เริ่มเมื่อ &#8220;พุดน้ำบุษย์&#8221; หญิงสาวจากตระกูลสูงศักดิ์ และ &#8220;เจตน์&#8221; สามีของเธอย้ายเข้ามาในบ้านอรุณอัมรินทร์ สถานที่ซึ่งแม่ของพุดน้ำบุษย์ได้เป็นเจ้าของและเสียชีวิตลงพร้อมกับปริศนาหลาย ๆ อย่าง โดยการใช้ชีวิตของพุดน้ำบุษย์ภายใต้บ้านของอรุณอัมรินทร์นั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่อเสียงและภาพหลอนต่าง ๆ ในขณะที่คนอื่นมองว่าเธอนั้นกำลังป่วยด้วยอาการจิตวิปลาสดั่งเช่นพ่อของเธอในอดีต นอกจากความสัมพันธ์ของเธอกับสามีจะระหองระแหงจากอาการ &#8220;ป่วย&#8221; ของเธอแล้ว สาวใช้ &#8220;พุดซ้อน&#8221; ก็ดูไม่เป็นมิตรกับเธอแถมดูมีลับลมคมในกับเจตน์ มีเพียง &#8220;น้อม&#8221; สาวใช้แก่ที่ยังคงอยู่เคียงข้างเธอ และเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ สถานการณ์ต่าง]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.barkandbite.net/2010/07/%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c/" type="box_count"></fb:share-button><p style="text-align: center;"><a href="http://www.barkandbite.net/wp-content/uploads/IMG_0428.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-365 dtse-img dtse-post-364" title="IMG_0428" src="http://www.barkandbite.net/wp-content/uploads/IMG_0428.jpg" alt="" width="461" height="346" /></a></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">จากบทเรียนและความพยายามของนักศึกษากับผลงานวิทยานิพนธ์เมื่อปี 2552 และได้รับเสียงตอบรับอันดี ทำให้มาในปี 2553 นี้ทาง BU Theater Company ก็ได้นำละครเด็ด ๆ ที่การันตีคุณภาพเอามาจัดแสดง 3 เรื่องรวดภายใต้ชื่อ &#8220;The Repertoire 2010&#8243; ซึ่ง &#8220;อรุณอัมรินทร์&#8221; ละครแนวพีเรียด นำมาเป็นหัวขบวน (ก่อนจะตามต่อด้วย Waiting for Godot และ ข้าวนอกนา เดอะมิวสิคัล) ซึ่งก็นับว่าหัวขบวนเรื่องนี้เป็นหัวขบวนที่ไม่เลวเลยทีเดียวเชียว<span id="more-364"></span><br />
</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">เรื่องราวของ &#8220;อรุณอัมรินทร์&#8221; เริ่มเมื่อ &#8220;พุดน้ำบุษย์&#8221; หญิงสาวจากตระกูลสูงศักดิ์ และ &#8220;เจตน์&#8221; สามีของเธอย้ายเข้ามาในบ้านอรุณอัมรินทร์ สถานที่ซึ่งแม่ของพุดน้ำบุษย์ได้เป็นเจ้าของและเสียชีวิตลงพร้อมกับปริศนาหลาย ๆ อย่าง โดยการใช้ชีวิตของพุดน้ำบุษย์ภายใต้บ้านของอรุณอัมรินทร์นั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่อเสียงและภาพหลอนต่าง ๆ ในขณะที่คนอื่นมองว่าเธอนั้นกำลังป่วยด้วยอาการจิตวิปลาสดั่งเช่นพ่อของเธอในอดีต นอกจากความสัมพันธ์ของเธอกับสามีจะระหองระแหงจากอาการ &#8220;ป่วย&#8221; ของเธอแล้ว สาวใช้ &#8220;พุดซ้อน&#8221; ก็ดูไม่เป็นมิตรกับเธอแถมดูมีลับลมคมในกับเจตน์ มีเพียง &#8220;น้อม&#8221; สาวใช้แก่ที่ยังคงอยู่เคียงข้างเธอ และเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ สถานการณ์ต่าง ๆ ก็เริ่มแย่ลงไปอีก เมื่ออาการของเธอนั้นหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนมันทำให้เธอพบกับความจริงที่น่าสะพรึงกลัวของบ้านอรุณอัมรินทร์</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">เนื้อหาหลักของ &#8220;อรุณอัมรินทร์&#8221; ก็คงเป็นโทนของ Suspense / Thriller ที่เต็มไปด้วยปมปริศนา ละครจะค่อย ๆ ปูและหยอดความสงสัยให้ความน่ากลัวของเรื่องไปพร้อม ๆ กันให้กับคนดู ซึ่งเรื่องพยายามผูกโยงเข้ากับความตายและวิญญาณโดยไม่เฉลยให้คนดูรู้เลยว่าเสียงและภาพที่พุดน้ำบุษย์พูดถึงนั้นเป็นเรื่องจริงหรือโกหกกันแน่ จังหวะที่ดีของละครคือการกระตุ้นความอยากรู้และสงสัยกับเรื่องและปริศนาได้อยู่ตลอดก่อนจะนำมาเรียงร้อยต่อกันเพื่อไขปริศนาในตอนท้าย ซึ่งก็คงไม่แปลกอะไรที่จะทำให้ละครเรื่องนี้ดูไม่เบื่อเลยแม้การแสดงจะค่อนข้างยาวก็ตาม</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">ต้องยอมรับว่าการแปลงบทของอรุณอัมรินทร์จากเรื่อง Angel Street (ของ Patrick Hamilton) ออกมาให้อยู่ในบริบทของไทยนั้น ทำได้สวยงามและลงตัวมากทีเดียวทั้งการผูกเรื่อง การใช้ภาษา การปรับเปลี่ยนเนื้อหา พื้นหลังและแกนเรื่องให้มีความเป็น &#8220;ไทย&#8221; จนแทบจะไม่เหลือเค้าของบทดั้งเดิมให้เอะใจหรือตะขิดตะขวงได้ นอกจากนี้ประเด็นแฝงที่สอดแทรกไว้ในเรื่องอย่างการวิพากษ์วิจารณ์ความแตกต่างของชนชั้น ก็ถูกหยิบมานำเสนอได้อย่างน่าสนใจ และไม่ทำให้เรื่องนั้นเขวหรือเสียจังหวะเลยแม้แต่น้อย</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าการแปลงเป็นบริบทไทยนั้นส่งผลอะไรกับผู้กำกับด้วยหรือไม่ เพราะหลาย ๆ อย่างของละครนั้นกลายเป็นเหมือนว่าได้รับอิทธิพลจากละครทีวีไทยอยู่ไม่น้อย เช่นการแสดงที่ค่อนข้างจะ &#8220;บอกใบ้&#8221; หรือ &#8220;จงใจ&#8221; มากเกินจำเป็นของตัวละครต่าง ๆ ซึ่งก็มิวายที่ใครที่หัวไวจะจับไต๋และเดาทางกันถูก ซึ่งคงจะดีกว่าถ้าการเล่าเรื่องนั้นให้เป็นธรรมชาติและให้คนดูตกตะลึงไปพร้อม ๆ กับตัวละคร แทนที่ตัวละครจะแสดงอาการตื่นตกใจ โกรธแค้นหรืออิจฉาแบบล้นเวทีจนไม่มีพื้นที่ให้จิตนาการของคนดูเข้าไปเติมและรู้สึกไปกับมัน</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">และหากจะว่าไป &#8220;อรุณอัมรินทร์&#8221; ก็เดินเรื่องคล้าย ๆ กับละครไทย อย่างปริศนาที่ค่อนข้างจะมีการบอกใบ้และหลอกล่อ (แต่เดาได้) ตัวละครผู้อยู่เบื้องหลังที่จะเซอร์ไพรส์ (มั้ง) และตอนจบที่มีตำรวจมา (ตามสูตร) เรียกว่าแฟน ๆ ละครไทยอาจจะเดาเรื่องได้กันตั้งแต่ยังไม่จบองก์หนึ่งเลยด้วยซ้ำ แต่ถึงแม้อาจจะฟังดูน่าเบื่อ มันก็เป็นสูตรสำเร็จที่ประสบความสำเร็จมาหลายสิบปีในวงการบันเทิงบ้านเมืองเรา และแน่นอนกับละครเรื่องนี้ก็เช่นกัน</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">อย่างไรซะ ส่วนหนึ่งที่ต้องขอชมเชยเป็นพิเศษคือ Production Design ของเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นทั้งฉาก แสง และ เสียง ที่เร้าบรรยากาศความน่าสะพรึงกลัวให้กับเรื่องผ่านเทคนิคต่าง ๆ จนทำให้ความสดและความรู้สึกร่วมซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของละครเวทีนั้นถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่และดึงให้คนดูต้องมีเผลอที่จะเสียวสันหลังวาบไปบรรยากาศได้</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">ด้านการแสดงนั้น ดร.วรรณขวัญ พลจันทร์ ในบทน้อม ดูจะเป็นนักแสดงที่เจนเวทีที่สุดและทำให้เวทีดูกระชุ่มกระชวยอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่นักแสดงรุ่นเล็กอย่างพีระพัชร ทัพวงศ์ (เจตน์) สิริมนต์ มีสัมฤทธิ์ (พุดน้ำบุษย์) และ ธูปเทวี สงวนหงส์​ (พุดซ้อน) ก็แสดงความสามารถออกมาได้ดี เพียงแต่คงต้องอาศัยการขัดเกลาทางด้านประสบการณ์อีกนิดเพื่อให้การแสดงของพวกเขานั้นคมกริบกับบทบาทที่ได้รับกว่านี้ อีกทั้งคงต้องฝากไปถึงสิรพัชชานัทน์ ศรีเพชร ผู้กำกับ ถึง Acting Direction ในการเล่าเรื่องนี้ ที่หากปล่อยให้นักแสดงเป็นธรรมชาติโดยที่ไม่ต้อง &#8220;พยายาม&#8221; แสดงเจตนาแฝงในใจออกมานั้น คงทำให้การแสดงดูลื่นไหลขึ้นไปอีก</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">สำหรับผู้เขียนแล้ว &#8220;อรุณอัมรินทร์&#8221; ถือเป็นละครฝีมือของนักศึกษาที่ดูดีเลยทีเดียว จากส่วมผสมของงานสร้างตลอดไปจนถึงการแสดงและคุณภาพของละคร อาจจะมีจุดให้ติบ้าง แต่ก็มีจุดให้ชมพอจะหักล้างกันได้ และที่สำคัญคือการทำให้คนดูหลายคนอาจจะต้องทบทวนคำว่า &#8220;ละครนักศึกษา&#8221; ใหม่ เพราะมันก็เข้าใกล้กับละครอาชีพเข้าไปทุกวัน ๆ แล้ว</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">และถ้าถามผมว่าคุ้มไหมกับการเสียเวลาเดินทางไปดูละครถึงรังสิตกับละครเวทียาวสองชั่วโมงครึ่ง ผมว่ามันก็คุ้มค่าอยู่พอสมควรเลยนะ</span></p>
<p style="text-align: left;">



		<!-- Added by WP-DragToShare-eXtended Plugin -->
		<script type="text/javascript">
			dtsv.dtse_post_364_permalink = 'http://www.barkandbite.net/2010/07/%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c/';
			dtsv.dtse_post_364_title = 'อรุณอัมรินทร์: กลิ่นอายละครไทยบนเวที';
		</script>
		<!-- End of WP-DragToShare-eXtended Plugin --><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.barkandbite.net/2010/07/%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c/&amp;layout=&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div style='display:none' id="post-refEl-364"></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.barkandbite.net/2010/07/%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ชีวิตนี้สำคัญนัก เพื่อความสุขสวัสดิ์แห่งชีวิตเบื้องหน้า</title>
		<link>http://www.barkandbite.net/2010/07/this_life_is_so_important/</link>
		<comments>http://www.barkandbite.net/2010/07/this_life_is_so_important/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 17 Jul 2010 18:13:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>nuttaputch</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bite]]></category>
		<category><![CDATA[Book Bite]]></category>
		<category><![CDATA[dhamma]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.barkandbite.net/?p=343</guid>
		<description><![CDATA[พระนิพนธ์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชเล่มนี้นั้นอาจจะเป็นหนังสือที่พูดอธิบายเรื่องกฏแห่งกรรมได้อย่างเรียบง่าย ไม่ซ้บซ้อน แต่ลึกซึ้งมากที่สุดเล่มหนึ่ง โดยภาษาที่ใช้นั้นเป็นภาษาที่ง่ายต่องการทำความเข้าใจ และมีการ &#8220;ย่อย&#8221; ให้สารของธรรมที่ต้องการบอกต่อกับผู้อ่านนั้นอยู่ในสภาพที่ซึมเข้าสมองและจิตใจได้อย่างรวดเร็ว เนื้อหาหลัก ๆ ของหนังสือ &#8220;ชีวิตนี้สำคัญนัก&#8221; นั้นว่าด้วยเรื่องความสำคัญของชีวิตนี้ที่เรามีโอกาสได้ประสบกับกรรมต่าง ๆ ตามวัฏจักรของกรรมที่ทับซ้อนมาจากอดีต ทั้งชาตินี้หรือชาติไหน ๆ และชี้ให้เห็นว่าชีวิตนี้สำคัญเพียงไรที่จะหลุดพ้นหรือบ่วงกรรมเหล่านี้ได้ (คำว่าหลุดพ้นนี้หมายถึง &#8220;หลุด&#8221; ไม่ใช่ &#8220;หนีพ้น&#8221;) ซึ่งนี่น่่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ดีสำหรับคนที่อยากจะหันมามองว่าทุกข์และสุขที่เกิดขึ้นกับชีวิตนี้มีเหตุจากอะไร และกฏแห่งกรรมที่ไม่มีผู้ใดสามารถหนีพ้นได้นั้นมีจริงหรือไม่ หรือเพราะเหตุใดเราถึงไม่เห็นผลของกรรม (แบบที่เราบอกว่าทำดีแล้วไม่ได้ดี หรือทำชั่วได้ดีซะงั้น) งานพระนิพนธ์ของสมเด็จพระญาณสังวรนั้น มักเป็นงานที่มีลักษณะที่อ่านง่าย คิดตามได้ง่าย และเข้าใจกับมันได้ง่าย ซึ่งแน่นอนว่ามันเลยเป็นสาเหตุที่ทำให้หนังสือธรรมะของท่านจึงเป็นหนังสือธรรมะที่ควรมีติดไว้ประจำบ้านเช่นนั้นแล dtsv.dtse_post_343_permalink = 'http://www.barkandbite.net/2010/07/this_life_is_so_important/'; dtsv.dtse_post_343_title = 'ชีวิตนี้สำคัญนัก เพื่อความสุขสวัสดิ์แห่งชีวิตเบื้องหน้า';]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.barkandbite.net/2010/07/this_life_is_so_important/" type="box_count"></fb:share-button><p style="text-align: center;"><img class="alignnone dtse-img dtse-post-343" src="http://www.saengdao.com/images/pic_product/10062010090548.jpg" alt="" width="268" height="360" /></p>
<p style="text-align: left;">พระนิพนธ์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชเล่มนี้นั้นอาจจะเป็นหนังสือที่พูดอธิบายเรื่องกฏแห่งกรรมได้อย่างเรียบง่าย ไม่ซ้บซ้อน แต่ลึกซึ้งมากที่สุดเล่มหนึ่ง โดยภาษาที่ใช้นั้นเป็นภาษาที่ง่ายต่องการทำความเข้าใจ และมีการ &#8220;ย่อย&#8221; ให้สารของธรรมที่ต้องการบอกต่อกับผู้อ่านนั้นอยู่ในสภาพที่ซึมเข้าสมองและจิตใจได้อย่างรวดเร็ว</p>
<p style="text-align: left;">เนื้อหาหลัก ๆ ของหนังสือ &#8220;ชีวิตนี้สำคัญนัก&#8221; นั้นว่าด้วยเรื่องความสำคัญของชีวิตนี้ที่เรามีโอกาสได้ประสบกับกรรมต่าง ๆ ตามวัฏจักรของกรรมที่ทับซ้อนมาจากอดีต ทั้งชาตินี้หรือชาติไหน ๆ และชี้ให้เห็นว่าชีวิตนี้สำคัญเพียงไรที่จะหลุดพ้นหรือบ่วงกรรมเหล่านี้ได้ (คำว่าหลุดพ้นนี้หมายถึง &#8220;หลุด&#8221; ไม่ใช่ &#8220;หนีพ้น&#8221;) ซึ่งนี่น่่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ดีสำหรับคนที่อยากจะหันมามองว่าทุกข์และสุขที่เกิดขึ้นกับชีวิตนี้มีเหตุจากอะไร และกฏแห่งกรรมที่ไม่มีผู้ใดสามารถหนีพ้นได้นั้นมีจริงหรือไม่ หรือเพราะเหตุใดเราถึงไม่เห็นผลของกรรม (แบบที่เราบอกว่าทำดีแล้วไม่ได้ดี หรือทำชั่วได้ดีซะงั้น)</p>
<p style="text-align: left;">งานพระนิพนธ์ของสมเด็จพระญาณสังวรนั้น มักเป็นงานที่มีลักษณะที่อ่านง่าย คิดตามได้ง่าย และเข้าใจกับมันได้ง่าย ซึ่งแน่นอนว่ามันเลยเป็นสาเหตุที่ทำให้หนังสือธรรมะของท่านจึงเป็นหนังสือธรรมะที่ควรมีติดไว้ประจำบ้านเช่นนั้นแล</p>



		<!-- Added by WP-DragToShare-eXtended Plugin -->
		<script type="text/javascript">
			dtsv.dtse_post_343_permalink = 'http://www.barkandbite.net/2010/07/this_life_is_so_important/';
			dtsv.dtse_post_343_title = 'ชีวิตนี้สำคัญนัก เพื่อความสุขสวัสดิ์แห่งชีวิตเบื้องหน้า';
		</script>
		<!-- End of WP-DragToShare-eXtended Plugin --><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.barkandbite.net/2010/07/this_life_is_so_important/&amp;layout=&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div style='display:none' id="post-refEl-343"></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.barkandbite.net/2010/07/this_life_is_so_important/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Inception: ลึกลับ ซับซ้อน แต่เจ๋งสุด ๆ</title>
		<link>http://www.barkandbite.net/2010/07/inception/</link>
		<comments>http://www.barkandbite.net/2010/07/inception/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 15 Jul 2010 02:09:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>nuttaputch</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bite]]></category>
		<category><![CDATA[Film Bite]]></category>
		<category><![CDATA[drama]]></category>
		<category><![CDATA[sci-fi]]></category>
		<category><![CDATA[thriller]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.barkandbite.net/?p=347</guid>
		<description><![CDATA[หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า Christopher Nolan คือผู้กำกับของ The Dark Knight ที่ฮิตถล่มทลาย และอีกหลายต่อหลายคนไม่รู้ว่า Christopher Nolan นั้นไม่ได้ดังจากหนัง Super Hero อย่าง Batman Begin แต่เขาดังตั้งแต่สมัยหนังอินดี้สุดแหวกและโดนใจคอหนังอย่าง Memento ซึ่งสำหรับบรรดาคอหนังจะทราบอันดีถึงเอกลักษณ์หนังทีี่เป็น Original ของ Nolan ว่าจะเต็มไปด้วยความลึกลับ ซับซ้อน แต่แฝงไว้ด้วยความคิดที่เฉียบคมและน่าทึ่งอยู่เสมอ ๆ แน่นอนว่าหลังจากโปรเจคหนังหลัง ๆ ของเขาทุกเรื่องทำรายได้ถล่มทลายและกลายเป็นผู้กำกับชื่อดัง เขาก็ได้สิทธิ์ในการบรรเลงจินตนาการของเขาอีกครั้ง ซึ่ง Inception คือหนังที่เขาเล่าว่าเป็นหนังก้นกรุ (แบบเดียวกับที่คาเมรอนบอกว่าเป็นหนังในลิ้นชักของเขานั่นแหละ) และวันนี้เขามีโอกาสทำให้มันเป็นจริง ซึ่งมันก็เจ๋งสมกับที่เขาบ่มเพราะมันไว้จนสุกหง่อมแล้วจริง ๆ !! Inception เป็นหนัง Sci-Fi / Action / Thriller (เป็นส่วนประกอบที่เจ๋งไหมล่ะ) ว่าด้วยเรื่องสมมติ (?) เมื่อเทคโนโลยีสามารถทำให้คนสามารถเข้าไปเชื่อมโยงกับความฝันของคนอื่น ๆ ได้ ซึ่งในความฝันนี้แหละ ที่จะทำให้คนนอกสามารถเข้ามาดูความลับ หรือ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.barkandbite.net/2010/07/inception/" type="box_count"></fb:share-button><p style="text-align: center;"><a href="http://www.barkandbite.net/wp-content/uploads/inception.jpeg"><img class="aligncenter size-full wp-image-348 dtse-img dtse-post-347" title="inception poster" src="http://www.barkandbite.net/wp-content/uploads/inception.jpeg" alt="" width="358" height="529" /></a></p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า Christopher Nolan คือผู้กำกับของ The Dark Knight ที่ฮิตถล่มทลาย และอีกหลายต่อหลายคนไม่รู้ว่า Christopher Nolan นั้นไม่ได้ดังจากหนัง Super Hero อย่าง Batman Begin แต่เขาดังตั้งแต่สมัยหนังอินดี้สุดแหวกและโดนใจคอหนังอย่าง Memento ซึ่งสำหรับบรรดาคอหนังจะทราบอันดีถึงเอกลักษณ์หนังทีี่เป็น Original ของ Nolan ว่าจะเต็มไปด้วยความลึกลับ ซับซ้อน แต่แฝงไว้ด้วยความคิดที่เฉียบคมและน่าทึ่งอยู่เสมอ ๆ </span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">แน่นอนว่าหลังจากโปรเจคหนังหลัง ๆ ของเขาทุกเรื่องทำรายได้ถล่มทลายและกลายเป็นผู้กำกับชื่อดัง เขาก็ได้สิทธิ์ในการบรรเลงจินตนาการของเขาอีกครั้ง ซึ่ง Inception คือหนังที่เขาเล่าว่าเป็นหนังก้นกรุ (แบบเดียวกับที่คาเมรอนบอกว่าเป็นหนังในลิ้นชักของเขานั่นแหละ) และวันนี้เขามีโอกาสทำให้มันเป็นจริง ซึ่งมันก็เจ๋งสมกับที่เขาบ่มเพราะมันไว้จนสุกหง่อมแล้วจริง ๆ !!</span></p>
<p style="text-align: left;"><span id="more-347"></span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">Inception เป็นหนัง Sci-Fi / Action / Thriller (เป็นส่วนประกอบที่เจ๋งไหมล่ะ) ว่าด้วยเรื่องสมมติ (?) เมื่อเทคโนโลยีสามารถทำให้คนสามารถเข้าไปเชื่อมโยงกับความฝันของคนอื่น ๆ ได้ ซึ่งในความฝันนี้แหละ ที่จะทำให้คนนอกสามารถเข้ามาดูความลับ หรือ &#8220;ข้อมูล&#8221; ที่ถูกซ่อนไว้ในจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก ภารกิจจารกรรมความลับเหล่านี้เป็นหน้าที่ของจารชนอย่าง คอร์บ (ลีโอนาโด ดิคาร์ปริโอ) และเหล่าทีมงานของเขา แต่แล้ววันหนึ่ง ภารกิจของพวกเขาก็เปลี่ยนไปจากที่ต้อง &#8220;ขโมย&#8221; แต่ต้องเป็น &#8220;ฝังความคิด&#8221; (Inception) ให้กับเจ้าของความฝัน ซึ่งนอกจากภารกิจนี้อยู่บนมุมมองที่ &#8220;ยากเกินกว่าจะเป็นไปได้&#8221; แล้ว ปริศนาและความลับของคอร์บก็เป็นเหมือนภัยมืดที่ทำให้ภารกิจดังกล่าวยากขึ้นไปอีก</span></p>
<p style="text-align: left;"><a href="http://www.barkandbite.net/wp-content/uploads/inception-trailer2-header.jpeg"><img class="aligncenter size-full wp-image-350 dtse-img dtse-post-347" title="inception-scene2" src="http://www.barkandbite.net/wp-content/uploads/inception-trailer2-header.jpeg" alt="" width="590" height="300" /></a><span style="font-size: medium;"><br />
</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">จะว่าไปแล้ว ความคิดอันอัศจรรย์ของ Nolan ก็นับว่าสุดบรรเจิดกันอยู่แล้ว นับตั้งแต่พล็อตเก๋ ๆ ไอเดียและความคิดของ Sci-Fi ที่ล้ำชนิดคาดไม่ถึงกัน แต่บทหนังก็ฉลาดมากพอที่จะยัดเยียดความคิดให้เราเชื่อและเออออตามไปกับมันได้ภายในครึ่งชั่วโมงแรกด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา ตั้งแต่คำพูด การลำดับความคิด หรือแม้แต่ภาพ ซึ่งเชื่อเถอะว่าถ้าใครพลาดครึ่งชั่วโมงแรก ก็คงเตรียมหลงทางอยู่ในหนังของเขาชนิดหาทางออกไม่เจอไปอีกสองชั่วโมง</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">เพราะอะไรน่ะหรือ? เพราะบทหนังเรื่องนี้สำคัญมากในการปูพื้นฐานให้คนเข้าใจ Fictional Truth ของเรื่อง ซึ่งถ้าเราไม่สามารถเข้าใจ (หรือพอที่จะเข้าใจบ้าง) ก็คงเป็นการยากที่จะเข้าใจเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมาชนิดลึกลับ ซ้อนทับกันไปมาให้งงแล้วงงอีกเป็นแน่</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">นอกจากไอเดียเจ๋ง ๆ ของ Nolan แล้ว บทหนังก็ยังคมกริบแบบเดียวกับหนังเรื่องก่อน ๆ ที่ Nolan ได้ร่วมเขียนบทด้วย (The Dark Knight, The Prestige) มีการวางเงื่อนงำ ปริศนาต่าง ๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป มีหักมุมหรือสร้าง Surprise ระหว่างเรื่อง ก่อนค่อย ๆ ใบ้ให้ผู้ชมรู้ และเปิดเผยให้ทึ่งไปพร้อม ๆ กัน (แม้มันอาจจะไม่หักมุมชนิดตกเก้าอี้ก็ตาม) ซึ่งกลวิธีแบบนี้ก็จะเห็นบ่อย ๆ ให้หนังของเขา และการใส่ใจและโฟกัสไปที่การเล่าเรื่องนี่แหละ ที่เป็นเสน่ห์สำคัญที่ผู้ชมหลายคนชื่นชอบหนังของเขาเป็นพิเศษ</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">สิ่งหนึ่งที่น่าคิดไม่น้อยจากหนังคือประเด็นการแยกแยะระหว่างความฝันและความจริงของคนที่ได้เข้าไปสัมผัสความฝันในแบบที่ &#8220;ควบคุมได้&#8221; โดยโลกที่จินตนาการสามารถสร้างได้นั้นกลายเป็นสิ่งที่ปรารถนา และกลายเป็นบ่วงที่ทำให้หลายคนแม้แต่คอร์บเองก็ต้องพลาดพลั้งถอนตัวไม่ขึ้น ซึ่งกลายเป็นคำพูดเด็ด ๆ ว่า &#8220;ตื่นกลับไปโลกความจริง&#8221; นั้นจริง ๆ แล้วคือกลับไปสู่โลกไหนกันแน่</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;"><br />
</span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.barkandbite.net/wp-content/uploads/Inception_still2323.jpeg"><img class="aligncenter size-full wp-image-349 dtse-img dtse-post-347" title="Inception_scene_1" src="http://www.barkandbite.net/wp-content/uploads/Inception_still2323.jpeg" alt="" width="507" height="211" /></a><span style="font-size: medium;"><br />
</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">การที่หนังมีความลึกลับซับซ้อนหลายชั้น ทำให้การลำดับและตัดต่อภาพนั้นต้องมีจังหวะที่เฉียบคมมาก ๆ ซึ่ง Inception ก็เป็นหนึ่งในหนังที่ลำดับและตัดต่อออกมาได้ดีถึงดีมาก และมีส่วนสำคัญในการสร้างให้หนังดูตื่นเต้น รวดเร็วและลุ้นระทึกอยู่ตลอด พร้อม ๆ กับเพลงประกอบฝีมือของ Hans Zimmer ที่ทำให้หนังรู้สึกบีบคั้น ตึงเครียด แต่ก็ดู &#8220;อลังการ&#8221; ไปพร้อม ๆ กัน</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">ในส่วนด้านการแสดงของบรรดานักแสดงนั้น ก็นับว่าลีโอนาโด ได้รับบทที่ค่อนข้างท้าทายและสร้างภาพเท่ห์ ๆ ของเขาในมาดของจารชนที่มาพร้อมกับฉาก Action สไตล์ James Bond และบท Drama เล็ก ๆ (แต่ไม่ได้้เยอะพอจนจะน่าจดจำเมื่อเทียบกับบทบู๊) นอกจากนี้เราก็ยังได้ชมนักแสดงหลายคนในบทที่แปลกออกไปอย่าง Ellen Page (Juno) หรือ Ken Watanabe </span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">โดยส่วนตัวแล้ว หนังเรื่องนี้ยังคงความเจ๋งสไตล์ Nolan ไว้อย่างครบครัน แถมเหมือนเขาได้เรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ จากการกำกับหนังเรื่องก่อน ๆ แล้วเอามาผสมให้ Inception กลายเป็นหนังที่ครบสูตรตั้งแต่บทที่ดี เทคนิคภาพเท่ห์ และแอคชั่นมันส์ ๆ แต่ก็ยังมีข้อเสียคล้าย ๆ กับงานอย่าง Memento ที่คนจะเดินออกมาจากโรงแล้วถามกันว่า &#8220;รู้เรื่องไหม?&#8221; &#8220;สรุปไอ้นั่นคืออะไร&#8221; ฯลฯ อันเกิดจากการที่ผู้ชมหลาย ๆ คนตามเรื่องและความสลับซับซ้อนของหนังไม่ทันนั่นเอง</span></p>



		<!-- Added by WP-DragToShare-eXtended Plugin -->
		<script type="text/javascript">
			dtsv.dtse_post_347_permalink = 'http://www.barkandbite.net/2010/07/inception/';
			dtsv.dtse_post_347_title = 'Inception: ลึกลับ ซับซ้อน แต่เจ๋งสุด ๆ';
		</script>
		<!-- End of WP-DragToShare-eXtended Plugin --><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.barkandbite.net/2010/07/inception/&amp;layout=&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div style='display:none' id="post-refEl-347"></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.barkandbite.net/2010/07/inception/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เราสองสามคน: Road Movie ที่สวย สนุก และเพลินสุด ๆ</title>
		<link>http://www.barkandbite.net/2010/07/that_sounds_good/</link>
		<comments>http://www.barkandbite.net/2010/07/that_sounds_good/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Jul 2010 13:38:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>nuttaputch</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bite]]></category>
		<category><![CDATA[Film Bite]]></category>
		<category><![CDATA[comedy]]></category>
		<category><![CDATA[road movie]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.barkandbite.net/?p=335</guid>
		<description><![CDATA[เรียว กิตติกร นับว่าเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่ทำหนังได้ &#8220;แนว&#8221; และมีเอกลักษณ์มากที่สุดคนหนึ่ง โดยเฉพาะการผสมเสียงหัวเราะเข้ากับเรื่องราวดี ๆ ประทับใจให้ Feel Good ได้อย่างลงตัว ตั้งแต่ในเรื่องก่อน ๆ เช่น การหัวเราะบนสถานการณ์เครียดและกดดันอย่าง &#8220;เมล์นรกหมวยยกล้อ&#8221; หรือ ขำ ๆ กับความน่ารักแต่แอบดุดันจริงจังอย่าง &#8220;ดรีมทีม&#8221; ซึ่งในหนังล่าสุดของเขา &#8220;เราสองสามคนนั้น&#8221; เขาก็ยังคงพาเราไปสนุกและขำขันกับเรื่องราวดี ๆ ให้มีรอยยิ้มอยู่ตลอด และหนังล่าสุดเรื่องนี้ ต้องนับว่าเขาลดความซีเรียสลงไปเยอะ และทำให้หนังดูง่ายและเพลินกว่าเรื่องก่อน ๆ มากทีเดียวเชียว เรื่องราวของ &#8220;เราสองสามคน&#8221; นั้นเป็นเหมือนบันทึึกการเดินทางจากประเทศไทยสู่ดินแดนอินโดจีน ซึ่งหากทริปนี้เป็นปรกติ &#8220;ส้มฉุน&#8221; (เจ มณฑล) ก็คงไม่มีอะไรมากมายนอกจากขับรถไปเรื่อย ๆ เพียงแต่ว่าครั้งนี้มีสองสาวที่ &#8220;พิเศษ&#8221; อย่าง &#8220;สุนทรีย์&#8221; (พลอย รัตนรัตน์) สาวหูตึง กับ &#8220;เต๋อ&#8221; (ยิปโซ รมิตา) สาวตาสั้นสุด ๆ ติดรถมาด้วย แล้วเหตุการณ์เข้าใจผิดจากความ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.barkandbite.net/2010/07/that_sounds_good/" type="box_count"></fb:share-button><p style="text-align: center;"><img class="aligncenter dtse-img dtse-post-335" src="http://www.postjung.com/member/keep-img/data/201005/4bf0e836b10ba.jpg" alt="" width="500" height="335" /></p>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">เรียว กิตติกร นับว่าเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่ทำหนังได้ &#8220;แนว&#8221; และมีเอกลักษณ์มากที่สุดคนหนึ่ง โดยเฉพาะการผสมเสียงหัวเราะเข้ากับเรื่องราวดี ๆ ประทับใจให้ Feel Good ได้อย่างลงตัว ตั้งแต่ในเรื่องก่อน ๆ เช่น การหัวเราะบนสถานการณ์เครียดและกดดันอย่าง &#8220;เมล์นรกหมวยยกล้อ&#8221; หรือ ขำ ๆ กับความน่ารักแต่แอบดุดันจริงจังอย่าง &#8220;ดรีมทีม&#8221; ซึ่งในหนังล่าสุดของเขา &#8220;เราสองสามคนนั้น&#8221; เขาก็ยังคงพาเราไปสนุกและขำขันกับเรื่องราวดี ๆ ให้มีรอยยิ้มอยู่ตลอด และหนังล่าสุดเรื่องนี้ ต้องนับว่าเขาลดความซีเรียสลงไปเยอะ และทำให้หนังดูง่ายและเพลินกว่าเรื่องก่อน ๆ มากทีเดียวเชียว</span><span id="more-335"></span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">เรื่องราวของ &#8220;เราสองสามคน&#8221; นั้นเป็นเหมือนบันทึึกการเดินทางจากประเทศไทยสู่ดินแดนอินโดจีน ซึ่งหากทริปนี้เป็นปรกติ &#8220;ส้มฉุน&#8221; (เจ มณฑล) ก็คงไม่มีอะไรมากมายนอกจากขับรถไปเรื่อย ๆ เพียงแต่ว่าครั้งนี้มีสองสาวที่ &#8220;พิเศษ&#8221; อย่าง &#8220;สุนทรีย์&#8221; (พลอย รัตนรัตน์) สาวหูตึง กับ &#8220;เต๋อ&#8221; (ยิปโซ รมิตา) สาวตาสั้นสุด ๆ ติดรถมาด้วย แล้วเหตุการณ์เข้าใจผิดจากความ &#8220;พิเศษ&#8221; นี่แหละ ที่ทำให้ความสัมพันธ์รักสามเส้าก็เกิดขึ้น เมื่อสุนทรีย์คิดว่าส้มฉุนแอบชอบตน พร้อม ๆ กับที่เต๋อก็คิดว่าตัวเองก็ถูกส้มฉุนชอบด้วยเช่นกัน แต่ทั้งสองคนกลับไม่รู้แน่ชัดจริง ๆ ว่าส้มฉุนคิดอะไร (และกับใคร) กันแน่ ซึ่งเหตุอลวนนี้แหละที่ทำให้เรื่องมันยุ่งเหยิงและอีรุงตุงนังพร้อม ๆ กับรอยยิ้มจนจบเรื่อง</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">ประเด็นสำคัญของเรื่องคงไม่พ้นเรื่อง &#8220;การสื่อสาร&#8221; อันจะเห็นได้อย่างโต้ง ๆ จากข้อจำกัดและปัญหาของตัวละครต่าง ๆ ตั้งแต่นางเอกสองคนที่ทั้งฟังไม่ชัด แล้วก็มองไม่ชัด ตลอดไปจนถึงพระเอกที่ก็ &#8220;ทำอะไรไม่ชัดเจน&#8221; จนกลายเป็นปัญหาเมื่อสารที่ต้องการสื่อหรือต้องการบอกนั้นไม่ได้ถูกส่งไปถึงผู้ที่้ต้องการบอก หนังมีจุดใบ้หลายจุดที่พูดเรื่องนี้ ตั้งแต่การชี้ให้เห็นถึงปัญหาผลพวงจากการที่เข้าใจสารผิด ไปจนถึงบทแทรกเล็ก ๆ อย่างที่รุ่นพี่ถามส้มฉุนหลายครั้งว่าอะไรยังไง แต่ส้มฉุนก็ไม่เคยแถลงไขให้ชัดเจน จนทำให้ใคร ๆ ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น (เช่นเดียวกับผู้ชมที่ก็งง ๆ ด้วยว่าสุดท้ายส้มฉุนคิดอะไรกันแน่)</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">โดยส่วนตัว ผมว่าบทหนังของเราสองสามคน เป็นบทหนังตลกดี ๆ แบบฉบับของเรียว กิตติกร ที่ปรับให้ย่อยง่ายขึ้นกว่าเรื่องก่อน ๆ ซึ่งเป็นผลมาจากการหยิบประเด็นง่าย ๆ แถมมีการเปรียบเปรยที่ค่อนข้างเห็นชัดจนไม่ต้องคิดหลายตลบหรือตีความอะไรให้ลึกซึ้งนัก นอกจากนี้วิธีการเล่าของเราสองสามคนยังเป็นอะไรที่เรียบง่าย ซื่อตรง และเป็นธรรมชาติเอามาก ๆ โดยไม่รู้สึกว่ามีอะไรที่เสแสร้งหรือจงใจปั้นแต่งเพื่อเอาอกเอาใจผู้ชม นอกจากนี้บทตลกต่าง ๆ ที่วางไว้นั้นค่อนข้างจะถูกจังหวะเอามาก ๆ แถมเป็นบทที่ตลกโดยธรรมชาติหาใช่การยัดเยียดหรือสร้างมุกตลกแบบคาเฟ่ดูถูกรสนิยมคนดูแต่อย่างใด </span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">เสน่ห์ที่สำคัญอีกอย่างของหนังเรื่องนี้คือการทำให้หนังเป็น Road Movie ที่เล่าเรื่องการผจญภัย การเติบโต การเปลี่ยนแปลงของตัวละครไปพร้อม ๆ กับโลเคชั่นที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ซึ่งทำให้ผู้ชมที่นั่งอยู่ก็เหมือนร่วมเดินทางไปกับคณะทัวร์และแอบเรียนรู้ตัวละครไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งตรงนี้ก็ต้องขอชมการกำกับและถ่ายภาพพอสมควร ที่ทำให้ทริปนี้ของเหล่าตัวละครนั้นเต็มไปด้วยภาพที่สวยงามและน่าจดจำมากทีเดียว และเมื่อผนวกกับดนตรีและเพลงประกอบนั้น ก็ทำให้เราสองสามคนไม่เป็นเพียงแค่หนังที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของคน แต่กลายเป็นเหมือนหนัง Adventure ดี ๆ อีกเรื่องหนึ่งไปพร้อม ๆ กัน</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">อีกจุดหนึ่งที่น่าชื่นชมผู้กำกับอยู่ไม่น้อย คือการดึงเสน่ห์ของตัวละครให้ออกมาผ่านนักแสดง ซึ่งทำให้คนดูรู้สึกหลงรักกับตัวละครแทบทุกคน ไม่ว่าจะเป็นตัวละครหลัก หรือตัวละครรอง (แม้กระทั่งตัวประกอบเองก็ตาม) โดยแต่ละคนนั้นก็มีความเป็นธรรมชาติ ดูเป็นผู้เป็นคน และทำให้หนังกลายเป็นหนังที่ &#8220;เบา&#8221; และ &#8220;รู้สึกดี&#8221; อยู่ตลอดเวลา</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">โดยส่วนตัวแล้ว เราสองสามคนเป็นหนังที่ค่อนข้างน่ารัก กระหนุงกระหนิง และเพลิน ๆ เอามากทีเดียว แม้ว่าโดยเนื้อและแกนของเรื่องจะไม่ได้หนักหน่วงและลึกซึ้งอะไร แต่กับภาพรวมของหนังแล้ว มันเป็นหนังที่เราจะรู้สึกดีตลอดการชมซึ่งเป็นผลจากองค์ประกอบทั้งหมด ตั้งแต่ บท ภาพ นักแสดง และดนตรีประกอบ ซึ่งนี่เป็นดัชนีที่วัดได้อย่างดีถึงคุณภาพของหนัง</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">แม้มันอาจจะไม่ใช่หนังที่ดราม่าหรือสร้างความประทับใจแบบน้ำตาตกใน แต่เชื่อเถอะว่ามันเป็นหนังที่ดี และทำให้คุณอิ่มเอมกับความสุขใจอย่างเต็มอิ่มเลยทีเดียว</span></p>
<p style="text-align: left;">



		<!-- Added by WP-DragToShare-eXtended Plugin -->
		<script type="text/javascript">
			dtsv.dtse_post_335_permalink = 'http://www.barkandbite.net/2010/07/that_sounds_good/';
			dtsv.dtse_post_335_title = 'เราสองสามคน: Road Movie ที่สวย สนุก และเพลินสุด ๆ';
		</script>
		<!-- End of WP-DragToShare-eXtended Plugin --><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.barkandbite.net/2010/07/that_sounds_good/&amp;layout=&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div style='display:none' id="post-refEl-335"></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.barkandbite.net/2010/07/that_sounds_good/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รักสยามสถานี: ความรัก เพลง และสันดาน</title>
		<link>http://www.barkandbite.net/2010/07/love_siam_station/</link>
		<comments>http://www.barkandbite.net/2010/07/love_siam_station/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 11 Jul 2010 07:58:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>nuttaputch</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bite]]></category>
		<category><![CDATA[Theater Bite]]></category>
		<category><![CDATA[comedy]]></category>
		<category><![CDATA[love]]></category>
		<category><![CDATA[musical]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.barkandbite.net/?p=326</guid>
		<description><![CDATA[ผมมักพูดกับคนหลายคนว่าละครเวทีที่ดีไม่ต้องเอาเรื่องราวใหญ่โตมากมายมาทำให้ดูตูมตามกันหรอก แค่เอาเรื่องง่าย ๆ แล้วลงลึกไปกับมันก็เพียงพอแล้ว ซึ่งเหมือน รักสยามสถานี ละครเวทีเรื่องล่าสุดจากกลุ่มละครเสาสูง ก็เอาเรื่องราวง่าย ๆ ที่ลอยผ่านเราไปอยู่ทุกวี่ทุกวันมานำเสนอ แถมขยายด้วยการทำเป็นละครเพลงมิวสิคคัลด้วยรูปแบบเก๋ไก๋ชนิดไม่อายละครวิกใหญ่ ๆ กันเลยทีเดียว เรื่องราวของ รักสยามสถานี เริ่มเมื่อ ทุย ชายหนุ่ม (ปลาย ๆ) ได้เจอะเจอกับ หวาน สาวสวยวัยรุ่น แล้วก็พบว่ารักเธอเข้าเต็มอก แต่ด้วยบุคลิกและนิสัยของเขานั้นดูท่าทางจะไม่เอาอ่าวด้านการจีบหญิงเพื่อให้ประสบความสำเร็จในรักเอาเสียเลย เขาเลยสร้างตัวตนอีกคนหนึ่งขึ้นมาภายใต้ชื่อว่า &#8220;กูรู&#8221; ซึ่งจะเป็นคนสอนและไกด์เขาว่าการจีบหญิงให้สำเร็จพร้อม ๆ กับสนุกในความสัมพันธ์หญิง-ชายซึ่งอ้างด้วยคำว่า &#8220;รัก&#8221; นั้นคืออะไร ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป ทุยก็ได้กลายเป็นแฟนหวานจริง ๆ จากความสามารถของกูรูที่คอยสร้างคะแนนจากพฤติกรรมของชายแบบที่เห็นกันในคู่มือสอนจีบหญิงนั่นแหละ แต่ผลข้างเคียงที่ตามมาคือตัวตนของทุยที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไป จากชายที่ดูสุภาพ ใสซื่อ กลายเป็นหนุ่มที่ดูเจนจัด กร้านโลก และไม่ได้มองความรักสวยงามแบบที่เคยถวิลหาอีกต่อไป อีกทั้งไม่ได้ปฏิบัติกับหวานแบบเมื่อครั้นที่เขาปราถนาเธอในดีต แล้วในท้ายที่สุด พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของเขานั้นก็ทำให้เขาต้องรับผลที่เขาก่อขึ้น ว่ากันด้วยเรื่องบท รักสยามสถานี นับว่าเป็นบทละครเพลงที่มีหลายมิติอยู่ค่อนข้างมาก มีแก่นและมุมมองเยอะให้คนดูเลือกจับตามวุฒิภาวะของคนดู ตั้งแต่การมองด้วยการพิจารณาเรื่องความสัมพันธ์ของชาย-หญิง จิตวิทยาของมนุษย์ ปรัชญาเรื่องความรัก ตลอดไปจนถึงมองในแง่วิทยาศาสตร์เรื่องของการสร้างตัวตนอีกตัวตนหนึ่งขึ้นมา (หรือที่หลายคนเรียกว่า]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.barkandbite.net/2010/07/love_siam_station/" type="box_count"></fb:share-button><p style="text-align: center;"><a href="http://www.barkandbite.net/wp-content/uploads/29484_117407341635200_117406371635297_95676_6164260_n.jpeg"><img class="size-full wp-image-327 aligncenter dtse-img dtse-post-326 dtse-img dtse-post-326 dtse-img dtse-post-326" title="rak siam station" src="http://www.barkandbite.net/wp-content/uploads/29484_117407341635200_117406371635297_95676_6164260_n.jpeg" alt="" width="307" height="358" /></a></p>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">ผมมักพูดกับคนหลายคนว่าละครเวทีที่ดีไม่ต้องเอาเรื่องราวใหญ่โตมากมายมาทำให้ดูตูมตามกันหรอก แค่เอาเรื่องง่าย ๆ แล้วลงลึกไปกับมันก็เพียงพอแล้ว ซึ่งเหมือน รักสยามสถานี ละครเวทีเรื่องล่าสุดจากกลุ่มละครเสาสูง ก็เอาเรื่องราวง่าย ๆ ที่ลอยผ่านเราไปอยู่ทุกวี่ทุกวันมานำเสนอ แถมขยายด้วยการทำเป็นละครเพลงมิวสิคคัลด้วยรูปแบบเก๋ไก๋ชนิดไม่อายละครวิกใหญ่ ๆ กันเลยทีเดียว</span><span id="more-326"></span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">เรื่องราวของ รักสยามสถานี เริ่มเมื่อ ทุย ชายหนุ่ม (ปลาย ๆ) ได้เจอะเจอกับ หวาน สาวสวยวัยรุ่น แล้วก็พบว่ารักเธอเข้าเต็มอก แต่ด้วยบุคลิกและนิสัยของเขานั้นดูท่าทางจะไม่เอาอ่าวด้านการจีบหญิงเพื่อให้ประสบความสำเร็จในรักเอาเสียเลย เขาเลยสร้างตัวตนอีกคนหนึ่งขึ้นมาภายใต้ชื่อว่า &#8220;กูรู&#8221; ซึ่งจะเป็นคนสอนและไกด์เขาว่าการจีบหญิงให้สำเร็จพร้อม ๆ กับสนุกในความสัมพันธ์หญิง-ชายซึ่งอ้างด้วยคำว่า &#8220;รัก&#8221; นั้นคืออะไร ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป ทุยก็ได้กลายเป็นแฟนหวานจริง ๆ จากความสามารถของกูรูที่คอยสร้างคะแนนจากพฤติกรรมของชายแบบที่เห็นกันในคู่มือสอนจีบหญิงนั่นแหละ แต่ผลข้างเคียงที่ตามมาคือตัวตนของทุยที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไป จากชายที่ดูสุภาพ ใสซื่อ กลายเป็นหนุ่มที่ดูเจนจัด กร้านโลก และไม่ได้มองความรักสวยงามแบบที่เคยถวิลหาอีกต่อไป อีกทั้งไม่ได้ปฏิบัติกับหวานแบบเมื่อครั้นที่เขาปราถนาเธอในดีต แล้วในท้ายที่สุด พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของเขานั้นก็ทำให้เขาต้องรับผลที่เขาก่อขึ้น</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">ว่ากันด้วยเรื่องบท รักสยามสถานี นับว่าเป็นบทละครเพลงที่มีหลายมิติอยู่ค่อนข้างมาก มีแก่นและมุมมองเยอะให้คนดูเลือกจับตามวุฒิภาวะของคนดู ตั้งแต่การมองด้วยการพิจารณาเรื่องความสัมพันธ์ของชาย-หญิง จิตวิทยาของมนุษย์ ปรัชญาเรื่องความรัก ตลอดไปจนถึงมองในแง่วิทยาศาสตร์เรื่องของการสร้างตัวตนอีกตัวตนหนึ่งขึ้นมา (หรือที่หลายคนเรียกว่า Invisible Friend นั่นแหละ) ซึ่งต้องนับว่า กิตติ มีชัยเขตต์ ผู้กำกับและเขียนบทสามารถนำทุกอย่างมารวมกันเป็นเนื้อเดียวได้อย่างน่าทึ่งอยู่ไม่น้อย เพราะนอกจากจากจะผสมและเข้ากันได้แล้ว ยังกลมกลืนและแบ่งน้ำหนักของแต่ละมิติได้อย่างลงตัว มีการเลือกใช้คำและภาษาที่สามารถตีความได้ทั้งแบบผิวเผิน หรือจะตีแบบลึกซึ้งก็ได้ อีกทั้งบทเพลงต่าง ๆ ที่นำมาเป็นองค์ประกอบหลักของเรื่องนั้น ก็ยังสอดคล้องและรับกับแก่นเรื่องหาใช่เพลงที่ร้องขึ้นมาเพียงเพื่อเอาความไพเราะเท่านั้น</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">ในมุมหนึ่งที่หลายคนอาจจะเห็นชัดเป็นพิเศษคือเรื่องจิตใจของเพศชายซึ่งเป็นตัวละครหลัก ที่จะพยายามหาวิธีเอาชนะเกมของความรัก ไม่ว่าจะหาวิธีมาเอาใจ สร้างและเรียกคะแนนจากฝ่ายหญิง ซึ่งมักจะสวนทางกับจริยธรรมและสิ่งที่ &#8220;ควรจะเป็น&#8221; ดังเช่นที่ทุย ซึ่งเป็นเหมือนความบริสุทธิ์ใสซื่อไม่เคยเห็นด้วยกับ กูรู ที่รู้ดีว่าต้องใช้มุกอย่างไรถึงจะได้ความรักจากหญิงสาว ซึ่งนี่ก็เป็นเสมือนภาพเปรียบว่าในความสัมพันธ์นั้นเราจะเลือกใช้อะไรเข้าหาอีกคน จะใช้สมองที่คิดวิธีเอาชนะ หรือจะใช้หัวใจที่เอาความจริงใจยื่นให้ (แต่ก็น่าแปลกที่อีกฝ่ายมักพ่ายกับอย่างแรกแล้วปฏิเสธอย่างหลังซะงั้น)</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;"><span><img class="aligncenter dtse-img dtse-post-326 dtse-img dtse-post-326" src="http://farm5.static.flickr.com/4139/4780640558_2cb83e03b2.jpg" alt="" width="500" height="375" /></span></span></span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">ช่วงหนึ่งของบทที่ผู้เขียนชอบ คือช่วงที่กูรูทำการตกลงกับทุยว่าถ้าเขาสามารถทำให้ทุยจีบหวานติด ทุยจะต้องยอมให้เขาควบคุมทุยแบบเต็มรูปแบบ ซึ่งจุดนี้สามารถตีความได้หลายตลบอยู่ไม่น้อย อย่างหนึ่งที่พอจะเห็นได้ชัดคือ ธรรมชาติของชายที่แรกอาจจะมีหัวคิดยับยั้งชั่งใจ แต่เพราะสันดานดิบเลยทำให้เลือกอีกทาง ครั้นพอสันดานดิบได้ผล ก็เลยไม่ได้เกิดการคิดยับยั้งชั่งใจอีกเลย และนั่นก็เป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนในสังคมเป็น จนมิวายที่ผู้หญิงต้องประนามว่ามันเป็น​ &#8220;สันดานชาย&#8221; ไปเสียแล้ว</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">นอกจากนี้ ในบทของรักสยามสถานียังเต็มไปด้วยอารมณ์ขันต่าง ๆ ไม่ว่าจะมุกตลกเสี่ยว ๆ หรือการเสียดสีเรื่องจริงที่เรา ๆ รู้กันอยู่แต่อาจจะไม่พูดออกมา ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าผุ้เขียนบทนั้นผสมและแต่งแต้มมันให้ละครกลายเป็นละครที่ดูรื่นรมย์ สดใส และสนุกอยู่ตลอด จนผู้ชมอดไม่ได้ที่จะนั่งยิ้มหรือหัวเราะออกมากับการกระทำและบทสนทนาต่าง ๆ </span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">ส่วนสำคัญที่ช่วยให้ละครเรื่องนี้ดูสนุกอย่างมากคือนักแสดงหลักทั้งสามคน ที่สร้างความเซอร์ไพรส์ให้กับคนดูอยู่ไม่น้อย ตั้งแต่ฝีมือการแสดงตลอดไปจนถึงการร้องเพลงในเรื่อง ตั้งแต่ รณชาติ บุตรแสนคม กับบทของทุยที่ทำให้เราต้องอึ้งกับเสียงร้องเพลงแนวลูกทุ่งของเขา หรือวสุธิตา ปุณวัฒนา กับบทของหวานที่ทำให้หลาย ๆ คนหลงเสน่ห์กับเสียงใส ๆ พร้อมกับการแสดงที่มีเสน่ห์ของเธอ และ กนต์พร เตโชฬาร กับบทของ กูรู ที่ดูมีสีสัน เต็มไปด้วยชีวิตชีวา พร้อมกับพลังการแสดงที่เอ่อล้น ซึ่งทั้งสามคนนั้นรับส่งจังหวะได้อย่างเข้าขากันดีเยี่ยม และการแสดงดูไหลลื่นไม่มีเคอะเขินติดขัดแม้ว่าจะอยู่ในรูปแบบของละครเพลงก็ตาม</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-size: small;"><span style="font-size: small;"><span><img class="aligncenter dtse-img dtse-post-326 dtse-img dtse-post-326" src="http://farm5.static.flickr.com/4116/4780639964_e761cbc85d.jpg" alt="" width="500" height="375" /></span></span></span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การดูละครเรื่องนี้สนุกมาก คือการที่ขนาดของโรงละคร (Blue Box Studio) นั้นไม่ได้ใหญ่มาก ทำให้ความใกล้ชิดของการแสดงกับผู้ชมนั้นค่อนข้างมากและทำให้ดูทุกองค์ประกอบของละครนั้น &#8220;ทั่วถึง&#8221; กับคนดู เช่นเดียวกับวงดนตรี ซึ่งกำกับโดย คานธี อนันตกาญจน์ นั้นมีความ &#8220;สด&#8221; กับผู้ชมค่อนข้างเยอะ เมื่อเทียบกับการดูโรงละครโรงใหญ่ที่ใช้ &#8220;ความดัง&#8221; กลบ &#8220;ความสด&#8221; ลงไป</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">แต่ก็ไม่ใช่ว่าละครเรื่องนี้ดีเยี่ยมจนไม่มีอะไรต้องปรับปรุง เพราะมีบางจุดที่อาจจะไม่เวิร์คอยู่บ้าง เช่นฉากซึ่งใช้การฉายโปรเจคเตอร์รูปภาพสถานที่ประกอบ ซึ่งโดยไอเดียนั้นก็เก๋และน่าจะออกมาดี แต่ด้วยสถานที่และพื้นซึ่งจะกลายเป็นฉากรองรับนั้นไม่ได้อยู่ในระนาบที่เหมาะกับเป็นจอรับภาพ ทำให้สิ่งที่ผู้ชมเห็นนั้นก็เลยเป็นอะไรที่ตะขิดตะขวงใจอยู่ไม่น้อย นอกจากนี้ ในบางช่วงของละครนั้นรู้สึกว่าผู้กำกับจะมีของที่ต้องการบอกเล่าเยอะมากอยู่ จนทำให้สารที่ผู้ชมได้รับนั้นล้นหรือเกินจำเป็นอยู่บ้าง เช่นในช่วงท้ายที่เหมือนจะพยายามใช้เวลากับการอธิบายปรัชญาความรักเยอะเกินจำเป็น ทำให้จังหวะและ &#8220;ทำนอง&#8221; ของละครซึ่งเลี้ยงมาดี ๆ ดูเหมือนถูกยืดออกและไม่ได้จบลงในจังหวะที่ควรจะจบ และนั่นจะกลายเป็นผลกระทบกับคนดูที่อารมณ์อาจจะค้าง หรือ &#8220;ไม่สุด&#8221; ไปเสียนี่</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">อย่างไรซะ รักสยามสถานี เป็นละครเพลงที่ดูสนุกเอามาก ๆ แม้ว่าจะไม่มีอะไรโฉ่งฉ่างตระการตา แต่การที่ละครเลือกตัดความฟุ้งเฟ้อออกไป ทำให้ละครนี้เหลือแต่สิ่งที่เรียกว่า &#8220;เนื้อดี&#8221; แถมมีเนื้อหาสาระที่ค่อนข้างจะแน่นปึ้กอยู่ ถ้าใครที่ผ่านประสบการณ์ความรักมาไม่ว่าจะหญิงหรือชาย ก็คงมีหลายฉากหรือหลายคำพูดที่จะ &#8220;โดนใจ&#8221; กันไปกันเลยทีเดียวเชียว</span></p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: left;">



		<!-- Added by WP-DragToShare-eXtended Plugin -->
		<script type="text/javascript">
			dtsv.dtse_post_326_permalink = 'http://www.barkandbite.net/2010/07/love_siam_station/';
			dtsv.dtse_post_326_title = 'รักสยามสถานี: ความรัก เพลง และสันดาน';
		</script>
		<!-- End of WP-DragToShare-eXtended Plugin --><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.barkandbite.net/2010/07/love_siam_station/&amp;layout=&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div style='display:none' id="post-refEl-326"></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.barkandbite.net/2010/07/love_siam_station/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Knight and Day: ไม่มีอะไรใหม่ ยกเว้นอายุที่เพิ่มขึ้น</title>
		<link>http://www.barkandbite.net/2010/07/knight-and-day/</link>
		<comments>http://www.barkandbite.net/2010/07/knight-and-day/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 06 Jul 2010 04:40:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>nuttaputch</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bite]]></category>
		<category><![CDATA[Film Bite]]></category>
		<category><![CDATA[action]]></category>
		<category><![CDATA[comedy]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.barkandbite.net/?p=323</guid>
		<description><![CDATA[ถามผมแล้ว นี่อาจะเป็นโปรเจคหนังที่ดูคงเส้นคงวาตั้งแต่ตัวอย่างหนังจนถึงจนเครดิตหนังขึ้นก็ว่าได้ ถามว่าคืออย่างไร ก็คือการนำซุปเปอร์สตาร์ที่เริ่มจะโรยราตามวัยและพ้นจุดสูงสุดของการแสดงมาประกบคู่กันอย่าง Camron Diaz และ Tom Cruise มาเรียกเรตติ้งด้วยหนัง Action Comedy ด้วยพล็อตตลาด ๆ และเข้ากับลุคของทั้งคู่ (ในกรณีถ้าคนจะจำภาพพวกเขาจาก Mission Impossible และ Charlie&#8217;s Angels น่ะนะ) ผลลัพธ์มันก็ได้หนังตลาด ๆ เพลิน ๆ แต่ไม่ได้มีอะไรตื่นเต้นเร้าใจและสร้าง Surprise ให้ผู้ชมเท่าไรหรอกพล็อตง่าย ๆ ของ Knight &#38; Day คือ จูน หญิงสาวที่น่าจะมีชีวิตปรกติธรรมดาทั่วไป แต่บังเอิ๊ญ บังเอิญได้ไปเจอกับ รอย สายลับที่ตกเป็นเป้าหมายด้วยข้อหาขโมยนวัตกรรมสุดยอดของโลกไป ซึ่งนั่นกลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของจูนที่ต้องเข้าไปพัวพันกับจารชนซ่อนเงื่อน (ที่ไม่ค่อยจะงำ) และแผนซ้อนแผน (ที่เดาออกตั้งแต่ 30 นาทีแรกของเรื่อง) ก่อนจะไปถึงตอนจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง (พร้อมกับการตัดและยัดบทสรุปแบบตีหัวเข้าบ้านและไม่มีปีี่มีขลุ่ย) ในเนื้อเรื่อง เหมือนหนังจะไม่มีอะไรให้ต้องลุ้น ให้เดามากนัก เราเลยต้องหันไปหาความสนุกกับมุกตลก (บ้าง) ของหนัง]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.barkandbite.net/2010/07/knight-and-day/" type="box_count"></fb:share-button><p style="text-align: center;"><img class="alignnone dtse-img dtse-post-323" src="http://www.heyuguys.co.uk/images/2009/12/knight_and_day_teaser_poster_lo.jpg" alt="" width="450" height="338" /></p>
<p><span style="font-size: medium;">ถามผมแล้ว นี่อาจะเป็นโปรเจคหนังที่ดูคงเส้นคงวาตั้งแต่ตัวอย่างหนังจนถึงจนเครดิตหนังขึ้นก็ว่าได้ ถามว่าคืออย่างไร ก็คือการนำซุปเปอร์สตาร์ที่เริ่มจะโรยราตามวัยและพ้นจุดสูงสุดของการแสดงมาประกบคู่กันอย่าง Camron Diaz และ Tom Cruise มาเรียกเรตติ้งด้วยหนัง Action Comedy ด้วยพล็อตตลาด ๆ และเข้ากับลุคของทั้งคู่ (ในกรณีถ้าคนจะจำภาพพวกเขาจาก Mission Impossible และ Charlie&#8217;s Angels น่ะนะ) ผลลัพธ์มันก็ได้หนังตลาด ๆ เพลิน ๆ แต่ไม่ได้มีอะไรตื่นเต้นเร้าใจและสร้าง Surprise ให้ผู้ชมเท่าไรหรอก</span><span id="more-323"></span><span style="font-size: medium;">พล็อตง่าย ๆ ของ Knight &amp; Day คือ จูน หญิงสาวที่น่าจะมีชีวิตปรกติธรรมดาทั่วไป แต่บังเอิ๊ญ บังเอิญได้ไปเจอกับ รอย สายลับที่ตกเป็นเป้าหมายด้วยข้อหาขโมยนวัตกรรมสุดยอดของโลกไป ซึ่งนั่นกลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของจูนที่ต้องเข้าไปพัวพันกับจารชนซ่อนเงื่อน (ที่ไม่ค่อยจะงำ) และแผนซ้อนแผน (ที่เดาออกตั้งแต่ 30 นาทีแรกของเรื่อง) ก่อนจะไปถึงตอนจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง (พร้อมกับการตัดและยัดบทสรุปแบบตีหัวเข้าบ้านและไม่มีปีี่มีขลุ่ย)</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">ในเนื้อเรื่อง เหมือนหนังจะไม่มีอะไรให้ต้องลุ้น ให้เดามากนัก เราเลยต้องหันไปหาความสนุกกับมุกตลก (บ้าง) ของหนัง พร้อมกับเสน่ห์ในการเล่นบทตลกของสองนักแสดงนำ อย่างไรก็ตาม ที่อาจจะดูละเหี่ยใจอยู่คืออายุและวัยของนักแสดง พร้อมกับเทคโนโลยีภาพชัดของกล้องปัจจุบันที่ยิ่งทำให้เราได้เห็นว่าพวกเขาแก่ลงไปมากขนาดไหนเมื่อเทียบกับหนังในความทรงจำเมื่อครั้นที่ยังเต่งตึงอยู่</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">เอาเถอะ ยังไง Knight and Day ก็เป็นหนังตลาด ๆ ที่อย่าไปคาดหวังอะไรกับมันเยอะ เป็นหนังประเภทถ้าไม่รู้จะดูอะไรฆ่าเวลา ก็หยิบมาดูได้ไม่เสียหาย ไม่มีอะไรที่น่าเกลียดหรือดูไร้รสนิยม เพียงแต่มันก็ไม่ได้จัดจ้านหรือดูแล้วรู้สึกครั่นคร้ามไปกับมันเลยแม้แต่น้อย</span></p>



		<!-- Added by WP-DragToShare-eXtended Plugin -->
		<script type="text/javascript">
			dtsv.dtse_post_323_permalink = 'http://www.barkandbite.net/2010/07/knight-and-day/';
			dtsv.dtse_post_323_title = 'Knight and Day: ไม่มีอะไรใหม่ ยกเว้นอายุที่เพิ่มขึ้น';
		</script>
		<!-- End of WP-DragToShare-eXtended Plugin --><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.barkandbite.net/2010/07/knight-and-day/&amp;layout=&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div style='display:none' id="post-refEl-323"></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.barkandbite.net/2010/07/knight-and-day/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คือผู้อภิวัฒน์: แด่คนดี แด่อุดมการณ์ แด่ประเทศชาติ</title>
		<link>http://www.barkandbite.net/2010/07/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a0%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://www.barkandbite.net/2010/07/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a0%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 05 Jul 2010 13:11:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>nuttaputch</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bite]]></category>
		<category><![CDATA[Theater Bite]]></category>
		<category><![CDATA[crescent moon]]></category>
		<category><![CDATA[drama]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.barkandbite.net/?p=314</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;คือผู้อภิวัฒน์&#8221; น่าจะเป็นหนึ่งในละคร &#8220;ตำนาน&#8221; ของประวัติศาสตร์ละครเวทีไทย ตั้งแต่การที่เป็นบทละครดั้งเดิมโดยคนไทยที่ถูกหยิบนำมาสร้างใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่ามากที่สุดเรื่องหนึ่ง จนไปถึงบทบาทของละครต่อการเมืองและสังคมที่เห็นได้อย่างชัดเจน ซึ่งนอกเหนือจากสถิติต่าง ๆ แล้วนั้น สิ่งที่พระจันทร์เสี้ยวการละคร ซึ่งเป็นผู้สร้างละครเรื่องนี้มาก็ยังคงคุณภาพและ &#8220;พลัง&#8221; ที่อัดแน่นไว้ในละครทุกโปรดักชั่นโดยตลอด ซึ่ง &#8220;คือผู้อภิวัฒน์&#8221; ในวาระล่าสุดนั้น ก็ยังคงเป็นละครที่ยอดเยี่ยมและเหนือชั้นในวิธีการนำเสนอ พร้อม ๆ กับการพูดถึงเนื้อหาว่านี่คือละครที่คนไทยทุกคนในสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบันควรจะได้ดูอย่างยิ่ง เรื่องราวของ &#8220;คือผู้อภิวัฒน์&#8221; คือชีวประวัติของปรีดี พนมยงค์ บรุษผู้ได้ชื่อว่ามีส่วนสำคัญกับการพลิกประวัติศาสตร์และระบอบการปกครองของประเทศไทย ซึ่ง &#8220;คือผู้อภิวัฒน์&#8221; หยิบสาระและช่วงเหตุการณ์สำคัญตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฏร์ พ.ศ. 2475 จนถึงเหตุการณ์สำคัญทางเมืองต่าง ๆ ที่ตามมา ผ่านทางมุมมอง (ส่วนหนึ่ง) ของปรีดีเองไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งเนื้อหาสาระสำคัญหลักคือการตีแผ่ &#8220;ความจริง&#8221; หรือที่ละครเรียกว่า &#8220;สัจจะ&#8221; ของประวัติศาสตร์ที่บางคนอาจจะรู้บ้างไม่รู้บ้าง (หรือแม้กระทั่งรู้จริงและรู้ไม่จริง) ให้ได้รับรู้กัน กลวิธีเด่น ๆ ของ &#8220;คือผู้อภิวัฒน์&#8221; คือการใช้กลวิธีการเล่าเรื่องแบบละคร Brechtian ซึ่งมีลักษณะสำคัญคือไม่ลากหรือนำพาให้คนดูอินไปกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่มุ่งเน้นให้คนดูถอยห่างและพิจารณาเรื่องด้วยการใช้สติอย่างแท้จริง โดยละครซึ่งมีเนื้อหาทางด้านประวัติศาสตร์อยู่แล้วนั้นจะมีข้อได้เปรียบเรื่องนี้อยู่พอสมควร จึงไม่แปลกที่ถ้าผู้ชมคนใดรู้ประวัติศาสตร์มาบ้างแล้วเกี่ยวกับการเมืองไทยในยุคตั้งไข่ ก็จะทำให้ไม่ต้องสนใจว่า &#8220;อะไรจะเกิดต่อไป​&#8221;]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.barkandbite.net/2010/07/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a0%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b9%8c/" type="box_count"></fb:share-button><p style="text-align: center;"><img class="aligncenter dtse-img dtse-post-314" src="http://www.crescentmoontheatre.com/upimg/userfiles/images/Apiwat_poster-web.jpg" alt="" width="360" height="540" /></p>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">&#8220;คือผู้อภิวัฒน์&#8221; น่าจะเป็นหนึ่งในละคร &#8220;ตำนาน&#8221; ของประวัติศาสตร์ละครเวทีไทย ตั้งแต่การที่เป็นบทละครดั้งเดิมโดยคนไทยที่ถูกหยิบนำมาสร้างใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่ามากที่สุดเรื่องหนึ่ง จนไปถึงบทบาทของละครต่อการเมืองและสังคมที่เห็นได้อย่างชัดเจน ซึ่งนอกเหนือจากสถิติต่าง ๆ แล้วนั้น สิ่งที่พระจันทร์เสี้ยวการละคร ซึ่งเป็นผู้สร้างละครเรื่องนี้มาก็ยังคงคุณภาพและ &#8220;พลัง&#8221; ที่อัดแน่นไว้ในละครทุกโปรดักชั่นโดยตลอด</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">ซึ่ง &#8220;คือผู้อภิวัฒน์&#8221; ในวาระล่าสุดนั้น ก็ยังคงเป็นละครที่ยอดเยี่ยมและเหนือชั้นในวิธีการนำเสนอ พร้อม ๆ กับการพูดถึงเนื้อหาว่านี่คือละครที่คนไทยทุกคนในสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบันควรจะได้ดูอย่างยิ่ง</span></p>
<p style="text-align: left;"><span id="more-314"></span><span style="font-size: medium;">เรื่องราวของ &#8220;คือผู้อภิวัฒน์&#8221; คือชีวประวัติของปรีดี พนมยงค์ บรุษผู้ได้ชื่อว่ามีส่วนสำคัญกับการพลิกประวัติศาสตร์และระบอบการปกครองของประเทศไทย ซึ่ง &#8220;คือผู้อภิวัฒน์&#8221; หยิบสาระและช่วงเหตุการณ์สำคัญตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฏร์ พ.ศ. 2475 จนถึงเหตุการณ์สำคัญทางเมืองต่าง ๆ ที่ตามมา ผ่านทางมุมมอง (ส่วนหนึ่ง) ของปรีดีเองไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งเนื้อหาสาระสำคัญหลักคือการตีแผ่ &#8220;ความจริง&#8221; หรือที่ละครเรียกว่า &#8220;สัจจะ&#8221; ของประวัติศาสตร์ที่บางคนอาจจะรู้บ้างไม่รู้บ้าง (หรือแม้กระทั่งรู้จริงและรู้ไม่จริง) ให้ได้รับรู้กัน</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">กลวิธีเด่น ๆ ของ &#8220;คือผู้อภิวัฒน์&#8221; คือการใช้กลวิธีการเล่าเรื่องแบบละคร Brechtian ซึ่งมีลักษณะสำคัญคือไม่ลากหรือนำพาให้คนดูอินไปกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่มุ่งเน้นให้คนดูถอยห่างและพิจารณาเรื่องด้วยการใช้สติอย่างแท้จริง โดยละครซึ่งมีเนื้อหาทางด้านประวัติศาสตร์อยู่แล้วนั้นจะมีข้อได้เปรียบเรื่องนี้อยู่พอสมควร จึงไม่แปลกที่ถ้าผู้ชมคนใดรู้ประวัติศาสตร์มาบ้างแล้วเกี่ยวกับการเมืองไทยในยุคตั้งไข่ ก็จะทำให้ไม่ต้องสนใจว่า &#8220;อะไรจะเกิดต่อไป​&#8221; แต่มุ่งสนใจไปที่ &#8220;อะไรที่ทำให้เกิดอย่างนั้น&#8221; ซึ่งนั่นเป็นประเด็นสำคัญของเรื่องโดยแท้จริง</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">&#8220;คือผู้อภิวัฒน์&#8221; จึงใช้การเล่าเรื่องผ่านทางผุ้บรรยาย หรือการบอกเล่าจากตัวละครต่าง ๆ ที่ไม่ต่างจากการเล่าให้ผู้ชมฟังถึงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งมีการลำดับบทได้อย่างคมคาย มีการเกริ่น บอกใบ้ และกระตุ้นให้คนดูคิดตามและพิจารณาเรื่องราวอยู่ตลอดเวลาเพื่อที่จะได้รับรู้ที่มาที่ไปของหน้าประวัติศาสตร์ รวมทั้งสิ่งที่กลืนอยู่ในนั้นแต่ไม่ได้ถูกจารึกไว้ ซึ่งก็คือ &#8220;อุดมการณ์&#8221; &#8220;ความรู้สึก&#8221; และ &#8220;จุดมุ่งหมายที่แท้จริง&#8221; ของบุคคลสำคัญต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">นอกจากนี้แล้ว วิธีการนำเสนอของละครยังเป็นการผสมผสานของการแสดงสมัยใหม่เช่นการใช้ร่างกายหรือท่วงท่าและการเคลื่อนไหวบอกเล่าหรืออธิบายแทนที่จะหวังพึ่งเพียงแค่บทสทนาเพียงอย่างเดียว ซึ่งสำหรับโปรดักชั่นนี้ สินีนาฏ เกษประไพ ผู้กำกับทำออกมาได้โดดเด่นและสวยงามมากองค์ประกอบต่าง ๆ บทเวทีนั้นลงตัวกับบทละครและลึกซึ้งในด้านตีความตลอดไปจน &#8220;พลัง&#8221; ของภาพบนเวทีที่ผู้ชมจะได้ชม (ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์เด่น ๆ ซึ่งเราจะเห็นได้จากผลงานละครเวทีเรื่องอื่น ๆ ของเธอ) ซึ่ง &#8221;คือผู้อภิวัฒน์&#8221; ในวาระนี้น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีมาก ๆ สำหรับนักเรียนละครที่พยายามหาคำตอบว่าบล็อคกิ้งหรือตำแหน่งของนักแสดงบนเวทีนั้นสำคัญและให้พลังกับเรื่องที่แตกต่างกันได้อย่างใด</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">ในส่วนของทีมนักแสดงสำหรับ​ &#8220;คือผู้อภิวัฒน์&#8221; ในวาระนี้นั้น ก็ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยพลังของการแสดงรวมทั้งจังหวะการโต้ตอบและรับส่งบทไปมานั้น มีความต่อเนื่องและเฉียบคมค่อนข้างสูง ซึ่งกลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ละครเรื่องนี้ดูฮึกเหิมและคึกคักอยู่ตลอด</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">สำหรับผู้เขียนแล้ว &#8220;คือผู้อภิวัฒน์&#8221; คือหนึ่งในละครสมัยใหม่ที่มีความโดดเด่นทั้งในเชิงวรรณกรรมและเชิงศิลปะการแสดงค่อนข้างสูง และไม่น่าแปลกที่มันจะถูกนำมาแสดงครั้งแล้วครั้งเล่าโดยที่ผู้ชมดูกี่ครั้งก็จะไม่รู้สึกเบื่อ แต่กลับสัมผัสได้ถึงพลังและแรงบันดาลใจที่จะทำให้ก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิตบางอย่าง เฉกเช่นกับพลังและอุดมการณ์ของคน ๆ หนึ่งที่หมายว่าจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้ดีขึ้นเพื่อคนไทยทุกคน</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: medium;">นี่อาจจะไม่ใช่ละครที่ดูแล้วรู้สึกสบาย รู้สึกยิ้มเปรมปรีย์ มีหลายช่วงที่อาจจะรู้สึกสะเทือนใจหรือกดดันมากพอสมควร แต่อย่างไรซะ ในท้ายที่สุดละครจะพาผู้ชมไปสู่จุดที่ค้นพบแสงสว่างและความหวัง และที่สำคัญซึ่งอาจจะเหมาะเจาะกับช่วงเวลาปัจจุบัน คือความหมายที่แท้จริงของ &#8220;ประชาธิปไตย&#8221; รวมทั้ง สาเหตุและสิ่งที่ต้องแลกมาเพื่อสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยทุกคน ซึ่งผู้เขียนคิดว่าคือหนึ่งในสิ่งที่เราทุกคนควรสำรวจและคิดทบทวนกันเสียแล้วก่อนที่เราจะต้องเจอบทเรียนแสนบอบช้ำจากประชาธิปไตยที่เอามาอ้างกันอีกสักเท่าไรกัน</span></p>
<p style="text-align: left;">



		<!-- Added by WP-DragToShare-eXtended Plugin -->
		<script type="text/javascript">
			dtsv.dtse_post_314_permalink = 'http://www.barkandbite.net/2010/07/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a0%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b9%8c/';
			dtsv.dtse_post_314_title = 'คือผู้อภิวัฒน์: แด่คนดี แด่อุดมการณ์ แด่ประเทศชาติ';
		</script>
		<!-- End of WP-DragToShare-eXtended Plugin --><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.barkandbite.net/2010/07/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a0%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b9%8c/&amp;layout=&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div style='display:none' id="post-refEl-314"></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.barkandbite.net/2010/07/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a0%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คิดถูก โปร่งใส ใจสูง: อ่านแล้วคิด จิตจะเบิกบาน</title>
		<link>http://www.barkandbite.net/2010/07/%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81-%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%aa-%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.barkandbite.net/2010/07/%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81-%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%aa-%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 05 Jul 2010 03:59:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>nuttaputch</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bite]]></category>
		<category><![CDATA[Book Bite]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะ]]></category>
		<category><![CDATA[ว. วชิรเมธี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.barkandbite.net/?p=307</guid>
		<description><![CDATA[ประเด็นสำคัญที่ท่าน ว. วชิรเมธีหยิบมาเป็นประเด็นในหนังสือธรรมะผสมข้อคิดในการดำเนินชีวิตเล่นนี้คือเรื่องของความคิดที่เป็นเหมือนจุดเริิ่มต้นของการกระทำต่าง ๆ ซึ่งวิธีการเล่าและเรียบเรียงของท่านว. ยังคงเสน่ห์อยู่เสมอในการทำให้เราเห็นคล้อยและมองเห็นธรรมะพร้อมกับได้ทบทวนชีวิตตัวเองเราไปพร้อม ๆ กัน ส่วนสำคัญของหนังสือมุ่งเน้นไปที่การสำรวจ &#8220;ความคิด&#8221; ของมนุษย์ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร มีลักษณะอย่างไร ซึ่งก็ไม่วายที่มันจะคล้าย ๆ กับที่เราเคยปฏิบัติมาในยามที่หลงทางหรือหลงผิด ก่อนที่จะสรุปในต่อมาว่าการคิดที่นำชีวิตไปสู่ความเจริญนั้นควรเริ่มต้นคิดอย่างไรพร้อมกับการอ้างอิงหลักธรรมะและพุทธประวัติไปพร้อม ๆกัน สำหรับผมแล้ว หนังสือเล่มนี้ก็ยังเป็นหนังสือที่น่าอ่าน และแนะนำให้อ่านกันเพราะเทียบกับปริมาณของ &#8220;สาระ&#8221; ที่ได้จากหนังสือกับราคาที่ต้องเสียไปนั้น ต้องเรียกว่าคุ้มเกินคุ้มจริง ๆ dtsv.dtse_post_307_permalink = 'http://www.barkandbite.net/2010/07/%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81-%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%aa-%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87/'; dtsv.dtse_post_307_title = 'คิดถูก โปร่งใส ใจสูง: อ่านแล้วคิด จิตจะเบิกบาน';]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<fb:share-button href="http://www.barkandbite.net/2010/07/%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81-%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%aa-%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87/" type="box_count"></fb:share-button><p style="text-align: center;"><img class="alignnone dtse-img dtse-post-307" src="http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/546/23546/images/O15/O15.jpg" alt="" width="300" height="353" /></p>
<p><span style="font-size: medium;">ประเด็นสำคัญที่ท่าน ว. วชิรเมธีหยิบมาเป็นประเด็นในหนังสือธรรมะผสมข้อคิดในการดำเนินชีวิตเล่นนี้คือเรื่องของความคิดที่เป็นเหมือนจุดเริิ่มต้นของการกระทำต่าง ๆ ซึ่งวิธีการเล่าและเรียบเรียงของท่านว. ยังคงเสน่ห์อยู่เสมอในการทำให้เราเห็นคล้อยและมองเห็นธรรมะพร้อมกับได้ทบทวนชีวิตตัวเองเราไปพร้อม ๆ กัน</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">ส่วนสำคัญของหนังสือมุ่งเน้นไปที่การสำรวจ &#8220;ความคิด&#8221; ของมนุษย์ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร มีลักษณะอย่างไร ซึ่งก็ไม่วายที่มันจะคล้าย ๆ กับที่เราเคยปฏิบัติมาในยามที่หลงทางหรือหลงผิด ก่อนที่จะสรุปในต่อมาว่าการคิดที่นำชีวิตไปสู่ความเจริญนั้นควรเริ่มต้นคิดอย่างไรพร้อมกับการอ้างอิงหลักธรรมะและพุทธประวัติไปพร้อม ๆกัน</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">สำหรับผมแล้ว หนังสือเล่มนี้ก็ยังเป็นหนังสือที่น่าอ่าน และแนะนำให้อ่านกันเพราะเทียบกับปริมาณของ &#8220;สาระ&#8221; ที่ได้จากหนังสือกับราคาที่ต้องเสียไปนั้น ต้องเรียกว่าคุ้มเกินคุ้มจริง ๆ</span></p>



		<!-- Added by WP-DragToShare-eXtended Plugin -->
		<script type="text/javascript">
			dtsv.dtse_post_307_permalink = 'http://www.barkandbite.net/2010/07/%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81-%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%aa-%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87/';
			dtsv.dtse_post_307_title = 'คิดถูก โปร่งใส ใจสูง: อ่านแล้วคิด จิตจะเบิกบาน';
		</script>
		<!-- End of WP-DragToShare-eXtended Plugin --><p class='fb-like'><iframe src='http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.barkandbite.net/2010/07/%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81-%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%aa-%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87/&amp;layout=&amp;show_faces=true&amp;width=260&amp;action=&amp;colorscheme=light' scrolling='no' frameborder='0' allowTransparency='true' style='border:none; overflow:hidden; width:260px; height:26px'></iframe></p><div style='display:none' id="post-refEl-307"></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.barkandbite.net/2010/07/%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81-%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%aa-%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
