All posts in Book Bite

ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ฉบับสร้างชาติ

เป็นที่รู้กันดีของผู้ที่เรียนมนุษยศาสตร์และประวัติศาสตร์ว่าการเข้าใจและรู้จักมนุษย์ชนชาติใดนั้น สิ่งที่จำเป็นคือการศึกษาประวัติที่มา รวมทั้งเหตุการณ์ต่างๆ ที่ประกอบกันกลายเป็นชนชาตินั้นๆ ได้ เช่นเดียวกับที่เราต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่สุโขทัย อยุธยา จนมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์เพื่อที่จะเข้าใจความคิดและลักษณะอันเป็นเอกลักษณ์ของคนไทย ญี่ปุ่นเองเป็นหนึ่งในชาติมหาอำนาจซึ่งมีที่มั่นอยู่ในเอเซีย เป็นประเทศที่มีเอกลักษณ์อันโดดเด่นทั้งเรื่องวัฒนธรรมและความสามารถในการพัฒนาประเทศ นอกเหนือจากความเป็นผู้นำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ จนสามารถทัดเทียมกับชาติตะวันตกได้แล้ว เมื่อเกิดเหตุภัยภิบัติอย่างคราวแผ่นดินไหวเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2554 ที่ผ่านมา ชาติญี่ปุ่นก็สร้างให้คนทั้งโลกได้ตกตะลึงกับคุณภาพของประชากรและจิตวิญญาณที่หล่อหลอมคนในประเทศในก้าวผ่านวิกฤตไปได้ชนิดที่คงไม่มีชาติใดในโลกสามารถทำอย่างพวกเขาได้ เสน่ห์อันเย้ายวนและชวนให้ค้นหาของญี่ปุ่นนี่เอง ที่ทำให้หลายๆ คนอยากศึกษาว่าเหตุใดประเทศที่เคยแพ้สงครามจนสิ้นเนื้อประดาตัว กลับสามารถลุกขึ้นมาเป็นมหาอำนาจได้ในปัจจุบันโดยที่ยังมีความเป็นตัวตนที่เอ่อล้นด้วยจิตวิญญาณที่ไม่เหมือนใคร นั่นทำให้เราอยากมองประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่ยาวนานว่าพวกเขาผ่านประสบการณ์ใดมาถึงทำให้มีความแข็งแกร่งทั้งกายและใจมากเพียงนี้ วิริยะ โชคมุกดา ได้เขียน “ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ฉบับสร้างชาติ” อยู่บนความตั้งใจในการลงไปดูที่มาของชาติญี่ปุ่นตั้งแต่ต้นกำเนิดสมัยยังเป็นชนเผ่า ผ่านกาลเวลาและเหตุการณ์สำคัญๆ โดยเฉพาะยุคสมัยที่ญี่ปุ่นเรื่มมีการสร้างอำนาจการปกครองอันเป็นเอกลักษณ์เช่นยุคโชกุน ไดเมียว หรือการทำสงครามแย่งชิงอำนาจอันลือลั่นตลอดจนยุคปฏิรูปเมจิอันนำชาติไปสู่ญี่ปุ่นยุคใหม่ เหล่านี้ล้วนเป็นช่วงเวลาสำคัญที่หนังสือเล่มนี้หยิบยกขึ้นมาเล่าภาพรวมให้ผู้อ่านได้เข้าใจสาระสำคัญแต่ละช่วงเวลาที่ควรจะรู้หากเราต้องการจะเข้าใจ “ญี่ปุ่น” หนังสือแบ่งเป็นทั้งหมด 13 บทตามลำดับเวลาของการก่อกำเหนิดประเทศญี่ปุ่น จุดที่ดีของหนังสือคือการแบ่งช่วงบทให้เข้ากับช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์ที่ผู้อ่านควรจะรับรู้ เช่นบทของศตวรรษที่ 13-15 …

Continue Reading...

Steve Jobs: เรียนรู้ด้วยการมองผ่านอัจฉริยะ

ถ้าพูดถึงการเรียนรู้โดยทั่วไปในปัจจุบันแล้ว เรามักจะได้เรียนรู้ทฤษฏีและความคิดแบบ “ปลายทาง” ซึ่งมักอยู่ในลักษณะหนังสือแบบ Self Improvement หรือตำราเรียนต่างๆ ที่มักมีการสังเคราะห์ประเด็นต่างๆ มาให้เรียบร้อยเพื่อง่ายต่อการท่องจำและนำไปปฏิบัติ แต่ในชีวิตจริงของมนุษย์นั้น การเรียนรู้ที่ดีและฝังลึกลงไปความคิดของเราเองคือได้สัมผัสประสบการณ์ตั้งแต่ “ต้นทาง” ของการได้มาซึ่งความคิดดังกล่าว ซึ่งเราก็จะเห็นลักษณะการเรียนรู้แบบนี้ได้จากภาพยนตร์ ละคร หรือนิยายดีๆ ที่พาเราไปรู้จักเรื่องราวของคนหรือเหตุการณ์ที่นำมาพาให้เราได้เข้าใจมิติต่างๆ โดยรอบก่อนที่จะรู้อย่างลึกซึ้งและได้มาซึ่งการเข้าใจอย่างถ่องแท้ของประโยคคมๆ หรือทฤษฏีต่างๆ ที่ถูกเขียนสรุป Steve Jobs เองก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกอย่างน่าทึ่งตลอดชีวิตของเขา ไม่ว่าจะเป็นการสร้างคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอย่าง Apple II และ Macintosh การให้กำหนดอุปกรณ์พกพาที่ปฏิวัติวงการดนตรีอย่าง

The Alchemist – หัวใจ ค้นหา ไล่ล่า ความฝัน

เอาจริง ๆ แล้วก็น้อยครั้งที่ผมจะได้มีโอกาสหยิบหนังสือนิยายมาอ่านกับเขาเพราะส่วนมากง่วนอยู่กับการนั่งดูหนัง ดูละคร เขียนหนังสือ และอ่านนิตยสารต่าง ๆ แต่เพราะเหตุผลกลใดบางอย่างที่ทำให้คนที่ผมเคารพมากคนหนึ่งแนะนำให้รู้จักกับหนังสือ The Alchemist โดย Paulo Coelho จนอดครั่นคร้ามไม่ได้ที่จะต้องหาเวลามาอ่าน แถมเมื่อหันไปรอบ ๆ ข้างก็ได้รับการยืนยันว่า "ต้องอ่าน" เรื่องราวของ The Alchemist (เคยแปลเป็นไทยชื่อ ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน) ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กหนุ่มเลี้ยงแกะนาม Santiago ผู้ซึ่งฝันที่จะได้เดินทางไปต่าง ๆ ตามความปราถนา

สองเงาในเกาหลี: สัญจรแบบโรแมนติก

สองเงาในเกาหลีคือผลงานของทรงกลด บางยี่ขันที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับภาพยนต์ "กวน มึน โฮ" ซึ่งฮิตถล่มทลายทะลุ 100 ล้านไปเรียบร้อยแล้ว แต่วันนี้ผมไม่ได้คิดจะมาวิจารณ์หนังกวน มึน โฮ หรือจะมานั่งอธิบายว่าหนังทำต่างจากหนังสืออย่างไร (และมากแค่ไหน) หรอกนะ ผมแค่อยากจะมาบอกว่าทำไมหนังสือเล่มนี้ถึงทำให้ผู้รู้สึกวางไม่ลงตลอดการเดินทางพักผ่อนของผม จนทำให้ส่วนหนึ่งของการพักผ่อนที่วางแผนไว้ต้องกลายเป็นการอ่านหนังสือเล่มนี้ให้จบไปเสียนี่ สองเงาในเกาหลีเล่าถึงการเดินทางของ "ก้อง" (ซึ่งก็คือชื่อคนเขียนนั่นเอง แต่จะเป็นคนเดียวกันหรือไม่นั้น ผมก็ไม่สามารถบอกได้เหมือนกัน) ที่เดินทางไปเกาหลีเพื่อท่องเที่ยวตามหนังสือไกด์บุ๊คประเภท Lonely Planet เพื่อจะสัมผัสประสบการณ์ต่าง ๆ ซึ่งระหว่างทางนั้นเขาก็ได้พบกับ "พิณ" หญิงสาวชาวไทยอีกคนที่อยู่เกสต์เฮ้าส์เดียวกัน

ชีวิตนี้สำคัญนัก เพื่อความสุขสวัสดิ์แห่งชีวิตเบื้องหน้า

พระนิพนธ์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชเล่มนี้นั้นอาจจะเป็นหนังสือที่พูดอธิบายเรื่องกฏแห่งกรรมได้อย่างเรียบง่าย ไม่ซ้บซ้อน แต่ลึกซึ้งมากที่สุดเล่มหนึ่ง โดยภาษาที่ใช้นั้นเป็นภาษาที่ง่ายต่องการทำความเข้าใจ และมีการ "ย่อย" ให้สารของธรรมที่ต้องการบอกต่อกับผู้อ่านนั้นอยู่ในสภาพที่ซึมเข้าสมองและจิตใจได้อย่างรวดเร็ว

เนื้อหาหลัก ๆ ของหนังสือ "ชีวิตนี้สำคัญนัก" นั้นว่าด้วยเรื่องความสำคัญของชีวิตนี้ที่เรามีโอกาสได้ประสบกับกรรมต่าง ๆ ตามวัฏจักรของกรรมที่ทับซ้อนมาจากอดีต ทั้งชาตินี้หรือชาติไหน ๆ และชี้ให้เห็นว่าชีวิตนี้สำคัญเพียงไรที่จะหลุดพ้นหรือบ่วงกรรมเหล่านี้ได้ (คำว่าหลุดพ้นนี้หมายถึง "หลุด" ไม่ใช่ "หนีพ้น") ซึ่งนี่น่่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ดีสำหรับคนที่อยากจะหันมามองว่าทุกข์และสุขที่เกิดขึ้นกับชีวิตนี้มีเหตุจากอะไร

คิดถูก โปร่งใส ใจสูง: อ่านแล้วคิด จิตจะเบิกบาน

ประเด็นสำคัญที่ท่าน ว. วชิรเมธีหยิบมาเป็นประเด็นในหนังสือธรรมะผสมข้อคิดในการดำเนินชีวิตเล่นนี้คือเรื่องของความคิดที่เป็นเหมือนจุดเริิ่มต้นของการกระทำต่าง ๆ ซึ่งวิธีการเล่าและเรียบเรียงของท่านว. ยังคงเสน่ห์อยู่เสมอในการทำให้เราเห็นคล้อยและมองเห็นธรรมะพร้อมกับได้ทบทวนชีวิตตัวเองเราไปพร้อม ๆ กัน ส่วนสำคัญของหนังสือมุ่งเน้นไปที่การสำรวจ "ความคิด" ของมนุษย์ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร มีลักษณะอย่างไร ซึ่งก็ไม่วายที่มันจะคล้าย ๆ กับที่เราเคยปฏิบัติมาในยามที่หลงทางหรือหลงผิด ก่อนที่จะสรุปในต่อมาว่าการคิดที่นำชีวิตไปสู่ความเจริญนั้นควรเริ่มต้นคิดอย่างไรพร้อมกับการอ้างอิงหลักธรรมะและพุทธประวัติไปพร้อม ๆกัน สำหรับผมแล้ว หนังสือเล่มนี้ก็ยังเป็นหนังสือที่น่าอ่าน และแนะนำให้อ่านกันเพราะเทียบกับปริมาณของ "สาระ" ที่ได้จากหนังสือกับราคาที่ต้องเสียไปนั้น

Powered by Free Wordpress Themes