ละครเวทีนักศึกษาเป็นหนึ่งในสิ่งที่หลาย ๆ คนติดภาพและตีตราว่าละครเวทีเป็นแค่กิจกรรมของนักศึกษาเพียงเท่านั้น ไม่ใช่ศิลปะที่สามารถนำมาสู่วงการ “มืออาชีพ” ได้ และเอาเข้าจริงก็ไม่แปลกที่เราจะเห็นละครเวทีส่วนใหญ่ที่มีข่าวออกมาประชาสัมพันธ์ (ไม่นับละครเวทีวิกใหญ่ ๆ) ก็มักจะเป็นละครเวทีจากรั้วสถาบันต่าง ๆ ทั้งจากคณะที่เรียนและไม่ได้เรียนละครเวที และนั่นก็ทำให้หลาย ๆ ครั้งมาตราฐานของงานละครเวทีนักศึกษาก็แกว่งไปแกว่งมา ขึ้น ๆ ลง ๆ ตามเทรนด์การทำละครเวทีที่ผุดขึ้นยังกับดอกเห็ด
หนึ่งในประเภทของละครที่นิสิตนักศึกษาหลาย ๆ ที่เลือกจะหยิบมาทำก็คือละครเพลงหรือที่มักเรียกว่ามิวสิคคัล ซึ่งอาจจะมาตามเทรนด์ของค่ายใหญ่ ๆ ที่ทำออกมาเป็นกระแสอยู่เนือง ๆ และก็คงไม่แปลกที่มันจะเป็นสิ่งที่ “ตลาด” คาดหวังกับละครเวทีปัจจุบันเช่นที่นักศึกษาแขนงวิชาธุกิจดนตรี มหาวิทยาลัยมหิดลค้นพบจากการศึกษาทางการตลาดก่อนตัดสินใจที่จะทำ “อิน-จัน เดอะมิวสิคคัล” เป็นโครงการภาคปฏิบัติ
เอาล่ะ ไม่ว่ามันจะเป็นเพราะผลการวิจัย หรือกระแสอะไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ผู้เขียนมักกังวลเวลาไปชมละครเวทีของนักศึกษานั้นคือ “คุณภาพ” และ “ความเข้าใจ” ในสิ่งที่ตัวนักศึกษาเลือกที่จะสร้างสรรค์ออกมา ซึ่งหลาย ๆ ครั้งมันก็ค่อนข้างน่าผิดหวังและล้มเหลวเพราะสิ่งที่หลายกลุ่มนักศึกษาต้องการคือเสียงกรี๊ดและช่อดอกไม้จากเพื่อน ๆ แต่ไม่ได้ใส่ใจถึงคุณค่าในศิลปะที่ตัวเองใช้เป็นเครื่องมือ
แต่สำหรับ “อิน-จัน เดอะมิวสิคคัล” ก็สร้างความแปลกใจให้กับผู้เขียนได้เหมือนกัน เมื่อนักศึกษาที่ไม่ได้เรียนตรงด้านศิลปะการแสดงหรือศาสตร์ละครเวที กลับสร้างงานดี ๆ ที่มีมาตราฐานค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกันในระดับอุดมศึกษาด้วยกัน และนั่นเป็นสิ่งที่ผู้เขียนไม่ค่อยได้พบเจอกันบ่อยเสียเท่าใดนัก
“อิน-จัน เดอะมิวสิคคัล” เป็นละครเพลงว่าด้วยเรื่องการเดินทางแห่งชีวิตของแฝดสยาม [...]
หลังจากที่บล็อคก่อนหน้านั้น ผมหยิบละครเด็ด ๆ ของเทศกาลละครกรุงเทพปีล่าสุดอย่าง “สาวชาวนา” มาพูดถึงกัน แต่จริง ๆ ก็ยังมีละครอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจและมีไอเดียดี ๆ แฝงไว้ให้คนดูคิดอยู่มิใช่น้อย ซึ่งเลยขอหยิบยกหลาย ๆ เรื่องมาเล่ากันในต่อ
ดู…โอ้: ละครสั้น ๆ สี่เรื่องที่นำมาร้อยเรียงต่อกันโดยใช้นักแสดงเพียงสองคน กลายเป็นเหมือนกาแฟรสกลมกล่อมอย่างดี เพราะแม้ว่าบทละครที่หยิบนำมานั้นจะเป็นเรื่องราวง่าย ๆ สนุกจนถึงตลกโปกฮา แต่ก็ยืนพื้นอยู่บนความสัมพันธ์ปรกติที่มนุษย์ทั่วไปสามารถหยิบจับได้อยู่รอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ของเพื่อนที่เป็นทั้งที่ปรับทุกข์ ปรึกษา เม้าท์แตก อิจฉา ฯลฯ ซึ่งถ้าเรามองให้ดีแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็อยู่ไม่ไกลจากตัวเราเลยแม้แต่น้อย ขณะเดียวกัน การนำเสนอออกมาก็ทำอย่างเรียบง่ายแต่เพลิดเพลิน ไม่เยิ่นเย้อ รวมทั้งนักแสดงสองคนที่รับบทก็เข้าขากันได้อย่างดีจนทำให้จังหวะต่าง ๆ ในเรื่องรับส่งกันอย่างลงตัว จนนำไปสู่ความสนุกสนานอยู่ตลอดการแสดง
Fall-lower: ละครกัดแสบและแดกดันพฤติกรรมน่าขันของคนไทยเรื่องนี้น่าจะเข้าถึงคนดูเกือบทั้งหมดได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่พฤติกรรมเด่นดังของดารา การบ้าตามแฟชั่นของคนไทย การบ้าทำข่าวของสื่อ ไล่ยันไปถึงเกาหลีฟีเวอร์ ซึ่งโดยเนื้อหาแล้วนับว่าคงเป็นอะไรที่โดนใจผู้ที่ชื่นชอบวิพากษ์วิจารณ์สังคมเลยทีเดียว แต่ข้อเสียสำคัญของละครคือการพยายามนำเสนอด้วยวิธีที่แปลกใหม่หรือแหวกแนวออกไป ซึ่งอาจจะสร้างความน่าสนใจในนาทีแรก ๆ แต่หลังจากนั้นก็กลายเป็นเกรอะกรังและรุงรังกับตัวละครจนเยิ้นเย้อมากเกินไป
Space & Time: ละครว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของคนสองคนที่บังเอิญเจอกันในร้านเหล้าแห่งหนึ่ง และเกิดการแลกเปลี่ยนความเข้าใจระหว่างกัน พร้อมกับความสัมพันธ์ของคู่รักอีกคู่ที่ซ้อนทับกันอยู่ราวกับนั่นคืออดีตของคนใดคนหนึ่ง ซึ่งต้องยอมรับว่าละครเรื่องนี้รู้จักการใช้พื้นที่ได้น่าสนใจจนนำไปเกิดหลาย ๆ ฉากที่น่าจดจำ เช่น [...]
เป็นอันรู้กันอยู่เสมอตั้งแต่สมัยเรียนว่า “เกษตรกร แข็งขัน เป็นกระดูกสันหลัง ของชาติ ไทยจะเรืองอำนาจ เพราะไทยเป็นชาติกสิกรรม” และนั่นก็น่าจะเป็นความจริงในสังคมไทยที่มีเกษตรกรอยู่ทั่วประเทศ
แต่ในสภาวะที่เมืองหลวงกำลังโตขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเทคโนโลยีและเม็ดเงินลงทุนมากมายจากทั้งในและนอกประเทศ ชาวบ้านที่อยู่ “นอกเมือง” ก็เริ่มมีช่องว่างที่ห่างออกไปเรื่อย ๆ ระหว่างคนเมืองกับคนนอกเมือง และไม่แปลกที่คนมากมายจะลุ่มหลงแสงสีของเมืองที่ได้รับรู้จากสื่อต่าง ๆ จนจากบ้านมาสู่เมืองก่อนจะพบว่ามันไม่ได้สวยหรูอย่างที่เขาคิดเลยแม้แต่น้อย กลายเป็นโศกนาฏกรรมชีวิตจริงที่เห็นกันได้อยู่บ่อย ๆ รอบตัวเมืองหลวงอันแสน “ศิวิไลซ์” ของเรา
“สาวชาวนา” ละครเวทีร่วมสมัยจากเครือข่ายละครกรุงเทพ (BTN) ในเทศกาลละครกรุงเทพ เป็นหนึ่งในละครที่ยอดเยี่ยมในการถ่ายทอดเรื่องราวโศกนาฏกรรมดังกล่าวผ่านตัวละคร “มะลิ” เด็กสาวของครอบครัวชาวนาซึ่งกระโดดขึ้นรถไฟเข้ามายังกรุงเทพโดยที่เธอไม่รู้เลยว่านั่นทำให้ชีวิตของเธอพลิกผันไปตลอดกาล
หลังจากมะลิเข้ามาในกรุงเทพด้วยความช่วยเหลือของประวิทย์ นักพฤษศาสตร์ที่เจอกันบนรถไฟ แต่ความช่วยเหลือก็แฝงไว้ด้วยความปราถนาของประวิทย์ที่มีต่อตัวมะลิ จนกลายเป็นความสัมพันธ์หลังจากที่เธอเข้ามาอยู่ในกรุงเทพ หลังจากนั้น ขณะเดียวกัน เธอก็เริ่มทำงานอาสาสมัครเพื่อสังคมกับกลุ่มต่าง ๆ โดยมีสืบศักดิ์ เป็นชายหนุ่มที่คอยสนับสนุนและแนะนำ
เมื่อเวลาผ่านไป มะลิเริ่มมีบทบาทมากขึ้นกับการริเริ่มโครงการปลูกข้าวปลอดสารพิษภายใต้ชื่อ “ข้าวสาวชาวนา” ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากและทำให้สืบศักดิ์ซึ่งดูแลโครงการอยู่นั้นมีชื่อเสียงอย่างรวดเร็วจนในไม่ช้าเขาก็ละทิ้งโครงการเพื่อมุ่งสู่การเป็นนักการเมืองจากชื่อเสียงที่เขาได้รับ คงเหลือแต่มะลิที่พยายามจะปลูกข้าวปลอดสารและทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่ออยู่แม้ว่าจะไม่มีใครเหลียวมองและสนใจเลยก็ตาม และนั่นนำไปสู่เรื่องราวอันน่าเศร้าของชีวิตเด็กสาวชาวนาที่พยายามจะยืนหยัดแต่ไม่อาจจะต้านทานกระแสของโลกที่เปลี่ยนไป
ความน่าทึ่งและยอดเยี่ยมอย่างมากของ “สาวชาวนา” เริ่มขึ้นจากบทละครที่ดัดแปลงจากบทดั้งเดิมของ Hideki Noda (ชื่อภาษาอังกฤษคือ Girl of the Soil) ที่แม้จะถูกเขียนขึ้นเมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว แต่กลับมีความใกล้เคียงแตะเชื่อมโยงกับสังคมไทยในปัจจุบันได้อย่างน่าประหลาด ซึ่งบทละครของ [...]
จากหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นสุดฮิตชื่อเดียวกัน I Give My First Love To You (僕の初恋をキミに捧ぐ) เป็นหนังรักซึ้ง ๆ ถ่ายทอดเรื่องราวความรักของเด็กวัยรุ่น ที่มักเต็มไปดวามสุข เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม จนถึงความเศร้า และคราบน้ำตา และแม้หนังอาจจะไม่ได้ดีสุดขั้วอะไรก็ตาม แต่มันก็ดีพอจะทำให้ผู้ชมรู้สึกอิ่มและถูกใจกับความรักครั้งใหม่จากหนังเรื่องนี้
พล็อตเรื่องของ I Give My First Love To You เป็นพล็อตเรื่องที่ไม่ค่อยมีอะไรสลับซับซ้อนมากนัก และอาจจะเป็นพล็อตที่เหมือนจะเก๋ แต่เราเห็นกันอยู่บ่อย ๆ ในหนัง ละคร หรือนิยาย ว่าด้วยทาคุมะ เด็กหนุ่มผู้ป่วยด้วยโรคร้ายและชะตากรรมที่ตีตราเขาไว้ว่าเขาจะต้องตายก่อนอายุ 20 ปี และบนความโชคร้ายของเขานั้น เขาก็ได้มีมายุ หญิงสาวที่อยู่เคียงข้างเขาตั้งแต่ยังเด็ก ผู้ที่เดินจับมือเขาไว้ตลอดชีวิตที่เป็นเหมือนฝันร้าย พร้อมกับสัญญาที่ว่าพวกเขาโตขึ้นจะแต่งงานกัน ซึ่งหนังจะโฟกัสหลัก ๆ ไปทีชีวิตของทั้งสองคนเมื่อทั้งคู่ก้าวเข้าสู่ชั้นมัธยมปลาย และเวลาของทาคุมะใกล้หมดลงเรื่อย ๆ
และในเส้นทางของทาคุมะที่กำลังจะใกล้ถึงปลายชีวิตของเขา เขาเริ่มตั้งคำถามว่าอะไรคือความสุขและความรักที่แท้จริงของเขา รวมทั้งเขาควรค่าที่จะมีมายุอยู่เคียงข้างหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์การเข้ามาของ โค นักเรียนหนุ่มรูปหล่อที่เข้ามาชอบมายุ และการเจอกันของหญิงสาวที่ป่วยเป็นโรคเดียวกันกับทาคุมะ จนเกิดการเข้าใจผิดและกลายเป็นรอยร้าวของคนสองคน ซึ่งทาคุมะต้องตัดสินใจว่าเขาจะทำอะไรกับเวลาของเขาที่เหลือน้อยเต็มที่
เอาล่ะ [...]
Two exciting collaborations are happening in the small world of Thai arts.
B-Floor Theatre has turned its office and rehearsal studio into “B-Floor’s Room” with a debut work beguilingly and ironically titled “Displacement” (“Phid Thi Phid Thang”), a collaboration between Jarunun Phantachat and Dujdao Vadhanapakorn.
At the premiere on Tuesday night, the intrigue [...]
สัปเหร่อ อาจจะเป็นอาชีพที่หลาย ๆ คนมองว่าน่าอดสู และไร้เกียรติ หากินกับความตาย รวมไปถึงเป็นอาชีพที่ไม่มีใครคิดจะทำ แบบเดียวกับที่ไดสุเกะ ตัวละครจาก Departure โดนตราหน้าไว้จากบรรดาญาติ ๆ ของผู้ตายที่มองไม่เห็นความสำคัญของคนที่เตรียมร่างของผู้ตายเพื่อนำสู่พิธีส่งวิญญาณ
แต่ถ้าเราทุกคนได้ดู Departure จนจบ เราก็จะพบความสวยงามอันละเมียดละไม รวมทั้งปรัชญาชีวิตลึกซึ้งระหว่างคนเป็นและคนตาย ผ่านสายตาของคนที่อยู่ใกล้ชิดกับคนตายเป็นอาชีพ
ในเริ่มเรื่องของ Departure นั้น ไดสุเกะ นักเชลโล่ผู้ตกอับจากการที่วงที่เขาสังกัดประกาศยุบวง จนต้องย้ายมาอยู่ที่บ้านเกิดพร้อมกับภรรยาและเริ่มต้นหางานใหม่ แต่ไม่รู้ว่าเคราะห์ดีหรือเคราะห์ร้ายที่ทำให้เขาได้ไปรับงานเป็นผู้ตกแต่งศพก่อนจะไปสู่พิธีการต่อไป
แน่นอนว่าช่วงแรกเราจะเห็นไดสุเกะกระอักกระอ่วนกับงาน และต้องทนปกปิดเป็นความลับไม่กล้าบอกใคร แม้ว่าสุดท้ายแล้วความลับก็ต้องถูกเปิดเผยในที่สุด และนั่นคือการหาคำตอบของตัวไดสุเกะว่าเขาจะยังทำงานนี้ต่อไปหรือไม่ และอะไรคือเหตุผลที่เขาควรจะทำงานนี้กันแน่
สิ่งที่น่าสนใจและน่าประทับใจมาก ๆ ของ Departure คือการเดินทางทางความคิดของตัวละครและความรู้สึก ที่ไม่ใช่แค่ตัวละครหลักเท่านั้น แต่รวมถึงคนรอบข้างไดสุเกะเอง และผู้ชมที่กำลังชมอยู่ด้วย
ต้องขอชื่นชมและยกย่องทีมงานที่เลือกนำพิธีที่ที่หลายคนอาจจะไม่รู้จักหรือมองข้าม นำกลับมาทำให้สวยงามและเชื่อมโยงกับปรัชญาของ “ชีวิต” ได้อย่างน่าละเมียดละไม ซึ่งไม่แปลกที่หลาย ๆ คนพร้อมใจจะต้องทึ่งและอึ้งกับพิธีกรรมนี้
จุดเชื่อมโยงที่สวยงามนี้คือการที่ตัวละครมีหน้าที่สร้าง “ชีวิต” ให้กับคนที่ได้ “เสียชีวิต” ไปแล้ว และนั่นเหมือนของขวัญชิ้นสุดท้ายที่คนเป็นจะทำให้กับคนตายได้ เพื่อจะรำลึกและอวยพรให้คนที่จากไปนั้น “เดินทาง” อย่างสงบ และก็คงเป็นโชคดีของไดสุเกะ (รวมถึงพวกเราที่ตามดูเขา) ที่เขาได้มีโอกาสเจอบริษัทที่เข้าใจและรู้สึกถึงหน้าที่นี้อย่างลึกซึ้ง
ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นความปราณีตอย่างสวยงามในพิธีกรรม ตั้งแต่การเปลี่ยนเสื้อผ้า การแต่งหน้า [...]
ย้อนกลับไปเมื่อสัก 5 ปีที่แล้ว ถ้าใครติดตามหนังญี่ปุ่นก็จะเจอหนังเรื่องหนึ่งที่ค่อนข้างจะแหวกแนวแถมสุดขั้นด้าน CG เหลือเกิน นั่นก็คือ Casshern ซึ่งแม้ว่าเสียงวิจารณ์อาจจะไม่ค่อยดีเท่าไร แต่หนึ่งในสิ่งที่คอหนังที่ได้ชมไปมักบอกเสียงเดียวกันว่าเป็นหนังที่เท่ห์และล้ำจินตนาการมาก ๆ
แน่นอนว่าเมื่อ Kazuaki Kiriya กลับมาอีกครั้งในปี 2009 งานของเขา GOEMON ก็ไม่ทิ้งกลิ่นอายเดิม ๆ ไม่ว่าการใช้ CG แบบสุดขั้วเพื่อสร้าง Visual แบบ Extreme สุด ๆ และการกำักับคิวบู๊และฉากแอ็คชั่นที่ทำให้ Casshern กลายเป็นเด็ก ๆ ไปเลยทีเดียว
เนื่อเรื่องของ GOEMON ว่าด้วยเรื่องราวที่อิงจากตำนานและประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น เกี่ยวกับจอมโจร อิชิกาวะ โกเอมอน ที่ขโมยทรัพย์สมบัติของเศรษฐีเอาไปแจกคนยากจน พร้อมกับนิสัยระห่ำ ๆ แย่ ๆ ประเภท Bad Hero จนกระทั่งวันหนึ่ง การขโมยของในคลังสมบัติเศรษฐีนั้นนำไปสู่การพบความลับที่ยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์การลอบสังหาร โอดะ โนบุนากะ รวมถึงการขึ้นครองอำนาจของโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ
แน่นอนว่าการล่วงรู้ความลับนี้ทำให้โกเอมอนต้องเข้าไปอยู่ในวังวนความวุ่นวาย [...]
ในช่วงที่สถานการณ์การเมืองค่อนข้างจะน่าเบื่อกับน้ำเน่าเละเทะของเหล่า บรรดาคนที่เรียกตัวเองว่า “ผู้แทน” แต่เราอาจจะนั่งมองหน้ากันแล้วคิดว่า “ไอ้พวกนี้มันเป็นผู้แทนได้ไงวะ” เพราะคำพูดและสติปัญญาไม่ได้แสดงซึ่งความเป็นคนที่นำพาประเทศชาติไปสู่ความ เจริญได้อย่างไร
เบื่อไหมครับที่จะรู้สึกว่าการเมืองมันไร้ค่าสิ้นดี ดูไร้ความหวัง
มันก็อาจจะจริงอย่างนั้น แต่บางครั้ง เราก็ต้องสร้างความหวังให้กับตัวเราก่อนจะสิ้นศรัทธาไป
CHANGE ละคร TV Series จากประเทศญี่ปุ่นที่ทางช่อง TPBS นำมาฉายได้สักพักแล้วนั้นอาจจะเป็นยาดีและ “แรง” ที่จะทำให้เรารู้สึกดี ๆ กับการเมืองขึ้นมาบ้าง เรื่องราวของละครเรื่องนี้เกี่ยวกับนายอาซาคูระ เคย์ตะ ครูหนุ่มในบ้านนอกต้องกลับมาลงสมัครรับเลือกตั้งเพราะพ่อและพี่ชายที่เล่น การเมืองประสบอุบัติเหตุ
สิ่ง หนึ่งที่เคย์ตะรู้สึกอยู่เสมอในช่วงแรกก็คงไม่ต่างจากที่หลาย ๆ คนจะรู้สึกตอนนี้ คือการเมืองเป็นเรื่องสกปรก เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ นั่นคือเหตุผลที่เขาหลีกเลี่ยงจนแทบจะวิ่งหนีไปจากการเลือกตั้ง
แต่ สิ่งหนึ่งที่เคย์ตะมี และนักการเมืองทั่ว ๆ ไปไม่มีคือความบริสุทธิ์ของจิตใจ และความปราถนาที่จะรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่หนักอึ้งของเขา และนั่นทำให้เขาก้าวเข้าสู่รัฐสภา ก่อนจะจับผลัดจับผลูไปเป็นนายกที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ (เอ๊ะ มันคล้าย ๆ กับเมืองไทยยังไงก็ไม่รู้นะ) และเรื่องราวที่เหลือของเรื่องคือการปฏิบัติหน้าที่ ศรัทธาต่อการเมือง โฉมหน้าและเบื้องหลังอันโหดร้ายที่เขาต้องต่อสู้เพื่อปกป้องประชาชน
ความ เจ๋งและเด็ดขาดของเรื่องนี้คือบทละครที่ผูกเรื่องไว้ได้อย่างละเอียดยิบ แต่ก็แปลความยุ่งเยิงและวิชาการของการเมืองให้กลายเป็นเรื่องที่ชาวบ้านจะดู และลุ้นไปกับพระเอกได้อยู่ตลอดเวลา สิ่งสำคัญที่เรื่องได้พยายามแสดงอยู่ทุกตอนคือการซื่อสัตย์ต่อจิตใจและจรรยา [...]
เป็นอันรู้กันอยู่เสมอตั้งแต่สมัยเรียนว่า “เกษตรกร แข็งขัน เป็นกระดูกสันหลัง ของชาติ ไทยจะเรืองอำนาจ เพราะไทยเป็นชาติกสิกรรม” และนั่นก็น่าจะเป็นความจริงในสังคมไทยที่มีเกษตรกรอยู่ทั่วประเทศ
แต่ในสภาวะที่เมืองหลวงกำลังโตขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเทคโนโลยีและเม็ดเงินลงทุนมากมายจากทั้งในและนอกประเทศ ชาวบ้านที่อยู่ “นอกเมือง” ก็เริ่มมีช่องว่างที่ห่างออกไปเรื่อย ๆ ระหว่างคนเมืองกับคนนอกเมือง และไม่แปลกที่คนมากมายจะลุ่มหลงแสงสีของเมืองที่ได้รับรู้จากสื่อต่าง ๆ จนจากบ้านมาสู่เมืองก่อนจะพบว่ามันไม่ได้สวยหรูอย่างที่เขาคิดเลยแม้แต่น้อย กลายเป็นโศกนาฏกรรมชีวิตจริงที่เห็นกันได้อยู่บ่อย ๆ รอบตัวเมืองหลวงอันแสน “ศิวิไลซ์” ของเรา
“สาวชาวนา” ละครเวทีร่วมสมัยจากเครือข่ายละครกรุงเทพ (BTN) ในเทศกาลละครกรุงเทพ เป็นหนึ่งในละครที่ยอดเยี่ยมในการถ่ายทอดเรื่องราวโศกนาฏกรรมดังกล่าวผ่านตัวละคร “มะลิ” เด็กสาวของครอบครัวชาวนาซึ่งกระโดดขึ้นรถไฟเข้ามายังกรุงเทพโดยที่เธอไม่รู้เลยว่านั่นทำให้ชีวิตของเธอพลิกผันไปตลอดกาล
หลังจากมะลิเข้ามาในกรุงเทพด้วยความช่วยเหลือของประวิทย์ นักพฤษศาสตร์ที่เจอกันบนรถไฟ แต่ความช่วยเหลือก็แฝงไว้ด้วยความปราถนาของประวิทย์ที่มีต่อตัวมะลิ จนกลายเป็นความสัมพันธ์หลังจากที่เธอเข้ามาอยู่ในกรุงเทพ หลังจากนั้น ขณะเดียวกัน เธอก็เริ่มทำงานอาสาสมัครเพื่อสังคมกับกลุ่มต่าง ๆ โดยมีสืบศักดิ์ เป็นชายหนุ่มที่คอยสนับสนุนและแนะนำ
เมื่อเวลาผ่านไป มะลิเริ่มมีบทบาทมากขึ้นกับการริเริ่มโครงการปลูกข้าวปลอดสารพิษภายใต้ชื่อ “ข้าวสาวชาวนา” ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากและทำให้สืบศักดิ์ซึ่งดูแลโครงการอยู่นั้นมีชื่อเสียงอย่างรวดเร็วจนในไม่ช้าเขาก็ละทิ้งโครงการเพื่อมุ่งสู่การเป็นนักการเมืองจากชื่อเสียงที่เขาได้รับ คงเหลือแต่มะลิที่พยายามจะปลูกข้าวปลอดสารและทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่ออยู่แม้ว่าจะไม่มีใครเหลียวมองและสนใจเลยก็ตาม และนั่นนำไปสู่เรื่องราวอันน่าเศร้าของชีวิตเด็กสาวชาวนาที่พยายามจะยืนหยัดแต่ไม่อาจจะต้านทานกระแสของโลกที่เปลี่ยนไป
ความน่าทึ่งและยอดเยี่ยมอย่างมากของ “สาวชาวนา” เริ่มขึ้นจากบทละครที่ดัดแปลงจากบทดั้งเดิมของ Hideki Noda (ชื่อภาษาอังกฤษคือ Girl of [...]
เมื่อตอนที่ “บอย” ถกลเกียรติ วีรวรรณ ประกาศว่าจะจับมือ “บอย” โกสิยพงษ์ นำบทเพลงอันไพเราะและฮิตมาเรียบเรียงใหม่ให้กลายเป็นละครเพลงที่น่าประทับใจ พร้อมด้วยนักแสดงนำที่คุ้นชื่อและคุ้นเสียงกันเป็นอย่างดีนั้น แน่นอนว่ามันสามารถสร้างกระแสที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะเพลงของบอย โกสิยพงษ์นั้นขึ้นชื่อในด้านความอิ่มเอิบของความรักอยู่แล้ว หากมาทำเป็นละครเพลง ก็คงจะประทับใจไม่แพ้กัน แถมยังมีการพ่วงโฆษณาว่าละครของค่าย Scenario นั้นเป็นละครเวทีคุณภาพในด้านความโรแมนติก (?) และการแฝงประเด็นด้านความรักอย่างลึกซึ้ง (?)
เอาล่ะ นั่นคือสิ่งที่สื่อมวลชนและทีมประชาสัมพันธ์ของบริษัท Scenario พยายามจะบอกพวกเรามาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ท้ายที่สุดเมื่อผมเดินออกจากโรงละครรัชดาลัยในรอบ Preview ของ “ลมหายใจ เดอะมิวสิคคัล” เมื่อคืนวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา ผมก็อยากฝากข้อความไปบอกกับทีมงานว่า ไม่ต้องเอาเพลงมาทำเป็นละครหรอก เอานักร้องที่แสดงมาออกเทปแบบร้องใหม่ก็พอ เพราะที่เห็นบนเวทีตลอดสองชั่วโมงครึ่งน่ะ มันเสียของ!!!
เรื่องราวของลมหายใจ เดอะมิวสิคคัลนั้น เริ่มขึ้นในคืนวันหนึ่ง ในวันที่พัด (มอส ปฏิภาณ ปฐวีกานต์) เตรียมจะขอฝน (นิโคล เทริโอ) แต่งงาน ณ ร้านของเจ๊ฉัตร (รัดเกล้า อามระดิษ) เรื่องราวดำเนินไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่การที่พัดง้อฝนจนเตรียมจะเข้าพิธีแต่งงาน [...]
Recent Comments