All posts by nuttaputch

Screen shot 2011-07-16 at 9.38.19 PM

Hedwig and the Angry Inch: การแสดงที่ยอดเยี่ยม (A-)

ถ้าใครเป็นคอหนัง อาจจะพอจำได้ว่าเมื่อสักประมาณ 10 ปีที่แล้วมีหนังนอกกระแสที่เราต้องพูดกันปากต่อปากว่า “ต้องไปหามาดูนะ” ซึ่งเรื่องนั้นคือ Hedwig and the Angry Inch ซึ่งเป็นเหมือนจุดที่ทำให้เราได้รู้จัก John Cameron Mitchell ก่อนที่จะได้เห็นงานดังๆ ของเขาตามมาอย่าง Shortbus และ Rabbit Hole สิ่งที่หลายๆ คนอาจจะไม่รู้หลังจากทึ่งกับบทและการแสดงของ Hedwig and the Angry Inch ฉบับภาพยนตร์คือก่อนหน้านี้มันเป็นละครเวทีแบบ Off Off Broadway มาก่อน ซึ่งก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กับเวอร์ชั่นภาพยนตร์ และที่อาจจะน่าประหลาดใจกว่าคือวันนี้มีนำมาจัดแสดงในประเทศไทยโดย BU Theatre แถมทำออกมาได้ดีจนน่าทึ่งเสียด้วย!!! เรื่องราวของ Hedwig …

Continue Reading...
khon

โขนชุดศึกมัยราพณ์: คุณค่าที่คนไทยคู่ควร(จะดู) (B+)

ผมเชื่อว่าเรารู้จักโขนกันตั้งแต่สมัยเด็ก พร้อมกับบทเรียนในหนังสือ รวมทั้งรายการทีวีเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยต่างๆ นานา แน่นอนว่าในลึกๆ แล้วเรารู้ดีว่านี่คือศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยที่มีคุณค่ามากมาย แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรกันที่เราคนไทยหันมามองเห็นโขนอีกทีก็กลายเป็นการแสดงประดับร้านอาหารหรือโรงแรมให้นักท่องเที่ยวฝรั่งมาดู ในขณะที่คนไทยส่วนใหญ่ไปบ้าเห่อของนอกกันหมดพร้อมกับตราหน้าโขนว่า "ดูยาก" "น่าเบื่อ" "เข้าไม่ถึง" และ "แก่" อันที่จริง เราคงไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่าการแสดงโขนนั้นเป็นศิลปะชั้นสูงที่ดูไม่ง่ายเสียทีเดียว แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะให้ความคิดนั้นมาเป็นอคติมาจนปฏิเสธการแสดงที่ถูกขนานว่าเป็น​"สมบัติของชาติ" แต่อย่างใด เพราะในความเป็นจริงแล้ว การแสดงโขนที่ดีก็จะทำให้คนดูได้เห็นความงดงามจนประทับใจในการผสมผสานในศิลปะแขนงต่างๆ ของไทย ซึ่งโขนชุด "ศึกมัยราพณ์" โดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปินในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถนั้น ก็เป็นงานที่แสดงให้ผมชมที่ได้ดูแล้วว่า ศิลปะไทยนี้เลอค่าและงดงามเหนือคำพูดเชิงอคติที่คนไทยพูดกันไปเองมากแค่ไหน ศึกมัยราพณ์เป็นหนึ่งในตอนของรามเกียรติ์ที่ขึ้นชื่อว่าสนุกที่สุด ว่าด้วยเหตุการณ์ที่พระรามยกทัพมาถึงเชิงเขาแก้วมรกต ทศกัณฐ์จึงแจ้งให้มัยราพณ์ซึ่งเป็นเจ้าเมืองบาดาลรีบมาช่วยกำจัดตัดศึกเสีย มัยราพณ์รับบัญชาและหุงสรรพยาเพื่อใช้สะกดทัพพระราม

SSS982

Flu-Fool: ขนลุกและหน้าชากับอนูของ “คนไทย” (B)

ถ้าหากเราดูบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ได้บอกกับเราตรงๆ แต่ใช้สัญลักษณ์นำไปสู่การตีความที่ทำให้เรา "รู้สึก" ได้ นั่นอาจจะเป็นหนึ่งในกระบวนการที่ศิลปะการแสดงสร้างพลังขับเคลื่อนความเป็นมนุษย์ของเราให้ตระหนักรู้อะไรบางอย่าง Flu-Fool จาก B-Floor ก็เป็นอีกงานหนึ่งที่ไม่ได้บอกกับเราแบบตรงๆ หรือใช้ภาษาที่ทำให้เราเข้าใจมัน "ง่ายเกินไป" ประเภทเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา แต่กลับลากผู้ชมให้ลงไป "รู้สึก" และ "ครุ่นคิด" กับสารที่ถูกกวนอยู่ในการแสดงอยู่เกือบสองชั่วโมง และก็เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่มันจะทำให้ "คน" ที่ไปดูการแสดงได้รู้สึกอึ้ง ทึ่ง และขนลุกใน "สาร" ที่ละครปล่อยออกมาให้เราได้สัมผัส การแสดง Flu-Fool จะว่าไปแล้วคืองานต่อเนื่องจากการจัดหนักใน Flo-o-less-sense ของคุณคาเงะ ธีระวัฒน์

the-tree-of-life-movie-photos1

The Tree of Life: โลก ชีวิต พระเจ้า (A-)

คงไม่ใช่เรื่อง่ายที่หนังสักเรื่องจะหยิบสิ่งที่สุดแสนจะเป็นนามธรรมขึ้นมาสร้างให้กลายเป็นหนังแถมทำในรูปแบบนามธรรมให้ออกมาดีได้ แต่ The Tree of Life ของ Terrence Malick (The Thin Red Line) ก็กล้าที่จะสร้างงานในระดับ Masterpiece ซึ่งถ่ายทอดปรัชญาความคิดออกมาได้ละเอียดลึกซึ้งด้วยการใช้ภาพและเสียงในหนังได้อย่างอัศจรรย์ น่าลุ่มหลงอย่างไม่น่าเชื่อ เรื่องราวของหนังมีแกนสำคัญอยู่ที่การเติบโตของเด็กชายคนหนึ่งท่ามกลางการเลี้ยงดูของพ่อแม่และพี่น้องร่วมครอบครัว ระหว่างการใช้ชีวิตของเขานั้นค่อยๆ เปลี่ยนภาวะไร้เดียงสาให้รู้จักโลกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในการเติบโตภายใต้การเลี้ยงดูที่เข้มงวดและเกรี้ยวกราดกดดันจากพ่อ (Brad Pitt) ก็ทำให้ความบริสุทธิ์ในใจที่เคยมีมาเมื่อครั้งแรกเกิดค่อยๆ เลือนหายไปจากจิตใจ เหลือไว้แต่ความหมองเศร้าและเก็บกดอยู่ลึกๆ ประสบการณ์และอดีตฝังใจต่างๆ กลายเป็นเมล็ดพันธุ์ให้เด็กชายเติบใหญ่ขึ้นกลายเป็นคนที่มองและสัมผัสโลกอย่างครุ่นคิด (ช่วงนี้แสดงโดย

shakariki-trailer

SHAKARIKI: สิงห์นักปั่น (B-)

คงมีหนังไม่กี่เรื่องที่จะพูดถึงการปั่นจักรยาน และก็คงมีไม่กี่ประเทศที่จะทำหนังนั้นออกมาได้สนุก ลุ้น และกินใจได้เหมือนกับญี่ปุ่นตามแบบฉบับที่ถูกกลั่นกรองมาจากการ์ตูน (อีกแล้ว) SHAKARIKI สร้างจาการ์ตูนโดย Masahito Soda หรือในชื่อภาษาไทยว่า "สิงห์นักปั่น" เล่าเรื่องของโนโนมุระ เทรุนักเรียนม.ปลายผู้รักการปั่นจักรยานเป็นชีวิตจิตใจและได้เข้าชมรมปั่นจักรยานของโรงเรียนที่กำลังจะถูกปิดเพราะไร้ผลงาน แต่แม้ว่าเทรุผู้มีกำลังขาแข็งแรงมากแค่ไหนก็ไม่สามารถพาทีมที่อ่อนแอกลับมาชนะอินเตอร์ไฮได้และก็ต้องถูกปิดชมรมไปตามระเบียบ อย่างไรก็ตาม ความทะเยอะทะยานและมุ่งมั่นที่จะเอาชนะ ยูตะ นักปั่นอัจฉริยะที่ถูกหมายตาเป็นคู่แข่งทำให้เทรุและเพื่อนฮึดกลับมาหวังแก้แค้นใหม่ในการแข่งขันระดับประชาชน แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะอีกฝั่งก็เป็นถึงแชมป์ที่ไร้พ่าย สิงห์นักปั่นเวอร์ชั่นคนแสดงนี้มีการตัดทอนและปรับเรื่องบางส่วนให้สรุปจบภายในราวๆ สองชั่วโมง แต่อย่างไรก็ตามมันก็มากับหนึ่งในสูตรสำเร็จของหนังญี่ปุ่นที่ครองใจคนอยู่บ่อยๆ นั่นคือตัวละครเอกที่มีความมุ่งมั่นแต่ยังขาดการฝึกฝน แน่นอนว่าแม้เทรุจะมีกำลังขาที่มหัศจรรย์แต่การเป็นมือใหม่กับการขี่จักรยานแบบแข่งขันนั้นทำให้เขากลายเป็นพวกอ่อนหัดไปในพริบตา แต่นั่นก็ไม่ทำให้เขาย่อท้อ ในขณะที่เพื่อนๆ ทุกคนใช้ชีวิตแบบซังกะตายและเหม่อลอยด้วยไม่รู้จะทำอะไรหลังจากถูกยุบชมรม เทรุซึ่งเป็นมือใหม่กลับปั่นจักรยานแล้วพูดว่า "ต่อให้ไม่มีชมรม เขาก็ยังซ้อมปั่นจักรยานได้" ซึ่งนั่นเป็นหมัดฮุคที่ทำให้ทุกคนกลับมารู้ว่าสิ่งที่ตัวเองรักนั้นคืออะไรและพยายามก้าวข้ามความล้มเหลวเพื่อยืดอกออกมาพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น อีกประเด็นหนึ่งที่หนังสื่อออกมาคือต่อให้เก่งแค่ไหนเพียงไร

Screen shot 2011-07-07 at 10.10.20 PM

A King’s Journey – ละครเงาไอเดียบรรเจิด (B)

การเล่นละครเงานั้นอาจจะไม่ใช่อะไรใหม่เท่าไรเพราะหลายๆ คนก็อาจจะมีภาพจำว่ามันคือหนังตะลุงหรือหนังใหญ่เมืองไทยที่มีตัวหุ่นให้สะท้อนกับแสงไฟ แต่ก็มีหลายๆ ครั้งที่ศิลปินละครหุ่นเงาจะสามารถหาไอเดียใหม่ๆ ในการสร้างความ "ตื่นตาตื่นใจ" ผสมกับ "ประหลาดใจ" ให้กับผู้ชมในการดูเงาที่เกิดขึ้นผ้าสีขาวหน้าเวที A King's Journey โดยคณะ Theatre Handgemenge จากเยอรมันก็เป็นอีกคณะหนึ่งที่สร้างความอึ้ง และ ทึ่งให้กับผู้ชมที่แออัดกันเข้าไปชมในหอประชุมสถาบันเกอเธ่ด้วยไอเดียการเชิดหุ่นเงาที่เต็มไปด้วยรายละเอียดและไอเดียเก๋ไก๋ พร้อมกับอารมณ์ขันจนคนดูพร้อมใจกันปรบมือดังสนั่นหลังจบการแสดง เรื่องราวของ A King's Journey นั้นเป็นการผจญภัยของกษัตริย์ในดินแดนแห่งหนึ่งและหญิงสาวผู้ช่วยที่มีเหตุให้ต้องตกไปยังอีกซีกโลกหนึ่ง และจำเป็นต้องพยายามหาทางกลับมายังปราสาทเดิมให้ได้ แต่การเดินทางของพวกเขาไม่ง่ายอย่างที่คิดเพราะต้องจับผลัดจับผลูไปยังดินแดนแปลกๆ อย่างไม่คาดฝันก่อนที่ทั้งคู่จะเริ่มเรียนรู้อะไรบางอย่างจากการเดินทางที่แสนยาวนาน เนื้อเรื่องของละครนั้นไม่มีอะไรมาก ง่ายต่อความเข้าใจแถมออกไปทางตลกขบขันปนสนุกสนานจากมุกตลกและการพากษ์เสียงอย่างถึงพริกถึงขิงของนักแสดงหลักสองคนที่ต้องเชิดหุ่นกว่า 60 ตัว

1263711779

Loss Time Life: ชีวิตทดเวลาเจ็บ (B)

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณรู้ตัวว่าตายไปแล้ว แต่คุณได้ช่วง "ทดเวลาบาดเจ็บ" เพิ่มขึ้นมาอีกนิด คุณจะทำอะไรในทดเวลานั้น? Loss Time Life ซีรี่ย์ญี่ปุ่นว่าด้วยไอเดียการใช้ชีวิตในห้วงสุดท้ายมานำเสนอมุมมองของมนุษย์ การค้นหาความหมายของการมีชีวิต และคุณค่าที่แท้จริงในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ถูกเพิ่มขึ้นในนาทีสุดท้าย เหล่าตัวละครในแต่ละตอนจะต้องพบกับความตายแต่ถูกให้เวลาเพิ่มขึ้นอีกสักพักหนึ่งเพื่อให้พวกเขาได้ทำ "ภารกิจที่ยังค้างคา" ให้เสร็จสิ้นก่อนที่เวลาจะหมดลงจริงๆ คอนเซปต์ของ Loss Time Life มองว่าชีวิตมนุษย์เราก็เหมือนกับเกมฟุตบอล ที่ระหว่างเกมก็การบาดเจ็บ หรือช่วงเวลาที่ไม่ได้ "อยู่ในเกม" และผู้เล่นจะมีโอกาสได้ใช้หลังจากช่วงเวลา 90 นาทีหมดลง และแท้จริงแล้ว ช่วงเวลาที่น้อยเมื่อเทียบกับตลอดทั้งเกมชีวิตที่ผ่านไปนั้นกลับกลายเป็นช่วงเวลาที่มีค่ามากมายมหาศาลเสียเหลือเกิน ตัวละครนั้นนำไอเดียนี้มาทำให้ทั้งซึ้ง อิน และตลกขบขันไปพร้อมๆ

vlcsnap-2010-09-11-13h40m18s106

Unubore Deka: ความรักเพี้ยนๆ กับอาชาญกรรม (B-)

พล็อตง่ายๆ จากการ์ตูน (อีกแล้ว) ว่าด้วยตำรวจหนุ่มที่มักหลงรักกับหญิงสาวอย่างรวดเร็วไม่น่าเชื่อแต่จบท้ายที่ทุกคนมักเป็นอาชญากรไปเสียทุกที ก็กลายเป็นซีรี่ย์ละครตลกสืบสวนที่มีแนวทางฮาๆ เพี้ยนๆ แต่ก็แฝงด้วยความคิดคมกริบไว้อย่างไม่น่าเชื่อ ฉายา อุนุโบเระ (แปลว่าอวดดี หลงตัวเอง) เป็นชื่อที่ทุกคนเรียกขานตำรวจหนุ่มผู้เชื่อมั่นในความรักอันเปี่ยมล้นแม้จะพลาดหวังมานักต่อนัก ด้วยวิถีความรักอันสุดเพี้ยนของเขาทำให้เขามักตกหลุมรักกับผู้หญิงแบบผิดที่ผิดเวลาอย่างน่าประหลาด (ก็เล่นไปหลงรักตอนไปทำคดีเอาเสียทุกที) และที่สำคัญคือ "ผิดคน" จนกลายเป็นว่าทุกคนที่เขารู้สึกดีด้วยนั้นจะมาพร้อมกับประวัติอาชญกรรมไปซะอย่างนั้น สุดท้ายทุกๆ ครั้งเขาจึงต้องไขคดีอาชญกรรมและต้องจับกุมคนที่ตกหลุกรักอยู่ร่ำไป การดำเนินเรื่องของ Unubore Deka จึงเป็นการดำเนินเรื่องสืบสวนประเภทจบในตอน เปิดเรื่องด้วยคดีต่างๆ (มักเป็นฆาตกรรม) ตัวละครอุนุโบเระไปเจอกับผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นหญิงสาวสวยจนตกหลุมรัก ก่อนจะไขปริศนาออกด้วยสัญชาติญาณตำรวจ และหยิบยื่นทางเลือกให้กับคนร้ายในตอนจบว่า "จะแต่งงานกับผม หรือจะถูกจับกุม"

greenconcertoposter1-1

Green Concerto: รักโลกกันแบบญี่ปุ่นอินดี้ (B)

ท่ามกลางโลกที่กำลังร้อนขึ้นทุกวัน คงจะดีไม่น้อยถ้าเราจะมีอะไรสักอย่างมาชะโลมใจให้เราเย็นลงและมองสิ่งรอบข้างด้วยความรู้สึกยิ้มแย้มโดยที่ไม่ต้องอาศัยอะไรโฉ่งฉ่างมากนัก Green Concerto จาก Life Theatre ผลงานเขียนบทและกำกับของโชโกะ ทานิกาวะ ศิลปินชาวญี่ปุ่นที่ทำงานอยู่เมืองไทยจนหลายคนคิดว่าเขาเป็นพลเมืองที่นี่ไปแล้วก็เป็นงานละครเวทีที่ดูเพลินๆ อบอุ่นในสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของเขา และก็พอให้เราหยิบคว้าอะไรบางอย่างติดกลับไปให้รักโลกกันบ้างหลังละครจบ เหตุการณ์ของ Green Concerto เกิดขึ้นในห้องชมรมสิ่งแวดล้อมแห่งหนึ่ง นักศึกษาเพลย์บอยคนหนึ่งนั่งรอคู่ของเขาโดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมพูดคุยแกมขัดขาอยู่เรื่อยๆ จากนั้นตัวละครต่างๆ ก็ทยอยเข้ามาในห้อง ตั้งแต่เฮียร้านก๋วยเตี๋ยวข้างมหาวิทยาลัย นักศึกษาสาวประธานชมรม อาจารย์อีกคนที่ขอเข้ามานั่งรออาจารย์สาว จนไปถึงเมียของเฮียที่หนีออกจากบ้านไปก่อนหน้านี้ และเรื่องวุ่นๆ (มั้ง) ปนความรู้การอนุรักษ์โลกก็เกิดขึ้นในชมรมนี่แหละ เส้นเรืื่องหลักของ Green Concerto นับว่าบางมากพอสมควรชนิดคนดูอาจจะงงๆ กันได้ว่าสรุปแล้วเรื่องนี้จะให้

Screen shot 2011-07-01 at 1.21.59 AM

ทวิภพ เดอะมิวสิคคัล: ละครตายทั้งเรื่องเอาความหล่อปิดไม่มิด (D)

คงแทบจะไม่มีใครคัดค้านกับความคิดที่ว่าละครที่ดีไม่สามารถมาจากบทที่ไม่ดีได้ ซึ่งผลงานที่ผ่านมาของ Scenario ก็ประสบปัญหาในเรื่องบทละครมาโดยตลอดแต่ก็ไม่สามารถแก้ไขหรือพัฒนาให้ดีขึ้นได้ ซ้ำร้ายยิ่งกว่าเมื่อทวิภพ เดอะมิวสิคคัล ที่นำมาเปิดแสดงใหม่อีกครั้งหลังจากเคยเป็นที่กล่าวขวัญเมื่อหลายปีก่อนแล้ว กลับถอยหลังเข้าคลองด้วยการที่บทละครฉบับใหม่ที่ไม่ได้แสดงถึงความเข้าใจในวรรณกรรม “ทวิภพ” เลยแม้แต่น้อย แถมซ้ำร้ายที่มันส่งผลต่อเนื่องให้ละครเวทีเวอร์ชั่นนี้แทบจะทำลายความงามและแก่นเรื่องเสียย่อยยับจนหากใครไม่เคยรู้จักทวิภพมาก่อนอาจจะถึงขั้นสงสัยได้เลยว่านี่หรือคือนวนิยายที่ถูกยกย่องว่าดีที่สุดเรื่องหนึ่งของทมยันตี เรื่องของทวิภพ เดอะมิวสิคคัลฉบับใหม่นั้นยังคงเดินเรื่องตามทวิภพแบบนวนิยายโดยเริ่มที่เมนี่ (มีเรีย เบเนเดดตี้) สาวยุคใหม่ทันสมัยที่มักมีปัญหากับแม่แล้วบังเอิญต้องตากับกระจกบานหนึ่งจนซื้อมาไว้ที่บ้าน แต่แล้วกลับกลายเป็นว่ากระจกบานนั้นทำให้เธอสามารถเดินทางข้ามเวลาไปสู่สมัยรัชกาลที่5 และได้พบกับคุณหลวงอัครเทพวรากร (ปกรณ์ ลัม) และครอบครัวซึ่งประกอบไปด้วยคุณหญิงแสร์ (โฉมฉาย ฉัตรวิไล) และคนรับใช้ตัวดีอย่างม้วน (ปวันรัตร์ นาคสุริยะ) การปรากฏตัวของเมนี่ (มณีจันทร์) ทำให้เกิดเรื่องราวขึ้นในโลกอดีต แต่ขณะเดียวกันเธอก็จะต้องถูกดึงตัวกลับมาปัจจุบันในทุกครั้งที่กระจก

Transformer 3

Transformers 3: จบๆ ไปได้ซะก็ดี (C)

ครั้งหนึ่ง South Park ซีรี่ย์ Animation สุดแสบเคยนำ Michael Bay มาล้อเลียนว่าเขาทำหนังที่เต็มไปด้วยแอ๊คชั่นระเบิดภูเขาเผากระท่อมแต่ไร้ซึ่งไอเดีย และแล้ว Transformers 3: Dark of the Moon ก็เป็นหนังที่ยืนยันว่าสิ่งที่ South Park พูดเสียดสีนั้นไม่ได้ไกลเกินจริงเลย เพราะ Transformer 3 กลายเป็นหนัง Action ที่แถไถตัวเองให้ได้กลายเป็นหนังโดยขาดซึ่งไอเดียและเนื้อเรื่องที่ดูเข้าท่า โดยหวังเพียงให้แค่ CG

inside-job

Inside Job: ความโสมมของวอลสตรีท (B+)

ก่อนหน้านี้มีหนังของ Michael Moore อย่าง Capitalism: A Love Story ออกมาตีแผ่ภาวะวิกฤตการณ์ทางการเงินครั้งสำคัญของโลกช่วงปี 2008-2009 ซึ่งก็ทำออกมาได้ดุดัน ก้าวร้าว ตามสไตล์ของ Moore จนไม่แปลกที่หลายคนจะมองว่าค่อนข้างเป็นอคติและสุดโต่งอยู่เสียหน่อย ในอีกทางหนึ่ง Inside Job หนังสารคดีรางวัลออสการ์ปี 2010 ก็นำประเด็นวิกฤติการณ์ทางการเงินมาตีแผ่เช่นเดียวกัน แต่คราวนี้ Charles Ferguson เลือกจะตีแผ่แบบ "สุภาพชน" แต่ "กรีดลึก" ลงไปถึงที่มา

Screen shot 2011-06-26 at 12.24.32 PM

I SEA: ทะเลที่เรื่อยๆ มาเรียงๆ (B)

คงน่าสนใจไม่น้อยถ้าเราจะเห็นสองนักแสดงหญิงในวงการละครเวทีอย่าง สินีนาฏ เกษประไพ และฟารีดา จิราพันธุ์ ลุกขึ้นมาแสดง Performance ที่ไม่เรียกว่า "ละคร" กับเขาบ้าง โดย I Sea เป็นงานแสดงเดี่ยวของทั้งสองคนโดยเชื่อมโยงกับประเด็นบางอย่างไว้ด้วยกัน และด้วยการที่เป็นคนที่วนเวียนอยู่ในวงการละครอยู่แล้ว งานแสดง I Sea ก็นับว่าเป็นงานที่ดี สวยงาม ลื่นไหล แต่ก็น่าเสียดายที่มันอาจจะไม่ได้น่า "หลงใหล" มากสักเท่าไรนั่นแหละ FLOTsam ของ ฟารีดาเริ่มด้วยหญิงคนหนึ่งเต้นแร้งเต้นกา ถือถุงขยะมาเถบนเวที ชวนคนดูให้ลุกขึ้นมาร่วมเต้นกับเธอจนเราอาจจะเผลอคิดไปเลยว่า "ทำบ้าอะไรกัน" และแล้วหญิงบ้าคนนั้นก็จู่ๆ

Screen shot 2011-06-25 at 10.40.16 PM

Arrietty: โลกเล็กๆ แสนมหัศจรรย์ของ Ghibli (B+)

Studio Ghibli น่าจะเป็นสตูดิโอสร้าง Animation ที่ดังที่สุดสตูดิโอหนึ่งไม่แพ้ Pixar อันมาจากเอกลักษณ์และผลงานอันลือชื่อในสมัยก่อนอย่าง Princess Mononoke, Spirited Away, Howl's Moving Castle ซึ่งหลายคนมักจะจำได้กับผู้กำกับชื่อดังอย่าง Hayao Miyazaki คำถามที่หลายๆ คนก็อดคิดไม่ได้ว่าหากเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ Miyazaki ทำ Animation แล้วนั้น หนังเรื่องดังกล่าวจะยังคงคุณภาพอยู่ในระดับสูงได้เหมือนกับที่ผู้ก่อตั้งสามมรถทำไว้ได้หรือไม่ ซึ่ง Arrietty ภายใต้การกำกับของ Hiromasa Yonebayashi

Green Lantern 2011 International Trailer 3 Exclusive HQ 1080p.mov_snapshot_00.55_[2011.06.08_19.36.27]

Green Lantern: (หนัง)ฮีโร่ที่ไร้พลัง (C+)

พลังพิเศษที่มากับจินตนาการ บ่อเกิดจากความกล้าที่จะเอาชนะความกลัวอันเป็นปมของมนุษย์ ฟังดูเป็นวัตถุดิบของพล็อตที่ดูยิ่งใหญ่ น่าสนใจ และทรงพลัง แต่ด้วยกระบวนการเล่าเรื่องของ Green Lantern กลับทำให้ทุกอย่างที่กล่าวมานั้นเป็นสิ่งที่ฉาบฉวย ไร้น้ำหนักและเลื่อนลอยพอๆ กับฮาล จอร์แดนในเวอร์ชั่นหนังที่เป็นฮีโร่แบบไร้มิติ ได้แค่บินไปตามเรื่องรอให้ถึงฉากจบ จากการ์ตูนสุดดังของ DC Comic ที่ชื่อเดียวกัน Green Lantern เล่าถึงจุดเริ่มต้นของฮาล จอร์แดน นักบินเครื่องบินขับไล่ผู้มีปมอดีตกับการสูญเสียพ่อไป แต่ด้วยชะตากรรมทำให้แหวนแห่ง Green Lantern เลือกเขาเพื่อรับหน้าที่ผู้พิทักษ์จักวาลต่อจากเจ้าของเดิมผู้ถูกทำร้ายจนใกล้ตายด้วยฝีมือของปีศาจร้ายที่มีพลังมหาศาลนามพาลาแล๊กซ์ ฮาลจึงต้องเรียนรู้วิธีใช้พลังใหม่ของเขาเพื่อปกป้องโลกจากพาลาแล๊กซ์ที่กำลังมุ่งหน้ามากลืนกินโลก อีกทั้งยังต้องรับศึกกับนักวิทยาศาตร์ที่บังเอิญได้รับพลังจากพาลาแล๊กซ์จนกลายเป็นศัตรูตัวร้ายที่มีพลังจิตร้ายแรงยิ่งกว่าใคร เส้นเรื่องของ Green

Powered by Free Wordpress Themes