All posts by nuttaputch
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่กับ…..ฉัน: การเข้าใจผ่านความทรงจำ (B)
หากเราพยายามย้อนเวลาและความทรงจำกลับไปยังวัยที่ยังไร้เดียงสา หนึ่งในภาพที่หลายๆ คนจะจำได้คือการได้จับมือและโอบกอดกับพ่อและแม่เมื่อครั้นยังเด็ก แต่เมื่อเราหมุนเวลากลับมา เราก็อาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเมื่อไรกันนะ ที่ความไร้เดียงสาของเรานั้นหายไป พร้อมๆ กับอ้อมกอดที่เราเคยโอบให้กับพวกเขานั้นแปรเปลี่ยนเป็นความห่างเหินระหว่างวัย และกว่าจะรู้ตัว ช่องว่างที่เกิดขึ้นก็บดบังรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่เราเคยให้พวกเขาในวัยเด็กแม้ว่าจะยังมี “ความรัก” อยู่ก็ตาม “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่กับ….ฉัน” ละครเวทีเรื่องล่าสุดจาก New Theatre Society ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก The Joy Luck Club ด้วยฝีมือการสร้างสรรค์ของปานรัตน กริชชาญชัย ก็เป็นหนึ่งในละครเวทีที่พาให้เรากลับไปสัมผัสความทรงจำในอดีตและหวลหาคำตอบที่ยังค้างคาอยู่ในกาลเวลาที่ลืมเลือนผ่านประสบการณ์และเรื่องราวของผู้หญิงสามคน อาม่า แม่ และก็ลูก โดยเฉพาะกับผู้เป็นแม่ ซึ่งเคยผ่านบทบาทของการเป็นลูกก่อนจะมาสู่การเป็นแม่เมื่อเวลาผ่านไป ละครเปิดเรื่องในวันที่ลูกสาวโตเป็นใหญ่พร้อมที่จะแต่งงานกับคนที่เธอหมายปอง แต่แล้วก็มาถึงช่วงเวลาที่เธอลำบากใจกับการต้องเผชิญหน้ากับแม่ของเธอที่เธอพยายามเลี่ยงมาตลอดด้วยเหตุผลที่แม่ของเธอนั้นเหมือนคู่ต่อสู้ที่เธอเอาชนะไม่เคยได้ การไม่เข้ากันประกอบกับความเหินห่างและการเฉือดเฉือนปนความเบื่อหน่ายทำให้แม่กับลูกกลายเป็นเหมือนคู่กัดมากกว่าจะเป็นคู่รัก แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็หารู้ไม่ว่าในมุมหนึ่งแล้ว แม่ของเธอก็มีอะไรบางอย่างที่แอบซ่อนไว้ภายใต้ใบหน้าที่สูงอายุเช่นเดียวกับความทรงจำที่แม่มีต่ออาม่า วันเวลาในอดีตที่แม่ก็เคยเป็นลูกรักแต่ก็ต้องทะเลาะกับอาม่าจนหมางเมินไม่ต่างกัน ความทรงจำของผู้หญิงสามคนนี้ร้อยเรียงปะติปะต่อเชื่อมกันและพาเราค้นหาไปกับความรู้สึกที่หายไประหว่างเรากับผู้เป็นแม่ หากจะว่าไปแล้ว …
Rise of the Planet of the Apes: ดาบนั้นคืนสนอง (B)
ความอหังการ์ของมนุษย์อันนำไปสู่ความย่อยยับของชาติพันธุ์นั้นมีอยู่ในตำนานและวรรณคลาสสิคอยู่นับไม่ถ้วน แน่นอนว่า Planet of the Apes ก็เป็นหนึ่งในซีรี่ย์ที่มีเค้าโครงเกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าวและถูกนำมาสร้างกว่า 6 ภาคไปแล้ว (5 ภาคที่เกี่ยวเนื่องกันและอีกหนึ่งภาคที่แหวกแนวของทิม เบอร์ตั้น) ซึ่ง Rise of the Planet of the Apes อันเป็นภาคล่าสุดนี้ ก็กลายเป็นปฐมบทของซีรี่ย์นี้ได้อย่างหนักแน่น ดุดัน แถมยังชูประเด็นให้เหล่ามนุษย์ที่นั่งดูได้สะอึกกันเลยทีเดียว วิล (เจมส์ ฟรังโก้) เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามทดลองยาเพื่อรักษาอาการอัลไซเมอร์ให้ได้ การทดลองของเขาจึงจำเป็นต้องใช้ลิงชิมแปนซีมาทดลองเชื้อไวรัสที่ถูกพัฒนาขึ้น
นิชินสกี้ สยาม แสดงครั้งแรกในเมืองไทย หลังทัวร์ยุโรป
คณะพิเชษฐ กลั่นชื่น แดนซ์ คอมพานี (Pichet Klunchun Dance Company) ร่วมกับ ภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเชิญชมการแสดงนาฏยศิลป์ร่วมสมัย เรื่อง นิชินสกี้ สยาม (Nijinsky Siam) เปิดเทศกาลศิลปะการละครนานาชาติ (World Performances @ Drama Chula) ณ ศูนย์ศิลปการละคร สดใส พันธุมโกมล โรงละครแห่งใหม่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าสยาม
วาชลาฟ นิชินสกี้ (Vaslavผู้หญิงข้างๆ: เทคนิคที่ยังต้องพัฒนา (B-)
การที่จะหาคำตอบหรือเข้าใจชีวิตคนๆ หนึ่งหรือแม้แต่ตัวเราเองได้นั้น สิ่งที่จำเป็นต้องล้วงลงไปเพื่อนำออกมามองก็คงไม่พ้นช่วงต่างๆ ของชีวิตที่จะทำให้เราได้เห็นมุมมอง ที่มาที่ไป ก่อนจะนำไปสู่การเข้าใจตัวบุคคลนั้นๆ เช่นเดียวกับการอ่านอัตชีวประวัติคนๆ หนึ่ง รวมไปถึงการเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ในละครที่นำพาผู้ชมไปสู่การรู้จักตัวละครที่พัฒนาตามเส้นเรื่องก่อนจะเรียนรู้อะไรบางอย่างในตอนท้ายที่สุด "ผู้หญิงข้างๆ" ของ 4DARUMA ก็เป็นหนึ่งในละครอีกเรื่อง ที่นำไอเดียของการนำ "ช่วงชีวิต" ของตัวละครมาตีแผ่ให้คนดูได้รู้จักชีวิตของคนๆ หนึ่งมากขึ้น แถมยังใช้กลวิธีบางอย่างที่น่าสนใจ เพียงแต่มันอาจจะยังไม่ลงตัวอย่างมีประสิทธิภาพได้ ธงชัย ชายหนุ่มอายุย่างเข้าเลขสามแต่ยังสับสนกับชีวิตว่าอะไรคือเป้าหมายและเส้นทางที่ตัวเองควรจะเดินกันแน่ เรื่องราวของเขาถูกเล่าผ่านประสบการณ์ระหว่างเขากับผู้หญิงสี่คนที่เข้ามาในชีวิต และนั่นทำให้เราได้รู้จักเขามากขึ้นทีละนิดๆ ตั้งแต่เพื่อนซึ่งเป็นอดีตแฟนเก่าที่ยังคงคาราคาซังกับความรู้สึก หญิงสาวเสิร์ฟที่แอบมาชอบในวันที่เขาไปกินอาหารที่ร้าน แม่ซึ่งคอยเป็นห่วงและคาดหวังกับอนาคตของเขาที่ดูจะเอาเรื่องเอาราวไม่ได้ และคู่นอนที่หวังจะสนุกกับเพศสัมพันธ์แต่ก็ล่มไม่เป็นท่าเพราะผิดตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งหมดนี้ถูกร้อยเรียงรวมเป็นเรื่องเดียวให้ผู้ชมได้เห็นมิติต่างๆ ของตัวละครเพื่อที่จะเข้าใจ
นังเหมียวย้อมสี: เปะเปะ ไม่เคลียร์ ไม่ชัดเจน (C-)
โรแมนติกคอมเมดี้น่าจะเป็น Genre หนึ่งที่คนดูทั่วไปชอบจนทำให้เกิดหนังและละครหลายเรื่องมานักต่อนัก นังเหมียวย้อมสีก็เป็นหนึ่งในละครที่ประสบความสำเร็จในยุคสมัยของมณเฑียรทองเธียเตอร์ ซึ่งดร. เสรี วงศ์มณฑาก็นำกลับมาแสดงอีกครั่้งในปัจจุบัน พร้อมกับสอดแทรกปรับเปลี่ยนบางอย่างให้มีความทันสมัยและแอบหยิกสังคมวันนี้ แน่นอนว่าหลายๆ ส่วนก็คงเป็นที่โดนใจกับมุกตลกและการวิพากษ์กระแสต่างๆ ของสังคม แต่ถึงกระนั้น นังเหมียวย้อมสีในวาระพ.ศ.นี้กลับไม่ได้แสดงให้เห็นถึงเชิงชั้นของละครเวทีที่น่าจดจำอะไรนักแถมออกจะเสียศูนย์จากส่วนผสมที่แปลกประหลาดไม่ลงตัวเสียมากกว่า บุญมา หญิงสาวจากสลัมได้บังเอิญพบเจอกับ ศ.ดร. ระเด่นและแม่จนเกิดความหวังที่จะเรียนรู้ชีวิตของผู้ดีเพื่อตามหาความฝันของตัวเอง ด้วยคำท้าทายจากระตีผู้เป็นแม่ ทำให้ระเด่นตัดสินใจรับบุญมามาอยู่ที่บ้าน ฝึกปรือให้พูดด้วยสำเนียงผู้ดีแทนที่จะเป็นสำเนียงร้อยเอ็ดที่ติดตัวมาแต่กำเหนิด หลังจากเวลาผ่านไปได้หลายเดือน บุญมาก็สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองจากสาวสลัมให้กลายเป็นสาวสวยในมาดผู้ดีสูงศักดิ์จนคนในสังคมไฮโซจับไม่ได้ แต่ความสำเร็จดังกล่าวนั้นกลับส่งผลต่อบุญมาเองเมื่อเธอพบว่าเธอไม่ใช่บุญมาคนเดิมอีกต่อไป ที่ที่เธอเคยอยู่ก็ไม่ใช่บ้านที่เธอกลับอยู่ได้ อีกทั้งเมื่อครบกำหนดสัญญาแล้ว เธอก็ต้องออกจากบ้านของระเด่นโดยยังไม่รู้ว่าจุดมุ่งหมายต่อไปคือที่ใด และที่สำคัญคือความรู้สึกที่เธอและระเด่นมีให้กันนั้นแท้จริงแล้วเป็นอย่างไรกันแน่ ถ้าเรามองโดยรวมแล้ว นังเหมียวก็พยายามพูดถึงเรื่องรักจากสังคมที่แตกต่างกันโดยใช้ตัวละครอย่างบุญมาเป็นตัวเดินเรื่องให้ได้ประสบพบกับเหตุการณ์ต่างๆ รวมทั้งได้เรียนรู้จากการเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อนจะพบว่าการเป็นผู้ดีที่เธอเคยฝันไว้นั้นไม่ได้ให้ความสุขที่แท้จริงกับเธอเลย ภาพลักษณ์ภายนอกที่เปลี่ยนไปอาจจะดึงดูดคนให้เข้ามาสรรเสริญชมเชย
Directed by Janaprakal: มิติใหม่ของ(การชม)การแสดง (B+)
ยามปรกติที่เราไปดูละครหรือการแสดงสักเรื่อง เราคงมักถูกบอกให้ทำการปิดอุปกรณ์สื่อสารและใช้สมาธิในการ "ชมการแสดง" และหากใครสักคนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาใช้ก็คงถูกประนามว่าผิดมารยาทอยู่มิใช่น้อย แต่ดูเหมือน Directed by Janaprakal หรือ "ชนประคัลภ์กำกับ" โดยพิเชษฐ กลั่นชื่นจะมาแหวกแนว เพราะเชิญชวนให้ผู้ชมเปิด Facebook ผ่านอุปกรณ์ของตัวเองแล้วโต้ตอบกับการแสดงแบบสดๆ ขึ้นจอด้านหลังเวทีแบบที่เรามักเห็นกันในรูปแบบ Social Media Wall ตามงานสัมนาเทคโนโลยีทุกวันนี้ แน่นอนว่าสำหรับบางคนที่ชื่นชอบเทคโนโลยียุคใหม่อยู่แล้วอาจจะไม่รู้สึกแปลกใหม่อะไร แต่สำหรับการแสดงสดแล้วนับว่าน่าสนใจพอสมควร และมันเชิญชวน ท้าทาย ให้เราได้คิดอะไรบางอย่างที่เราไม่เคยคิดกับการแสดงเรื่องก่อนๆ ตั้งแต่ก่อนเริ่มการแสดง เราจะได้เห็นจอภาพสองจออยู่ด้านหลังของเวที จอหนึ่งเป็นจอสำหรับการถ่ายทอดสด อีกจอหนึ่งเป็นหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่กำลังเปิด Facebook
Captain America: The First Avenger – พลังของวีรบรุษ (B)
คงน่าคิดไม่น้อยว่าฮีโร่คนแรกๆ ของ Marvel อย่าง Captain America จะถูกนำมาสร้างตามหลังฮีโร่ขึ้นๆ ในรูปแบบไหน และจะหามุมใดที่แตกต่างคนๆ อื่นๆ ที่กรุยทางไปก่อนหน้านี้ในขณะที่ Captain America น่าจะเป็นฮีโร่ที่ "ไร้พลัง" ที่สุดเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ซึ่งบทสรุปที่ได้ก็คือ Captain America: The First Avenger กลายเป็นหนังแอ็คชั่นที่ตื่นตาตื่นใจพอประมาณ และพ่วงด้วยการผูกบทแบบฉลาดๆ ให้เราได้ฮึกเหิมกับความเป็น "วีรบรุษ" ของ Captain
GANTZ: มาแต่เนื้อ รสไม่มา (B-)
แม้ว่าชาติญี่ปุ่นจะขึ้นชื่อกับการเอาวัตถุดิบชั้นเยี่ยมที่เรียกว่าการ์ตูนมารีเมคใหม่เป็นเวอร์ชั่นภาพยนตร์หรือละครจนโด่งดังมาแล้วหลายเรื่อง แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกเรื่องจะประสบความสำเร็จหรือทำออกมาได้ดีเสมอไป เพราะบางเรื่องที่แม้การ์ตูนจะยอดเยี่ยมมากแค่ไหน แต่พอถ่ายทอดออกมาเป็นเวอร์ชั่นภาพยนตร์คนแสดงกลับทำได้ "ไม่ถึง" อย่างที่คนอ่านคาดหวังไว้ GANTZ เองก็ตกอยู่ในกรณีดังกล่าวด้วยเช่นกัน จากการ์ตูน Sci-Fi อันโด่งดังพร้อมกับคำสรรเสริญจากนักอ่านมากมายว่าล้ำจินตนาการและมันส์แบบถึงพริกถึงขิง GANTZ ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์คนแสดงโดยพยายามเดิมตามเค้าโครงเดิมที่ว่าด้วยคุโรโนะ เด็กหนุ่มที่ดูไร้จุดหมายกับชีวิตพอๆ กับความไม่เอาไหนของตัวเอง แต่ด้วยความบังเอิญทำให้เขาพบกับคาโต้ เพื่อนวัยเด็กที่ฉุดเขาเข้าไปร่วมช่วยคนที่ตกจากชานชลารถไฟ การช่วยเหลือดังกล่าวทำให้เขากับคาโต้ถูกรถไฟชนตายก่อนที่จะลืมตาขึ้นมาอีกครั้งและพบว่าถูกพามายังอพาร์ทเมนต์แห่งหนึ่ง ที่ซึ่งพวกเขาได้พบกับ GANTZ ลูกบอลดำๆ กลางห้องที่กุมชะตาชีวิตหลังความตายของพวกเขาไว้ คุโรโนะกับคาโต้ได้พบกับคนอื่นๆ ที่ประสบชะตาคล้ายๆ กัน กล่าวคือเหมือนเพิ่งเสมือนผ่านความตายกันมา แต่ก่อนที่ทุกคนจะรู้อะไร พวกเขาก็ต้องเข้าร่วมใน "เกม" ไล่ล่าฆ่ามนุษย์ต่างดาวเพื่อสะสม "คะแนน"
The Return of Wanthong: เล่าใหม่ให้สวยงามและท้าทาย (B)
เรื่องเล่าของขุนช้างขุนแผนนั้นอาจจะเป็นสิ่งที่เราเคยได้ยินกันมานานตั้งแต่สมัยยังเด็กว่าด้วยสายสัมพันธ์ของเพื่อนในวัยเด็กก่อนต่อมาเป็นความรักและการต่อสู้อันเต็มไปด้วยจินตนาการของอิทธิฤทธิ์ เวทย์มนต์ แน่นอนว่าผู้ที่ชื่นชอบวรรณคดีไทยย่อมรู้จักวรรณคดีเรื่องนี้เป็นอย่างดี และในเรื่องราวอันยาวเหลือเกินของขุนช้างขุนแผนนั้น ก็มีหลายเหตุการณ์หรือหลายประเด็นที่ต้องตาและโดนใจคนบางคนอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเกี่้ยวพาราสีระหว่างพลายแก้วกับนางวันทอง การเสกอาคมกองทัพของขุนแผน ฯลฯ จนนำไปสู่การสร้างใหม่ในสื่อต่างๆ อย่างเช่นการ์ตูน ละคร และภาพยนตร์แต่คงมีน้อยคนที่จะเอะใจกับเรื่องราวเล็กๆ ในวรรณคดีเรื่องนี้อย่างที่ประดิษ ประสาททอง ศิลปินศิลปาธรสาขาศิลปะการแสดงคนแรกของประเทศไทยเลือกหยิบมานำเสนอ เพราะ The Return of Wanthong นำเรื่องราวในของจมื่นไวยวรนาถ (พลายงาม-พระไวย-ลูกชายของขุนแผน) ที่ต้องเผชิญหน้ากับปีศาจวันทอง กลับมาเล่าและตีความใหม่ในประเด็นที่เราอาจจะคาดไม่ถึงกันเลยทีเดียว เหตุการณ์ใน The Return of Wanthong เริ่มต้นที่พระไวยเดินทางมาถึงป่าแห่งหนึ่งและเริ่มนึกถึงความทรงจำเมื่อครั้งยังหนุ่ม
พุ่มพวง: น่าเสียดายแสงของดวงจันทร์ (B-)
การนำชีวิตของคนๆ หนึ่งมาเล่าให้อีกครั้งบนแผ่นฟิลม์อาจจะเป็นเรืื่องน่าเบื่อหากคนๆ นั้นไม่มี "เรื่อง" ที่น่าสนใจเพียงพอ แต่ในทางกลับกัน หากคนๆ นั้นมี "มิติ" ที่มากมายและลึกซึ้งมากพอๆ กับความเข้มข้นของชีวิตแล้วล่ะก็ ชีวิตของคนๆ นั้นก็น่าจะเป็นวัตถุดิบชั้นดีของการทำภาพยนตร์เรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้ "พุ่มพวง" ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากชีวิตจริงของ "พุ่มพวง ดวงจันทร์" ราชินีลูกทุ่งในความทรงจำของคนไทยยุคหนึ่งก็เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่มี "เรื่อง" ชั้นเยี่ยมอันเกิดจากตัวบุคคลคือพุ่มพวง ดวงจันทร์ ตลอดจนคนรอบข้างอย่างธีระพล แสนสุข (แฟนคนแรกของพุ่มพวง) และน่าจะกลายเป็นวัตถุดิบอย่างดีสำหรับการพัฒนาเป็นภาษาภาพยนตร์ได้ แต่น่าเสียดายว่า "พุ่มพวง" ในแบบฉบับของบัณฑิต ทองดีนั้น
Thailand Opera and Musical Theater Company (TOMC)
สำนึกรับผิดชอบกับอิทธิพลทางความคิด
ในช่วงหลายวันนี้มีความคิดหลายอย่างรบกวนใจผมเรื่อยมา ก่อนที่เมื่อคืนจะเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่จุดให้ผมเกิดการรวบรวมความคิดและเขียนออกมาในบทความนี้ สิ่งแรกๆ ที่ช่วงนี้ผมเจอเป็นพิเศษคือการครหาของการเป็นนักวิจารณ์ ว่าดีแต่เขียน ดีแต่ว่าคนอื่น มีอำนาจอะไรไปตัดสินและวิจารณ์คนอื่น โดยจะว่าไปแล้ว ก็เป็นเรื่องที่มักประสบพบเจอกับการเป็นนักวิจารณ์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่นักประชาสัมพันธ์แบบที่หลายคนเป็นกัน อีกปัจจัยหนึี่งคือเรื่องของพฤติกรรมที่ผมเฝ้าสังเกตในโลกอินเตอร์เนตโดยเฉพาะเครือข่ายสังคมอย่าง Twitter และ Facebook ที่ทำให้ผมรู้สึกเหนื่อยหน่ายพร้อมกับตั้งข้อสงสัยกับหลายๆ คนท่ีีถูกขนานนามว่า "ผู้ทรงอิทธิพล" กับการกระทำบางอย่างที่อาจจะขัดหูขัดตาในความคิดของผม เช่นการใช้อำนาจและพื้นที่ของตัวเองเปิดเวทีโจมตีสิ่งที่ตัวเองไม่พอใจ หรือการเอามาแสวงหาผลประโยชน์แบบเกินงาม ฯลฯ สองอย่างนี้ดูจะไม่ไปด้วยกันเสียสักเท่าไร แต่หลังจากที่เมื่อคืนวันที่ 21 กรกฏาคมที่ผ่านมาผมได้ไปร่วมเสวนาวงนักวิจารณ์ละครเวทีแล้วพูดประเด็นบางอย่าง มันก็จุดให้ผมมองเห็นว่ามันเชื่อมต่อกันอย่างน่าประหลาด แถมกลับกลายเป็นกระจกสะท้อนความล้มเหลวบางอย่างในสังคมไทยที่เติบโตแบบกลวงโบ๋ เน้นภาพภายนอกที่ฉาบฉวยแต่ด้านในกลับเน่าเฟะ เรื่อบมันเกิดขึ้นระหว่างการสนทนาเกี่ยวกับละครที่เพิ่งจบไป มีประเด็นหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในการสนทนาของนักวิจารณ์ว่าถ้าดูไม่รู้เรื่องและจะเขียนวิจารณ์อย่างไร? การถกเถียงวิธีการเขียนบทวิจารณ์เป็นไปอย่างเร่าร้อนแต่ก็สนุกสนาน ก่อนที่มีประโยคหนึ่งโพล่งขึ้นมา "ส่วนหนึ่งมันเป็นสำนึกของผู้วิจารณ์ที่รับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองได้วิจารณ์ไป" จู่ๆ คำพูดดังกล่าวก็วิ่งเข้ามาในความรู้สึกของผมและทำให้ผมรู้สึกถึงความคิดบางอย่างที่เกิดขึ้นมา สื่งเหล่านี่ปะติปะต่อกับประสบการณ์การถูก
Betrayal: รักทรยศ – หลุมเหมือนจะลึกแต่ล้วงตื้นไป (B-)
เวลาที่เราพูดกันถึง Harold Pinter ซึ่งเป็นนักเขียนบทละครชื่อดังของยุโรปที่ได้รับรางวัลโนเบลนั้น งานชิ้นที่หลายคนพอจะคุ้นๆ กันก็ย่อมมี Betrayal เข้าไปรวมในนั้นด้วย (นอกนั้นคือ The Birthday Party และ The Home Coming) ด้วยเหตุของความแยบยล วิธีการคิดและวิธีเล่าของบทละครที่น่าทึ่ง ซึ่งเหมาะแก่การศึกษาและชมในการแสดงจริงอยู่ไม่น้อย และก็คงเป็นโอกาสดีที่ Demo Classic Project ของโรงละครเล็กๆ แต่อบอุ่นอย่าง Democrazy Studio จะนำ Betrayal
Paul: ฮาแสบๆ แบบต่างดาว (B-)
เวลาพูดชื่อ Simon Pegg และ Nick Frost แล้ว เราอาจจะนึกถึงหนังแสบๆ อย่าง Shaun of the Dead และ Hot Fuzz ที่เรียกเสียงฮาแบบมีชั้นเชิงเก๋ๆ ภายใต้ฝีมือการกำกับของ Edgar Wright แต่เมื่อ Paul คืองานหนังที่ทั้งสองคนยังแสดงนำแต่ออกมาสู่การกำกับของคนอื่นอย่าง Greg Mottola (Superbad) การเสียดสีและมุกตลกแสบๆ ก็ยังคงสไตล์แบบเดิมในบทหนัง
The Lost Bladesman – กวนอูฉบับไร้เครา (C+)
กวนอู เป็นหนึ่งในตัวละครที่คนรู้จักมากที่สุดในสามก๊กพร้อมกับความเลื่องชื่อในคุณธรรมและความจงรักภักดีจนกลายเป็นความเชื่อและเทพเจ้าให้แสดงความเคารพนับถือมาจนปัจจุบัน แน่นอนว่าก็คงไม่แปลกถ้าจะมีการนำเรื่องราวของกวนอูมาทำเป็นหนัง พอๆ กับที่ก่อนหน้านี้เคยมีการนำเรื่องราวของจูล่งทำมาก่อนแล้ว (นำแสดงโดยหลิว เต๋อ หัว) แต่ดูเหมือนในรูปแบบตามนวนิยายสามก๊กจะไม่โดนใจ เฟลิกซ์ ซอง และ อลัน มัก (Infernal Affiairs) เสียสักเท่าไร เลยนำมาตีความใหม่ พร้อมกับปรับให้มีความเป็นดราม่ามากขึ้น น่าเสียดายที่การตีความใหม่นั้น แม้จะดูน่าสนใจ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เกิดมุมมองใหม่ที่มีพลังได้แต่อย่างใด เรื่องราวของ The Lost Bladesman (สามก๊ก เทพเจ้ากวนอู) จับความตอนที่กวนอูมาอยู่กับฝั่งโจโฉหลังจากที่ทัพเล่าปี่ถูกตีแตก แต่เมื่อทราบว่าเล่าปี่นั้นอยู่กับอ้วนเสี้ยว
















Recent Comments