All posts by nuttaputch
F_CK ทอง: ยึดถือไว้ทำไม? (B)
ในสูจิบัตรของ B-Floor มีการพูดถึง F_CK ทอง ของดุจดาว วัฒนปกรณ์ บุญใหญ่ ไว้ว่าเป็นการตั้งคำถามว่าทำไมเราต้องมีศาสนา หรือทุกวันนี้ศาสนาอาจจะเป็นบทบาทใหม่ที่เราไม่คาดคิดก็ได้ และนั่นก็คงเป็นโจทย์ที่ต่อยอดเป็นการแสดงโดยใช้ร่างกายเป็นภาษาถ่ายทอดความคิดดังกล่าวให้กับเรา F_CK ทองเริ่มด้วยภาพของนักแสดงชายหญิงอยู่ในห้องที่มีการขึงโครงสร้างเชือกไว้กึ่งกลาง ทั้งสองเริ่มเคลื่อนไหวและค้นหาทางของตัวเองโดยต้องมุดลอดโครงสร้างเชือกดังกล่าวไว้ ท้ายที่สุดคนหนึ่งเดินฝ่าแนวเชือกออกไปในขณะที่อีกคนยังอยู่ จากนั้นสอง “ทอง” ก็เข้ามาเคลื่อนไหวและ “ตอบโต้” กับคนที่ยังอยู่ พวกเขา (ทอง) เริ่มเคลื่อนไหวและพลักดันให้คนๆ นั้น “วิ่ง” ออกไปเรื่อยโดยที่เหล่า “ทอง” ก็เป็นคนที่คอยสร้างอุปสรรคให้เกิดขึ้น และเราผู้ชมก็จะนั่งเฝ้าดูความเคลื่อนไหวและเรื่องเล่าจากภาพการเคลื่อนไหวต่างๆ ที่ตัวละครแต่ละตัวดำเนินไป ในเชิงคอนเซปต์แล้ว ภาพที่เกิดขึ้นของ F_CK ทองน่าจะเชื่อมโยงกับความคิดที่ดุจดาวพยายามตั้งคำถามเกี่ยวกับความหมายของศาสนาที่แรกเริ่มอาจจะเป็นเหมือนแนวทางที่ชี้ให้เราเดินหรือวิ่งตาม ในขณะเดียวกันในคำสอนของมันก็มีหลายๆ อย่างที่กลายเป็นเหมือนบททดสอบของชีวิตเรา ไม่ว่าจเป็นกฏเกณฑ์หรือหลักปฏิบัติต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนกลายเป็นเหมือนกรอบที่จำกัดชีวิตเราไปโดยไม่รู้ตัว บางครั้ง มนุษย์เราเองก็อาจจะมีมายาคติบางอย่างครอบงำไว้โดยไม่รู้ตัว …
Four is.. : โลกที่เห็นต่างออกไป (B)
หนึ่งในเสน่ห์สำคัญอย่างหนึ่งของละครร่วมสมัยคือการเปิดพื้นที่ให้กับความคิดของศิลปินในการแสดงออกอย่างหลากหลายเช่นเดียวกับพื้นที่ทางความคิดของผู้ชมที่สามารถตีความหรือรับรู้มุมมองต่างๆ ได้แตกต่างกันไป ซึ่งนั่นอาจจะเป็นหนึ่งความสนุกที่หลายๆ คนชื่นชอบในการชมละครร่วมสมัยเลยก็ว่าได้ Four is ของกฤษณะ พันธุ์เพ็งก็น่าจะเป็นหนึ่งในงานที่อาศัยเสน่ห์ดังกล่าวมาใช้ขับเคลื่อนและสร้างงานอันมีเอกลักษณ์ของตัวเอง พร้อมกับสามารถนำเสนอความคิดที่หลากหลายและมุมมองที่ต่างออกไปได้อย่างน่าสนใจ ฉากทั้ง 10 ฉากของ Four is เป็นเหมือนหนังสั้นย่อยๆ ที่ไม่ได้เส้นเรื่องตายตัวในการร้อยเรียง แต่ละฉากมีความหมายและเรื่องราวของตัวเอง ตั้งแต่เรื่องของการเป็นฮีโร่ในเหตุการณ์สึนามิ ฉากการเล่าข่าวทางทีวี การพูดถึงคำพยากรณ์วันสิ้นโลก พฤติกรรมการเล่น facebook ฯลฯ ซึ่งนักแสดงสามคนจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมารับบทบาทในแต่ละฉากอย่างต่อเนื่อง ถ้าหากเราเคยชินแต่กับการดูละครแบบต้องมีเส้นเรื่องต้นกลางจบแล้วมาดู Four is แล้วล่ะก็ หลายคนอาจจะบ่นหงุบหงิบกันได้ง่ายๆ เพราะแกนของเรื่องราวอาจจะดูเปะปะ กระจาย
ตงฟางปู๋ป้าย หมื่นปีมีข้าคนเดียว: เพลงกระบี่ยังไม่เร้าใจ (C+)
เวลาใครพูดถึง “กระบี่เย้ยยุทธจักร” หรือที่คนไทยมักคุ้นกับชื่อ “เดชคัมภีร์เทวดา” นั้น ตัวละครที่คนมักจะนึกถึงคนแรกๆ หาใช่เพียงเล่งฮู้ชงซึ่งเป็นตัวละครเอก แต่รวมไปถึงตงฟางปู๋ป้าย หนึ่งในตัวละครยอดยุทธไร้เทียมทานที่มีลักษณะพิเศษอันเกิดจากการฝึกคัมภีร์ทานตะวันจนต้องเปลี่ยนเพศตัวเองให้อยู่ระหว่างครึ่งชายและครึ่งหญิง ซึ่งนอกจากเสน่ห์อันน่าพิศวงของตัวละครแล้ว ตงฟางปุ๋ป้ายยังมีเรื่องราวที่น่าติดตามเกี่ยวกับวิถีชีวิต และความสัมพันธ์ที่เขา(เธอ)มีกับเล่งฮู้ชงเอง “ตงฟางปู๋ป้าย หมื่นปีมีข้าคนเดียว” ของอภิรักษ์ ชัยปัญหา จาก ก็เลือกหยิบเรื่องราวของตัวละครนี้มาสำรวจและตีความ ก่อนจะถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราวในแบบละครเวที เพียงแต่มันไม่ใช่เรื่องของตงฟางปู๋ป้ายแบบที่หลายๆ คนคิดหรือคาดเดาจากชื่อเรื่องหรือโปสเตอร์หรอกนะครับ เรื่องราวของ “ตงฟางปู๋ป้าย หมื่นปีมีข้าคนเดียว” เป็นละครซ้อนละครว่าด้วยเหตุการณ์ 1 ชั่วโมงก่อนหน้าที่การแสดงรอบแรกของละคร (ที่น่าจะชื่อเดียวกัน) จะเริ่มขึ้นโดยมี “มิค” หญิงสาวผู้ได้รับบทนำเป็นตงฟางปู๋ป้าย
Kyushu “Rainbow” Shinkansen: ชินคันเซ็นแห่งความหวัง
โฆษณาตัวนี้เป็นโฆษณาตัวที่เตรียมฉายในวันที่ 12 มีนาคม 2011 เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดบริการรถไฟชินคันเซ็นสายคิวชู แต่ในวันที่ 11 มีนาคมได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่จนเป็นที่มาของเหตุการณ์เศร้าสลดอย่างที่เรารู้กัน โฆษณาตัวนี้จึงถูกถอดออกจากแผนทันที แต่หลังจากนั้น 1 เดือน โฆษณาตัวนี้ก็ถูกนำมาออกอากาศด้วยความยาวสามนาทีเต็มและเป็นที่ฮือฮาในโลกออนไลน์อย่างมาก แน่นอนว่าคลิปวีดีโอโฆษณาบน YouTube ถูกส่งต่อและพูดถึงอย่างรวดเร็ว และว่ากันว่าโฆษณานี้คือหนึ่งในโฆษณาที่ปลุก "ชีวิต" ของชาวญี่ปุ่นกลับมา [youtube]http://www.youtube.com/watch?v=leG1I8GOW1Y[/youtube] การถ่ายทำโฆษณานี้คือการตั้งกล้องและจับภาพรอบข้างทางในวันที่รถไฟสายคิวชูที่มีสีสันเป็นสายรุ้งนี้ให้บริการเป็นครั้งแรก มีคนกว่า 15,000 คนร่วมสร้างสีสันให้กับการเดินทางครั้งแรกนี้แม้จะไม่ได้นั่งอยู่ในขบวนรถก็ตาม ทุกคนร่วมยินดีและจัดการต้อนรับตลอดเส้นทางที่สามารถบันทึกไว้ได้กว่า 100 ชั่วโมงก่อนจะถูกตัดให้เหลือ 50 นาทีและ 180 วินาทีสำหรับการโฆษณา
อุโมงค์ผาเมือง: การติดหล่มบนการดัดแปลง (C+)
ในยุคก่อนที่ภาพยนตร์จะเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันนั้น ละครเวทีก็เป็นศิลปะการแสดงที่ได้รับความนิยมรวมทั้งกลายเป็นหนึ่งในมโหรสพหลักสำหรับความบันเทิงและการถ่ายทอดความคิด ปรัชญาต่างๆ ดังที่เห็นได้จากงานวรรณกรรมละครเอกในอดีตกาล แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป การเข้ามาของภาพยนตร์ก็ทำให้ผู้กำกับและผู้เขียนบทหลายคนหยิบนำบทละครเวทีที่มีชื่อเสียงหรือทรงคุณค่า แปรเปลี่ยนรูปให้อยู่บทแผ่นฟิลม์ เปลี่ยนวิธีการสื่อสารเสียใหม่ ตีความต่างไป ปรับเปลี่ยนโครงเรื่อง ฯลฯ ซึ่งก็อยู่แต่กระบวนท่าและชั้นเชิงของผู้สร้างอันมีทั้งที่โด่งดังยอดเยี่ยมไปเลยจนถึงผิดพลาดล้มเหลว “ราโชมอน” ก็เป็นหนึ่งในบทละครเวทีไทยโดย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมท ที่มีคุณค่าทั้งด้านบทที่คมคาย ตลอดจนความคิดที่แฝงปรัชญาความคิดที่ลึกซึ้งจนกลายเป็นหนึ่งในงานบทละครที่นักเรียนศิลปะการแสดงในปัจจุบันต้องร่ำเรียนอยู่เรื่อยๆ และมาวันนี้ก็ได้หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล นำมาเล่าใหม่ในแบบฉบับภาพยนตร์โดยปรับแต่งในรูปลักษณ์ที่ต่างออกไปจากเดิมภายใต้ชื่อ “อุโมงค์ผาเมือง” ซึ่งจะว่าไปแล้ว ก็ถือเป็นภาพยนตร์ที่ได้ผลบุญจากบทประพันธ์ดั้งเดิมที่แข็งแรงอยู่มากพอสมควร แต่ก็น่าเสียดายที่ “อุโมงค์ผาเมือง” กลับติดกับดักของการเปลี่ยนรูปจากละครเวทีมาเป็นภาพยนตร์ เช่นเดียวกับที่พลาดพลั้งในเรื่องการตีความที่ไม่สามารถนำตัวผลงานให้ดำดิ่งลงไปในปรัชญาแก่นแท้ของมนุษย์ได้อย่างที่ต้นฉบับทำไว้ “อุโมงค์ผาเมือง”
FAME the Musical: ถึงวันที่เด็กๆ จะร้อง เล่น เต้น ดัง (B+)
เคยมีคนหลายคนพูดกับผู้เขียนอยู่บ่อยๆ ว่าคนที่จะเรียนศิลปะการแสดงมักมีความ “แปลก” ต่างจากคนอื่น หรือไม่ก็ทำนองว่าถ้าไม่ “มีของ” ก็คงต้องเหนื่อยเอาเสียหน่อยหากจะอยากประสบความสำเร็จ เพราะระหว่างทางการเรียนศิลปะการแสดง ไม่ว่าจะเป็นละคร ดนตรี หรือบัลเลต์ ก็ล้วนมีบทเรียนและบททดสอบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งล้วนหล่อหลอมให้ผู้ที่เรียนได้มีการเปลี่ยนไป Fame the Musical ก็น่าเป็นหนึ่งในละครเวทีที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งซึ่งหยิบนำเรื่องราวของชีวิตการเรียนศิลปะการแสดงของเหล่านักเรียนผู้มีความฝันที่จะเป็นศิลปิน มาถ่ายทอดในรูปแบบของละครเพลงที่พร้อมสรรพทั้งความเข้มข้นของชีวิตนักเรียน ผสมกับการแสดงทั้งร้องทั้งเต้นแบบเต็มรูปแบบ สมกับเรื่องที่เกิดขึ้นในโรงเรียนสอนศิลปะการแสดง โดยแม้ว่าจริงๆ แล้ว Fame the Musical อาจจะเป็นละครเพลงที่ค่อนข้างเก่าด้วยเนื้อหาและเรื่องราวที่เกิดขึ้นตั้งแต่ยุค 80 แต่มาวันนี้ DreamBox
Double Bill …สองเรื่องควบ!
บีฟลอร์เสนอ ปรากฏการณ์สุดพิเศษในเดือนกันยายนนี้ “Double Bill ...สองเรื่องควบ!” “สุขแสน...หรือ แสบสัน?” การแสดงใน 2 ห้อง 2 ผู้กำกับฯ 2 โปรดักชั่น ‘บีฟลอร์เธียร์เตอร์’ คณะละครร่วมสมัยของไทยที่กำลังจะมีอายุครบ12 ปีภายในปีนี้ฉลองการครบรอบด้วยการนำเสนอการแสดงสุดพิเศษ“Double Bill ...สองเรื่องควบ!” ซึ่งประกอบไปด้วยผลงานใหม่ล่าสุดสองชิ้นจากสองผู้กำกับฯ หญิงที่น่าจับตามองมากที่สุดในวงการละครร่วมสมัย ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘สุขแสน...หรือแสบสัน’ ‘F_ck – ทอง’ : ‘สุขแสนหรือแสบสัน?’ ผลงานของ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ บางทีหน้าที่ของศาสนาที่คนในสมัยปัจจุจุบันใช้งานอาจจะอยู่อาจจะเป็นเพียงแค่ฟังก์ชั่นที่ทำให้เรารู้สึกดี รู้สึกดีที่ได้ดิ้นรน ทน ทุกข์ ทรมาน กับอุปสรรคที่ดาหน้ากันเข้ามาขัดขวางเส้นไปสู่ความสุขในอุดมคติของเรา ดุจดาวจะชวนคุณกระโจนเข้ามาในเกมจิตวิทยาในแบบที่เธอถนัด สัมผัสสิ่งที่จะเกิดขึ้นสดๆในการแสดง
เส้นด้ายในความมืด: อำนาจ ความกลัว และความจริง (B)
เรื่องเล่าของเธเซอุส (Thesus - ทีเซียส เทเซอัส ฯลฯ) และการต่อสู่ของเขากับมิโนทอร์เป็นหนึ่งในตำนานกรีกที่หลายคนคุ้นๆ อยู่บ้าง เริ่มจากโอรสกษัตริย์เมืองเอเธนส์ยอมเข้ามาเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ที่จะถูกสังเวยในเขาวงกต (Labyrinth) ของเกาะครีต แต่อารีอาดเน (Ariadne - เอริแอดเน) ลูกสาวของไมนอส กษัตริย์แห่งครีตตกหลุมรักเขา และเข้าช่วยเหลือโดยมอบม้วนด้ายและดาบ รวมทั้งวิธีเดินในเขาวงกต จนสุดท้ายเธเซอุสก็สามารถสังหารมิโนทอร์ได้ เธเซอุสพาอารีอาดเนมุ่งหน้ากลับสู่เอเธนส์แต่แล้วก็ทิ้งเธอไว้ที่เกาะนาซอส (Naxos - นักซอส) นั่นคือเรื่องเล่าและเหตุการณ์ส่วนหนึ่งของตำนานที่ถูกถ่ายทอดกันมา แต่ "เส้นด้ายในความมืด" ซึ่งเป็นบทละครแปล (โดยผส.
พัทยา: สืบสวนและเล่าเรื่องแบบไร้ทิศทาง (C)
การทำละครเรื่องหนึ่งมักเกิดขึ้นจากจุดประสงค์ที่อยากเล่าอะไรบางอย่างจากผู้สร้าง ก่อนจะค่อยๆ พัฒนาต่อยอดให้กลายเป็นเรื่องราวด้วยกลวิธีต่างๆ และสุดท้ายออกมาเป็นละครสักเรื่อง หลายๆ เรื่องก็ประสบความสำเร็จกับการสร้างเรื่องให้ผู้ชมได้เข้าใจและรู้สึกถึงสิ่งที่ผู้เขียน/ละครอยากจะบอกอย่างชัดเจน ลึกซึ้ง แต่ในขณะเดียวกันหลายๆ เรื่องก็ออกทะเลและหลุดประเด็นไปด้วยเหตุผลต่างๆ นานา บ้างก็เขียนบทโดยไร้เหตุไร้ผล หรือบ้างก็ออกทะเลไปไม่เกี่ยวกับเรื่องโดยไม่จำเป็น "พัทยา" ของ Life Theatre โดย โชโกะ ทานิกาวา ก็ตกอยู่ในกรณีที่ล้มเหลวด้านบทที่พยายามเล่าเรื่องอย่างหนึ่งแต่กลับขยายเรื่องให้ออกทะเลไปโดยที่ไม่ได้ส่งผลกลับมาที่ประเด็นหลัก จนสุดท้ายคนดูอย่างเราๆ ก็เลยไม่รู้จะจับประเด็นหรือรู้สึกอะไรจากละครที่เพิ่งจบลงไป พัทยาเริ่มเรื่องขึ้นที่ห้องทำงานของ "สารวัติ ยุติธรรม" ที่ประจำการอยู่ที่เมืองพัทยา ชีวิตวันๆ ของเขาและสน.ดูจะเรื่อยเปื่อยไร้สาระพอๆ กับตัวของเขาเองเช่นเดียวกับ "ผู้กองเอ๋"
NIJINSKY SIAM: รำไทย บัลเลต์ พิเชษฐ์ (B+)
การข้ามวัฒนธรรมมักนำมาสู่การศึกษา ตีความ และรื้อฟื้นเพื่อเฟ้นหาความเข้าใจ ความหมาย และกระบวนการที่นำไปสู่การผสมผสานของสองวัฒนธรรมที่ต่างกัน เมื่อปี 1910 นั้น คณะละครไทยได้ไปทัวร์แสดงที่รัสเซียในยุคสมัยของพระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 ซึ่งสองนักออกแบบท่าเต้นและจิตรกรชื่อดังได้เห็น ก่อนจะบอกเล่าให้กับนักเต้นบัลเลต์ระดับตำนานของโลก Vaslav Nijinsky และกลายมาเป็นการแสดง "La danse Siamoise" (Siamese Dance) ของตัว Nijinsky เอง โดยในการแสดงนั้นไม่ได้มีบันทึกภาพเคลื่อนไหวเอาไว้ เว้นแต่ภาพถ่ายและภาพเขียนที่หลงเหลือไว้ มาวันนี้ พิเชษฐ์ กลั่นชื่น
dtac3G: อะไรคือความสำคัญของการมีเครือข่ายที่เร็วขึ้น
ในช่วงที่บ้านเมืองเรายังถกเถียงและเรียกร้อง 3G กันอย่างไม่รู้จะจบกันเมื่อไร ค่ายมือถือสามเจ้าหลักก็เดินหน้าเปิดบริการ 3G ในแบบที่พอทำได้ไปก่อน ซึ่งก่อนหน้านี้ AIS กับ TrueMove ก็เปิดตัวพร้อมกับออกโฆษณาไปก่อนหน้าอยู่นานพอสมควร จุดขายสำคัญที่สองเจ้าก่อนพูดคือความเร็ว แรง ของอินเตอร์เนตผ่านมือถือต่างๆ นานา แน่นอนว่า AIS น่าจะได้เปรียบกับภาพลักษณ์สัญญาณแรงจาก GSM เป็นทุนเดิม ในขณะที่ TrueMove ก็ได้เปรียบเพราะเปิดตัวก่อนใครมานาน dtac ในฐานะมวยรองแถมมาทีหลังเลยยากอยู่เสียหน่อยที่จะหาทางพลิกเกมออกมาให้ดูดี ในขณะเดียวกันก็ต้องใช้จุดแข็งด้านแบรนด์ของตัวเองเข้ามาช่วยด้วย ผลที่คือโฆษณา dtac3G ที่ถือว่าออกมาพลิกเกมด้านความรู้สึกกันได้อย่างยอดเยี่ยมเลยทีเดียว เนื่อเรื่องของโฆษณาไม่มีอะไรสลับซับซ้อน
รักจัดหนัก: หนักได้อีก (B-)
ความรัก คึกคะนอง เซ็กส์ เหล้า มักเป็นประเด็นที่หยิบยกมาขยำรวมและโยนให้กับ "วัยรุ่น" ให้เห็นสภาวะความเหลวแหลกและปัญหาของคนที่ยังอยู่ในวัยที่ไม่พร้อมจะรับศึกหนักของชีวิต โดยส่วนมากเรามักเห็นมันออกมาในสภาวะที่หดหู่ กดดัน และตึงเครียด แต่ "รักจัดหนัก" กลายเป็นหนักที่ไปในอีกทางที่ให้เราได้เห็นมุมของความหนักอึ้งของปัญหาที่วัยรุ่นต้องแบกไว้จากความไม่รู้เดียงสาของพวกเขาอย่างผ่อนคลายและไม่ตึงเครียดจนเกินไป แต่ก็เพราะการที่มันไม่ "ตึง" นั่นแหละ หนังก็เลยไม่ได้ "หนัก" แบบที่หน้าหนังขายเราไว้สักเท่าไร "ไปเสม็ด" ของภาส พัฒนกำจร และ ไพรัช คุ้มวัน เป็นเรื่องแรกที่หนังพาเราไปรู้จักกับวิทและแอน สองเด็กม.ปลายที่เพิ่งสมหวังกับการแอดมิชชั่นและไปเที่ยวกันแบบสุขใจที่เสม็ด ก่อนจะกลับมาสู่โลกความจริงแล้วพบว่าแอนอาจจะกำลังตั้งท้อง ชีวิตและอนาคตที่กำลังจะสดใสถูกโยนโครมด้วยความกดดันและพวกเขาก็ได้พบว่าอะไรๆ มันก็ไม่ได้ง่ายเหมือนตอนที่พวกเขาจับมือกันเดินเข้าห้องพักที่เสม็ดหรอกนะ ในส่วนของ
One Day: วันเดียว…แค่มีเธอ (B-)
การมีความรักกับใครสักคน คงเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าคนๆ นั้นคือคนที่ใช่และคนที่ควรค่ากับตัวเราหรือไม่ หนึ่งในสิ่งที่หลายคนมักพูดกันคือการให้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ นั่นก็คงเหมือนกับที่เด๊กซ์เตอร์และเอ็มม่าเชื่อมโยงกันอยู่ตลอดหลายสิบปีของการเป็น "เพื่อนสนิท" ที่ "คิดไม่ซื่อ" กันมาโดยตลอด พวกเขาพบกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ 15 กรกฏาคม ในคืนจบการศึกษาของทั้งสองคน นั่นเป็นวันแรกที่เด๊กซ์เตอร์ได้รู้จักเอ็มม่าหลังจากที่เธอแอบมองเขามาโดยตลอด ทุกอย่างนำไปสู่การเป็นเพื่อนสนิทที่ให้มิตรภาพด้วยความห่วงใยและปรารถนาดี จากนั้นหนังก็จะพาเราไปดูเหตุการณ์ในทุกๆ ปีของวันที่ 15 กรกฏาคม ที่เราจะได้พบการเปล่ียนแปลงไปเรื่อยๆ ของตัวละครสองคน ทั้งในวันที่สนิท วันที่เหินห่าง ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ได้เป็นการเติบโตที่โรยด้วยกลีบกุหลาบแต่อย่างใด เด๊กซ์เตอร์กลายเป็นคนในวงการทีวีที่มีชีวิตเหลวแหลกจนถึงจุดตกต่ำ ในขณะที่เอ็มม่าก็มีชีวิตที่ในลอนดอนเพื่อตามหาความฝันของเธอที่ยังดูห่างไกล โดยท้ายที่สุด สิ่งที่ทั้งสองรู้สึกต้องการอยู่ตลอดแม้ว่าแต่ละคนจะมีคู่ของตัวเอง นั่นคือทั้งสองคนยังต้องการกันและกันเสมอ ส่วนที่เราจะซึ้งและรู้สึกดีกับหนังคงไม่พ้นการค้นพบความรักและความห่วงใยที่ผลิบานและลอยอยู่รอบๆ ตัวทั้งสองคนในทุกช่วงปีของ
พบรัก (2554): รักนะ งุงิ (B)
ย้อนกลับไปเทศกาลละครกรุงเทพปี 2549 ในร้านอาหารเล็กๆ ที่ชื่อ "อินดี้" นั่นเป็นครั้งแรกที่ "พบรัก" ได้เผยแพร่ความรักให้กับผู้ชมที่พากันเอาไปเบียดเสียดกับชมละครกระทัดรัดแต่อุ่นไอรักเรื่องนี้ (อ่านบทวิจารณ์สมัยโน้นของผู้เขียนได้ที่นี่) มาปีพ.ศ. 2554 นี้ "พบรัก" จาก 8x8 ฝีมือการสร้างสรรค์ของนิกร แซ่ตั้ง กลับมาเรียกเสียงตอบรับจากหัวใจผู้ชมอีกครั้ง ในสถานที่ใหม่ Blue Box Studio พร้อมด้วยเครื่องเคราที่เพิ่มขึ้น ทั้งที่เวิร์คและไม่เวิร์ค อีกทั้งบริบทของกาลเวลาและยุคสมัยที่เปลี่ยนไป จนทำให้ใน "พบรัก" ในวาระนี้อาจจะชวนให้เราเห็นในสิ่งที่เรามองไม่เห็นเมื่อ
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชภาค 4 – ศึกนันทบุเรง: ดีขึ้นแต่ยังไม่ถึงขั้น (B-)
การทำหนังประวัติศาสตร์สงครามคงจะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเก็บครบรายละเอียดให้ได้หมด และมันก็คงจะประหลาดพอๆ กันกับการจะพยายามมีทุกอย่างให้หมดในหนังเรื่องเดียว นั่นเป็นปัญหาสำคัญที่ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชของท่านมุ้ย หม่อยเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคคล เจอมาตลอดโดยเฉพาะกับภาคก่อนหน้านี้ "ยุทธนาวี" ที่กลายเป็นหนังสะดุดขาตัวเองล้มคว่ำไม่เป็นท่าพร้อมกับความเหนื่อยหน่าย ยืดและเยอะของตัวหนัง ซึ่งก็ยังดีที่ "ศึกนันทบุเรง" ที่เป็นภาคต่อมานั้นดูจะรู้ปัญหาดังกล่าว ทำการปรับแก้ไขให้ดีขึ้น แต่ก็ยังแก้ได้ไม่หมดครบถ้วนหรอกนะครับ... หลังจากที่สู้รบพ่ายแพ้ให้กับพระนเรศในภาคที่แล้ว ฝ่ายพระเจ้านันทบุเรงก็เป็นเดือดเป็นแค้นยิ่งจนประกาศจะยกทัพกษัตริย์พร้อมทหารกว่า 250,000 คนเข้าบุกโยเดีย (อโยธยา / อยุธยา) ให้จนได้ ทางฝ่ายอโยธยาจึงต้องวางแผนกำลังเพื่อรับศึกใหญ่ที่กำลังยกเข้ามาประชิดอย่างรวดเร็ว แต่ภายใต้บรรยากาศของสงครามนั้น ก็ใช่ว่าหัวเมืองต่างๆ จะสามัคคีร่วมมือร่วมใจกัน จนเป็นเหตุให้พระนเรศและกองทัพต้องเข้าปราบปรามผู้ที่คิดแข็งข้อทรยศก่อนที่จะเสียเกินแก้ แต่การศึกสงครามของทัพพม่าในครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนๆ นัก แม้พระนเรศจะทำการรบแบบผิดจารีต

















Recent Comments