All posts by nuttaputch
Tower Heist: เฮฮาปล้นตึกระฟ้า (B-)
สูตรหนังสไตล์พระเอกต้องมารับบทผู้ร้ายเป็นโจรวางแผนภารกิจปล้นก็มีมาก่อนหน้านี้หลายเรื่อง กุญแจสำคัญที่จะทำให้หนังสนุกได้คือกลเม็ดในการบุกเข้าโจรกรรม แผนซ้อนแผน เหตุการณ์เฉพาะหน้าที่คาดไม่ถึง และเสน่ห์ของเหล่าทีมร่วมขบวนการอันเป็นตัวเอกของเรื่อง Tower Heist เองก็พยายามเดินตามสูตรดังกล่าวโดยมีการสร้างแนวทางของตัวเองที่น่าสนใจด้วยการผสมความตลกเป็นตัวชูโรงจากนักแสดงหลักโดยยังคงไม่ทอดทิ้งหรือออกทะเลจนเสียการเสียงาน ซึ่งนั่นก็ทำให้มันกลายเป็นหนังตลกที่เพลิดเพลินอยู่ไม่น้อยหากไม่ติดว่าหลายๆ อย่างของหนังเองก็ยังมีจุดบอดอยู่เช่นกัน เหล่าพนักงานของ The Tower นำโดยจอช โคแว๊ค (เบน สติลเลอร์) ดูจะมีชีวิตที่ปรกติดีกับงานที่ตัวเองทำในการรับใช้เหล่ามหาเศรษฐีและผู้มีอันจะกินซึ่งอาศัยอยู่ในตึก แต่จู่ๆ พวกเขาก็พบว่าเงินบำนาญที่สะสมมาทั้งชีวิตมลายหายไปจากการโกงของมหาเศรษฐี อาร์เธอร์ ชอว์ ผู้ที่พวกเขาไว้เนื้อเชื่อใจมาโดยตลอดแต่กลับกลายเป็นผู้ร้ายในคดีหุ้นและเอาเงินที่พวกเขาฝากฝังไว้ไปละลายหายสิ้น จอชจึงรวมหัวกันฟอร์มทีมอันประกอบด้วย สไลด์ (เอ็ดดี้ เมอร์ฟี่) เพื่อนบ้านผิวสีที่ฝีมือแพรวพราวในการก่ออาชญากรรม ชาร์ลี น้องเขยของจอชผู้ไม่เอาอ่าว และฟิสฮิวจ์ อดีตนักธุรกิจที่ล้มละลาย ทั้งหมดหวังจะแก้แค้นให้กับเพื่อนพนักงานโดยบุกเข้าเพนธ์เฮ้าส์ของอาร์เธอร์เพื่อปล้นเอาเงินสดที่เชื่อว่ายังคงซ่อนไว้โดยรอดพ้นจากการยึดของตำรวจ พล็อตเรื่องง่ายๆ ของ Tower Heist นั้นจะว่าไปแล้วก็ดูเป็นสูตรหนังสไตล์นี้อยู่พอสมควรแถมมีลูกเล่นหลายๆ อย่างที่ทำออกมาได้ดีเช่นการพลิกโผหรือกลับตาลปัตรของสถานการณ์ แต่ในขณะเดียวกันก็มีหลายๆ อย่างที่ออกจะเป็นสูตรที่คาดเดาได้สำหรับคนที่ดูหนังมาเยอะๆ …
The Phantom of the Opera 25th Anniversary (B)
ปรกติแล้ว การดูละครเวทีนั้นมักมีข้อจำกัดที่จะต้องดูที่โรงละครในลักษณะ "สด" เป็นสำคัญเพื่อให้ได้อรรถรสอย่างสมบูรณ์ที่สุดตามลักษณะของศิลปะ การถ่ายทอดหรือบันทึกเป็น DVD จึงมักเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยปรากฏขึ้นบ่อยครั้งนักแม้แต่กับละครเวทีดังๆ ระดับโลกก็ตาม ซึ่งนั่นทำให้การดูละครเวทีถูกจัดอยู่ในศิลปะที่ค่อยมีความยุ่งยากในการเสพศิลป์อยู่ไม่ใช่น้อย The Phantom of the Opera เป็นหนึ่งในละครเพลงอมตะของโลกด้วยฝีมือการประพันธ์เพลงอันสุดยอดของ Andrew Lloyd Webber ที่มีการเล่นต่อเนื่องมาครบ 25 ปีในอังกฤษ (West End) สหรัฐอเมริกา (Broadway) และประเทศอื่นๆ ทั่วโลกจนเรียกได้ว่ามันกลายเป็นสัญลักษณ์ของละครเวทีแบบ Musical ไปแล้ว
ชั่วโมงต้องมนต์ – รักใสๆ กับ dtac และ Galaxy Tab
พอดีวันนี้เจอคลิปนี้โดยบังเอิญบน Facebook ซึ่งก็เข้าใจว่าเพิ่งออกมาไม่นานนัก เลยเอามาพูดถึงแบบสบายๆ ใน Ad Bite ดีกว่า เรื่องราวของหนุ่มคนหนึ่งที่เข้าลิฟท์แล้วเจอสาวที่โดนใจ แต่ครั้นจะบอกให้เธอรู้ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เขาจึงคิดหาทางออกจากเทคโนโลยีที่เขามีอยู่กับตัวนั่นก็คือ Galaxy Tab 8.9 นั่นเอง จุดที่น่ารักน่าชังของเรื่องแน่นอนคือการเลือกเพลงชั่วโมงต้องมนต์ของ Friday มาได้อย่างเหมาะเจาะและสร้าง Mood & Tone ได้อย่างถูกจังหวะมากๆ เพลงและโทนของหนังโฆษณาเรียกได้ว่าตอบโจทย์ในเรื่องแบรนด์ของ dtac อย่างดีทีเดียวเพราะเป็นเพลงในลักษณะฟังสบาย รู้สึกสนุกและอมยิ้ม ซึ่งก็สอดคล้องกับ Brand DNA ของ
Steve Jobs: เรียนรู้ด้วยการมองผ่านอัจฉริยะ
ถ้าพูดถึงการเรียนรู้โดยทั่วไปในปัจจุบันแล้ว เรามักจะได้เรียนรู้ทฤษฏีและความคิดแบบ “ปลายทาง” ซึ่งมักอยู่ในลักษณะหนังสือแบบ Self Improvement หรือตำราเรียนต่างๆ ที่มักมีการสังเคราะห์ประเด็นต่างๆ มาให้เรียบร้อยเพื่อง่ายต่อการท่องจำและนำไปปฏิบัติ แต่ในชีวิตจริงของมนุษย์นั้น การเรียนรู้ที่ดีและฝังลึกลงไปความคิดของเราเองคือได้สัมผัสประสบการณ์ตั้งแต่ “ต้นทาง” ของการได้มาซึ่งความคิดดังกล่าว ซึ่งเราก็จะเห็นลักษณะการเรียนรู้แบบนี้ได้จากภาพยนตร์ ละคร หรือนิยายดีๆ ที่พาเราไปรู้จักเรื่องราวของคนหรือเหตุการณ์ที่นำมาพาให้เราได้เข้าใจมิติต่างๆ โดยรอบก่อนที่จะรู้อย่างลึกซึ้งและได้มาซึ่งการเข้าใจอย่างถ่องแท้ของประโยคคมๆ หรือทฤษฏีต่างๆ ที่ถูกเขียนสรุป Steve Jobs เองก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกอย่างน่าทึ่งตลอดชีวิตของเขา ไม่ว่าจะเป็นการสร้างคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอย่าง Apple II และ Macintosh การให้กำหนดอุปกรณ์พกพาที่ปฏิวัติวงการดนตรีอย่าง
50/50: รับมือกับความตาย (B+)
ความตายเป็นเรื่องใกล้ตัวและหลายๆ คนเองก็ไม่อยากจะเผชิญหน้าแม้เราจะรู้ว่าในท้ายที่สุดแล้ว เราก็จะต้องพบกับความตายจากสาเหตุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ โรคร้าย หรือตามอายุขัย ซึ่งเมื่อปลายทางมันเหมือนกันแล้ว เราก็อดคิดไม่ได้ว่าระหว่างทางนั้นแต่ละคนจะเลือกอย่างไรเมื่อรู้ว่าปลายทางที่ว่านั้นใกล้ตัวเข้ามา และ 50/50 ก็เป็นหนังที่ถ่ายทอดช่วงเวลาเหล่านั้นในอีกมุมหนึ่งได้อย่างน่าอิ่มเอิบใจอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว อดัมเองเป็นชายหนุ่มอายุยังไม่ถึงสามสิบดี เขามีชีวิตแบบปรกติเหมือนคนทั่วไป ระมัดระวังตัวและไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงอะไร แต่แล้ววันหนึ่งหมอก็แจ้งให้เขาทราบว่าเขากำลังเป็นมะเร็งที่ปลายประสาทกระดูสันหลัง ซึ่งนั่นอาจจะทำให้เขามีโอกาสรอดชีวิตเพียง 50% เท่านั้น และจากวันนั้นเอง อดัมเองก็เริ่มมีชีวิตในฐานะคนป่วยที่ต้องรับการรักษาทั้งทางกายและทางใจโดยมีเพื่อน ครอบครัว และคนรักอยู่รอบข้าง และในช่วงเวลานั่นเอง ที่ทำให้อดัมได้สังเกตุและค้นพบความจริงบางอย่างของชีวิตที่เขาไม่เคยได้เหลียวมองมาก่อน ในแว่บแรก เราอาจจะมองว่า 50/50 น่าจะเป็นหนังสู้ชีวิตของคนไข้ที่กำลังพยายามจะมีชีวิตรอด แต่แท้จริงแล้ว เสน่ห์และคุณค่าจริงๆ
วัยรุ่นพันล้าน: จะรวยต้องอดทน (B-)
ความอุตสาหะและความพยายามอย่างไม่ย่อท้อคือกุญแจสำคัญของการประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจซึ่งถูกพิสูจน์มานักต่อนัก “วัยรุ่นพันล้าน” ฝีมือการกำกับของ ย้ง ทรงยศ สุขมากอนันต์ ซึ่งดัดแปลงมาจากชีวิตจริงของอิทธิพันธ์ กุลพงษ์วณิชย์ เจ้าของกิจการขนมสาหร่ายยี่ห้อดัง “เถ้าแก่น้อย” ก็เป็นหนังชีวิตที่พยายามบอกประเด็นเหล่านั้นผ่านการต่อสู้ของตัวละครอันแสนทรหดตลอดเวลากว่า 2 ชั่วโมง ซึ่งมีทั้งส่วนที่ดีที่และส่วนที่ติดๆ ขัดๆ พอๆ กับอุปสรรคที่พระเอกของเรื่องต้องเจอนั่นแหละ ต๊อบ เป็นลูกคนสุดท้องในครอบครัวที่ทำธุรกิจ แต่ด้วยนิสัยส่วนตัวทำให้ต๊อบกลายเป็นเหมือนเด็กไม่เอาอ่าวที่วันๆ เอาแต่เล่นเกมออนไลน์หรือไม่ก็โดดเรียนเพราะไม่สนใจกับสิ่งที่อาจารย์สอนหน้าห้อง แต่แท้จริงๆ แล้วต๊อบเป็นคนที่มีหัวด้านการค้าอยู่ลึกๆ ซึ่งนั่นทำให้เขาทำธุรกิจต่างๆ มาเรื่อย ทั้งที่ประสบความสำเร็จและก็ล้มเหลว แต่แล้ววันหนึ่งครอบครัวของต๊อบก็ประสบปัญหาหนี้สินจนต้องไปอยู่ที่ประเทศจีน คงเหลือแต่ต๊อบที่ยังขอปักหลักสู้หวังปลดหนี้ให้ครอบครัวโดยไม่คิดจะยอมแพ้ และเรื่องราวก็เดินเรื่อยมาจนถึงวันที่เขาได้พบกับสาหร่ายทอดซึ่งจะกลายเป็นขุมทรัพย์ที่ทำให้เขารวยในภายหลังนั่นเอง ประเด็นที่ดีของหนังคือไม่ได้พยายามบอกว่าต๊อบรวยอย่างไร แต่เป็นการแผ่เรื่องให้เห็นว่าต๊อบใช้แรงบันดาลใจและใช้วิธีคิดอย่างไรเพื่อนำตัวเองไปสู่ความสำเร็จได้
คาฟคาและผม กับความขื่นขมในประเทศประชาธิปไตยนิยมที่สังคมใกล้ล่มสลาย (B+)
สำหรับหลายๆ คนแล้ว ละครเวทีหรือภาพยนตร์อาจจะเป็นแค่การเสพศิลปะเพียงเพื่อหวังความบันเทิงเท่านั้น แต่สำหรับศิลปินหรือผู้ชมบางกลุ่มแล้ว ละคนเวทีกลับกลายเป็นขุมคลังและสื่อสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนพลังทางปัญญาของทั้งผู้สร้างงานและผู้ที่ได้ชมด้วย เราจึงมักเห็นละครเวทีหลายๆ เรื่องทำการวิพากษ์์ วิจารณ์ หรือวิเคราะห์ภาวะทางสังคม ไม่ว่าจะโดยทางอ้อม ทางตรง ละมุนละม่อม หรือโจมตีอย่างรุนแรง แต่ไม่ว่าจะเป็นออกมาในลักษณะไหนก็ตาม ทั้งหมดนี้ล้วนแสดงให้เห็นศักยภาพของศิลปะในฐานะกลไลสำคัญของสังคม ละครเวทีเรื่องล่าสุดจาก BU Theatre ซึ่งเขียนบทและกำกับโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์พรรณศักดิ์ สุขี ก็ใช้พลังของศิลปะการแสดงในการวิพากษ์วิจารณ์สังคมได้อย่างดีเยี่ยม เพราะเมื่อเราได้ชมละครเวที "คาฟคาและผม กับความขมขื่นในประเทศประชาธิปไตยนิยมที่สังคมใกล้ล่มสลาย" จบลง เราก็จะได้รับประสบการณ์ของการขบคิดวิเคราะห์ และทบทวนประเด็นต่างๆ ที่ละครหยิบยื่นให้เราอย่างที่ละครหลายๆ เรื่องไม่เคยให้มาก่อน “มวน” (แปลว่าแมลง)
In Time: เวลาคือชีวิต (B)
เงินทองอาจจะเป็นของนอกกายจากคติเตือนใจยอดฮิต เพราะแม้เงินจะมีค่าและใช้ในการแลกเปลี่ยนสินค้าต่างๆ ในชีวิตนั้น เราก็ยังพบว่าหากแม้ไม่เงิน เราก็ยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้ แต่จะเกิดอะไรขึ้น หากสิ่งที่เราใช้แลกเปลี่ยนกันในโลกไม่ใช่เงิน แต่เป็นเวลาชีวิตของพวกเราเอง เราทำงานแลกกับเวลาที่จะมีชีวิตต่อไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่ซื้อขายล้วนแลกมาด้วยเวลา มนุษย์ที่เวลาหมดลงก็ต้องตายในขณะคนที่มีเวลาเหลือก็จะมีชีวิตต่อแม้ว่าจะผ่านมาหลายร้อยปีก็ตาม สิ่งที่มนุษย์ต้องเผชิญคือการเอาชีวิตรอดด้วยการดิ้นรนหาเวลามาเติมให้ตัวเองก่อนที่นาฬิกาชีวิตซึ่งนับถอยหลังอยู่ที่แขนจะนับถึงเลขศูนย์ นั่นคือไอเดียบรรเจิดสุดล้ำของ Andrew Niccol (Gattaca / The Truman Show / S1MONE) ที่นำก่อร่างสร้างเป็นโครงเรื่องของหนักแอ็คชั่น ไซไฟที่น่าสนใจ ตื่นเต้น และต่อยอดเป็นความคิดที่สะท้อนสังคมโลกปัจจุบันได้อย่างแยบคาย วิล ซาลาสเป็นชายหนุ่มที่ทำงานในไทม์โซนอันเป็นเหมือนเขตแดนแบ่งแยกชนชั้นของมนุษย์ เขาต้องทำงานแบบวันต่อวันเพื่อจะได้ค่าจ้างเป็นเวลาที่จะเอามาใช้ชีวิตกับแม่ของเขา จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้ช่วยเหลือแฮรี่ แฮมิลตั้นในบาร์ก่อนที่จะได้รับการส่งต่อเวลาอันมากมาย
BUDDHA: พุทธศาสนาฉบับดุเดือด (B-)
ประวัติของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นศาสดาเอกของโลกนั้น เป็นที่เลื่อมใสและนับถือโดยพุทธศาสนิกชนทั่วโลกจนมีการตีพิมพ์เผยแพร่อย่างมากมาย แต่ถ้าคุณกำลังคิดจะดู BUDDHA ซึ่งสร้างจากการ์ตูนลายเส้นของ Tezuka Oazmu อันเป็นปรมาจารย์ด้านการ์ตูนของญี่ปุ่นแล้วล่ะก็ จงลืมหนังสือพุทธประวัติที่คุณเคยเรียนมาสมัยมัธยมเสีย โยนซีดีการ์ตูนสอนธรรมะที่คุ้นเคยอันเต็มไปด้วยความงดงามต่างๆ ไปซะ เพราะนี่จะเป็นเรื่องราวพุทธประวัติในแบบที่คุณจะคาดไม่ถึงหรือไม่คิดว่ามันจะเป็นพุทธประวัติเลยก็ว่าได้ เรื่องราวของ BUDDHA ฉบับภาพยนตร์ Animation สร้างโดย Toei Animation นั้นจับเรื่องเริ่มตั้งแต่ก่อนการประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะโดยเผยให้เห็นภาพของสังคมอินเดียที่มีการทำศึกสงครามระหว่างแคว้นโกศลและแคว้นศากยะที่ทำให้ผู้คนล้มตายมากมาย ตัวละครที่ต้องประสบชะตากรรมอันโหดร้ายคือ "ฉะประ" เด็กชายในวรรณะศูทรที่ต่อสู้โดยหวังจะพาแม่ตัวเองหลุดพ้นจากการเป็นทาสให้ได้ จนกระทั่งฉะประได้มีโอกาสช่วยแม่ทัพของแคว้นโกศลและกลายเป็นลูกเลี้ยงแบบลับๆ ในขณะเดียวกันเจ้าชายสิทธัตถะก็ได้เติบโตในราชวงศ์ที่ปลูกฝังให้กลายเป็นกษัติรย์นักรบ แต่กลับกลายเป็นว่าเขาไม่มีความสุขแถมทุกข์เมื่อต้องเห็นชีวิตมากมายต้องล้มตายไปด้วยไฟสงครามและความเลื่อมล้ำของวรรณะ เส้นทางของสองตัวละครต่างเดินคู่ขนานของการเติบโตจนทั้งคู่ได้มาบรรจบกันในสนามรบและนำไปสู่บทสรุปของชะตากรรมอันเป็นบ่อเกิดของพุทธศาสนา "นี่มันอะไรกัน" อาจจะเป็นคำอุทานที่หลายคนคิดพร้อมๆ กับอ้าปากค้างเมื่อดู
Contagion: สัมผัสสะพรึง (B+)
แม้ว่ามนุษย์เราจะมีความก้าวหน้าเพียงใด เราก็ยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถตายได้อยู่ดี เพราะต่อให้วิวัฒนาการเราสูงแค่ไหน เมื่อเกิดโรคร้ายขึ้นมา มันก็พร้อมจะฆ่าเราได้ทุกเมื่อ และนั่นคือหนึ่งในความ "กลัว" ที่มนุษย์ต้องเผชิญหน้าไปทั้งชีวิตของมนุษย์เอง Contagion ของ Steven Soderberg ก็เป็นหนังที่เล่าวิกฤตการณ์ที่มนุษยชาติต้องเผชิญได้อย่างน่ากลัว ตื่นเต้น แถมแฝงแง่คิดให้ผู้ชม (ซึ่งยังไม่ป่วย) ให้ตระหนักคิดหลายๆ อย่างได้ว่าเราอาจจะต้องเจอสถานการณ์ใดบ้างเมื่อโรคร้ายที่เราไม่รู้จักระบาดไปอย่างไม่มีทางควบคุมและรักษาได้ เริ่มเรื่องของ Contagion เริ่มขึ้นในวันที่ 2 (Day 2) ของเหตุการณ์เมื่อตัวละครหนึ่งเดินทางกลับมาจากฮ่องกงและเริ่มมีอาการป่วย เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในต่างประเทศ จากนั้นไม่นานเธอก็เสียชีวิตลงโดยที่แพทย์ไม่สามารถช่วยได้ จากนั้นคนรอบข้างเธอก็เริ่มมีอาการป่วยตามมา และยิ่งวันเวลาค่อยๆ
Zenkai Girl – รักที่ตัวตนและคุณค่า (B)
อายูคาว่า วาคาเบะเป็นหญิงสาวที่โตมาด้วยความยากลำบากเนื่องจากครอบครัวโดนหลอก เธอต้องใช้ชีวิตวัยเด็กด้วยความยากจนขีดสุด แต่ก็ฟันฝ่าจนกลายเป็นทนายความสาวสวยที่มีฝันที่จะไฮโซและร่ำรวยเหนือใครๆ แต่แล้วบริษัทที่เธอไปสมัครงานนั้นกลับต้องปิดตัวลง เธอจึงต้องระเห็จสมัครงานใหม่ที่สำนักงานกฏหมายแห่งหนึ่งโดยนอกจากเธอจะต้องดูแลคดีต่างๆ แล้ว งานหลักที่เธอต้องทำคือการเป็นพี่เลี้ยงให้ลูกสาวของประธานบริษัท ซึ่งนั่นทำให้เธอได้พบกับเหล่าผู้ปกครองเด็กอนุบาลคนอื่นๆ รวมทั้ง ยามาดะ โชตะ พ่อของเด็กชายคนหนึ่งที่มีความซื่อแต่จริงใจ และการพบกันนั้นทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เริ่มใกล้ชิดมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน วาคาเบะเองก็ยังหมายจะประสบความสำเร็จร่ำรวยจนถูกรองประธานหนุ่มอนาคตไกลขอเดท เช่นเดียวกับเพื่อนวาคาเบะที่หลงรักโชตะอย่างหัวปักหัวปำ เรื่องยุ่งๆ ของเหล่าตัวละครจากสองโลกที่มาบรรจบกันก็เกิดขึ้นและให้คนดูอย่างเราๆ ลุ้นกันเองว่าสุดท้ายหวยจะไปออกยังไง พล็อตง่ายๆ ของ Zenkai Girl ก็ออกจะดูเป็นเรื่องรักสนุกสนานของคนต่างชนชั้นที่ดันมาเจอกันโดยบังเอิญ หญิงสาวที่เคยจนแต่ตอนนี้อยู่ในฐานะที่สามารถเลืิอกความสำเร็จและความร่ำรวยได้ กับชายหนุ่มที่ไม่มีอะไรมากนอกจากความดีงามของจิตใจ เงื่อนไขตัวละครแบบนี้ก็เหมือนจะเป็นการบอกกลายๆ ถึงความคิดที่แฝงอยู่ในละครว่าด้วยการค้นหาคุณค่าที่แฝงอยู่ในสังคมซึ่งมากกว่าเปลือกภายนอก
Doraemon the Movie 2011: การเติบโตของความฝันและจินตนาการ (B+)
จำกันได้ไหมครับว่าเราดูเพื่อนเราที่เป็นหุ่นยนต์แมวสีฟ้านามว่าโดราเอมอนครั้งสุดท้ายเมื่อใด? และเคยคิดไหมครับว่าเขาและผองเพื่อนจะเป็นอย่างไรระหว่างที่เราไม่ได้เจอพวกเขา? Doraemon the Movie 2011: Shin Nobita to Tetsuji Heidan ~Habatake Tenshi Tachi~ (โนบิตะผจญกองทัพมนุษย์เหล็ก) น่าเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นซีรี่ย์ Doraemon the Movie ที่ดีีที่สุดที่พาเรากลับไปซาบซึ้งและโลดโผนผจญภัยกับเพื่อนๆ พร้อมทั้งกับการได้เรียนรู้ทางความคิดและปรัชญาบางอย่างที่จะลึกซึ้งมากกว่าการเป็นแค่การ์ตูนสำหรับเด็กในมุมมองของผู้ใหญ่ที่หัวใจไม่เปิดรับจินตนาการ เรื่องราวในภาคนี้อ้างอิงจากภาคเดิมที่เคยมีการสร้างไว้ในอดีต เริ่มเมื่อโนบิตะขอร้องให้โดราเอมอนช่วยสร้างหุ่นยนต์เพื่อไปโชว์แข่งกับของซุเนโอะ แต่แล้วนั่นทำให้โนบิตะได้ไปเจอชิ้นส่วนของหุ่นยนต์จากต่างดาวก่อนจะนำมาประกอบในโลกกระจกสะท้อน แต่แท้จริงแล้วหุ่นยนต์ดังกล่าวนั้นถูกส่งมาเพื่อหมายยึดครองโลกและจับมนุษย์เป็นทาสโดยมีริลุลุและจู้ด สองหุ่นยนต์เป็นผู้นำร่องมาก่อน เมื่อโนบิตะและเพื่อนได้รับรู้แผนการดังกล่าวแล้ว พวกเขาจึงต้องหาทางปกป้องโลกไว้ให้ได้แม้ว่ากองทัพของหุ่นยนต์กำลังเข้าใกล้โลกไปทุกขณะ ด้วยโครงสร้างเรื่องที่ดีอยู่แล้วจากต้นฉบับเดิม การสร้างใหม่ของ Doraemon the
Heineken: The Entrance – โลกมันช่างกว้างใหญ่
นี่เป็นหนึ่งในหนังโฆษณาที่ฮิตระเบิดจนเป็น Viral Video อยู่พักใหญ่บนโลกอินเตอร์เนตตั้งแต่ช่วงต้นปีกับแคมเปญใหม่ระดับโลกของ Heineken ที่เปิดตัวด้วยภาพยนตร์โฆษณาที่ชื่อว่า The Entrance Theme หลักที่ Heineken ใช้เป็นแกนหลักครั้งนี้คือ Open Your World ซึ่งเป็น Tag Line ใหม่ของทาง Heineken เอง ซึ่งทีมงานผู้สร้างดูจะตีโจทย์แตกอยู่มากพอควรทั้งเรื่อง Message และ Branding ของตัว Heineken เองด้วย เราจะเห็นตัวะละครเอกเปิดตัวในการเข้าสู่งานปาร์ตี้อย่างสนุก
You’re a good man, Charlie Brown – ก้าวแรกของเด็กน้อย (B-)
ในขณะที่ประเทศไทยเริ่มมีการเคลื่อนไหวของวงการละครเวที โดยเฉพาะกับละครประเภท Musical หรือละครเพลงซึ่งเริ่มมีโปรดักชั่นออกมามากขึ้นและถี่ขึ้นเรื่อยๆ เราก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเรามีสถาบันการศึกษาที่จะผลิตบุคลากรรุ่นใหม่ขึ้นมาเป็นฟันเฟืองของวงการนี้มากน้อยแค่ไหน สาขาการแสดงละครเพลง (Music Theatre) ของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดลน่าจะเป็นแห่งแรกในประเทศไทยที่มีความชัดเจนเรื่องการฝึกทักษะผู้เรียนเพื่อเป็นนักแสดงในละครเพลงที่ต้องอาศัยความสามารถทั้งร้อง เล่น เต้น ร่วมกัน และผลงานล่าสุด “You’re a good man, Charlie Brown” ก็ถือเป็นงานละครระดับรั้วสถาบันอุดมศึกษาที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว You’re a good man, Charlie Brown เป็นละครเพลง Musical ที่เปิดแสดงครั้งแรกในปี
Damage Joy: หัวเราะร่าน้ำตาริน (B+)
เราจะทนนั่งดูความโหดร้ายที่กระทำต่อคนอื่นต่อหน้าเราได้ขนาดไหน? นั่นอาจจะเป็นหนึ่งในประเด็นหลักที่ผู้ชมจะตักตวงได้จากประสบการณ์การชม Damage Joy ของนานา เดกินส์ เพราะการแสดงจะนำพาให้เราเป็นหนึ่งในพยานของเหตุการณ์บ้าๆ บอๆ ซึ่งผสมไประหว่างความเจ็บปวดแสนสาหัสกับรอยยิ้มที่ฉาบไว้ให้ดูเหมือนเป็นเรื่องตลกขบขัน ตัวละครสี่ตัวเดินเข้ามาในโรงละครพร้อมกับเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาดและลีลาสนุกสนานไม่ต่างจากตัวตลกในคณะละครสัตว์หรือเด็กๆ ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ทุกอย่างดำเนินไปเรื่อยๆ เมื่อพวกเขาสนุกกับการละเล่นต่างๆ ที่ก็ไม่ต่างเกมสนุกๆ ที่เราคุ้นเคย แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ กลับกลายเป็นว่าความรุนแรงเริ่มสั่งสมมากขึ้น การเล่นที่เคยขบขันกลายเป็นเรื่องไม่ขำเพราะมีการ “เล่นจริง เจ็บจริง” บนเวทีและคนดูต้องนั่งดูสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นพร้อมกับความรู้สึกที่ต้องฉุกคิดว่าเรากำลังสนุกหรือเรากำลังทรมานกับความขบขันที่เหมือนจะเกิดขึ้นกันแน่ ในสังคมปัจจุบันของเรานั้น เรามักเห็นความรุนแรงเกิดขึ้นตามสื่อต่างๆ อยู่แทบทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงในเชิงการกระทำหรือแม้แต่ความรุนแรงในการใช้ภาษาต่างๆ นานา หลายครั้งหลายคราเรามองว่ามันเป็นความปรกติเพราะความชาชิน ในขณะที่หลายครั้งเราก็รู้สึกทรมานเวลาพบเห็น แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร
















Recent Comments