admin
This user hasn't shared any biographical information
Homepage: http://www.barkandbite.net
Posts by admin
The way we move
ธ.ค. 20th
B-Floor Theatre has turned its office and rehearsal studio into “B-Floor’s Room” with a debut work beguilingly and ironically titled “Displacement” (“Phid Thi Phid Thang”), a collaboration between Jarunun Phantachat and Dujdao Vadhanapakorn.
At the premiere on Tuesday night, the intrigue didn’t stop at the title and the concept, but continued in how the performers moved – with each other and with props of various sizes – through five colour-and-concept-coded scenes in 50 minutes.
The scenes can be rearranged at the outset according to the audience’s preference. Exploring many definitions of the term “Displacement”, the creators showed limitless possibilities in how humans, objects, nature, written text, sound and lights co-exist, trade places and functions, and affect one another.
“Displacement” is the last performance of B-Floor’s “Next Fresh Thing” series, part of its 10th-anniversary celebration.
Add this to “Begin Again”, one of the year’s most memorable stage works, and looking back to many works through the past 10 years of this small yet dedicated ensemble – “Midah”, “The Edge”, “Crying Century”, “Venus’ Party”, “GODaGardener” – we look forward to the coming decades.
Another significant characteristic of B-Floor is that the specific details in style and content of its pieces, such as each performer’s technical brilliance and each director’s degree of social and political awareness, vary from one work to another.
Its members take turns creating, directing, performing, composing music and producing, unlike many other troupes with clearly defined roles, which sometimes result in predictability.
Next year B-Floor Theatre will collaborate with Japan’s Faifai in a new work on ordinary life, to be staged in Tokyo.
Be at ‘the B’
See “Displacement” tonight at 7.30 or Tuesday through Friday at B-Floor’s Room for Bt300. Book a seat at (089) 667 9539. Find out more at www.BFloorTheatre.com.
By Pawit Mahasarinand
Special to The Nation
Published on December 18, 2009
Goemon:สุดขั้วแฟนตาซี
ธ.ค. 12th

ย้อนกลับไปเมื่อสัก 5 ปีที่แล้ว ถ้าใครติดตามหนังญี่ปุ่นก็จะเจอหนังเรื่องหนึ่งที่ค่อนข้างจะแหวกแนวแถมสุดขั้นด้าน CG เหลือเกิน นั่นก็คือ Casshern ซึ่งแม้ว่าเสียงวิจารณ์อาจจะไม่ค่อยดีเท่าไร แต่หนึ่งในสิ่งที่คอหนังที่ได้ชมไปมักบอกเสียงเดียวกันว่าเป็นหนังที่เท่ห์และล้ำจินตนาการมาก ๆ
แน่นอนว่าเมื่อ Kazuaki Kiriya กลับมาอีกครั้งในปี 2009 งานของเขา GOEMON ก็ไม่ทิ้งกลิ่นอายเดิม ๆ ไม่ว่าการใช้ CG แบบสุดขั้วเพื่อสร้าง Visual แบบ Extreme สุด ๆ และการกำักับคิวบู๊และฉากแอ็คชั่นที่ทำให้ Casshern กลายเป็นเด็ก ๆ ไปเลยทีเดียว
เนื่อเรื่องของ GOEMON ว่าด้วยเรื่องราวที่อิงจากตำนานและประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น เกี่ยวกับจอมโจร อิชิกาวะ โกเอมอน ที่ขโมยทรัพย์สมบัติของเศรษฐีเอาไปแจกคนยากจน พร้อมกับนิสัยระห่ำ ๆ แย่ ๆ ประเภท Bad Hero จนกระทั่งวันหนึ่ง การขโมยของในคลังสมบัติเศรษฐีนั้นนำไปสู่การพบความลับที่ยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์การลอบสังหาร โอดะ โนบุนากะ รวมถึงการขึ้นครองอำนาจของโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ
แน่นอนว่าการล่วงรู้ความลับนี้ทำให้โกเอมอนต้องเข้าไปอยู่ในวังวนความวุ่นวาย ไม่ว่าจะการเจอนินจา “ไซโซ่” ตามแย่งชิงสิ่งที่โกเอมอนครอบครอง การแย่งชิงอำนาจของเหล่าขุนนาง จนไปถึงการเปิดเผยอดีตต่าง ๆ ที่เป็นปริศนาของตัวเขาเอง และนำไปสู่โศกนาฏกรรมในที่สุด
ในส่วนเนื้อเรื่องและ Theme นั้น Goemon ก็ยังมีกลิ่นอายคล้ายกับ Casshern อยู่ไม่น้อย เกี่ยวกับความโศกเศร้าและความสูญเสียของเหล่าตัวละครที่ได้รับผลจากสงครามและการเข่นฆ่า และตัวละครเอกก็ต้องอยู่ระหว่างความถูกต้องและความต้องการทางจิตใจ (ซึ่งนี่จะคล้ายกับแนวคิดเรื่อง Giri กับ Ninjo ของคาบูกิอยู่กลาย ๆ) และท้ายที่สุด Goemon ก็บอกในตอนจบว่่าสงครามและการแย่งชิงอำนาจนั้นมีแต่การสร้างความสุญเสียไม่รู้จักจบสิ้น
ถ้าว่ากันโดยเนื้อบทแล้ว Goemon น่าจะไม่ถูกใจคนที่ไม่ค่อยรู้ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเสียเท่าไร เพราะอาจจะขาดความต่อเนื่อง และสับสนกับช่องว่างของบทที่มีอยู่พอสมควร แต่ถ้าใครที่รู้จักประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นหรือคุ้น ๆ ชื่อตัวละครที่มีตั้งแต่ ซาสุเกะ ซารุโทบิ ฮัตโตริ ฮันโซ โตกุกาวะ อิเอยาสุ ฯลฯ ก็น่าจะรู้สึกสนุกไปกับเรื่องได้ไม่ยาก (ถึงแม้ว่าประวัติศาสตร์อาจจะเพี้ยน ๆ ไปบ้างก็เถอะนะ) ในขณะเดียวกัน Goemon ก็แก้ไขจุดอ่อนเรื่องบทที่อ่อนยวบสมัย Casshern ไปมากพอสมควร แต่ก็ยังคงต้องพึ่งพาการเล่าด้วยภาพเสียส่วนใหญ่เช่นเดิม
ส่วนเรื่องภาพนั้่น ต้องยอมรับว่าเป็นการระดมทำ CG ที่บ้าสุดขั้วเลยจริง ๆ และเราอาจจะต้องยอมรับว่านี่เป็นแนวทางการทำ CG ที่ไม่เหมือนกับหนังเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่พยายามทำ CG ให้เหมือนจริง ก็เอาแบบเป็นแฟนตาซีหลุดโลกจินตนาการไปเลย ในขณะที่ Goemon จะกึ่ง ๆ ผสานทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน ถ้าจะยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็ต้งองบอกว่าเหมือนเรากำลังอยู่ในโลกของเกม Final Fantasy เสียด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะฉากบ้านเมือง ปราสาทต่าง ๆ นั้น ก็ล้วนมีเค้าโครงความจริง รวมทั้งการออกแบบแบบญี่ปุ่นอยู่ แต่ในขณะเดียวกัน ทีมงานออกแบบก็ต่อเติมจนกลายเป็นภาพ CG ที่ราวกับเราอยู่ในโลกความฝันหรือเกมคอมพิวเตอร์อะไรอย่างนั้น และนี่น่าจะเป็นจุดขายอีกจุดหนึ่งที่หลายคนยอมตีตั๋วเข้าไปดู Goemon กัน
อีกอย่างที่หนังทำได้แบบหลุดโลกพอ ๆ กันคือฉาก Action ที่เรียกว่าได้กลิ่นอายของเกมคอมพิวเตอร์มาเต็ม ๆ ทั้งคิวบู๊ที่อัศจรรย์ แต่ไว้ลายความเท่ห์ของตัวละครและมุมกล้อง และที่สำคัญคือการใส่ “ความเวอร์” ลงไปในฉากแอคชั่นแบบไม่ต้องเกรงใจคนดู ประเภทพระเอกคนเดียวลุยทั้งกองทัพอะไรแบบนั้น ซึ่งแม้ว่ามันจะออกค่อนข้างเวอร์เกินจริงแบบสุด ๆ แต่เราก็พร้อมจะพูดว่า “เออ แม่งมันส์ว่ะ”

สำหรับผม โกเอมอนเป็นหนังที่ช้ัดเจนและโดดเด่นมากเรื่องการออกแบบ ที่ตั้งแต่เสื้อผ้า ฉาก CG คิวบู๊ และมุมกล้อง ฯลฯ แม้ว่าบทอาจจะยังมีจุดบกพร่้องอยู่บ้าง แต่ก็พอกลืน ๆ ไปได้อยู่บ้าง และทำให้เวลา 2 ชั่วโมงกว่า ๆ นั้นดูไม่น่าเบื่อเลยแม้แต่น้อย และยิ่งถ้าใครชื่นชอบดาราญี่ปุ่นเป็นพิเศษล่ะก็ เรื่องนี้ขนดารามาเพียบเช่นกัน (แม้จะเป็นดารารุ่นเก๋าเสียส่วนใหญ่ก็ตาม)
โดยส่วนตัว ผมว่านี่เป็นหนังที่ “เท่ห์ฉิบหาย” เลยล่ะ
Change: การเมืองที่ดีเกิดขึ้นเพราะคนที่ดี
ธ.ค. 12th
ในช่วงที่สถานการณ์การเมืองค่อนข้างจะน่าเบื่อกับน้ำเน่าเละเทะของเหล่า บรรดาคนที่เรียกตัวเองว่า “ผู้แทน” แต่เราอาจจะนั่งมองหน้ากันแล้วคิดว่า “ไอ้พวกนี้มันเป็นผู้แทนได้ไงวะ” เพราะคำพูดและสติปัญญาไม่ได้แสดงซึ่งความเป็นคนที่นำพาประเทศชาติไปสู่ความ เจริญได้อย่างไร
เบื่อไหมครับที่จะรู้สึกว่าการเมืองมันไร้ค่าสิ้นดี ดูไร้ความหวัง
มันก็อาจจะจริงอย่างนั้น แต่บางครั้ง เราก็ต้องสร้างความหวังให้กับตัวเราก่อนจะสิ้นศรัทธาไป
CHANGE ละคร TV Series จากประเทศญี่ปุ่นที่ทางช่อง TPBS นำมาฉายได้สักพักแล้วนั้นอาจจะเป็นยาดีและ “แรง” ที่จะทำให้เรารู้สึกดี ๆ กับการเมืองขึ้นมาบ้าง เรื่องราวของละครเรื่องนี้เกี่ยวกับนายอาซาคูระ เคย์ตะ ครูหนุ่มในบ้านนอกต้องกลับมาลงสมัครรับเลือกตั้งเพราะพ่อและพี่ชายที่เล่น การเมืองประสบอุบัติเหตุ
สิ่ง หนึ่งที่เคย์ตะรู้สึกอยู่เสมอในช่วงแรกก็คงไม่ต่างจากที่หลาย ๆ คนจะรู้สึกตอนนี้ คือการเมืองเป็นเรื่องสกปรก เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ นั่นคือเหตุผลที่เขาหลีกเลี่ยงจนแทบจะวิ่งหนีไปจากการเลือกตั้ง
แต่ สิ่งหนึ่งที่เคย์ตะมี และนักการเมืองทั่ว ๆ ไปไม่มีคือความบริสุทธิ์ของจิตใจ และความปราถนาที่จะรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่หนักอึ้งของเขา และนั่นทำให้เขาก้าวเข้าสู่รัฐสภา ก่อนจะจับผลัดจับผลูไปเป็นนายกที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ (เอ๊ะ มันคล้าย ๆ กับเมืองไทยยังไงก็ไม่รู้นะ) และเรื่องราวที่เหลือของเรื่องคือการปฏิบัติหน้าที่ ศรัทธาต่อการเมือง โฉมหน้าและเบื้องหลังอันโหดร้ายที่เขาต้องต่อสู้เพื่อปกป้องประชาชน
ความ เจ๋งและเด็ดขาดของเรื่องนี้คือบทละครที่ผูกเรื่องไว้ได้อย่างละเอียดยิบ แต่ก็แปลความยุ่งเยิงและวิชาการของการเมืองให้กลายเป็นเรื่องที่ชาวบ้านจะดู และลุ้นไปกับพระเอกได้อยู่ตลอดเวลา สิ่งสำคัญที่เรื่องได้พยายามแสดงอยู่ทุกตอนคือการซื่อสัตย์ต่อจิตใจและจรรยา บรรณของตัวละคร แม้ว่าแรก ๆ พระเอกแทบจะไม่มีใครอยู่ข้างเดียวกับเขาเลย แต่เพราะความปราถนาอย่างแรงกล้าและการทุ่มเทแบบเอาชีวิตเข้าแลก นั่นทำให้ทีมงานและคนรอบข้างเริ่มปันใจและเปลี่ยนมาสนับสนุนเขาอย่างเต็ม กำลัง
คำ พูดหนึ่งที่ตัวละครหลายคนมักพูดกับเคย์ตะคือ “คุณทำให้ผมนึกถึงวันที่ผมได้รับเลือกตั้งครั้งแรก” นั่นเพราะนายกมือใหม่ของเราเต็มไปด้วยจิตใจที่คำนึงถึงประชาชน ทุ่มเทให้กับการทำงานอย่างถึงที่สุดเพราะเขาได้สัญญากับทุกคนแล้วว่า เมื่อเขาเป็นผู้นำ ไม่ใช่ว่าเขามีอำนาจมากกว่าใคร หากแต่เขาคือคนที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชน คนที่ควรช่วยเหลือประชาชนมากกว่าใช้อำนาจไปวัน ๆ
ฟังแล้วมันละเหี่ยใจกับสิ่งที่เราเห็นทางทีวีไทยกันบ้างไหมครับ
บท ละครของ CHANGE น่าจะเป็นตัวอย่างบทละครชั้นเยี่ยมที่มีการทำการบ้านอย่างดี มีการหาข้อมูลเชิงเลิกในรัฐสภา ระบบการทำงานต่าง ๆ ของการเมือง รวมทั้งวิธีการทำงานต่าง ๆ ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ นั้นสร้างเรื่องราวที่น่าเชื่อ มีเหตุมีผลอย่างหนักแน่น ตัวละครทุกตัวล้วนมีเสน่ห์ในตัวเองจนเราต้องแอบเชียร์หลาย ๆ คนไปพร้อม ๆ กัน การดำเนินเรื่องกระชับและหาจังหวะต่าง ๆ ได้อย่างลงตัว ไม่ยืดเยื้อหรือขยี้อารมณ์แบบละครน้ำเน่าเมืองไทย
เรียกว่า 11 ตอนตั้งแต่ต้นจนจบนั้น เป็นความรู้สึกที่อิ่มแบบพอดี และจบด้วยรอยยิ้มและอิ่มเอิ่บมาก ๆ
ส่วน เรื่องการแสดงนั้น ทาคุยะ คิมูระ พระเอกอันดับต้น ๆ ของประเทศญี่ปุ่นก็แสดงได้สมราคาพระเอกคุณภาพ (สังเกตไหมครับ พระเอกเมืองนอกเนี่ย หน้าตาดีแถมแสดงเก่งอย่างเทพ ตรงข้ามกับเมืองไทยลิบลับ) การแสดงหลาย ๆ ฉากของเขาเรียกว่าทำเราอึ้งกันไปเลย (ถ้าใครทันดูตอนสุดท้าย จะเห็นฉากการแสดงที่เรียกว่าทำให้เขาได้รางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมแห่งปีกันเลย ) ส่วนนักแสดงอื่น ๆ ก็เรียกว่าดูเนียนไปกับเรื่อง มีพัฒนาการอยู่ตลอด ขณะเดียวกันก็คงเสน่ห์ไว้ได้อย่างดี
จุด ที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งที่ผมมักพูดกับคนที่ไม่เคยดูละครญี่ปุ่นว่า ละครญี่ปุ่นตัวละครแม้จะเยอะแค่ไหน แต่เขามีวิธีที่จะทำให้ทุกครั้งที่ตัวละครออกมากลายเป็นที่รักของคนดูโดยบท ที่ออกมาไม่ใช่ว่าจงใจยัดเพื่อให้มี “คิว” แต่อย่างใดเลย
โดย ส่วนตัว เมื่อผมดูละครเรื่องนี้จบ ผมรู้สึกดีมาก ๆ กับความหวังที่ละครได้สร้างขึ้นมาให้กับผู้ชม ซึ่งนั่นอาจจะเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของละครที่ต้องการสร้างให้ผู้ชม
ศรัทธา และความหวัง คือสิ่งที่ทำให้ประชาชนกล้าที่จะเชื่อมั่นในตัวนักการเมือง กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดของตัวเอง แม้ว่าในความเป็นจริงเราอาจจะต้องหวังให้นักการเมืองทำตัวดีให้สมกับความ หวังของเราด้วย ไม่ใช่แค่หวังกับประชาชนอย่างเดียว แต่อย่างน้อย ถ้าไม่มีใครเริ่มจะเปลี่ยน มันก็คงเหลวแหลกแบบทุกวันนี้ไปเรื่อย ๆ
CHANGE คือละครดี ๆ ที่พ่วงรางวัลมากมายจากประเทศตัวเอง ซึ่งคนไทยน่าจะดูมาก ๆ ในช่วงเวลานี้ อย่างน้อยก็จะได้เปิดตาไปดูอะไรดี ๆ แทนที่ละครตบตี น้ำเน่าที่สรรหามามอมเมาคนดูกันอย่างไร้รสนิยมสิ้นดี
สาวชาวนา : ความล่มสลายของมนุษย์ที่รู้ไม่เท่าทันโลกาภิวัฒน์
ธ.ค. 12th
เป็นอันรู้กันอยู่เสมอตั้งแต่สมัยเรียนว่า “เกษตรกร แข็งขัน เป็นกระดูกสันหลัง ของชาติ ไทยจะเรืองอำนาจ เพราะไทยเป็นชาติกสิกรรม” และนั่นก็น่าจะเป็นความจริงในสังคมไทยที่มีเกษตรกรอยู่ทั่วประเทศ
แต่ในสภาวะที่เมืองหลวงกำลังโตขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเทคโนโลยีและเม็ดเงินลงทุนมากมายจากทั้งในและนอกประเทศ ชาวบ้านที่อยู่ “นอกเมือง” ก็เริ่มมีช่องว่างที่ห่างออกไปเรื่อย ๆ ระหว่างคนเมืองกับคนนอกเมือง และไม่แปลกที่คนมากมายจะลุ่มหลงแสงสีของเมืองที่ได้รับรู้จากสื่อต่าง ๆ จนจากบ้านมาสู่เมืองก่อนจะพบว่ามันไม่ได้สวยหรูอย่างที่เขาคิดเลยแม้แต่น้อย กลายเป็นโศกนาฏกรรมชีวิตจริงที่เห็นกันได้อยู่บ่อย ๆ รอบตัวเมืองหลวงอันแสน “ศิวิไลซ์” ของเรา
“สาวชาวนา” ละครเวทีร่วมสมัยจากเครือข่ายละครกรุงเทพ (BTN) ในเทศกาลละครกรุงเทพ เป็นหนึ่งในละครที่ยอดเยี่ยมในการถ่ายทอดเรื่องราวโศกนาฏกรรมดังกล่าวผ่านตัวละคร “มะลิ” เด็กสาวของครอบครัวชาวนาซึ่งกระโดดขึ้นรถไฟเข้ามายังกรุงเทพโดยที่เธอไม่รู้เลยว่านั่นทำให้ชีวิตของเธอพลิกผันไปตลอดกาล
หลังจากมะลิเข้ามาในกรุงเทพด้วยความช่วยเหลือของประวิทย์ นักพฤษศาสตร์ที่เจอกันบนรถไฟ แต่ความช่วยเหลือก็แฝงไว้ด้วยความปราถนาของประวิทย์ที่มีต่อตัวมะลิ จนกลายเป็นความสัมพันธ์หลังจากที่เธอเข้ามาอยู่ในกรุงเทพ หลังจากนั้น ขณะเดียวกัน เธอก็เริ่มทำงานอาสาสมัครเพื่อสังคมกับกลุ่มต่าง ๆ โดยมีสืบศักดิ์ เป็นชายหนุ่มที่คอยสนับสนุนและแนะนำ
เมื่อเวลาผ่านไป มะลิเริ่มมีบทบาทมากขึ้นกับการริเริ่มโครงการปลูกข้าวปลอดสารพิษภายใต้ชื่อ “ข้าวสาวชาวนา” ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากและทำให้สืบศักดิ์ซึ่งดูแลโครงการอยู่นั้นมีชื่อเสียงอย่างรวดเร็วจนในไม่ช้าเขาก็ละทิ้งโครงการเพื่อมุ่งสู่การเป็นนักการเมืองจากชื่อเสียงที่เขาได้รับ คงเหลือแต่มะลิที่พยายามจะปลูกข้าวปลอดสารและทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่ออยู่แม้ว่าจะไม่มีใครเหลียวมองและสนใจเลยก็ตาม และนั่นนำไปสู่เรื่องราวอันน่าเศร้าของชีวิตเด็กสาวชาวนาที่พยายามจะยืนหยัดแต่ไม่อาจจะต้านทานกระแสของโลกที่เปลี่ยนไป
ความน่าทึ่งและยอดเยี่ยมอย่างมากของ “สาวชาวนา” เริ่มขึ้นจากบทละครที่ดัดแปลงจากบทดั้งเดิมของ Hideki Noda (ชื่อภาษาอังกฤษคือ Girl of the Soil) ที่แม้จะถูกเขียนขึ้นเมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว แต่กลับมีความใกล้เคียงแตะเชื่อมโยงกับสังคมไทยในปัจจุบันได้อย่างน่าประหลาด ซึ่งบทละครของ “สาวชาวนา” นั้นเต็มไปด้วยเทคนิคการเล่าเรื่องที่ทั้งหนักแน่นและมีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ กลวิธีการเล่าเรื่องราวของสาวชาวนานั้นใช้วิธีการตัดสลับกลับไปกลับมาระหว่างปัจจุบันกับอดีต ซึ่งนั่นทำให้ “ความจริง” ที่ผู้ชมได้รับรู้นั้นซ้อนทับกันอยู่หลายชั้น และกระบวนการนี้ทำให้ผู้ชมได้พบสิ่งที่น่าค้นหาอยู่ตลอดเวลา
เพราะ “ความจริง” ที่เราได้รับทราบในฉากก่อนหน้านี้ อาจจะเป็นแค่ความจริงตื้น ๆ ที่บดบังเรื่องราวที่ซ่อนลึกไว้อีกหลายชั้น จากที่เราคิดว่า “รู้แล้ว” ก็อาจจะกลายเป็นว่าเรายังไม่รู้อะไรเลยแทนได้ในไม่กี่ฉากถัดมา
นอกจากนี้ บทละครยังมีความลึกซึ้งลงไปในประเด็นความล่มสลายของจิตใจที่ถูกกัดกร่อนในสังคมเมือง ประเด็นด้านมนุษยธรรม กิเลส ตัณหาของมนุษย์ รวมทั้งกระแทกลงไปในสังคมชนบทที่กำลังได้รับอิทธิพลจากโลกาภิวัฒน์ คนที่ปรับตัวตามมันไม่ได้ก็อาจจะกลายเป็นเหยื่อของกระแสนั้นไปได้อย่างไม่ยากเย็น และนั่นน่าจะเป็นปัญหาที่ผู้ชมอย่างเรา ๆ ต้องนำไปขบคิดและ “รู้สึก” ก่อนที่เราจะกลายเป็นหนึ่งในเหยื่อเหล่านั้น
นอกจากความโดดเด่นด้านบทละครแล้ว สิ่งที่ช่วยเสริมให้ละครนั้นน่าสนใจอย่างมากคือการกำกับและใช้เทคนิคต่าง ๆ ในการสร้างฉากต่าง ๆ ที่มาปะติปะต่อกันอย่างไหลลื่น เพราะแม้ว่าการเล่าเรื่องจะประกอบไปด้วยฉากหลายฉากที่ตัดสลับกันไปมา แต่นิกร แซ่ตั้ง ผู้กำกับก็สามารถร้อยเรียงต่อกันได้อย่างเป็นเนื้อเดียวตลอดการแสดง การเลือกใช้อุปกรณ์ประกอบฉากเพียงเล็กน้อย แต่ใช้ Movement ของนักแสดงและรูปแบบต่าง ๆ ของ Blocking เป็นการอธิบายฉากต่าง ๆ นั้นกลายเป็นสีสันที่ทำให้การชมละครตลอดสองชั่วโมงไม่มีความรู้สึกเบื่อหน่ายเลยแม้แต่น้อย ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างชั้นเยี่ยมในการ “เลือก” เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อที่จะสื่อสารกับผู้ชม
ในขณะเดียวกัน ทีมนักแสดงของสาวชาวนายังเป็นเสมือนการรวม “ตัวจริง” ของวงการละครเวทีไทยจากกลุ่มละครต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแปดคูณแปด B-Floor เสาสูง New Theater Society และเบบี้ไมม์ พ่วงด้วยทีมงานจาก พระจันทร์เสี้ยวการละคร คณะละครสมมติ ซึ่งแม้ชื่อกลุ่มละครเหล่านี้อาจจะไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป แต่ถ้าเทียบชั้นฝีมือแล้ว คนกลุ่มนี้คือศิลปินด้านละครเวทีที่โดดเด่นเทียบชั้นกับศิลปินต่างชาติได้สบาย ๆ
ผลงานละครเวที “สาวชาวนา” น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของละครเวทีไทยประจำปีนี้ ทั้งในการสร้างงานที่มีคุณค่า สามารถเชื่อมโยงประเด็นด้านสังคมเข้ากับศิลปะ และยังคงความสามารถในการสร้างความบันเทิงให้กับผู้ชมได้ จึงไม่น่าแปลกใจอะไรหากละครเรื่องนี้จะได้รับรางวัลละครเวทียอดเยี่ยมประจำเทศกาลละครกรุงเทพ ประจำปีพ.ศ. 2552 ก่อนจะบินไปแสดงที่ Tokyo Metropolitan Art Space ที่ประเทศญี่ปุ่น
เรื่องน่าเสียดายอย่างเดียวที่ผู้เขียนพอจะนึกออกในการไปชม “สาวชาวนา” ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย (หอประชุมเล็ก) คือมีคนที่รับทราบข่าวคราวของละครเรื่องนี้น้อยมาก และพาลทำให้คิดไปว่าทำของดี ๆ อย่างนี้คนไทยกลับไม่มีโอกาสได้มาชมกัน!!!
ลมหายใจ เดอะมิวสิคคัล: เปิดคอนเสิร์ตก็ได้ ไม่ต้องเป็นละครเวทีหรอก
ธ.ค. 12th
เมื่อตอนที่ “บอย” ถกลเกียรติ วีรวรรณ ประกาศว่าจะจับมือ “บอย” โกสิยพงษ์ นำบทเพลงอันไพเราะและฮิตมาเรียบเรียงใหม่ให้กลายเป็นละครเพลงที่น่าประทับใจ พร้อมด้วยนักแสดงนำที่คุ้นชื่อและคุ้นเสียงกันเป็นอย่างดีนั้น แน่นอนว่ามันสามารถสร้างกระแสที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะเพลงของบอย โกสิยพงษ์นั้นขึ้นชื่อในด้านความอิ่มเอิบของความรักอยู่แล้ว หากมาทำเป็นละครเพลง ก็คงจะประทับใจไม่แพ้กัน แถมยังมีการพ่วงโฆษณาว่าละครของค่าย Scenario นั้นเป็นละครเวทีคุณภาพในด้านความโรแมนติก (?) และการแฝงประเด็นด้านความรักอย่างลึกซึ้ง (?)
เอาล่ะ นั่นคือสิ่งที่สื่อมวลชนและทีมประชาสัมพันธ์ของบริษัท Scenario พยายามจะบอกพวกเรามาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ท้ายที่สุดเมื่อผมเดินออกจากโรงละครรัชดาลัยในรอบ Preview ของ “ลมหายใจ เดอะมิวสิคคัล” เมื่อคืนวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา ผมก็อยากฝากข้อความไปบอกกับทีมงานว่า ไม่ต้องเอาเพลงมาทำเป็นละครหรอก เอานักร้องที่แสดงมาออกเทปแบบร้องใหม่ก็พอ เพราะที่เห็นบนเวทีตลอดสองชั่วโมงครึ่งน่ะ มันเสียของ!!!
เรื่องราวของลมหายใจ เดอะมิวสิคคัลนั้น เริ่มขึ้นในคืนวันหนึ่ง ในวันที่พัด (มอส ปฏิภาณ ปฐวีกานต์) เตรียมจะขอฝน (นิโคล เทริโอ) แต่งงาน ณ ร้านของเจ๊ฉัตร (รัดเกล้า อามระดิษ) เรื่องราวดำเนินไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่การที่พัดง้อฝนจนเตรียมจะเข้าพิธีแต่งงาน แต่ก็ต้องเดินทางไปต่างประเทศและประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิต ความโศกเศร้าจากการสูญเสียยังคงฝังใจทั้งตัวฝน เจ๊ฉัตร และพาย (แก้ม เดอะสตาร์) น้องสาวของพัด อยู่ตลอดเวลา และเมื่อเวลาผ่านไป ความเศร้าใจนี้ยังเป็นแผลที่ทำให้ตัวละครต่าง ๆ ติดอยู่ในบ่วง แม้แต่ฝนที่พยายามจะเริ่มรักใหม่กับต่อ (อ๊อฟ ปองศักดิ์) ก็ยังมีปัญหา ความเดือดร้อนนี้จึงกลายเป็นสิ่งที่ทำให้พัดต้องกลับมาจากโลกวิญญาณเพื่อมาแก้ไขและช่วยเหลือคนที่เขารักให้หลุดพ้นจากบ่วงนี้เสียที
ถ้ามองในประเด็นเรื่องความรักที่ทำให้คนเรามีทั้งทุกข์ทั้งสุข ทั้งติดกับและเป็นอิสระ รวมทั้งเป็นแรงขับที่ให้คนเรายอมทำอะไรเพื่อคนอีกคนหนึ่ง ก็นับว่าเป็นประเด็นที่ดีและน่าจะสอดคล้องไปกับเนื้อเพลงที่ว่า “เธอคือลมหายใจ เธอคือทุกอย่าง จะรักเธอไม่มีวันจาง ไปจากใจ…” แม้ว่าเพลงดังกล่าวจะถูกนำมาร้องแค่ช่วงต้นและแทบไม่ได้ตอกย้ำหรือปลุกเร้าเพื่อนำไปสู่อะไรก็ตาม แต่นี่ก็นับเป็นอีกครั้งที่ทีมเขียนบทของ Scenario ยังมีปัญหาเดิม ๆ กับการผูกร้อยเรื่องราว สร้างการติดตามและการเรียนรู้ของตัวละครเพื่อนำไปสู่การค้นพบแก่นสารของเรื่อง ซึ่งท้ายที่สุดละคร ลมหายใจ เดอะมิวสิคคัลก็ยังล้มคะมำเพราะลื่นไถลบนผิวหน้าของความคิดแต่ไม่ได้ดำดิ่งไปกับมันเลย
ปัญหาเดิม ๆ ที่ว่าก็ไม่พ้นการที่ละครพยายามจะสอดแทรกมุกตลกแบบตลกซิทคอมที่เห็นในทีวี ไม่ว่าจะเป็นตลกเพศที่สาม ตลกเล่นเสียง เล่นท่าทาง ตลกตึ่งโป๊ะแบบคาเฟ่ ตลกล้อเลียนคนต่างด้าว รวมทั้งตลกในมุขสองแง่สองง่าม ซึ่งทั้งหมดนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะมีไปทำไมเพราะมันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่อง แถมยังเป็นการเบรกอารมณ์คนดูที่พยายามจะ “อิน” กับเพลงและบรรยากาศ (ที่มันก็ไม่ได้ดื่มด่ำมากมายเสียเท่าไรอยู่แล้ว)
นั่นรวมไปถึงจังหวะการแทรกเพลงเข้าไปในบทละคร ที่แม้บางอันจะทำได้ต่อเนื่องสวยงาม แต่หลาย ๆ ครั้งก็ดูจะเงอะ ๆ งัก ๆ เหมือนจงใจแทรกเข้ามาเพื่อให้นักแสดงได้โชว์พลังเสียงกัน แต่อย่างน้อยก็ยังดีที่ว่าบทเพลงส่วนมากนั้นสามารถคล้อยไปกับเรื่องราวหรือความต้องการในฉากนั้น ๆ ได้ ไม่เช่นนั้นก็คงได้ออกทะเลกลายเป็นคอนเสิร์ตไปเสียนี่
อีกปัญหาของบทละครที่ยังต่อเนื่องมาจากละครเรื่องก่อน ๆ คือความเป็นเหตุเป็นผลของละคร เพราะแม้ว่าละครจะบอกตัวเองว่ามีความ Fantasy อยู่ ไม่ว่าจะเรื่องการหยุดเวลา การกลับมาของวิญญาณ แต่ตัว Fictional Truth ตรงนั้นก็ไม่ได้อธิบายที่มาที่ไปอย่างชัดเจนนัก แต่อาศัยการคลุมเครือของเรื่องและฉากที่ตัดสลับกันอยู่ตลอดพอเนียน ๆ ไปได้เรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลที่สวรรค์ยอมเลือกให้พัดมีโอกาสกลับมาช่วยเหลือคนรอบข้าง วิธีในการช่วยเหลือของพัด การพัฒนาและการเติบโตของตัวละครต่าง ๆ รวมไปถึงบทสนทนาหลายช่วงที่รวบรัดตัดความโครงเรื่องแบบมัดมือคนดูแล้วจูงให้เดินตาม แต่เอาเวลาที่น่าจะมาลงรายละเอียดกลับไปใส่กับมุกตลกหรือ Activity อื่น ๆ ที่ไม่เห็นจะจำเป็นอะไรกับเรื่อง
ผลที่ตามมาคือตัวละครในเรื่องจึงออกมาค่อนข้างจะ ทื่อ ซื่อ และถูกนำเสนอในไม่กี่ด้าน แม้แต่ตัวพัดกับฝนเอง ที่แม้จะใช้เวลาพรรณาพร่ำพรูเพลงรักมากมาย แต่ก็ไม่ได้มีอะไรส่งมาให้เรารู้สึกถึง “ความรัก” ที่มันเอ่อล้นจนถึงขนาดสวรรค์ต้องยอมให้โอกาสได้ (หรือไม่สวรรค์ก็คงให้โอกาสคนตายทุกคนเสียกระมัง)
นั่นไม่รวมไปถึงกระบวนเพลงต่าง ๆ ที่พยายามจะร้อยเรียงกันมานำเสนอ ถูกจังหวะบ้าง แปลก ๆ บ้าง ซึ่งสุดท้ายก็เลยไม่ได้นำไปสู่อะไรนอกจากคนพยายามอิ่มเอิบกับเพลงที่ตัวเองคุ้นหูถูกขับร้องและเรียบเรียงออกมาใหม่ (และหลาย ๆ เพลงก็เรียบเรียงออกมาแล้วรู้สึกว่าของเก่าดีกว่าเยอะมาก ๆ ด้วยซ้ำไป)
รัดเกล้า อามาระดิษ คงเป็นส่วนที่ดีที่สุดของละครเรื่องนี้ทั้งในการแสดงและเสียงร้อง ที่พอจะทำให้เราประทับใจในทั้งตัวบทเพลง และตัวละครที่ดูจะเป็นผู้เป็นคนที่สุดในเรื่อง และคงไม่แปลกถ้าเธอจะได้รับเสียงปรบมือที่ดังที่สุดเมื่อละครจบลง ส่วนอ๊อฟปอง ศักดิ์และแก้ม เดอะสตาร์นั้นก็โชว์เสียงร้องที่น่าประทับใจไม่น้อย เพียงแต่บทบาทที่พวกเขาได้รับนั้นไม่ได้ส่งเสริมให้แสดงความสามารถด้านการแสดงเสียเท่าไร และคงต้องใช้เวลาอีกพอสมควรเพื่อพิสูจน์ตัวเองบนเวทีละครเวที ในขณะที่มอส ปฏิภาณ กับ นิโคล เทริโอนั้น แม้จะได้รับบทตัวละครหลักก็ไม่ได้มีอะไรน่าประทับใจเป็นพิเศษ คงพอมีเสียงร้องที่พอจะกลบ ๆ แอคติ้งที่ยังงง ๆ หรือเน้นการฟูมฟายแบบละครทีวีไปได้
เอกชัย เอื้อครองธรรม อาจจะฝากผลงานที่น่าชื่นชมทั้งภาพยนต์และละครเวทีในต่างประเทศจนได้มีโอกาสทำละครเพลงเรื่องนี้ แต่น่าเสียดายที่ผลงานครั้งนี้ไม่ค่อยน่าประทับใจหรือแสดงศักยภาพตามที่ข่าวประชาสัมพันธ์พยายามจะชูเครดิตออกมา อาจจะมีบางส่วนที่น่าสนใจเช่นการวาง Blocking หรือการจัด Form และ Gesture ของคอรัสที่ออกมา แต่มันก็ไม่สามารถดึงส่วนหลักของเรื่องที่จมอยู่ได้
ส่วนสำหรับคนที่ชื่นชอบเทคนิคฉากหรือเทคนิคพิเศษของค่าย Scenario นั้น ก็น่าจะผิดหวังกับละครเรื่องนี้อยู่ไม่น้อยเพราะไม่ได้มีฉากไหนที่ดูแล้วน่าตื่นตาตื่นใจแบบเรื่องก่อน ๆ และรอบที่ได้ดูมานี้ก็ยังมีจุดผิดพลาดหลายจุดซึ่งคงต้องได้รับการปรับปรุงหรือออกแบบแก้ไขเพิ่มเติมก่อนจะเปิดแสดงจริง
มาถึงตรงนี้ ละครลมหายใจ เดอะมิวสิคคัลก็ยังคงแบบฉบับละครเวทีของ Scenario ที่เน้นการบันเทิงเริงรมย์แบบ Soap Opera ทำนองว่าไม่ต้องคิดอะไรมาก ขอแค่คุณปลื้มดารา ปลื้มบทเพลงก็น่าจะเพียงพอกับการตีตั๋วเข้าไปชมละครเวทีเรื่องนี้ และถ้าคนที่ต้องการอะไรแบบละครทีวีหลังข่าวในช่องฟรีทีวีต่าง ๆ รวมไปถึงตลกซิทคอมของไทยที่เห็นกันอยู่ดาษ ๆ สิ่งที่ละครเรื่องนี้นำเสนอก็น่าจะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีเพราะมีครบทุกรส ไม่ว่าจะเศร้า รัก โรแมนติก ตลก โปกฮา แม้ว่ามันอาจจะไม่สุดไปทางใดทางหนึ่งเลยก็ตาม
แต่ถ้าคนหวังว่าจะได้ดูละครเวทีดี ๆ มีคุณภาพด้วยการเอาเพลงมาร้อยเรียงแบบที่เรียกว่า Jukebox Musical อย่างที่ MAMA MIA ทำนั้น ละครเรื่องนี้ยังห่างไกลอยู่มากโข

