Post Type

เวลาเราพูดถึงหนังดราม่าข้นๆ ที่ถ่ายทอดชีวิตของคนให้กลายเป็นบทเรียนสุดลึกซึ้งของผู้อ่านแล้ว เราก็มักนึกถึงหนังที่อัดแน่นไปด้วยสถานการณ์บีบคั้นและความขัดแย้งที่เข้มขันของตัวละครเพราะนั่นเป็ส่วนสำคัญของเรื่องเลยทีเดียว

แต่ถ้าหนังดราม่าที่ว่านั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแข่งรถที่เร็วที่สุดในโลกอย่างฟอร์มูล่าวันล่ะ คุณจะยังถ่ายทอดออกมาด้วยแค่การขัดแย้งกันของตัวละครหรือเปล่า หรือคุณจะทำแบบเดิมๆ ให้มันกลายเป็นหนังแข่งรถแบบมันส์ๆ เอา?

RUSH ของ Ron Howard ตีโจทย์ดังกล่าวและหาจุดร่วมของการเป็นดราม่าที่เข้มข้นให้เข้าใจแก่นของมนุษย์และในขณัเดียวกันก็ยังได้ลุ้นสนุกกับการแข่งรถสุดมันได้

เรื่องราวของ RUSH จับโฟกัสไปที่ตัวละครสองคน James Hunt และ Niki Lauda ซึ่งเป็นคู่ปรับกันชนิดเกลียดเข้าไส้ ทั้งสองต้องห้ำหั่นกันเพื่อคว้าชัยชนะในสนามแข่งเพื่อตำแหน่งแชมป์โลกให้ได้ ซึ่งอะไรๆ มันก็ไม่ง่ายเพราะทั้งสองคนก็เก่งชนิดห้ำหั่นกันไม่ลง แถมต่างก็อยู่ในทีมสุดแกร่งด้วยกันทั้งคู่ และด้วยใจที่มุ่งมั่นเพื่อเอาชนะอีกฝ่ายให้ได้ จึงทำให้พวกเขาต้องทุ่มเทและเสี่ยงชีวิตมากกว่าที่ควรจะเป็น

ฟังๆ พล็อตดูหลายคนก็คงมองว่า RUSH น่าจะเป็นหนังแข่งรถประเภทมาลุ้นว่าใครจะชนะเป็นแน่ แต่แท้จริงแล้วหนังพาเราไปสู่การเข้าใจที่มากกว่านั้น โดยเฉพาะการเข้าใจมิติของสองตัวละครหลักตั้งแต่เรื่องความเป็นมา ความมุ่งมั่นและความคลั่งไคล้ในการแข่งรถ ตลอดจนสายสัมพันธ์ของการเป็นคู่แข่งคู่อาฆาตทั้งในและนอกสนามกับอีกคน ซึ่งนั่นน่าติดตามว่าชีวิตของพวกเขาจะลงเอยอย่างไรพอๆ กับที่เราต้องลุ้นว่าใครจะเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก แถมตัวละครหลักสองคนก็เป็นสองฝั่งที่ต่างสุดขั้วกันแล้วด้วย นั่นเลยทำให้ความขัดแย้งที่ขมวดปมของเรื่องก็แน่นขึ้นไปอีก

ถ้ามองในแง่การเป็นหนังดราม่าแล้ว RUSH อาจจะเป็นดราม่าที่มีความข้นกว่าเรื่องก่อนๆ ของ Ron Howard เล็กน้อย แต่นั่นก็ยังอยู่ในระดับที่เรารู้สึกอินกับตัวละครและสถานการณ์ต่างๆ ได้อยู่ดี ฝีมือการเล่าเรื่องของเขาและการเHowardลือกลำดับภาพต่างๆ ทำได้เข้มข้นและมีเสน่ห์ ทำให้ RUSH ไม่ใช่กลายเป็นหนังชูการแข่งรถเป็นจุดขาย แต่คือการใช้มันเป็นฉากหลังของชีวิตคนสองคนได้อย่างลงตัว และในขณะเดียวกันหนังก็รู้ตัวเองดีว่าต้องไม่ลืมความสำคัญของฉากแข่งรถที่หลายๆ คนรอดูว่าจะทำออกมาได้สมกับเป็น “ฟอร์มูล่าวัน” ไหม

rush-movieพอเป็นเช่นนี้แล้ว RUSH ที่แม้หน้าหนังจะดูเหมือนหนังแข่งรถ เลยเป็นหนังที่พาเราไปเข้าใจอะไรมากกว่านั้น มันทำให้เราเข้าใจคนประเภทที่เอาชีวิตไปเสี่ยงตายกับการขับรถที่ความเร็ว 170 ไมล์ต่อชั่วโมงและพร้อมจะเสียชีวิตได้ทุกเมื่อหากเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน มันพาลงดำดิ่งไปว่าทำไมพวกเขาถึงหลงใหลมันชนิดยอมสละทุกอย่างเพื่อให้ได้เป็นที่หนึ่ง และนั่นทำให้ชีวิตของพวกเขาแตกต่างจากคนธรรมดาและมีมิติให้เราได้เรียนรู้อย่างคาดไม่ถึง

อย่างที่บอกไปว่าการกำกับของ Ron Howard ก็ยังอยู่ในระดับเยี่ยมอยู่ แถมในส่วนที่เป็นการแข่งรถก็ยังมันส์ระทึกได้ไม่แพ้หนังแข่งรถทั่วๆ ไป​(หรืออาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ) ส่วนนักแสดงที่แม้ว่าจะไม่ใช่ดาราดังแนวหน้า แต่ Daniel Bruhl และ Chirs Hemworth ก็ดูเข้ากับบทบาทตัวละครทั้งสองตัวอยู่แม้จะน่าเสียดายบ้างที่หนังก็ไม่ได้มีฉากอะไรให้พวกเขาได้แสดงความสามารถสูงนัก

โดยรวมแล้ว RUSH เป็นหนังที่ให้อะไรมากกว่าหน้าหนังที่เราเห็นว่าเป็นโปสเตอร์รถแข่ง มันมีความเข้มข้นและทิ้งอะไรให้เราคิดอยู่เยอะพอสมควรตามแบบฉบับหนังชีวิต แถมมันยังทำให้เราเห็นมิติใหม่ๆ ที่เราไม่คาดคิดกับหนังที่มีฉากหลังของการแข่งรถหลังจากที่หลังๆ เราคุ้นกับหนังประเภท Fast & Furious เสียมากกว่า

ปล. ผมได้ดู RUSH ในแบบ 4DX ซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่สนุกทีเดียวเพราะหนังมีฉากที่ได้ใช้เทคนิค 4D มากพอสมควร เลยทำให้ดูได้เพลินเอามากๆ ฉะนั้น RUSH อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีของคนชอบดูหนังคุณภาพแล้วอยากลอง 4DX ด้วย (เพราะส่วนมากหนัง 4DX จะเป็นหนังแบบ…ก็รู้ๆ กันอยู่นะฮะ)

Warning หลายคนอาจจะรู้ว่าเรื่องนี้นำมาจากเรื่องจริง แต่ผมขอแนะนำอย่างแรงว่าอย่าเพิ่งไปเปิด Wiki อ่านดูว่าตัวละครมีชะตากรรมอย่างไรหรือเกิดอะไรขึ้นระหว่างพวกเขา เพราะถ้าคุณไม่รู้อะไรแล้วไปดูเลย คุณจะดูสนุกและลุ้นมากขึ้นหลายเท่าทีเดียว

YouTube Preview Image

About The Author

เขียนงานวิจารณ์ละครเวทีมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2546 จนถึงปัจจุบัน เช่นเดียวกับงานวิจารณ์ภาพยนตร์ที่ทยอยเขียนเรื่อยๆ ในบล็อก barkandbite.net จนตัวบล็อกได้รับรางวัล Best Entertainment Blog ใน Thailand Blog Award ปัจจุบันก็ยังเขียนงานวิจารณ์หนังและละครเวทีอยู่เรื่อยๆ และรับตำแหน่งเลขานุการชมรมวิจารณ์ศิลปะการแสดง (IATC)

Leave a Comment