Post Type

ความอหังการ์ของมนุษย์อันนำไปสู่ความย่อยยับของชาติพันธุ์นั้นมีอยู่ในตำนานและวรรณคลาสสิคอยู่นับไม่ถ้วน แน่นอนว่า Planet of the Apes ก็เป็นหนึ่งในซีรี่ย์ที่มีเค้าโครงเกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าวและถูกนำมาสร้างกว่า 6 ภาคไปแล้ว (5 ภาคที่เกี่ยวเนื่องกันและอีกหนึ่งภาคที่แหวกแนวของทิม เบอร์ตั้น) ซึ่ง Rise of the Planet of the Apes อันเป็นภาคล่าสุดนี้ ก็กลายเป็นปฐมบทของซีรี่ย์นี้ได้อย่างหนักแน่น ดุดัน แถมยังชูประเด็นให้เหล่ามนุษย์ที่นั่งดูได้สะอึกกันเลยทีเดียว

วิล (เจมส์ ฟรังโก้) เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามทดลองยาเพื่อรักษาอาการอัลไซเมอร์ให้ได้ การทดลองของเขาจึงจำเป็นต้องใช้ลิงชิมแปนซีมาทดลองเชื้อไวรัสที่ถูกพัฒนาขึ้น แต่ด้วยอุบัติเหตุทางการทดลอง ทำให้โปรเจคต้องหยุดชะงักและเขาต้องเลือกรับทารกชิมแปนซีแรกเกิดมาเลี้ยงที่บ้านเพื่อไม่ให้มันถูก “กำจัด” ตามนโยบายบริษัท ทารกชิมแปนซี “ซีซาร์” ถูกเลี้ยงให้โตขึ้นพร้อมกับความสามารถทางสมองที่เกิดธรรมดาอันเป็นผลต่อเนื่องจากการทดลองที่เกิดผลในตัวแม่ของมัน ในไม่ช้าซีซาร์ก็กลายเป็นลิงอัจฉริยะและเริ่มตั้งข้อสงสัยว่าตัวเองนั้นอยู่กับวิลในฐานะอะไรกันแน่ จนกระทั่งเมื่อซีซาร์โดนจับขังหลังจากเกิดเหตุทำร้ายคนขึ้น ที่สถานกักกันทำให้ซีซาร์ได้พบกับสังคมลิงที่มีชาติพันธุ์เดียวกันแถมถูกทรมานจากคนดูแล การโกรธแค้นที่ถูกทำร้ายบวกกับสติปัญญาที่ตัวเองมีทำให้ซีซาร์วางแผนที่จะปลดแอกการเป็นทาสสัตว์เลี้ยงของมนุษย์ และช่วยเหลือให้เหล่าลิงทั้งหมดพ้นจากการเป็น “ลิงทดลอง” เสียที

ในความเข้าใจของเราหากไม่เคยได้ดูหนังของ Planet of the Apes มาก่อนเราก็อาจจะยังมีความเข้าใจคลุมเครือว่าต้นสายปลายเหตุที่โลกเรากลายเป็นถูกปกครองโดยลิงและมนุษย์เป็นทาสนั้นมาจากเหตุอันใด บ้างก็อาจจะเข้าใจว่าลิงนั้นลุกขึ้นมาต่อสู้กับมนุษย์และกวาดล้างจนหมดโลกด้วยพละกำลังสัตว์ป่าจากความโกรธแค้นอะไรเทือกๆ นั้น แต่ใน Rise of the Planet of the Apes นั้นทำได้ดีกับการเล่าที่มาที่ไปอย่างมีเหตุมีผลและเชื่อถือได้ดังที่เราจะเห็นได้จากพัฒนาการของตัวซีซาร์เองจากตอนต้นที่เป็นลิงเชื่อฟังคนและมีความรักต่อวิล แต่เพราะเหตุการณ์ที่มากระทบจากความโหดร้ายของมนุษย์นั่นเองที่ทำให้ตัวซีซาร์เริ่มคิดที่จะต่อต้านและลุกขึ้นมาต่อสู้ ซึ่งนั่นก็ไม่ต่างจากการที่เหล่าบุคคลสำคัญของมนุษย์หลายๆ คนที่ลุกขึ้นมาปฏิวัติสังคมเพื่อต่อสู้จากการถูกกดขี่ข่มเหง

จุดที่ดีของหนังคือการทำให้เราได้เข้าใจการเติบโตและเหตุผลของ “ความรุนแรง” ที่จะเกิดขึ้นในท้ายเรื่อง ในขณะเดียวกันหนังก็ยังเล่าให้เห็นความพินาศที่เกิดขึ้นจากความบ้าบิ่นของมนุษย์ที่พยายามจะเอาชนะธรรมชาติ ตลอดจนกิเลสตันหาจนมองข้ามสิ่งที่เรียกว่า “มนุษยธรรม” ไป

แต่ในขณะเดียวกัน หนังก็เหมือนจะประณีประนอมกับ “ความรุนแรง” ที่เกิดขึ้นในเรื่องและก็หาทางออกให้คนดูอยู่เสียหน่อย กล่าวคือหนังทำโทนเรื่องให้ดูน่ากลัวและกดดันอยู่พอสมควร แต่เอาเข้าจริงหนังก็ไม่ได้เลือกให้ “ความรุนแรง” นั้นสวนกลับมายังผู้ก่อกำเหนิดซึ่งก็คือมนุษย์แต่อย่างใด การต่อสู้ของเหล่าวานรที่นำโดยซีซาร์นั้นไม่ได้มีหมายที่จะ “ฆ่าล้างเพื่อแก้แค้น” แต่อย่างใด หากแต่เพื่อ “ทวงคืนอิสรภาพ” และกลับไปยัง “บ้าน” ของตัวเอง ฉะนั้นแม้ว่าเราจะเห็นฉากแอ็คชั่นแบบน่ากลัวด้วยเหล่าฝูงลิงที่ดุร้ายจากสัญชาติญาณสัตว์ป่า แต่หนังก็ไม่ให้เกิดความรุนแรงชนิดที่ทำร้ายจิตใจคนดูจนเกินไป แถมยังหาปูทางออกในตอนท้ายของเรื่องที่นำไปสู่การล่มสลายของเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้อย่างฉลาดพอสมควร ซึ่งบางทีนี่อาจจะเป็นจุดประสงค์ของหนังที่ไม่ได้ต้องการสร้างหนังประเภทสัตว์ร้ายไล่ฆ่ามนุษย์แบบเรื่องอื่นๆ ก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม จุดที่หนังดูจะดรอปลงไปบ้างคือในช่วงท้ายที่หนังดันการต่อสู้ของเรื่องมาจนถึงไคลแม๊กซ์แล้ว แต่บทสรุปความสัมพันธ์ระหว่างซีซาร์ผู้นำวานรกับวิลซึ่งเป็นเสมือนพ่อบุญธรรมนั้นดูจะโอละพ่อและรวบรัดอยู่เสียหน่อย ทำให้การคลี่คลายของเรื่องดูกลายเป็นสูตรสำเร็จและ “ไม่ถึงใจ” พอๆ กับที่อาจจะมองได้ว่าหนังดูจบแบบครึ่งๆ กลางๆ เพราะน่าจะต่อเรื่องออกไปได้อีกเสียหน่อย เช่นเดียวกับบทบาทของตัววิลหรือมนุษย์คนอื่นๆ ที่ค่อนข้างจะเป็น “สูตรสำเร็จ” และไม่ได้ลงลึกเสียสักเท่าไร

ส่วนที่ค่อนข้างน่าทึ่งของหนังคือการทำ Special Effect และ CGI ในการสร้างตัวละครลิงชิมแปนซีขึ้นมาให้ดูมีชีวิตสมจริง และในขณะเดียวกันก็ดูเป็นลิงที่ “รู้สึก” อย่างค่อนข้างลึกมากผ่านแววตาและสีหน้า จนหลายๆ ฉากทำเอาเราตกใจกลัวอยู่ไม่น้อย (แน่นอนว่ามันก็ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่าตัวละครลิงในเรื่องยังเล่นดีกว่านักแสดงบางคนในเรื่องเสียอีกต่างหาก)

โดยรวมแล้ว Rise of the Planet of the Apes ทำออกมาได้ดี มีโทนหนังที่ทันสมัยแต่ก็ยังแฝงความเป็นคลาสสิคของบทประพันธ์อยู่ หนังรู้จักเลือกใช้ฉากและมุมกล้องให้เรารู้สึกตื่นตาตื่นใจในฉากสนุกสนาน ซึ่งก็พอๆ กับการระทึกขวัญในฉากไล่ล่าและต่อสู้ สิ่งที่ดีคือหนังมีประเด็นที่ชัดเจนและเล่าให้ประเด็นนั้นอย่างต่อเนื่องและมีน้ำหนัก มันจึงกลายเป็นหนังที่นอกจากจะมีแอ็คชั่นให้ลุ้นระทึกแล้ว ก็ยังมีเรื่องมีราวอันน่าติดตามไปพร้อมๆ กัน ซึ่งก็ทำให้หนังค่อนข้างที่จะจับเราได้อยู่หมัดตลอดช่วงเวลากว่า 1 ชั่วโมง 40 นาที

About The Author

เขียนงานวิจารณ์ละครเวทีมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2546 จนถึงปัจจุบัน เช่นเดียวกับงานวิจารณ์ภาพยนตร์ที่ทยอยเขียนเรื่อยๆ ในบล็อก barkandbite.net จนตัวบล็อกได้รับรางวัล Best Entertainment Blog ใน Thailand Blog Award ปัจจุบันก็ยังเขียนงานวิจารณ์หนังและละครเวทีอยู่เรื่อยๆ และรับตำแหน่งเลขานุการชมรมวิจารณ์ศิลปะการแสดง (IATC)
  • Anonymous

    ลิงในเรื่องนั้นเขาเอานักแสดงเล่นแล้วใช้ CG ทับเอาครับ การแสดงของลิง ก็คือการแสดงของนักแสดงที่เป็นคนนี่แหละ