ในบรรดาละครเวทีและการแสดงประเภทต่าง ๆ นั้น หนึ่งในประเภทที่น่าสนใจและแหวกแนวมากที่สุดคือการแสดงแบบ Experiment หรือละครเวทีแนวทดลอง ซึ่งจะมีลักษณะที่แตกต่างจากการแสดงทั่ว ๆ ไปในด้านวิธีการนำเสนอและรูปแบบซึ่งมักจะมีความแปลกใหม่และท้าทายประสบการณ์ของคนดูที่วิธีต่าง ๆ นานา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการ “เล่นกับคนดู” รวมถึงการให้คนดูมีส่วนร่วมกับการแสดงชนิดแบบเต็มที่จนบางทีกลายเป็นว่าคนดูคือส่วนหนึ่งของการแสดงแทนที่จะแค่นั่งชมเฉย ๆ
มหาวิทย์ทะลาย (Universitoom) ฝีมือของปวิตร มหาสารินันท์ จากภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็เป็นหนึ่งในการแสดงแนวทดลองที่ไม่ค่อยได้เห็นในประเทศไทยเท่าไร มันทั้งท้าทายกฏเกณฑ์การชมการแสดงและมหรสพที่เราคุ้น ๆ กัน เปลี่ยนรูปแบบการแสดงรวมทั้งสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เปลี่ยนวิถีในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักแสดงกับคนดู และไม่วายที่จะให้คนดูกลายเป็นคนกำหนดทิศทางของการแสดง ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่านั่นเป็นสิ่งแปลกใหม่พร้อมกับประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับคนดูที่แฝงไว้ซึ่งประเด็นหลาย ๆ อย่างที่จะต่อยอดต่อไป แต่น่าเสียดายที่การ(แสดง)ทดลองครั้งนี้คงประสบผลสำเร็จได้ยากเพราะอุปสรรคสำคัญที่เรียกว่า “คนดู”
เรื่องราวหลวม ๆ ของมหาวิทย์ทะลายคือเหล่าบรรดานิสิตนักศึกษาของ Universitoom ต้องมาสอบในวิชา “บัณฑิตในอุดมคติ” แต่ในห้องสอบ (ซึ่งก็คือห้องเรียน)นั้น อาจารย์กลับไม่มาเสียทีจนทำให้พวกเขาต้องเริ่มทำอะไรบ้างอย่างเช่นเดียวกับบรรดาผู้ชมที่เข้าไปในฐานะ “ผู้ชมการสอบ” ที่บรรดานิสิตนักศึกษาพูดกัน และเรื่องราวที่เหลือจากนั้นเป็นสิ่งที่สุดจะคาดเดาเพราะไม่มีอะไรที่แน่นอน มีแบบแผนชัดเจน คงแต่ให้ความ “สด” และความ “ร่วมกันของเวลาและสถานที่” ระหว่างนักแสดงและผู้ชมพัดพาไปตามความเหมาะสมชนิดเราก็ไม่มีทางรู้จริง ๆ ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป และสุดท้ายมันจะไปจบอย่างไรกันแน่
เอาเข้าจริง การแสดงที่พยายามหล่อให้กลุ่มคนที่ไม่ว่าจะนักแสดงและคนดูเข้าเป็นหมู่มวลเดียวกันโดยใช้นัยต่าง ๆ บอกใบ้ ตั้งแต่การใช้สถานที่เป็นห้องเรียนแทนที่จะเป็นโรงละคร การเปิดไฟสว่างหมดไม่ต่างชม.เรียนจริง ๆ ฯลฯ อาจจะเป็นวิถีในการทดลองที่น่าสนใจและน่าจะกระตุ้นให้คนดูท้าทายพร้อมจะก้าวออกจากกรอบเดิม ๆ เพื่อค้นเจอประเด็นที่การแสดงกำลังจะวิพากษ์วิจารณ์อะไรต่างๆ ได้ แต่ในขณะเดียวกันมันก็แบกรับความเสี่ยงไว้มากมายโดยเฉพาะเมื่อเป็นการแสดงที่ต้องเล่นกับผู้ชมที่คิดว่ากำลังจะมาดูละครเวทีแบบเดิม ๆ โดยไม่คุ้นชินกับการที่ต้องมาปฏิสัมพันธ์กับละครมากไปกว่ามานั่งดูตามปรกติ และนั่นก็ทำให้การแสดงมีสิทธิ์ที่จะเวิร์คไปเลยไม่ก็แป๊กคว่ำกันตั้งแต่นาทีแรกได้พร้อม ๆ กัน
แม้ว่าประเด็นหรือข้อคิดที่การแสดงพยายามจะวิพากษ์วิจารณ์สิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบการศึกษาและผลผลิตทั้งบุคลากรและทัศนคติต่าง ๆ เช่นพฤติกรรมของคนดูที่มีต่อคำถามที่ถูกโยนมาจากนักแสดง ซึ่งเป็นคำถามที่ท้าทายและน่าสนใจทั้งสิ้น (หากอยู่ในงานเสวนาต่าง ๆ) รวมไปถึงสภาวะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนดังกล่าวจะสามารถสาวต่อไปจนกลายเป็นอาหารสมองได้ แต่การที่รูปแบบ (Form) ของการแสดงนั้นค่อนข้างจะแปลกใหม่กับประสบการณ์เกินไป จนอาจจะสร้างความฉงนและงงงวยกับประสบการณ์ดังกล่าวจนลืมที่จะหยิบจับหรือฉวยคว้าอะไรที่เกิดขึ้นในการแสดงได้ คงจะต้องเป็นบรรดาผู้ชมหรือศิลปินที่คุ้นเคยกับการดูการแสดงมาเยอะที่พอจะรู้ทางและวิธีที่จะ “จัดการ” กับการแสดงดังกล่าว
นอกจากนี้ การให้เหล่ามวลชนซึ่งรวมผู้ชมไปด้วยกำหนดทิศทางของการแสดง จึงจำเป็นที่ให้ผู้ชมมีปฏิสัมพันธ์กับนักแสดงและกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแทนที่จะนั่งเฉย ๆ และกลัวที่จะเล่นกับนักแสดงตามที่การแสดง(น่าจะ)หวังไว้ ซึ่งจากที่ผู้เขียนได้ชมนั้น ปัญหาสำคัญคงเป็นที่นักแสดงซึ่งยังดูประหม่าและไม่เจนจัดเพียงพอที่จะกล้าเล่นและท้าทายกับคนดูจนเพียงพอที่จะทำให้หมู่มวลทั้งหมดไหลไปกับการแสดงได้ และหลายครั้งเมื่อนักแสดงเจอสภาวะที่แป๊ก (คนดูไม่เล่นด้วย) ก็เลยต้องหาอย่างอื่นมากลบเกลื่อนอยู่เรื่อย ๆ ทำให้การแสดงเป็นห้วง ๆ ขาดตอน และบางทีก็สังเกตให้เห็นถึงความพยายามที่จะ “แถ” เพื่อให้เรื่องเดินต่อไป ซึ่งภาวะที่นักแสดงไม่สามารถดึงให้คนดูเข้ามามีส่วนร่วมได้นี่แหละ กลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้การทดลองครั้งนี้สะดุดอยู่ตรงกลางโดยที่ไม่ไหลต่อเนื่องจนถึงปลายทางได้
และแม้ว่าละครจะมีคำอธิบายต่าง ๆ ไว้ในสูจิบัตรทั้งผ่าน Director’s Note และบทความต่าง ๆ แต่ก็นั่นก็ไม่น่าจะใช่วิธีการสร้างบทสรุปหรือการให้คำตอบที่ถูกเสียเท่าไรนัก เมื่อกว่าที่ประสบการณ์อันแปลกประหลาดของผู้ชมจะถูกไขความได้นั้นก็ช้าไปเสียเมื่อ “ความสด” มันหมดไปแล้ว
ผู้ชมน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การแสดงนี้แบกรับความเสี่ยงไว้ค่อนข้างสูง เพราะต้องอาศัยหลาย ๆ อย่างจากผู้ชมเป็นตัวตั้งซึ่งจะส่งผลต่อพฤติกรรมการชมการแสดงเลยก็ว่าได้ การมาชมการแสดงครั้งนี้เป็นหมู่คณะขนาดใหญ่ (อย่างรอบที่ผู้เขียนชมเป็นรอบแรกที่มีผู้ชมสองร้อยกว่าคน) ทำให้คนไม่กล้าที่จะมีปฏิสัมพันธ์ร่วมหรือทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ยากต่อนักแสดงที่จะควบคุมสถานการณ์ไว้ได้อย่างลงตัว จนอาจจะท้าทายเหลือเกินกับผู้ชมที่ไม่รู้ว่ารอบที่มาดูจะออกหัวหรือออกก้อย (เช่นเดียวกับนักแสดงและทีมงาน) และแน่นอนว่าการที่แต่ละรอบไม่เหมือนกัน ก็อย่าตกใจว่าแต่ละรอบก็ได้อะไรกลับไปไม่เหมือนกัน (หรืออาจจะไม่ได้อะไรออกมาเลยก็ได้)
ที่กล่าวมานั้น ใช่ว่ามหาวิทย์ทะลายจะเป็นการแสดงที่เหลือรับ หรือยากเกินกว่าที่เข้าถึงประเภทติสต์แตกเกินบรรยาย เพราะการแสดงก็ยังมีอะไรให้น่าคิด น่าหยิบจับเอากลับไปคิดต่อที่บ้านได้อยู่ การที่บอกว่าไม่เวิร์คนั้นไม่ได้บอกการทดลองนี้ผิดมหันต์ เพียงแต่มันยังต้องอาศัยเวลาที่จะจูนความชัดเจนให้มากกว่านี้ รวมทั้งมันยัง “ใหม่ไป” กับสังคมและวัฒนธรรมการดูการแสดงของผู้ชมชาวไทยอีกด้วย และก็คงไม่ใช่ความผิดที่จะไปโทษใครทั้งผู้สร้างหรือผู้ชม
เพราะมันก็บอกอยู่แล้วนี่ว่าเป็น “การทดลอง” ซึ่งท้ายที่สุด มันก็มีทั้งสำเร็จและล้มเหลว
ส่วนการแสดงมหาวิทย์ทะลายจะสำเร็จหรือล้มเหลวนั้น คนดูที่เข้าไปร่วมทดลองนั่นแหละจะเป็นคนบอกเอง
หมายเหตุ การแสดงมหาวิทย์ทะลายเปิดการแสดงตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคมจนถึง 29 สิงหาคม พุธ-ศุกร์ รอบ 18.30 น. เสาร์ รอบ 14.00น. และ 18.30 น. อาทิตย์ รอบ 14.00น.) ณ อาคารบรมราชกุมารี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สอบถามติดต่อ 02-2184802






Recent Comments