Toy Story 3: ความหลังในกล่องเก่า

ในบรรดาหนังไตรภาคที่สร้างแบบต่อ ๆ กันมาโดยไม่ได้วางแผนไว้ตั้งแต่แรกนั้น ผมมักพบกับความผิดหวังเสียส่วนใหญ่เพราะเหมือนมุกที่ใช้ในภาคหลัง ๆ นั้นกลายเป็นมุกที่หมดความครีเอทีฟไปเยอะ (ประมาณว่าปล่อยของไปหมดแล้วในภาคแรกและภาคสอง) แต่น่าแปลกมากเมื่อผมดู Toy Story 3 ผมกลับรู้สึกสนุกมาก ๆ ไม่ผิดกับครั้งที่ผมได้มีโอกาสดู Toy Story ครั้งแรกในโรงภาพยนต์ แถมเวลาที่ผ่านมาเนิ่นนานจากภาคแรกกลับทำให้ผมซึ้งและอินไปกับแก่นของภาคนี้มากขึ้นไปเสียอีก ซึ่งก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม Rotten Tomatoes ถึงยกให้หนังเรื่องนี้มีคะแนนสูงมากถึง 99% เลยทีเดียว (และกลายเป็นหนังขวัญใจนักวิจารณ์ประจำปีไปเรียบร้อยแล้ว)

เรื่องราวของ Toy Story 3 เริ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปจากภาค 1 และ 2 นานเอาการ และแอนดี้ที่เคยเป็นเด็กน้อยกลายเป็นหนุ่มที่กำลังจะก้าวเข้าสู่มหาวิทยาลัย (เช่นเดียวกับผมซึ่งเป็นคนดูที่ดูภาคแรกเมื่อยังเรียนประถม แต่บัดนี้เรียนจบทำงานไปถึงไหนแล้ว) วันเวลาของการเล่นของเล่นแสนรักนั้นเหือดหายไปตามกาลเวลาจนบรรดาของเล่นที่เคยเป็นที่รักนั้นกลายเป็นของที่ถูกเก็บไว้ในหีบเฉย ๆ และแม้เจ้าพวกของเล่นอย่างวู้ดดี้ บัซ เจสซี่ ฯลฯ จะพยายามหาวิธีเพื่อให้เจ้านายเล่นกับพวกเขาอีกครั้งก็ไม่เป็นผล แถมแม่ของแอนดี้ยื่นประกาศิตให้เก็บของทั้งหมดก่อนที่แอนดี้จะย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัย เขาเลยจำเป็นต้องเลือกระหว่างจะทิ้งของเล่นเหล่านี้ เก็บมันเข้ากรุ บริจาคมัน หรือจะเอามันติดตัวไปด้วย (ซึ่งก็คงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว) และความวุ่นวายก็เกิดขึ้นเมื่อเหตุชุลมุนเกิดความผิดพลาดและบรรดาของเล่นต่าง ๆ ตกไปอยู่ในกล่องที่ส่งไปบริจาคต่อให้สถานรับเลี้ยงเด็กไปเสียนี่ ซึ่งเริ่มแรกก็เหมือนทุกอย่างจะเป็นสวรรค์ของบรรดาของเล่นที่ต้องการให้มีคนมาเล่นตัวเองแต่ไป ๆ มา ๆ มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น การแหกค่ายนรกกลับบ้านเกิดจึงเกิดขึ้น!! (??)

ที่ผมค่อนข้างชอบมากกับ Toy Story 3 คือการเปลี่ยนมุมและประเด็นของเป็นมุมที่ลึกซึ้งมากขึ้นกว่าเดิม ความสัมพันธ์ระหว่างของเล่นและเจ้าของถูกหยิบนำมาเล่าในมุมที่ต่างออกไป ถอยห่างและมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นกว่าสองภาคแรกเยอะจนเรียกได้ว่าเป็นหนังที่เด็กดูก็สนุก ส่วนผู้ใหญ่ดูก็จะคิดอะไรได้เยอะมาก ๆ ตัวอย่างเช่นการดำดิ่งลงไปในความต้องการของของเล่นที่ยังคงต้องการให้ตัวเองถูกเล่นกับเจ้าของคนเดิมเหมือนทุก ๆ วันในอดีต ปมขัดแย้งกันที่เด่นชัดคือเวลาของมนุษย์นั้นผ่านไปนานแล้วแต่เวลาของพวกของเล่นนั้นหยุดอยู่ที่เดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย ท้ายที่สุดแล้วเจ้าพวกบรรดาของเล่นก็ต้องดิ้นรนและหา “ที่อยู่” ที่ตอบคำถามของการตัวตนของพวกมันให้ได้ (ซึ่งเป็นหนึ่งในแก่นหลักของภาคนี้)

ในขณะเดียวกัน บทของ Toy Story 3 นั้นก็ยังสนุกและคงความครีเอทต่าง ๆ ไว้ได้อย่างดีแถมยังหยิบจับเสน่ห์ต่าง ๆ ของตัวละครมาผสมกันให้ดูสนุกและครึกครื้นตลอดเวลา เช่นมุกตลกเกี่ยวกับโหมดภาษาสเปนของบัซ หรือแม้กระทั่งมุกเกี่ยวกับตุ๊กตาบาร์บี้ที่หลายคนสงสัยหรือแอบแซวมาหลายสิบปีก็ตาม

หนึ่งในฉากที่ผมชอบมากที่สุดคือฉากที่บรรดาของเล่นนั้นไปหล่นตุ๊บบนเตาเผาขยะและกำลังจะถูกทำลายนั้น แรก ๆ ทุกตัวพยายามวิ่งหนีเอาตัวรอด แต่ถึงจุดหนึ่งกลับมองหน้ากันแล้วจับมือในสภาพที่ยินยอมเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่จะเกิดขึ้น ฉากนี้เป็นหนึ่งในฉากที่ค่อนข้างสะเทือนใจและแฝงไปด้วยความหมายหลายมิติมากทีเดียว เช่นเดียวกับในตอนจบที่บรรดาของเล่นต่าง ๆ ต้องเลือก “ที่อยู่” ของตัวเองว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปในท้ายที่สุดรวมทั้งการจากลาตามเวลา (ซึ่งก็เป็นฉากที่เรียกน้ำตาผู้ชมทีเดียวเชียวล่ะ)

สำหรับผม Toy Story 3 เป็นหนังที่สนุก เพลิน และครบรสตามแบบฉบับของ Pixar ที่ให้ความสำคัญกับตัวบทมากเป็นพิเศษ และมันก็ได้ผลเสียด้วย ในขณะเดียวกันหนังก็สามารถเล่นกับความรู้สึกของคนดูที่โตมากับหนังเรื่องนี้ได้ดีทีเดียว มันเต็มไปด้วยความรู้สึกหวลถึงวันเก่า ๆ และประสบการณ์หลาย ๆ อย่างได้อย่างดี ซึ่งแน่นอนว่ามันทำให้เด็กหนุ่มสาวที่ผ่านประสบการณ์คล้าย ๆ กับแอนดี้นั้นจะอดคิดไม่ได้เลยว่าบรรดาของมีค่าในวัยเด็กนั้นจะคิดกันแบบที่เจ้าของเล่นของแอนดี้คิดหรือไม่

ท้ายที่สุด ผมเลือกจะปิดกล่องความทรงจำของผมกับ Toy Story ด้วยภาคสุดท้ายที่อบอุ่นและรู้สึกดีเอามาก ๆ โดยพยายามไม่พูดถึงระบบ 3 มิติที่จะทำให้หงุดหงิดจนอย่างจะบ่นว่า “มันไม่เห็นจำเป็นต้องดู 3 มิติเลยนี่หว่า กูโดนหลอกกกกกก”

Powered by Free Wordpress Themes