หลายคนมักปรามาสหรือตั้งกำแพงทางความคิดไว้แล้วว่าการแสดงการร่ายรำของไทยนั้นเชยและน่าเบื่อ ไม่สนุกและเร้าใจเหมือนกับความบันเทิงรูปแบบใหม่ ๆ ซึ่งก็คงเป็นความเป็นไปของโลกที่ยุคสมัยจะทำให้ของที่ล้ำค่าในอดีตกลายเป็นของเก่าคร่ำครึและถูกมองข้ามไปโดยไม่เหลียวแล
แต่ในที่กาลเวลาค่อย ๆ ผันเปลี่ยนไป ศิลปินหลายคนก็พยายามที่จะอนุรักษ์ให้ศิลปะเหล่านั้นไม่สูญหายไป และในขณะเดียวกัน ศิลปินบางคนก็ไม่เพียงแต่ที่จะสืบทอดศิลปะเหล่านั้นไว้ แต่ก็คงพัฒนาและสร้างสรรค์ “แนวทาง” ใหม่ ๆ ที่ให้ศิลปะนั้นมีชีวิตและทำหน้าที่จริง ๆ ของมันได้ โดยที่ผู้ชมรุ่นใหม่ ๆ ก็ยังสามารถซึมซับและสัมผัสงานศิลปะนั้นได้
พิเชษฐ์ กลั่นชื่น นับเป็นศิลปินที่โดดเด่นมากที่สุดคนหนึ่งซึ่งมักรังสรรค์ผลงาน “ร่วมสมัย” โดยยืนอยู่บนรากเหง้าเดิมของวัฒนธรรมไทยรวมทั้งพาผู้ชมไปร่วมผจญภัยและค้นหา “แนวทาง” และการวิวัฒนาการของศิลปะที่คนตราหน้าว่า “ล้าสมัย” ให้กลายเป็น “ทันสมัย” ได้โดยยังคงแก่นสารของศิลปะนั้นอยู่
งานล่าสุดของเขาอย่าง “ฉุยฉาย” ก็เป็นหนึ่งในงานที่พิเชษฐ์ กลั่นชื่นแสดงให้เราเห็นถึงความสามารถและวิสัยทัศน์อันลึกซึ้งของเขา และทำให้พวกเราเข้าใจได้ทันทีเลยว่าเพราะเหตุใดเขาถึงได้รับศิลปาธร ประจำปีพ.ศ. 2549
ฉุยฉาย เป็นศิลปะการแสดงร่วมสมัยที่ยังคงแสดงเอกลักษณ์เด่น ๆ ของงานพิเชษฐ์ กลั่นชื่นไว้ ตั้งแต่การนำประเด็นเรื่องราวในวรรณคดีและรากเหง้าของวัฒนธรรมไทยมาตีความต่อยอดและดำดิ่งลงไปให้ลึกซึ้ง ก่อนจะนำมันมาเชื่อมโยงกับปัจจุบันให้ผู้ชมสามารถเข้าถึงได้ โดยฉุยฉาย (ซึ่งแปลว่าการเปลี่ยนแปลง) นำเรื่องราวของรามเกียรติ์ช่วงที่นางเบญจกายถูกทศกัณฐ์ของร้องให้แปลงตัวเป็นนางสีดาไปหลอกพระราม แม้จะไม่เต็มใจแต่นางเบญกายก็ต้องแปลงตัว และเป็นที่มาของ “ฉุยฉาย” (หรือรำฉุยฉาย) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้นำพาเราไปสู่การมองสังคมในปัจจุบันที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยต่าง ๆ และทำให้ค่านิยมหรือทัศนคติแปรเปลี่ยนไป ทั้งดีขึ้นและผิดพลาดผสมปนเปกันไป ก่อนจะที่ต้องคิดว่าเมื่อรำฉุยฉาย (หรือการเปลี่ยนแปลง) นี้จะจบลง สังคมไทยปัจจุบันควรจะไปทางไหนกันต่อไป
ประเด็นสำคัญที่การแสดงพยายามกระตุ้นให้เราคิดคงไม่พ้นการให้เราโดยเฉพาะคนไทยทบทวนบทเรียนต่าง ๆ ของเราถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ผ่าน ๆ มา ซึ่งก็ไม่แปลกที่คนไทยจะอินกับมันเมื่อมีการนำเหตุการณ์ทางการเมืองหรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ มาเกี่ยวข้องและเชื่อมโยง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแตกแยก การปรองดอง (ที่ทำไม่ได้จริง) ฯลฯ
ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือการเอาประเด็นที่ละเอียดลึกซึ้งมาผสมกับการนำเสนอที่ร่วมสมัย พิเชษฐ์เลือกที่จะปอกเปลือกและถอดหัวโขนออกโดยให้เราเห็นนักแสดงที่เนื้อในแทนที่จะเป็นอาภรณ์ซึ่งเป็นเหมือนหน้ากากที่สวมไว้เป็นบทบาท รวมทั้งการเลือกนำองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างมากระทุ้งความคิดของเราให้ฉุกคิดพิจารณาการแสดงของเขาตลอดชั่วโมงกว่า ๆ ตั้งแต่ฉากที่ละม้ายคล้ายธงชาติไทยขาดแต่แถบสีแดงสุดท้ายที่หายไป หรือบรรดานักแสดงที่ใส่เสื้อสีเหลือง แดง น้ำเงิน ราวกับจะต้องการสื่อสัญลักษณ์อะไรบางอย่างเช่นเดียวกับลีลาการร่ายรำต่าง ๆ ที่แม้เริ่มต้นจะอยู่บนท่ารำของโขนดั้งเดิมแต่ก็ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนไปเมื่อถึงการรำฉุยฉายจนกลายเป็นเหมือน Dance ร่วมสมัย ซึ่งทั้งหมดนั้นก็คล้องไปกับแก่นของเรื่องที่ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงในท้ายที่สุด
ในด้านความสวยงามนั้น ท่าเต้นและลีลาที่ออกแบบโดยพิเชษฐ์ กลั่นชื่นนั้นนับว่าน่าทึ่งในความงดงามและละเมียดละไมในรายละเอียดต่าง ๆ เพราะไม่เพียงที่ท่าเต้นต่าง ๆ จะสวยงามแล้ว แต่มันยังทำหน้าที่สำคัญคือการสื่อสารและถ่ายทอดความรู้สึกของตัวละครต่าง ๆ ออกมาได้อย่างมีพลังอีกด้วย ซึ่งคุณสมบัตินี้เป็นสิ่งที่หาชมได้ยากพอสมควรในประเทศไทย
โดยรวมแล้ว ฉุยฉายนับว่าเป็นงานที่ท้าทายทั้งผู้สร้างและคนดูในการเสพศิลปะเพื่อซึมซับความคิดและได้ใช้สมองทบทวนความคิดนั้นอีกครั้ง มันเต็มไปด้วยสิ่งที่ทำให้เราได้ต้องหวลนึกถึงอะไรหลาย ๆ อย่าง ซึ่งบางทีเราอาจจะนึกอะไรไม่ออกเลยก็ได้ และนั่นอาจจะเป็นหนึ่งในจุดที่ทำให้ผู้ชมบางส่วนไม่เข้าใจในสิ่งที่แสดงอยู่เลย
นี่อาจจะเป็นงานที่กรมศิลปากรและเหล่าคนที่หัวอนุรักษ์ประนามหรือปรามาสว่าเป็น “ขบถ” แต่ในอีกมุมมองหนึ่งมันก็เป็นงานร่วมสมัยที่ดีเอามาก ๆ อีกงานหนึ่งเช่นกัน คงอยู่แต่มุมมองของคนที่ไปดูว่าจะตีความของคำว่า “ศิลปะ” และ “อนุรักษ์” ไว้ขนาดไหน แต่ถ้าเรามองมันที่คุณค่าของการขัดเกลามนุษย์แล้วล่ะก็ มันเป็นงานที่งดงามเสียเหลือเกินทีเดียวเชียว
หมายเหตุ. ฉุยฉายจะยังมีแสดงที่กรุงเทพอีก 2 รอบในวันที่ 14-15 สิงหาคม และที่หัวหินอีก 3 รอบ ติดตามรายละเอียดได้ที่ TotalReservation






Recent Comments