เราสองสามคน: Road Movie ที่สวย สนุก และเพลินสุด ๆ

เรียว กิตติกร นับว่าเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่ทำหนังได้ “แนว” และมีเอกลักษณ์มากที่สุดคนหนึ่ง โดยเฉพาะการผสมเสียงหัวเราะเข้ากับเรื่องราวดี ๆ ประทับใจให้ Feel Good ได้อย่างลงตัว ตั้งแต่ในเรื่องก่อน ๆ เช่น การหัวเราะบนสถานการณ์เครียดและกดดันอย่าง “เมล์นรกหมวยยกล้อ” หรือ ขำ ๆ กับความน่ารักแต่แอบดุดันจริงจังอย่าง “ดรีมทีม” ซึ่งในหนังล่าสุดของเขา “เราสองสามคนนั้น” เขาก็ยังคงพาเราไปสนุกและขำขันกับเรื่องราวดี ๆ ให้มีรอยยิ้มอยู่ตลอด และหนังล่าสุดเรื่องนี้ ต้องนับว่าเขาลดความซีเรียสลงไปเยอะ และทำให้หนังดูง่ายและเพลินกว่าเรื่องก่อน ๆ มากทีเดียวเชียว

เรื่องราวของ “เราสองสามคน” นั้นเป็นเหมือนบันทึึกการเดินทางจากประเทศไทยสู่ดินแดนอินโดจีน ซึ่งหากทริปนี้เป็นปรกติ “ส้มฉุน” (เจ มณฑล) ก็คงไม่มีอะไรมากมายนอกจากขับรถไปเรื่อย ๆ เพียงแต่ว่าครั้งนี้มีสองสาวที่ “พิเศษ” อย่าง “สุนทรีย์” (พลอย รัตนรัตน์) สาวหูตึง กับ “เต๋อ” (ยิปโซ รมิตา) สาวตาสั้นสุด ๆ ติดรถมาด้วย แล้วเหตุการณ์เข้าใจผิดจากความ “พิเศษ” นี่แหละ ที่ทำให้ความสัมพันธ์รักสามเส้าก็เกิดขึ้น เมื่อสุนทรีย์คิดว่าส้มฉุนแอบชอบตน พร้อม ๆ กับที่เต๋อก็คิดว่าตัวเองก็ถูกส้มฉุนชอบด้วยเช่นกัน แต่ทั้งสองคนกลับไม่รู้แน่ชัดจริง ๆ ว่าส้มฉุนคิดอะไร (และกับใคร) กันแน่ ซึ่งเหตุอลวนนี้แหละที่ทำให้เรื่องมันยุ่งเหยิงและอีรุงตุงนังพร้อม ๆ กับรอยยิ้มจนจบเรื่อง

ประเด็นสำคัญของเรื่องคงไม่พ้นเรื่อง “การสื่อสาร” อันจะเห็นได้อย่างโต้ง ๆ จากข้อจำกัดและปัญหาของตัวละครต่าง ๆ ตั้งแต่นางเอกสองคนที่ทั้งฟังไม่ชัด แล้วก็มองไม่ชัด ตลอดไปจนถึงพระเอกที่ก็ “ทำอะไรไม่ชัดเจน” จนกลายเป็นปัญหาเมื่อสารที่ต้องการสื่อหรือต้องการบอกนั้นไม่ได้ถูกส่งไปถึงผู้ที่้ต้องการบอก หนังมีจุดใบ้หลายจุดที่พูดเรื่องนี้ ตั้งแต่การชี้ให้เห็นถึงปัญหาผลพวงจากการที่เข้าใจสารผิด ไปจนถึงบทแทรกเล็ก ๆ อย่างที่รุ่นพี่ถามส้มฉุนหลายครั้งว่าอะไรยังไง แต่ส้มฉุนก็ไม่เคยแถลงไขให้ชัดเจน จนทำให้ใคร ๆ ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น (เช่นเดียวกับผู้ชมที่ก็งง ๆ ด้วยว่าสุดท้ายส้มฉุนคิดอะไรกันแน่)

โดยส่วนตัว ผมว่าบทหนังของเราสองสามคน เป็นบทหนังตลกดี ๆ แบบฉบับของเรียว กิตติกร ที่ปรับให้ย่อยง่ายขึ้นกว่าเรื่องก่อน ๆ ซึ่งเป็นผลมาจากการหยิบประเด็นง่าย ๆ แถมมีการเปรียบเปรยที่ค่อนข้างเห็นชัดจนไม่ต้องคิดหลายตลบหรือตีความอะไรให้ลึกซึ้งนัก นอกจากนี้วิธีการเล่าของเราสองสามคนยังเป็นอะไรที่เรียบง่าย ซื่อตรง และเป็นธรรมชาติเอามาก ๆ โดยไม่รู้สึกว่ามีอะไรที่เสแสร้งหรือจงใจปั้นแต่งเพื่อเอาอกเอาใจผู้ชม นอกจากนี้บทตลกต่าง ๆ ที่วางไว้นั้นค่อนข้างจะถูกจังหวะเอามาก ๆ แถมเป็นบทที่ตลกโดยธรรมชาติหาใช่การยัดเยียดหรือสร้างมุกตลกแบบคาเฟ่ดูถูกรสนิยมคนดูแต่อย่างใด

เสน่ห์ที่สำคัญอีกอย่างของหนังเรื่องนี้คือการทำให้หนังเป็น Road Movie ที่เล่าเรื่องการผจญภัย การเติบโต การเปลี่ยนแปลงของตัวละครไปพร้อม ๆ กับโลเคชั่นที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ซึ่งทำให้ผู้ชมที่นั่งอยู่ก็เหมือนร่วมเดินทางไปกับคณะทัวร์และแอบเรียนรู้ตัวละครไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งตรงนี้ก็ต้องขอชมการกำกับและถ่ายภาพพอสมควร ที่ทำให้ทริปนี้ของเหล่าตัวละครนั้นเต็มไปด้วยภาพที่สวยงามและน่าจดจำมากทีเดียว และเมื่อผนวกกับดนตรีและเพลงประกอบนั้น ก็ทำให้เราสองสามคนไม่เป็นเพียงแค่หนังที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของคน แต่กลายเป็นเหมือนหนัง Adventure ดี ๆ อีกเรื่องหนึ่งไปพร้อม ๆ กัน

อีกจุดหนึ่งที่น่าชื่นชมผู้กำกับอยู่ไม่น้อย คือการดึงเสน่ห์ของตัวละครให้ออกมาผ่านนักแสดง ซึ่งทำให้คนดูรู้สึกหลงรักกับตัวละครแทบทุกคน ไม่ว่าจะเป็นตัวละครหลัก หรือตัวละครรอง (แม้กระทั่งตัวประกอบเองก็ตาม) โดยแต่ละคนนั้นก็มีความเป็นธรรมชาติ ดูเป็นผู้เป็นคน และทำให้หนังกลายเป็นหนังที่ “เบา” และ “รู้สึกดี” อยู่ตลอดเวลา

โดยส่วนตัวแล้ว เราสองสามคนเป็นหนังที่ค่อนข้างน่ารัก กระหนุงกระหนิง และเพลิน ๆ เอามากทีเดียว แม้ว่าโดยเนื้อและแกนของเรื่องจะไม่ได้หนักหน่วงและลึกซึ้งอะไร แต่กับภาพรวมของหนังแล้ว มันเป็นหนังที่เราจะรู้สึกดีตลอดการชมซึ่งเป็นผลจากองค์ประกอบทั้งหมด ตั้งแต่ บท ภาพ นักแสดง และดนตรีประกอบ ซึ่งนี่เป็นดัชนีที่วัดได้อย่างดีถึงคุณภาพของหนัง

แม้มันอาจจะไม่ใช่หนังที่ดราม่าหรือสร้างความประทับใจแบบน้ำตาตกใน แต่เชื่อเถอะว่ามันเป็นหนังที่ดี และทำให้คุณอิ่มเอมกับความสุขใจอย่างเต็มอิ่มเลยทีเดียว

Powered by Free Wordpress Themes