Seabiscuit: เมื่อทุกอย่างมันล้มได้ มันก็ลุกได้เช่นกัน

ถ้าชีวิตของคนเราเปรียบเหมือนการวิ่งไปในลู่วิ่งแข่งเหมือนเจ้าม้าซีบิสกิต เราก็คงมองหาเส้นชัย เพื่อที่เราจะได้หยุดวิ่งและรอรับเสียงเชียร์สรรเสริญจากผู้ชมรอบข้างที่คอยให้กำลังใจตลอดการแข่งขัน แต่บางทีเราก็ลืมมองหรือลืมคิดไปว่าระหว่างทางที่จะไปถึงเส้นชัยนั้น เราต้องผ่านอะไรไปก่อน อาจจะต้องล้ม หยุดวิ่งเพราะเหตุต่าง ๆ และอาจจะต้องคิดเพิ่มเหมือนอย่างที่ฮาร์เวิร์ด เจ้าของซีบิสกิตพูดไว้ “อะไรคือเส้นชัยของเราล่ะ”

หนังเรื่องซีบิสกิตเล่าเรื่องของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาผูกพันชีวิตไว้ด้วยกันประกอบด้วย ฮาเวิร์ด อดีตคนขายจักรยานที่ผันตัวเองกลายเป็นเศรษฐีเจ้าของกิจการขายรถยนตร์ ทอม เทรนเนอร์ม้าที่อายุมากและถูกมองว่าหมดไฟและไร้ความสามารถ เรด จ๊อกกี้หนุ่มที่ตาบอดข้างหนึ่ง

เรื่องราวของหนังเปิดในช่วงประเทศอเมริกากำลังรุ่งเรื่องด้วยเศรษฐกิจที่มีเงินหมุนเวียนมากมายจนหลายต่อหลายคนกลายเป็นมหาเศรษฐี ก่อนที่ทุกอย่างจะฟุบลงจากเหตุการณ์เศรษฐกิจของประเทศทรุดตัวลงอย่างรวดเร็วพร้อมกับการล้มละลายของบริษัทต่าง ๆ ส่งผลให้ผู้คนหลายคนล้มละลาย ไร้ที่อยู่อาศัย เช่นเดียวกับฮาเวิร์ดที่ต้องระงับกิจการของตัวเอง ทอมที่ไร้งานดูแลม้าและเร่ร่อนไปตามที่ต่าง ๆ พ่อแม่ของเรดยกเรดให้ผู้ดูแลคอกม้าเพื่ออนาคตของตัวเองก่อนที่ตัวเขาจะกลายเป็นจ๊อกกี้รับจ้างตามการแข่งม้าต่าง ๆ รวมทั้งชกมวยรับจ้างเพื่ออยู่รอด ก่อนที่จะสูญเสียการมองเห็นไป นั่นคือทุกคนล้มลงบนทางเดินของแต่ละคน

แต่เรื่องราวนำพาทุกคนเข้ามาอยู่ด้วยกัน พร้อมกับม้าที่ชื่อว่าซีบิสกิตซึ่งเป็นม้าแข่งที่ทุกคนมองข้ามยกเว้นทอม ที่เห็นจิตวิญญาณของมันว่ามันไม่ใช่ม้าธรรมดา และจากการร่วมมือของทุกคน ซีบิสกิตก็แสดงความสามารถให้เราเห็นในที่สุดว่าจิตวิญญาณที่นำมาซึ่งความสามารถของมันนั้น ไม่ธรรมดาจริง ๆ

ในบรรดาหนังเกี่ยวกับแข่งขันต่าง ๆ มักเน้นไปที่การเล่าเรื่องของการแข่งขัน การแพ้ชนะในเกม และความสนุกตื่นเต้นต่าง ๆ แต่เรื่องของซีบิสกิตกลับแตกต่างออกไป รวมทั้งสิ่งที่หนังพยายามบอกกับผู้ชม

ซีบิสกิต ไม่ได้พยายามจะเล่าเรื่องว่าเจ้าซีบิสกิตกับเรดนั้นชนะอย่างไร ต้องขับเคี่ยวกับคู่แข่งอย่างไร แต่หนังเน้นไปที่ความพยายาม และหนทางของแต่ละคนที่ฝันฝ่าอุปสรรคก่อนที่จะถึงการแข่งขันเสียมากกว่า การเล่าเรื่องของหนังจึงออกจะเน้นไปทางการเล่าประวัติและวิถีความเป็นอยู่ของแต่ละคนที่จะคว้าสิ่งตัวเองต้องการได้อย่างไรหลังจากต้องล้มลงเพราะอุปสรรคที่เข้ามา

ความพยายามที่จะสู้ใหม่อีกครั้ง การลุกขึ้นกลับมาใช้ชีวิตโดยไม่ยอมแพ้ การให้โอกาส และการใช้โอกาสอย่างคุ้มค่าต่างหาก ที่หนังเรื่องซีบิสกิตพยายามให้คนดูเห็น

เพราะแม้เรดจะแพ้ในการแข่ง ขาหักจนไม่แพทย์ลงความเห็นว่าไม่สามารถกลับมาแข่งได้อีก ซีบิสกิตที่บาดเจ็บจนไม่สามารถกลับมาวิ่งแข่งได้ แต่ทั้งคู่ไม่ยอมแพ้พร้อมกับการให้โอกาส ทั้งคู่จึงกลับมามีชีวิตในสิ่งที่ทั้งคู่ “เกิดมาเพื่อเป็น”

อย่างเรดพูดในตอนจบว่า “มันไม่ใช่แค่เรารักษามัน แต่มันรักษาเราทุกคน” ซีบิสกิตกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการพยายามลุกขึ้นเพื่อไปถึงความฝันของแต่ละคน และทุกคนสามารถทำได้จริง ผู้คนมากมายกลับมามีชีวิตชีวาได้หลังจากล้มละลายไปในช่วงวิกฤตทางเศรษฐกิจ

กลวิธีการเล่าเรื่องของหนัง อาจจะทำให้ผู้ชมเบื่อหน่ายในช่วงแรก ๆ และเหมือนใส่รายละเอียดของตัวละครมากเกินไป แต่เมื่อดูหนังจนจบจะพบว่ารายละเอียดเหล่านั้นกลายเป็นกลวิธีการเล่าเรื่องที่แยบคาย และรายละเอียดเหล่านั้นจะกลายเป็นส่วนสำคัญของหนังที่ทำให้เราเข้าใจจุดประสงค์ของตัวละครต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นฉากการรับประทานอาหารที่เรดจะรับประทานเพียงเล็กน้อยเนื่องจากควบคุมน้ำหนัก แต่หลังที่เขาขาหักจากอุบัติเหตุ เขารับประทานอาหารมากขึ้น จนจุดหนึ่งเขากลับลดน้ำหนักอีกครั้ง ทำให้เราเข้าใจได้ว่าเขากำลังฟื้นตัวและเตรียมตัวเพื่อกลับมาเป็นจ๊อกกี้อีกครั้ง

แม้ว่าหนังอาจจะดูไม่ตื่นเต้น และสนุกอย่างที่ผู้ชมมักคาดหวังจากหนังที่มีการแข่งขัน และตัวหนังเองก็เล่าเรื่องโดยไม่ได้บีบเค้นคนดูมากเหมือนกับหนังขีวิต (Drama) แต่องค์ประกอบอื่น ๆ ของหนังสร้างให้เรารู้สึกได้ว่าตัวละครต่าง ๆ สัมพันธ์กันอย่างไร ไม่ว่าการจัดองค์ประกอบภาพที่ให้เห็นฝูงชนที่ยึดมั่นถือมั่นกับตัวม้าซีบิสกิต เสียงเพลงบรรเลงที่สร้างบรรยากาศ แต่ไม่ถึงกับบีบคั้นให้เราเห็นว่า เรดนั้นผูกพันกับซีบิสกิตมากกว่าแค่ผู้ขี่กับยานพาหนะ

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการสร้างโทนหนังให้รู้สึกว่าเป็นอดีต ด้วยการแทรกภาพเหตุการณ์จริง การขึ้นภาพพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ในสมัยก่อน ซึ่งเป็นการสร้างบรรยากาศของอดีต และเป็นสิ่ง “ที่เคยเกิดขึ้นแล้ว”

สำหรับชาวไทยอาจจะไม่เคยได้ยินเรื่องราวของซีบิสกิตมาก่อน แต่กับคนอเมริกันนั้น เรื่องราวของซีบิสกิตเป็นหนึ่งในตำนานของพวกเขา ตำนานในช่วงวิกฤติที่หลายคนยอมแพ้กับชะตากรรม แต่ม้าตัวนี้กลับไม่ยอมแพ้กับชะตากรรมและจุดประกายให้หลายคนไม่ยอมแพ้ ซึ่งเป็นแก่นหลักสำคัญของหนัง

และตำนานก็ไม่ใช่แค่ตำนานที่แค่จบไปกับอดีต แต่เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทุกรุ่นรวมถึงคนปัจจุบัน

ชีวิตคนเรา ก็มีทั้งวิ่ง ทั้งเดิน ทั้งล้มบนลู่ทางของแต่ละคน บางคนหยุดวิ่ง บางคนหยุดตรงที่ล้ม หลายคนมองว่ามันคือจุดจบของเส้นทางแล้ว แต่ก็อย่างที่กล่าวไว้ช่วงต้นว่า มันสำคัญที่เราคิดว่า เส้นชัยของเราอยู่ตรงไหน และเราไปถึงเส้นชัยนั้นหรือยัง ถ้ายังไม่ถึง อุปสรรคต่าง ๆ เป็นเรื่องปรกติในชีวิต บางครั้งมันหนักหนาจนยากที่จะกลับมาใหม่ แต่คำว่า “ยาก” ก็ยังบอกว่า “มันเป็นไปได้” และสิ่งที่สำคัญที่สุดกับเราเองต่างหากว่า “เรากล้าที่จะกลับมาหรือเปล่า”

Powered by Free Wordpress Themes