รักสยามสถานี: ความรัก เพลง และสันดาน

ผมมักพูดกับคนหลายคนว่าละครเวทีที่ดีไม่ต้องเอาเรื่องราวใหญ่โตมากมายมาทำให้ดูตูมตามกันหรอก แค่เอาเรื่องง่าย ๆ แล้วลงลึกไปกับมันก็เพียงพอแล้ว ซึ่งเหมือน รักสยามสถานี ละครเวทีเรื่องล่าสุดจากกลุ่มละครเสาสูง ก็เอาเรื่องราวง่าย ๆ ที่ลอยผ่านเราไปอยู่ทุกวี่ทุกวันมานำเสนอ แถมขยายด้วยการทำเป็นละครเพลงมิวสิคคัลด้วยรูปแบบเก๋ไก๋ชนิดไม่อายละครวิกใหญ่ ๆ กันเลยทีเดียว

เรื่องราวของ รักสยามสถานี เริ่มเมื่อ ทุย ชายหนุ่ม (ปลาย ๆ) ได้เจอะเจอกับ หวาน สาวสวยวัยรุ่น แล้วก็พบว่ารักเธอเข้าเต็มอก แต่ด้วยบุคลิกและนิสัยของเขานั้นดูท่าทางจะไม่เอาอ่าวด้านการจีบหญิงเพื่อให้ประสบความสำเร็จในรักเอาเสียเลย เขาเลยสร้างตัวตนอีกคนหนึ่งขึ้นมาภายใต้ชื่อว่า “กูรู” ซึ่งจะเป็นคนสอนและไกด์เขาว่าการจีบหญิงให้สำเร็จพร้อม ๆ กับสนุกในความสัมพันธ์หญิง-ชายซึ่งอ้างด้วยคำว่า “รัก” นั้นคืออะไร ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป ทุยก็ได้กลายเป็นแฟนหวานจริง ๆ จากความสามารถของกูรูที่คอยสร้างคะแนนจากพฤติกรรมของชายแบบที่เห็นกันในคู่มือสอนจีบหญิงนั่นแหละ แต่ผลข้างเคียงที่ตามมาคือตัวตนของทุยที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไป จากชายที่ดูสุภาพ ใสซื่อ กลายเป็นหนุ่มที่ดูเจนจัด กร้านโลก และไม่ได้มองความรักสวยงามแบบที่เคยถวิลหาอีกต่อไป อีกทั้งไม่ได้ปฏิบัติกับหวานแบบเมื่อครั้นที่เขาปราถนาเธอในดีต แล้วในท้ายที่สุด พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของเขานั้นก็ทำให้เขาต้องรับผลที่เขาก่อขึ้น

ว่ากันด้วยเรื่องบท รักสยามสถานี นับว่าเป็นบทละครเพลงที่มีหลายมิติอยู่ค่อนข้างมาก มีแก่นและมุมมองเยอะให้คนดูเลือกจับตามวุฒิภาวะของคนดู ตั้งแต่การมองด้วยการพิจารณาเรื่องความสัมพันธ์ของชาย-หญิง จิตวิทยาของมนุษย์ ปรัชญาเรื่องความรัก ตลอดไปจนถึงมองในแง่วิทยาศาสตร์เรื่องของการสร้างตัวตนอีกตัวตนหนึ่งขึ้นมา (หรือที่หลายคนเรียกว่า Invisible Friend นั่นแหละ) ซึ่งต้องนับว่า กิตติ มีชัยเขตต์ ผู้กำกับและเขียนบทสามารถนำทุกอย่างมารวมกันเป็นเนื้อเดียวได้อย่างน่าทึ่งอยู่ไม่น้อย เพราะนอกจากจากจะผสมและเข้ากันได้แล้ว ยังกลมกลืนและแบ่งน้ำหนักของแต่ละมิติได้อย่างลงตัว มีการเลือกใช้คำและภาษาที่สามารถตีความได้ทั้งแบบผิวเผิน หรือจะตีแบบลึกซึ้งก็ได้ อีกทั้งบทเพลงต่าง ๆ ที่นำมาเป็นองค์ประกอบหลักของเรื่องนั้น ก็ยังสอดคล้องและรับกับแก่นเรื่องหาใช่เพลงที่ร้องขึ้นมาเพียงเพื่อเอาความไพเราะเท่านั้น

ในมุมหนึ่งที่หลายคนอาจจะเห็นชัดเป็นพิเศษคือเรื่องจิตใจของเพศชายซึ่งเป็นตัวละครหลัก ที่จะพยายามหาวิธีเอาชนะเกมของความรัก ไม่ว่าจะหาวิธีมาเอาใจ สร้างและเรียกคะแนนจากฝ่ายหญิง ซึ่งมักจะสวนทางกับจริยธรรมและสิ่งที่ “ควรจะเป็น” ดังเช่นที่ทุย ซึ่งเป็นเหมือนความบริสุทธิ์ใสซื่อไม่เคยเห็นด้วยกับ กูรู ที่รู้ดีว่าต้องใช้มุกอย่างไรถึงจะได้ความรักจากหญิงสาว ซึ่งนี่ก็เป็นเสมือนภาพเปรียบว่าในความสัมพันธ์นั้นเราจะเลือกใช้อะไรเข้าหาอีกคน จะใช้สมองที่คิดวิธีเอาชนะ หรือจะใช้หัวใจที่เอาความจริงใจยื่นให้ (แต่ก็น่าแปลกที่อีกฝ่ายมักพ่ายกับอย่างแรกแล้วปฏิเสธอย่างหลังซะงั้น)

ช่วงหนึ่งของบทที่ผู้เขียนชอบ คือช่วงที่กูรูทำการตกลงกับทุยว่าถ้าเขาสามารถทำให้ทุยจีบหวานติด ทุยจะต้องยอมให้เขาควบคุมทุยแบบเต็มรูปแบบ ซึ่งจุดนี้สามารถตีความได้หลายตลบอยู่ไม่น้อย อย่างหนึ่งที่พอจะเห็นได้ชัดคือ ธรรมชาติของชายที่แรกอาจจะมีหัวคิดยับยั้งชั่งใจ แต่เพราะสันดานดิบเลยทำให้เลือกอีกทาง ครั้นพอสันดานดิบได้ผล ก็เลยไม่ได้เกิดการคิดยับยั้งชั่งใจอีกเลย และนั่นก็เป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนในสังคมเป็น จนมิวายที่ผู้หญิงต้องประนามว่ามันเป็น​ “สันดานชาย” ไปเสียแล้ว

นอกจากนี้ ในบทของรักสยามสถานียังเต็มไปด้วยอารมณ์ขันต่าง ๆ ไม่ว่าจะมุกตลกเสี่ยว ๆ หรือการเสียดสีเรื่องจริงที่เรา ๆ รู้กันอยู่แต่อาจจะไม่พูดออกมา ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าผุ้เขียนบทนั้นผสมและแต่งแต้มมันให้ละครกลายเป็นละครที่ดูรื่นรมย์ สดใส และสนุกอยู่ตลอด จนผู้ชมอดไม่ได้ที่จะนั่งยิ้มหรือหัวเราะออกมากับการกระทำและบทสนทนาต่าง ๆ

ส่วนสำคัญที่ช่วยให้ละครเรื่องนี้ดูสนุกอย่างมากคือนักแสดงหลักทั้งสามคน ที่สร้างความเซอร์ไพรส์ให้กับคนดูอยู่ไม่น้อย ตั้งแต่ฝีมือการแสดงตลอดไปจนถึงการร้องเพลงในเรื่อง ตั้งแต่ รณชาติ บุตรแสนคม กับบทของทุยที่ทำให้เราต้องอึ้งกับเสียงร้องเพลงแนวลูกทุ่งของเขา หรือวสุธิตา ปุณวัฒนา กับบทของหวานที่ทำให้หลาย ๆ คนหลงเสน่ห์กับเสียงใส ๆ พร้อมกับการแสดงที่มีเสน่ห์ของเธอ และ กนต์พร เตโชฬาร กับบทของ กูรู ที่ดูมีสีสัน เต็มไปด้วยชีวิตชีวา พร้อมกับพลังการแสดงที่เอ่อล้น ซึ่งทั้งสามคนนั้นรับส่งจังหวะได้อย่างเข้าขากันดีเยี่ยม และการแสดงดูไหลลื่นไม่มีเคอะเขินติดขัดแม้ว่าจะอยู่ในรูปแบบของละครเพลงก็ตาม

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การดูละครเรื่องนี้สนุกมาก คือการที่ขนาดของโรงละคร (Blue Box Studio) นั้นไม่ได้ใหญ่มาก ทำให้ความใกล้ชิดของการแสดงกับผู้ชมนั้นค่อนข้างมากและทำให้ดูทุกองค์ประกอบของละครนั้น “ทั่วถึง” กับคนดู เช่นเดียวกับวงดนตรี ซึ่งกำกับโดย คานธี อนันตกาญจน์ นั้นมีความ “สด” กับผู้ชมค่อนข้างเยอะ เมื่อเทียบกับการดูโรงละครโรงใหญ่ที่ใช้ “ความดัง” กลบ “ความสด” ลงไป

แต่ก็ไม่ใช่ว่าละครเรื่องนี้ดีเยี่ยมจนไม่มีอะไรต้องปรับปรุง เพราะมีบางจุดที่อาจจะไม่เวิร์คอยู่บ้าง เช่นฉากซึ่งใช้การฉายโปรเจคเตอร์รูปภาพสถานที่ประกอบ ซึ่งโดยไอเดียนั้นก็เก๋และน่าจะออกมาดี แต่ด้วยสถานที่และพื้นซึ่งจะกลายเป็นฉากรองรับนั้นไม่ได้อยู่ในระนาบที่เหมาะกับเป็นจอรับภาพ ทำให้สิ่งที่ผู้ชมเห็นนั้นก็เลยเป็นอะไรที่ตะขิดตะขวงใจอยู่ไม่น้อย นอกจากนี้ ในบางช่วงของละครนั้นรู้สึกว่าผู้กำกับจะมีของที่ต้องการบอกเล่าเยอะมากอยู่ จนทำให้สารที่ผู้ชมได้รับนั้นล้นหรือเกินจำเป็นอยู่บ้าง เช่นในช่วงท้ายที่เหมือนจะพยายามใช้เวลากับการอธิบายปรัชญาความรักเยอะเกินจำเป็น ทำให้จังหวะและ “ทำนอง” ของละครซึ่งเลี้ยงมาดี ๆ ดูเหมือนถูกยืดออกและไม่ได้จบลงในจังหวะที่ควรจะจบ และนั่นจะกลายเป็นผลกระทบกับคนดูที่อารมณ์อาจจะค้าง หรือ “ไม่สุด” ไปเสียนี่

อย่างไรซะ รักสยามสถานี เป็นละครเพลงที่ดูสนุกเอามาก ๆ แม้ว่าจะไม่มีอะไรโฉ่งฉ่างตระการตา แต่การที่ละครเลือกตัดความฟุ้งเฟ้อออกไป ทำให้ละครนี้เหลือแต่สิ่งที่เรียกว่า “เนื้อดี” แถมมีเนื้อหาสาระที่ค่อนข้างจะแน่นปึ้กอยู่ ถ้าใครที่ผ่านประสบการณ์ความรักมาไม่ว่าจะหญิงหรือชาย ก็คงมีหลายฉากหรือหลายคำพูดที่จะ “โดนใจ” กันไปกันเลยทีเดียวเชียว

Powered by Free Wordpress Themes