อรุณอัมรินทร์: กลิ่นอายละครไทยบนเวที

จากบทเรียนและความพยายามของนักศึกษากับผลงานวิทยานิพนธ์เมื่อปี 2552 และได้รับเสียงตอบรับอันดี ทำให้มาในปี 2553 นี้ทาง BU Theater Company ก็ได้นำละครเด็ด ๆ ที่การันตีคุณภาพเอามาจัดแสดง 3 เรื่องรวดภายใต้ชื่อ “The Repertoire 2010″ ซึ่ง “อรุณอัมรินทร์” ละครแนวพีเรียด นำมาเป็นหัวขบวน (ก่อนจะตามต่อด้วย Waiting for Godot และ ข้าวนอกนา เดอะมิวสิคัล) ซึ่งก็นับว่าหัวขบวนเรื่องนี้เป็นหัวขบวนที่ไม่เลวเลยทีเดียวเชียว

เรื่องราวของ “อรุณอัมรินทร์” เริ่มเมื่อ “พุดน้ำบุษย์” หญิงสาวจากตระกูลสูงศักดิ์ และ “เจตน์” สามีของเธอย้ายเข้ามาในบ้านอรุณอัมรินทร์ สถานที่ซึ่งแม่ของพุดน้ำบุษย์ได้เป็นเจ้าของและเสียชีวิตลงพร้อมกับปริศนาหลาย ๆ อย่าง โดยการใช้ชีวิตของพุดน้ำบุษย์ภายใต้บ้านของอรุณอัมรินทร์นั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่อเสียงและภาพหลอนต่าง ๆ ในขณะที่คนอื่นมองว่าเธอนั้นกำลังป่วยด้วยอาการจิตวิปลาสดั่งเช่นพ่อของเธอในอดีต นอกจากความสัมพันธ์ของเธอกับสามีจะระหองระแหงจากอาการ “ป่วย” ของเธอแล้ว สาวใช้ “พุดซ้อน” ก็ดูไม่เป็นมิตรกับเธอแถมดูมีลับลมคมในกับเจตน์ มีเพียง “น้อม” สาวใช้แก่ที่ยังคงอยู่เคียงข้างเธอ และเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ สถานการณ์ต่าง ๆ ก็เริ่มแย่ลงไปอีก เมื่ออาการของเธอนั้นหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนมันทำให้เธอพบกับความจริงที่น่าสะพรึงกลัวของบ้านอรุณอัมรินทร์

เนื้อหาหลักของ “อรุณอัมรินทร์” ก็คงเป็นโทนของ Suspense / Thriller ที่เต็มไปด้วยปมปริศนา ละครจะค่อย ๆ ปูและหยอดความสงสัยให้ความน่ากลัวของเรื่องไปพร้อม ๆ กันให้กับคนดู ซึ่งเรื่องพยายามผูกโยงเข้ากับความตายและวิญญาณโดยไม่เฉลยให้คนดูรู้เลยว่าเสียงและภาพที่พุดน้ำบุษย์พูดถึงนั้นเป็นเรื่องจริงหรือโกหกกันแน่ จังหวะที่ดีของละครคือการกระตุ้นความอยากรู้และสงสัยกับเรื่องและปริศนาได้อยู่ตลอดก่อนจะนำมาเรียงร้อยต่อกันเพื่อไขปริศนาในตอนท้าย ซึ่งก็คงไม่แปลกอะไรที่จะทำให้ละครเรื่องนี้ดูไม่เบื่อเลยแม้การแสดงจะค่อนข้างยาวก็ตาม

ต้องยอมรับว่าการแปลงบทของอรุณอัมรินทร์จากเรื่อง Angel Street (ของ Patrick Hamilton) ออกมาให้อยู่ในบริบทของไทยนั้น ทำได้สวยงามและลงตัวมากทีเดียวทั้งการผูกเรื่อง การใช้ภาษา การปรับเปลี่ยนเนื้อหา พื้นหลังและแกนเรื่องให้มีความเป็น “ไทย” จนแทบจะไม่เหลือเค้าของบทดั้งเดิมให้เอะใจหรือตะขิดตะขวงได้ นอกจากนี้ประเด็นแฝงที่สอดแทรกไว้ในเรื่องอย่างการวิพากษ์วิจารณ์ความแตกต่างของชนชั้น ก็ถูกหยิบมานำเสนอได้อย่างน่าสนใจ และไม่ทำให้เรื่องนั้นเขวหรือเสียจังหวะเลยแม้แต่น้อย

แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าการแปลงเป็นบริบทไทยนั้นส่งผลอะไรกับผู้กำกับด้วยหรือไม่ เพราะหลาย ๆ อย่างของละครนั้นกลายเป็นเหมือนว่าได้รับอิทธิพลจากละครทีวีไทยอยู่ไม่น้อย เช่นการแสดงที่ค่อนข้างจะ “บอกใบ้” หรือ “จงใจ” มากเกินจำเป็นของตัวละครต่าง ๆ ซึ่งก็มิวายที่ใครที่หัวไวจะจับไต๋และเดาทางกันถูก ซึ่งคงจะดีกว่าถ้าการเล่าเรื่องนั้นให้เป็นธรรมชาติและให้คนดูตกตะลึงไปพร้อม ๆ กับตัวละคร แทนที่ตัวละครจะแสดงอาการตื่นตกใจ โกรธแค้นหรืออิจฉาแบบล้นเวทีจนไม่มีพื้นที่ให้จิตนาการของคนดูเข้าไปเติมและรู้สึกไปกับมัน

และหากจะว่าไป “อรุณอัมรินทร์” ก็เดินเรื่องคล้าย ๆ กับละครไทย อย่างปริศนาที่ค่อนข้างจะมีการบอกใบ้และหลอกล่อ (แต่เดาได้) ตัวละครผู้อยู่เบื้องหลังที่จะเซอร์ไพรส์ (มั้ง) และตอนจบที่มีตำรวจมา (ตามสูตร) เรียกว่าแฟน ๆ ละครไทยอาจจะเดาเรื่องได้กันตั้งแต่ยังไม่จบองก์หนึ่งเลยด้วยซ้ำ แต่ถึงแม้อาจจะฟังดูน่าเบื่อ มันก็เป็นสูตรสำเร็จที่ประสบความสำเร็จมาหลายสิบปีในวงการบันเทิงบ้านเมืองเรา และแน่นอนกับละครเรื่องนี้ก็เช่นกัน

อย่างไรซะ ส่วนหนึ่งที่ต้องขอชมเชยเป็นพิเศษคือ Production Design ของเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นทั้งฉาก แสง และ เสียง ที่เร้าบรรยากาศความน่าสะพรึงกลัวให้กับเรื่องผ่านเทคนิคต่าง ๆ จนทำให้ความสดและความรู้สึกร่วมซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของละครเวทีนั้นถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่และดึงให้คนดูต้องมีเผลอที่จะเสียวสันหลังวาบไปบรรยากาศได้

ด้านการแสดงนั้น ดร.วรรณขวัญ พลจันทร์ ในบทน้อม ดูจะเป็นนักแสดงที่เจนเวทีที่สุดและทำให้เวทีดูกระชุ่มกระชวยอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่นักแสดงรุ่นเล็กอย่างพีระพัชร ทัพวงศ์ (เจตน์) สิริมนต์ มีสัมฤทธิ์ (พุดน้ำบุษย์) และ ธูปเทวี สงวนหงส์​ (พุดซ้อน) ก็แสดงความสามารถออกมาได้ดี เพียงแต่คงต้องอาศัยการขัดเกลาทางด้านประสบการณ์อีกนิดเพื่อให้การแสดงของพวกเขานั้นคมกริบกับบทบาทที่ได้รับกว่านี้ อีกทั้งคงต้องฝากไปถึงสิรพัชชานัทน์ ศรีเพชร ผู้กำกับ ถึง Acting Direction ในการเล่าเรื่องนี้ ที่หากปล่อยให้นักแสดงเป็นธรรมชาติโดยที่ไม่ต้อง “พยายาม” แสดงเจตนาแฝงในใจออกมานั้น คงทำให้การแสดงดูลื่นไหลขึ้นไปอีก

สำหรับผู้เขียนแล้ว “อรุณอัมรินทร์” ถือเป็นละครฝีมือของนักศึกษาที่ดูดีเลยทีเดียว จากส่วมผสมของงานสร้างตลอดไปจนถึงการแสดงและคุณภาพของละคร อาจจะมีจุดให้ติบ้าง แต่ก็มีจุดให้ชมพอจะหักล้างกันได้ และที่สำคัญคือการทำให้คนดูหลายคนอาจจะต้องทบทวนคำว่า “ละครนักศึกษา” ใหม่ เพราะมันก็เข้าใกล้กับละครอาชีพเข้าไปทุกวัน ๆ แล้ว

และถ้าถามผมว่าคุ้มไหมกับการเสียเวลาเดินทางไปดูละครถึงรังสิตกับละครเวทียาวสองชั่วโมงครึ่ง ผมว่ามันก็คุ้มค่าอยู่พอสมควรเลยนะ

Powered by Free Wordpress Themes