
“อยากเป็นผู้หญิงมันผิดนักหรือ?” อาจจะเป็นคำพูดของเพศที่สามที่เราเคยได้ยินกันบ่อย ๆ และนั่นน่าจะเป็นการเรียกร้องที่เป็นเรื่องเป็นราวผ่านทางหนังสือพิมพ์และทีวีอยู่เสมอ ๆ จนหลาย ๆ ครั้งก็อาจจะนำมาซึ่งความสงสัยว่าการใช้ชีวิตของพวกเขานั้นต่างจากคนทั่ว ๆ ไปมากมายขนาดไหน
นั่นน่าจะเป็นประเด็นหนึ่งที่ The 4 Sisters ละครเวทีล่าสุดจากจาก Life Theater เลือกหยิบเรื่องราวชีวิตของกลุ่มเพศที่สามจากมุมเล็ก ๆ ของสังคมมานำเสนอและพยายามทำความเข้าใจมันไปพร้อม ๆ กับผู้ชม
เรื่องราวของละครเกิดขึ้นใน Moonlight Bar คาบาร์เรต์โชว์ที่กำลังจะปิดตัวลง ซึ่งเมื่อเริ่มเรื่องก็เป็นบ่ายของวันสุดท้ายก่อนที่ปิดร้านเสียแล้ว “หนุ่ม” นางโชว์ที่เป็นเหมือนตัวหลัก (เท่าที่มี) ของร้านกำลังฝึกซ้อมเพื่อโชว์ครั้งสุดท้าย ในขณะที่เด็กดอย “ดี” ก็ดูแลร้าน คอยซื้อของต่าง ๆ ไปพร้อม ๆ กับการคอยหลบซ่อนจากตำรวจ ส่วน “แจ๊ค” นางโชว์รุ่นน้องก็ต้องหลบหนีจากสังคมนอกร้านที่ตัวเองต้องเป็นหนุ่มออฟฟิศเพื่อที่อยากตามหาและเป็นอย่างที่ใจตัวเองเป็น
เมื่อเวลาผ่านไป ก็เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อ “ทานตะวัน” อดีตนางโชว์ผู้มีชื่อเสียงของร้านกลับมาและพบความจริงว่าร้านกำลังจะปิดตัว รายละเอียดต่าง ๆ จึงค่อย ๆ เผยออกมาเรื่อย ๆ ว่าร้านที่กำลังจะปิดเพราะ “เจ๊ง” นั้นเหมือนเป็นการ “จงใจ” จาก “หญิง” ลูกสาวของเจ้าของร้านคนเก่า เช่นการให้โชว์ต่าง ๆ ต้องร้องเพลงสดและแต่งเอง แทนที่จะเป็นการโชว์จากเพลงดัง ๆ แบบลิปซิ้งค์ ความไม่ชอบมาพากลนี้ค่อย ๆ พอกพูนขึ้นในใจของผู้ชมพร้อม ๆ กับที่ทานตะวันลุกขึ้นมาขอช่วยน้อง ๆ กอบกู้ร้านแม้ว่าจะเป็นคืนสุดท้ายของ Moonlight Bar ก็ตาม
ฟังดูโครงเรื่องคร่าว ๆ แล้ว อาจจะมองไม่ออกว่ามันเป็นการต่อสู้ชีวิตของเพศที่สามอย่างไร แต่หากมาลงรายละเอียดแล้ว จะเห็นว่ามันเป็นการผูกพันของชีวิตที่อยู่ด้วยกันกับสถานที่ที่ทำให้พวกเขามีชีวิตอยู่ Moonlight Bar ก็เปรียบเหมือนกับ “บ้าน” ที่ยอมรับการมีชีวิตและตัวตนจริง ๆ ของทั้ง หนุ่ม แจ็ค และทานตะวัน หรือแม้กระทั่งตัวดีเองด้วย ในบทสนทนาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างเรื่องจะค่อย ๆ ปูให้เห็นความผูกพันและความสัมพันธ์ของคนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านหลังนี้ ที่แม้ว่าจะมีทั้งการกลั่นแกล้ง การอิจฉา โกรธ เศร้า แต่มันก็คือชีวิตจริง ๆ ที่ทุกคนต้องการจะมี ไม่ใช่เพียงสถานะและชื่อตามบัตรประชาชนที่ไม่ได้บ่งบอกถึงจิตใจและวิญญาณของพวกเขา
ในรายะเอียดต่าง ๆ นั้น ก็ต้องยอมรับว่าโชโกะ ทานิกาว่า ผู้เขียนบทก็มีการทำการบ้านที่ดีในระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะวิถีชีวิต บรรยากาศและธุรกิจคาบาร์เรต์ รวมทั้งนิสัยและคาแร็คเตอร์ต่าง ๆ ของชาวเพศที่สามที่ไม่รู้สึกว่าเป็นการประดิษฐ์หรือจงใจมากเกินไปซึ่งตรงกันข้ามกับที่เรามักเห็นในจอทีวี ซึ่งเรามักได้ยินเสียงก่นด่าอยู่บ่อย ๆ ว่านั่นเป็นการสร้างภาพจำผิด ๆ ของเพศที่สาม
สิ่งสำคัญที่ถูกถ่ายทอดออกมาได้ดีคือ “ชีวิต” และ “จิตใจ” ของคนที่เป็นเพศที่สามที่เขาก็ไม่ต่างจากคนทั่วไปที่ต้องการหาที่อยู่ของตัวเองในสังคม ที่แม้ปัจจุบันที่อยู่ของพวกเขาจะมีอยู่ไม่มาก แต่พวกเขาก็พยายามจะปกป้องและดิ้นรนอยู่เพื่อให้พวกเขาได้เป็นในสิ่งที่พวกเป็น
กระนั้นก็ตาม บทของ The 4 Sisters ที่ใช้กลวิธีการวิธีเล่าเรื่องแบบค่อยเป็นค่อยไปและพยายามทำให้เหมือนชีวิตปรกตินั้น อาจจะเต็มไปด้วยหลาย ๆ ส่วนที่ไม่จำเป็นอยู่บ้าง เช่นมุกตลกในการซ้อมเต้นและการคิดโชว์สด ๆ ของเหล่านางโชว์ ซึ่งบางครั้งก็ซ้ำซ้อน และใช้เวลานาน จนอาจจะทำให้ผู้ชมรู้สึกว่ามันเป็นการ “ย้ำคิดย้ำทำ” อยู่ในละคร ซึ่งแม้ว่าส่วนดังกล่าวอาจจะเป็นจุดที่สร้างเสียงหัวเราะให้ผู้ชมได้ แต่ก็เป็นการเสี่ยงอยู่น้อยเมื่อช่วงหนึ่งของบทละครที่ค่อนข้างกินเวลาต้องแขวนไว้กับจังหวะของการแสดงที่ต้องลุ้นว่าจะ “ฮา” หรือจะ “แป๊ก”
นอกจากนี้ โดยส่วนตัวผู้เขียนแล้ว ผู้เขียนไม่ค่อยประทับใจกับบทสรุปของเรื่องที่ใช้เวลามานานแต่กลับคลี่คลายในแบบที่รู้สึกว่า “ง่าย” และ “เร็ว” เกินไปกับการร้องเพลง Hero ให้กับตัวละครที่มีบทบาทสำคัญของเรื่อง ซึ่งไม่ใช่ว่ามันอธิบายด้วยเหตุผลไม่ได้ แต่มัน “เบา” ไปเมื่อเทียบกับปมที่ค่อย ๆ ปูและสร้างมาตลอดเรื่อง
อย่างไรก็ดี ก็ต้องขอชม พันพัสสา ธูปเทียน กับการกำกับจังหวะของละครให้มีจังหวะกระชับและดูสนุกต่อเนื่องอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งผู้เขียนก็ยังสงสัยอยู่ไม่น้อยว่าถ้าบทนี้ไปอยู่ในมือของคนที่อ่อนประสบการณ์แล้วละก็อาจจะทำให้การแสดงดังกล่าวออกทะเลและกลายเป็น “โชว์ตลก” มากเสียกว่าจะเป็น “ละครตลก” ไปจริง ๆ ก็เป็นได้
สิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจอยู่อย่างหนึ่งคือการเลือกใช้สถานที่และขนาดของโรงละครอย่าง Blue Box Studio ที่ M Theater ซึ่งมีขนาดเล็กกระทัดรัดพอประมาณที่เหมาะกับขนาดของละครไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพื้นที่การแสดง ฉาก ปริมาณของนักแสดงรวมถึงจำนวนของผู้ชม ซึ่งน่าคล้องไปกับการออกแบบโปรดักชั่นของเรื่องเองที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกเสมือนกับกำลังนั่งอยู่ในร้าน Moonlight Bar จริง ๆ ซึ่งนี่น่าจะเป็นเสน่ห์เก๋ ๆ ของละครเวทีขนาดเล็กที่ไม่ต้องการความอลังการของโปรดักชั่น แต่เน้นความเป็นธรรมชาติของละครมากกว่า
สำหรับผู้เขียนแล้ว The 4 Sisters น่าจะเป็นละครตลกสบาย ๆ ที่ให้ความบันเทิงกับผู้ชมได้อยู่ไม่น้อย และมันก็คงจะฉุกให้หลาย ๆ คนคิดและมองคนรอบ ๆ สังคมกันมากขึ้นกว่าแค่เปลือกที่ฉาบฉวย แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้ลึกซึ้งและทำให้เราตีแตกละเอียดกับความเป็นชาวเพศที่สามมากนัก แต่ก็พอจะทำให้เห็นการพยายามจะเข้าใจและภาพรวมของสังคมนี้ได้
สิ่งสุดท้ายที่อาจจะนึก ๆ กันได้จากละคร ก็คงเป็นบทเพลง Hero ที่จุดประกายความหวังและให้กำลังใจกับคนที่เคยจะยกธงขาวเพียงเพื่อหลีกหนีปัญหา เพราะหากใครสักคนยอมแพ้ไปเสีย คนที่เหลือที่กำลังต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ก็อาจจะพ่ายแพ้ไปด้วย
และนั่นคงเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด ไม่ว่าจะสังคมไหน ๆ ก็ตาม





Recent Comments