Snow White: จำเจ ขายของเก่า และไม่ได้ความ

ละครถาปัด’ จุฬา อาจจะเป็นหนึ่งในละครเวทีในระดับนิสิตนักศึกษาที่ดังที่สุด ถ้าวัดจากการพูดถึงกันในสื่อต่าง ๆ รวมทั้งการทำประชาสัมพันธ์และการตลาดต่าง ๆ จนกลายเป็นกระแสความนิยม พร้อม ๆ กับการสร้างบรรทัดฐานให้กับละครเวทีในระดับนิสิตนักศึกษาด้วยการเห็นถึงความสำเร็จจากจำนวนผู้ชมที่เต็มเกือบทุกรอบ แย่งจองบัตร รวมทั้งกำไรที่เกิดขึ้นจากการทำละครเวที

แต่นั่นไม่ได้หมายถึงคุณภาพของละครเวทีจากถาปัด’ จุฬา จะยอดเยี่ยมหรือคงเส้นคงวาอยู่ตลอดไปไม่ เพราะจากประสบการณ์ที่ผู้เขียนดูละครมาหลายปี ก็มักมีอยู่หลายครั้งที่ละครของถาปัด’ จุฬา นั้น “แป๊ก” หรือ “ดับสนิท” และละครเวทีประจำปี 2553 เรื่อง Snow White ก็เข้าตกอยู่ในกรณีดังกล่าวเช่นกันก่อนอื่น ถ้าจะมองละครถาปัด ในมุมมองของละครเวทีที่เป็นศิลปะอะไรนั้น ก็คงคิดว่าไม่แฟร์กับผู้สร้างและทีมงานอยู่พอสมควร เพราะจุดมุ่งหมายในการทำละครถาปัด นั้นก็ไม่ได้เหมือนกับที่นักการละคร หรือผู้ที่เรียนศิลปการละครสร้างงานขึ้นมา ฉะนั้นหากมองในบริบทและเอกลักษณ์ของละครถาปัดแล้ว เราก็คงไม่ต้องไปสนใจและคาดหวังเรื่องของบทละครที่มีความคมคายแต่อย่างใด แต่ต้องดูเรื่องเทคนิคและความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างความขบขันให้กับผู้ชมผ่านทางมุกตลกต่าง ๆ ที่สุดแต่งจะคิดขึ้นมาได้ ซึ่งนั่นก็น่าจะเป็นจุดเด่นที่สุดที่หลายคนพร้อมใจกันตีตั๋วเข้าไปดูละครกันในหอประชุมจุฬา

สำหรับ Snow White นั้นก็เดิมตามสูตรเดิม ๆ ของละครถาปัด ว่าด้วยการเอาเรื่องราวที่คนรู้จักมักคุ้นอยู่แล้วมายำใหญ่ตามแบบแบบฉบับของตัวเองด้วยจุดประสงค์สำคัญ (และอาจจะเป็นอย่างเดียว) คือการสร้างเสียงหัวเราะจากไอเดียที่คาดไม่ถึง

ซึ่งจากการสร้างเสียงหัวเราะจากไอเดียที่คาดไม่ถึงนั่นแหละ มันก็กลายเป็นจุดอ่อนสำคัญว่าเมื่อไรก็ตามที่มุกตลกและวิธีการเล่าเรื่องต่าง ๆ ของละครนั้นมันไม่ได้ “คาดไม่ถึง” แล้วล่ะก็ ความตลกต่าง ๆ ก็จะสูญหายไปในพริบตา กลายเป็นความตลกที่ฝืนตลกเพราะรู้มุกอยู่แล้ว ผิดกับตลกแบบสถานการณ์ หรือตลกผ่านบทที่สร้างสรรค์ และในขณะเดียวกัน เมื่อมุกตลกเหล่านี้มันไม่ตลกแล้วล่ะก็ มันก็จะกลายเป็นความทรมานน่าอดสูของคนดูอยู่ไม่น้อย เพราะมุกตลกก็ดันไม่เกี่ยวข้องกับเรื่อง ไม่ตอบโจทย์การเล่า แถมต้องทนหัวเราะ หึหึ และปรบมือแบบเห็นใจนักแสดงเสียอีกต่างหาก

และ Snow White ก็ตกหลุมกับดักที่ตัวเองขุดขึ้นนั่นแหละ เพราะมุกตลกที่ Snow White เตรียมไว้ให้กับผู้ชมนั้น ขาดจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ที่จะสร้างความประหลาดใจให้กับผู้ชม แต่กลับพยายามกลับไปเล่นมุกตลกแบบเดียวกับตลกคาเฟ่แสดงในจอทีวี ในขณะเดียวกันมุกตลกที่เวิร์ค ๆ ก็ดันกลายเป็นมุกตลกที่เอามาจากละครถาปัด ปีก่อน ๆ ซึ่งก็ทำให้คนที่ดูละครถาปัดอยู่แล้วก็ไม่ได้ขำ และคาดเดามุกตลกได้ล่วงหน้า

ฉะนั้น ไม่แปลกที่คนซึ่งเคยดูละครถาปัดครั้งแรกจะชอบอกชอบใจกับมุกตลกเรียกเสียงฮา แต่คนที่ดูละครเวทีคอเมดี้จัด ๆ หรือติดตามละครถาปัดอยู่แล้วนั้น จะไม่รู้สึกขำอะไรเลยสักนิด แถมพานจะหลับกับความแป๊กสนิทของมุกตลกอีกต่างหาก

ซึ่งถ้าหากดูจากมุกตลกที่เป็นแกนสำคัญของละครแต่ดันแป๊กแล้วนั้น ก็คงไม่ต้องพูดถึงว่าส่วนอื่น ๆ ของละครก็เลยกลายเป็นของที่รกรุงรังเอามาเป็นผสมกันแบบไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ตั้งแต่การเต้นรำและโชว์ของหมู่มวล ดนตรีประกอบ ฯลฯ โดยส่วนที่ยังพอไปวัดไปวาได้อยู่คือการออกแบบและงานสร้างของฉากละคร ที่ยังพอเรียกเสียงปรบมือให้คนทึ่งได้อยู่บ้างกับแว่บแรกที่เห็น (แต่หลังจากนั้นก็จอดสนิทเพราะมันไม่ได้ช่วยอะไรกับเรื่องอยู่ดี)

โดยสรุป Snow White เป็นละครเวทีที่ผมดูจนจบด้วยความรู้สึกเหนื่อยหน่าย และเสียดายเวลาที่เข้าไปชม แม้อาจจะไม่เสียดายเงินที่ตีตั๋วเข้าไป แต่ผมกลับรู้สึกว่าถ้าผมเสียเวลา 3 ชม.แล้วล่ะก็ ผมควรจะได้อะไรมากกว่าการแสดงที่แทบไม่มีอะไรให้ผมจดจำเลย

Powered by Free Wordpress Themes