
Sex and the City น่าจะเป็นหนึ่งในซีรี่ยที่ดังระเบิดระเบ้อของ HBO ที่ครองเรตติ้งสูง ๆ หลายปีในอดีตจนถึงการสร้างเป็นหนังฟอร์มยักษ์ ซึ่งจุดเด่นของมันเต็มไปด้วยเรื่องราวติดเรต เม้าท์แตกภาษาผู้หญิง และที่สำคัญคือ แฟชั่น แฟชั่น แฟชั่น ซึ่งนั่นก็เป็นเหมือนสูตรสำเร็จที่มันครองใจผู้ชมแฟนพันธุ์แท้กันเลยทีเดียว ซึ่งสำหรับหนังภาคสองนี้ มันก็เดินตามสูตรสำเร็จนั้นและก็คงไม่มีอะไรแปลกใหม่มากไปกว่านั้นด้วยเช่นกันในภาคสองนี้ แครี่และเพื่อน ๆ ของเธอก็ยังกลับมาวนเวียนให้ผู้ชมได้ยิ้มและสำรวจพวกเธอเช่นเคย เพราะแม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน ตัวละครหลายตัวก็แก่ตัวลงไป (รวมทั้งนักแสดงด้วย) แต่พฤติกรรมแสบ ๆ ของพวกเธอก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิมเสมอต้นเสมอปลาย โดยเฉพาะซาแมนท่าที่เหมือนจะแรงกว่าภาคเดิม ๆ เสียด้วยซ้ำ (ซึ่งเหมือนว่าเธอจะกลายเป็นตัวชูโรงที่ขาดไม่ได้เสียแล้ว)
เรื่องราวของภาคสองนี้เริ่มเมื่อแครี่แต่งงานกับบิ๊กไปจะครบสองปี และเริ่มพบชีวิตคู่ของเธอนั้นเดินทางมาถึงจุดที่รู้สึกลังเลและไม่มั่นใจว่ามันจะสวยงามเหมือนที่เธอวาดฝันเอาไว้ไหม และบังเอิ๊ญ บังเอิญที่ซาแมนท่าได้รับเชิญให้ไปนครอาบูดาบี เธอจึงพาเพื่อน ๆ ของเธอเดินทางไปเริ่ดกันในตะวันออกกลางเสียเลย ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นของการผจญภัยของสี่สาว(แก่?) ที่พร้อมจะซิ่ง เฉิดฉาย ไฉไล ด้วยบรรดาเสื้อผ้าราคาแพงระยิบ และชีวิตที่สุดแสนจะอู้ฟู่เกินบรรยาย
เอากันตรง ๆ แล้ว เนื้อเรื่องของ Sex and the City 2 ไม่มีอะไรแปลกใหม่ คมคายหรืออะไรที่ดูฉลาด ๆ แต่อย่างใด เพราะมันค่อนข้างทื่อเอามาก ๆ แต่อาศัยบทสนทนาแสบ ๆ และมุกตลกติดเรตต่าง ๆ มาช่วยกลบให้มันถูไถรอดตัวไป พอ ๆ กับบรรดาเสื้อผ้าแฟชั่นต่าง ๆ ที่ประดังเข้ามาในฉากให้เราเห็น จนเรารู้สึกอยากจะมองบรรดาสินค้าแบรนด์เนมต่าง ๆ มากกว่าจะสนใจแอคติ้งของนักแสดงเสียอีกนะเออ
ฉะนั้น หากมองในแง่หนึ่งแล้ว Sex and the City 2 ก็เป็นหนังที่แทบจะเรียกว่าสอบตกเรื่องบทเพราะความ “ไม่มีเนื้อ” ของมัน แต่ด้วยเครื่องเทศและเครื่องประดับของหนังนั้นเยอะเหลือเกินถึงขนาดที่ตามดูตามเสพกันแทบไม่ทัน เลยทำให้มันถูไถไปได้กับคนที่ไม่ได้เป็นแฟนพันธุ์แท้ และอาจจะรู้สึกรี๊ดกร๊าดแทบสลบกับบรรดาผู้ที่ชื่นชอบซีรี่ยนี้เป็นพิเศษ
โดยส่วนตัว ผมว่า Sex and the City ก็หยิบมุมลับ ๆ ของผู้หญิงออกมาแฉให้ได้สะใจกัน และในขณะเดียวกันมันก็วาดฝันลม ๆ แล้ง ๆ ให้กับบรรดาคนดูประเภทหาเช้ากินค่ำที่จะมีสินค้าแพง ๆ แบบที่บรรดาคุณเธอในหนังใช้กัน ก็คงจะมีแต่บรรดาไฮโซทั้งหลายเหล่ที่อาจจะอินและมีปัญญาซื้อหามาใช้ได้จริง ซึ่งจากตรงนี้ ผมเลยไม่คิดว่า Sex and the City จะเป็นหนังที่มีอะไรให้รู้สึกดีมากนัก ยกเว้นถ้าเราจะปล่อยใจเสพหนังเรื่องนี้แบบ Melodrama หรือ Soap Opera ไปเลย มันก็พอจะสนุกกับเรื่องราว Life Style Fantasy ที่เหมือนผู้ชม (โดยเฉพาะผู้หญิง) จะเข้าไปท่องในโลกของความฝันกันเลยทีเดียวแหละ
หมายเหตุ…ในภาคนี้ ผู้เขียนรู้สึกได้ถึง “อายุ” ที่มากขึ้นของบรรดานักแสดง ซึ่งหวังว่าภาคสามคงไม่มีให้ผมมานั่งลุ้นว่าพวกเธอจะต้องดึงหน้ากันอีกเท่าไรเพื่อขึ้นจอน่ะนะ





Recent Comments