Evangelion 2.0: You Can (Not) Advance

หลังจากปล่อยให้แฟน ๆ รอคอยกันเนิ่นนาน Gainax ก็ยอมปล่อย Evangelion 2.0 – You Can (Not) Advance ออกมาเป็นตอนต่อจากจำนวนทั้งหมด 4 ภาคตามที่ประกาศไว้ ซึ่งแน่นอนว่าผลลัพธ์ของมันคือรายได้ถล่มทลาย (อันดับ 12 ของ Box Office ญี่ปุ่นประจำปี 2009) และเสียงวิจารณ์ยกย่องพร้อมเข้าชิงรางวัลมากมาย (เพียงแต่แพ้สุดยอดอีกเรื่องอย่าง Summer War ไปอย่างน่าเสียดาย) ซึ่งถ้าใครได้เข้าไปดูฉบับโรงภาพยนต์แล้วล่ะก็ คงจะพูดออกมาพร้อม ๆ  กันว่า

สุโค่ยยยยยยยยยย!!!!

Evangelion 2.0 นั้นเดินเรื่องจากภาค 1.0 ที่เข้าโรงไปเมื่อสักสองปีที่แล้ว (บ้านเราเข้าช้ากว่าที่ญี่ปุ่นพอสมควร เพราะเล่นมาฉายหลังจากท่ี่ DVD ออกจำหน่ายแล้วด้วยซ้ำ) ซึ่งเนื้อเรื่องใน 2.0 นั้นยังคงเดินตามรอยเวอร์ชั่น TV 26 ตอนอยู่ (บ้าง) โดยมีการปรับเปลี่ยนและตัดทอนส่วนที่ไม่จำเป็นออก แต่เลือกฉากและเนื้อเรื่องส่วนสำคัญ ๆ มาขยาย รวมทั้งเพิ่มตัวละครลงไปให้ผู้เขียนบทได้ขยี้ตัวละครได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

โดยส่วนตัวแล้ว Evangelion 2.0 ก็ยังเจ๋งสุด ๆ ในเรื่องการเขียนบท Animation ที่ผสมกันระหว่างเนื้อเรื่องเหนือจินตนาการ ฉากการต่อสู้แบบหนังที่ดุเดือดน่าตื่นเต้น และความละเอียดอ่อนของมนุษย์ผ่านทางตัวละครเด็กที่กำลังก้าวข้ามและเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิต (ด้านเนื้อเรื่องนั้น ผมคงอธิบายยากเหมือนกันเพราะถ้าใครเป็นแฟน Evangelion ก็จะพอรู้ดีกว่าถึงดูหลายรอบแล้วก็ยังตอบคำถามได้ไม่หมดเลย) ผลลัพธ์ของหนังคือความลงตัวและความต่อเนื่องชนิดดูไม่เบื่อเลยสักนาที มีการสลับและเว้นวรรคระหว่างช่วงของดราม่าตัวละคร และฉากต่อสู้แบบถล่มบ้านถล่มเมืองชนิด Animation ฝั่งตะวันตกอายกันเลยทีเดียว

ในด้านเนื้อเรื่อง ตัวละครอย่าง ชินจิ อาสึกะ และเรย์ เด็กสามคนผู้รับหน้าที่ขับหุ่น Evangelion เพื่อปกป้องโลกซึ่งเป็นตัวหลักของเรื่องก็มีประเด็นจากด้านจิตใจที่น่าสนใจหลายอย่างซึ่งสอดแทรก (และซ่อน) ไว้ในเรื่อง โดยใน 2.0 นี้มีการขมวดปมไว้ได้อย่างแน่นหนากันเลยทีเดียว ซึ่งถ้าเทียบกับ TV Series และ 1.0 แล้ว ต้องนับว่า 2.0 เป็นภาคที่ “โต” ขึ้นอย่างมาก ซึ่งกลายเป็นภาคที่มีเนื้อหาหนักและกระแทกใจผู้ชมอยู่เอาการ

อีกหนึ่งของความสุดยอดคือความปราณีตในด้านการใช้ภาพและดนตรีประกอบผสมเข้าด้วยกัน ซึ่งสร้างความอลังการให้กับหนังได้อยู่ตลอดเวลา (ซึ่งก็เป็นเอกลักษณ์มาตั้งแต่ภาค 1.0 แล้ว)

ถ้ามองโดยรวม Evangelion 2.0 ก็สมกับเป็นโปรเจคลูกรักของ Gainax ที่หมายมั่นปั้นมืออย่างเต็มที่ ทุกรายละเอียดของหนังมีอะไรให้ทึ่งและตะลึงอยู่บ่อย ๆ ซึ่งคงถูกใจบรรดาแฟน ๆ รุ่นเก๋าที่ครั่นคร้ามอยากดูกันเต็มแก่ และโดนใจแฟน ๆ รุ่นใหม่ ๆ ที่ไม่เคยรู้จัก Eva กันมาก่อน อย่างไรเสียถ้าใครคิดจะดูแล้วนั้น แนะนำให้หา 1.0 มาดูก่อนเพราะการ์ตูนเรื่องนี้ขึ้นชื่อเรื่องการสร้างความงงงวยให้กับผู้ชมมานักต่อนัก ด้วยการเป็น Sci-Fi Anime ในตำนานกันเลยทีเดียว (ผู้เขียนดูมาสิบปีแล้วบางเรื่องยังสับสนอยู่เลย)

และสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกหลังจากดู Evangelion 2.0 จบลง คือการรู้สึกถึงความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดของ Animation จากญี่ปุ่นเทียบกับทางตะวันตก ซึ่งดู ๆ แล้วคงอีกนานกว่าตะวันตกจะตามทัน เพราะ Evangelion 2.0 คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า Anime ของญี่ปุ่นนั้นก้าวข้ามสิ่งที่เรียกว่า “การ์ตูน” ในทัศนะคติของคนทั่วไปนั้น ไปไกลมากมายเสียเหลือเกินแล้ว

Powered by Free Wordpress Themes