ระหว่างนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินช่วงนี้เราคงเห็นโฆษณาของ “กินรีสีรุ้ง” อยู่แทบทุกที่ พร้อมกับคำโปรยทำนองว่า “จากบรอดเวย์สู่เมืองไทย” “ฟู่ฟ่าอลังการ” จนหลายคนคงรู้สึกครั่นคร้ามอยากดูโปรดักชั่นของละครเรื่องล่าสุดจาก Scenario อยู่ไม่น้อย เพราะท่าทางจะเป็นการเข้าทางงานถนัดของ Scenario ซึ่งขึ้นชื่อกับการสร้างงานฟู่ฟ่าบนเวทีอยู่แล้ว
แต่หลังจากที่ผมเดินออกจากรัชดาลัยในรอบ Press ที่ผ่านมา ผมกลับรู้สึกว่าคำโฆษณาดังกล่าวนั้นเกินจริงไปอยู่มาก เพราะโชว์ที่คนมักพูดกันว่า “ไปดูก็คุ้มแล้ว” นั้น ก็ไม่ได้มีอะไรมากมายอะไรเป็นพิเศษ แถมออกจะไปทำนองว่า “หาดูได้ไม่ยาก” ตรงข้ามกับคำคุยของโฆษณาอยู่มากโขทีเดียวกินรีสีรุ้ง ซึ่งคือ La Cage Aux Folles เวอร์ชั่นภาษาไทยนั้นเล่าเรื่องอลเวงทั้งหน้าและหลังเวทีผับโชว์ชื่อดังที่หาดป่าตอง จอร์จ (ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี) เจ้าของผับ และ อิซซี่ (เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์) นางโชว์คู่ชีวิต (รวมทั้งคู่รัก) ของเขาด้วย โดยเรื่องราวความวุ่นวายเกิดขึ้นเมื่อ ต้น (นรินทร์ ภูวนเจริญ) ซึ่งต้องการจะแต่งงาน และมีความจำเป็นที่ต้องให้จอร์จแสดงละครตบตาครอบครัวของแฟนที่กำลังจะมาที่บ้านรวมทั้งขอให้อิซซี่ต้องหลบออกไปจากบ้านด้วยเหตุว่าพ่อของแฟนนั้นเกลียดและต่อต้านกระเทยเข้ากระดูกดำ เหตุอลหม่านของสถานการณ์นำไปสู่การทะเลาะก่อนจะสู่ความเข้าใจ (หลังจากวุ่นวายกันยกใหญ่) ของคนที่อยู่ในโลกของชาวสีม่วง
ผมคงไม่ลงรายละเอียดเรื่องย่อไปมากนัก เพราะอาจจะเสียอรรถรสสำหรับคนที่อยากไปดู หรือบางคนที่รู้เรื่องย่อกันอยู่แล้วเพราะ La Cage Aux Folles ก็เคยเอามาแสดงเป็นละครพูดในไทยอยู่เมื่อหลายปีที่ผ่านมาในชื่อว่า “วิวาห์ คาบาเรต์” แต่ต่อไปจะขอไปอยู่กับเหตุผลที่ว่าทำไมผมถึงมีความสุขกับการดู La Cage Aux Folles ผ่าน Youtube มากกว่าดูที่รัชดาลัย..
ในส่วนของบทแล้ว คงเป็นจุดที่ดีอยู่เมื่อโครงเรื่องหลักของกินรีสีรุ้งไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรไปจากต้นฉบับ แต่ที่น่าจะหงุดหงิดอยู่คือการต่อเติมมุกตลกประสาตลกกระเทยในทีวีเข้าไปเพื่อหวังให้ผู้ชมได้ขำกันแบบในละครซิทคอมของตัวผู้ผลิตเอง ซึ่งจะว่ามันไม่เวิร์คก็คงไม่ใช่เพราะคนก็หัวเราะกันเยอะ (และคนเขียนบทคงยิ้มแฉ่งอยู่หลังฉาก) แต่ในมุมมองที่กลับกัน มุกตลกแบบคนไทยที่ยัดเยียดเข้าไปนั้นเป็นมุกที่ขาดรสนิยมและห่างชั้นจากบทตลกต้นฉบับอยู่ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการที่เอะอะพยายามลากไปสู่เรื่องเพศ หรือการพยายามขยายความ “แร่ด ” และ “เพี้ยน” ของชาวสีม่วงให้ใหญ่เกินจำเป็น จนบางทีเหมือนกับกลายเป็นสร้างภาพว่าคนเหล่านี้น่าขบขันในความ “เพี้ยน” และ “น่าขยะแขยง” มากกว่าขบขันในความน่ารักของพวกเขา แต่ก็ยังดีที่มุกตลกบางมุกก็ดูเป็นชิ้นเป็นอันและดูชาญฉลาดอยู่บ้าง เลยพอจะกลบ ๆ รอยด่างของละครไปได้
ทีนี้พอข้ามมาเรื่องของเพลง ซึ่งเป็นอีกส่วนสำคัญของละครเพลงที่บอกตัวเองว่าเป็น “มิวสิคคัล” นั้น แน่นอนว่าการที่เพลงและดนตรีใช้ของต้นฉบับเป๊ะ ก็เลยสนุกและรื่นหูอยู่แล้ว อาจจะงง ๆ กับเนื้อเพลงอยู่บ้าง แต่มันก็ไม่ได้เป็นจุดที่ต้องกังวลอะไรมากมาย เพราะเมื่อเพลงถูกร้องออกมานั้น มันก็ไม่ได้มีการตีความอะไรลึกซึ้งจากผู้กำกับอยู่แล้ว บทเพลงของกินรีสีรุ้งเลยถูกจัดอยู่ในระดับความไพเราะสมกับที่ผู้ร้องเป็นศิลปินนักร้อง เพราะมีการโชว์น้ำเสียงได้ทรงพลัง แต่สอบเกือบตกในด้านตีความกับความลึกซึ้งและความหมายของเพลงที่แอบแฝงเอาไว้
ทำไมน่ะรึ? เพราะแม้กระทั่งเพลงหลักอย่าง We are what we are หรือ I am what I am นั้น ไม่ได้รู้สึกถึง “พลัง” และ “ความต้องการ” ที่ซ่อนอยู่ในเพลงนั้นได้เลย สิ่งที่ขาดไปอย่างมากคือการเข้าใจว่าเพลงแต่ละเพลงนั้นมีความหมายอย่างไร และเพราะเหตุใดตัวละครนี้ถึงร้องเพลงนี้ ซึ่งดูเหมือนผู้กำกับอาจจะพอตีความได้ในอย่างแรก แต่อย่างหลังนั้นเหือดแห้งจนแทบไม่มีเลย
กบ ทรงสิทธิ์ กับ เจมส์ เรืองศักดิ์ อาจจะเป็นนักร้องที่มีความสามารถ และเสียงร้องของพวกเขาก็เป็นบทพิสูจน์ได้ในตรงนี้ แต่คงจะดีกว่าถ้าพวกเขาสามารถขยี้มุมต่าง ๆ ของบทให้ละเอียดมากกว่านี้ (เพราะบทของละครเรื่องนี้มีความละเอียดมากเพียงแค่โดนฉาบไว้ด้วยความ Comedy)
มาทางด้านโปรดักชั่นโชว์ต่าง ๆ นั้น เราเองก็คงไม่ได้รู้สึกว่ามีความประหลาดใจอะไรเลยกับสิ่งที่เห็นบนเวที เพราะดีไม่ดีงานประกวดมิสทิฟฟานี่ก็ทำได้พอ ๆ กัน (ทั้งที่คนที่มาประกวดก็ไม่ใ่ช่นักแสดงมืออาชีพ) ส่วนฉากและเทคนิคต่าง ๆ นั้นอาจจะสร้างความประหลาดใจกับคนที่ไม่ค่อยมีโอกาสดูโชว์ต่าง ๆ มากนัก แต่หากเป็นคนที่ดูการแสดงทั้งในและนอกประเทศบ่อย ๆ แล้วคงอาจจะหัวเราะไประหว่างดูละครแบบผู้เขียน เพราะหลาย ๆ ฉากนั้นดัน “ละม้ายคล้ายอย่างน่าประหลาด” กับการแสดงหรือละครเวทีดัง ๆ อย่าง Wicked หรือ กวนอิมพันมือ เป็นต้น และยิ่งถ้าใครลองไปเปิดคลิป Youtube ในโปรดักชั่นอื่น ๆ ของ La Cage Aux Folloes แล้วก็จะเจอความเหมือนและคล้ายอีกนั่นแหละ ต่างกันเพียงตรงที่โปรดักชั่นอื่น ๆ นั้นดูสนุก สดใส และตื่นตาตื่นใจ ในขณะที่กินรีสีรุ้งนั้น ดู “ฉูดฉาด” และ “เยอะ” จนบางทีก็ตะหงิด ๆ กับความเกิน ๆ ของโปรดักชั่นดีไซน์อยู่บ้าง
อาจจะพอเข้าใจได้ว่าทางผู้สร้างก็คงอยากให้กินรีสีรุ้งมีรสจัดจ้านแบบเดียวกับละครทีวีหลังข่าว (ส่วนจะดีหรือไม่ดีนั้นก็แล้วแต่จะคิด) เลยมีการดีไซน์ที่ค่อนข้างจะตูมตาม ฉูดฉาดอยู่พอสมควร อย่างไรก็ตามสิ่งที่ขาดหายไปคือความเข้ากันของดีไซน์กับเรื่อง รวมทั้งภาพรวมของละคร (และข้ออ้างที่จะบอกว่านี่คือละครเพศที่สาม มันก็คงไม่ใช่ข้อแก้ตัวที่ดีเสียเท่าไร)
ฉะนั้น เมื่อมองโดยรวมของเรื่องแล้ว กินรีสีรุ้ง เลยเป็นส่วนผสมของบทละครที่เหมือนจะตลกโปกฮาแต่สะดุดกับรสนิยมมุกตลกที่ถอยหลังเข้าคลอง บทเพลงที่ไพเราะแต่ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าเสียงร้องเพราะ ๆ ของนักร้องอาชีพ และฉากโชว์ที่ก็เหมือนจะดีแต่ก็ไม่ได้เซอร์ไพรส์อะไรเพราะเห็นได้จากอัลคาซ่าหรือคาลิปโซ่อยู่แล้ว
ผมก็เลยรู้สึกว่า.. 3 ชั่วโมงที่ผ่านไปในรัชดาลัยนั้น ยังเทียบเท่าไม่ได้กับการดูคลิปวีดีโอต่อไปนี้





