Post Type

กินรีสีรุ้ง: อัลคาซ่าฉบับละครเวที

ระหว่างนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินช่วงนี้เราคงเห็นโฆษณาของ “กินรีสีรุ้ง” อยู่แทบทุกที่ พร้อมกับคำโปรยทำนองว่า “จากบรอดเวย์สู่เมืองไทย” “ฟู่ฟ่าอลังการ” จนหลายคนคงรู้สึกครั่นคร้ามอยากดูโปรดักชั่นของละครเรื่องล่าสุดจาก Scenario อยู่ไม่น้อย เพราะท่าทางจะเป็นการเข้าทางงานถนัดของ Scenario ซึ่งขึ้นชื่อกับการสร้างงานฟู่ฟ่าบนเวทีอยู่แล้ว

แต่หลังจากที่ผมเดินออกจากรัชดาลัยในรอบ Press ที่ผ่านมา ผมกลับรู้สึกว่าคำโฆษณาดังกล่าวนั้นเกินจริงไปอยู่มาก เพราะโชว์ที่คนมักพูดกันว่า “ไปดูก็คุ้มแล้ว” นั้น ก็ไม่ได้มีอะไรมากมายอะไรเป็นพิเศษ แถมออกจะไปทำนองว่า “หาดูได้ไม่ยาก” ตรงข้ามกับคำคุยของโฆษณาอยู่มากโขทีเดียวกินรีสีรุ้ง ซึ่งคือ La Cage Aux Folles เวอร์ชั่นภาษาไทยนั้นเล่าเรื่องอลเวงทั้งหน้าและหลังเวทีผับโชว์ชื่อดังที่หาดป่าตอง จอร์จ (ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี) เจ้าของผับ และ อิซซี่ (เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์) นางโชว์คู่ชีวิต (รวมทั้งคู่รัก) ของเขาด้วย โดยเรื่องราวความวุ่นวายเกิดขึ้นเมื่อ ต้น (นรินทร์ ภูวนเจริญ) ซึ่งต้องการจะแต่งงาน และมีความจำเป็นที่ต้องให้จอร์จแสดงละครตบตาครอบครัวของแฟนที่กำลังจะมาที่บ้านรวมทั้งขอให้อิซซี่ต้องหลบออกไปจากบ้านด้วยเหตุว่าพ่อของแฟนนั้นเกลียดและต่อต้านกระเทยเข้ากระดูกดำ เหตุอลหม่านของสถานการณ์นำไปสู่การทะเลาะก่อนจะสู่ความเข้าใจ (หลังจากวุ่นวายกันยกใหญ่) ของคนที่อยู่ในโลกของชาวสีม่วง

ผมคงไม่ลงรายละเอียดเรื่องย่อไปมากนัก เพราะอาจจะเสียอรรถรสสำหรับคนที่อยากไปดู หรือบางคนที่รู้เรื่องย่อกันอยู่แล้วเพราะ La Cage Aux Folles ก็เคยเอามาแสดงเป็นละครพูดในไทยอยู่เมื่อหลายปีที่ผ่านมาในชื่อว่า “วิวาห์ คาบาเรต์” แต่ต่อไปจะขอไปอยู่กับเหตุผลที่ว่าทำไมผมถึงมีความสุขกับการดู La Cage Aux Folles ผ่าน Youtube มากกว่าดูที่รัชดาลัย..

ในส่วนของบทแล้ว คงเป็นจุดที่ดีอยู่เมื่อโครงเรื่องหลักของกินรีสีรุ้งไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรไปจากต้นฉบับ แต่ที่น่าจะหงุดหงิดอยู่คือการต่อเติมมุกตลกประสาตลกกระเทยในทีวีเข้าไปเพื่อหวังให้ผู้ชมได้ขำกันแบบในละครซิทคอมของตัวผู้ผลิตเอง ซึ่งจะว่ามันไม่เวิร์คก็คงไม่ใช่เพราะคนก็หัวเราะกันเยอะ (และคนเขียนบทคงยิ้มแฉ่งอยู่หลังฉาก) แต่ในมุมมองที่กลับกัน มุกตลกแบบคนไทยที่ยัดเยียดเข้าไปนั้นเป็นมุกที่ขาดรสนิยมและห่างชั้นจากบทตลกต้นฉบับอยู่ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการที่เอะอะพยายามลากไปสู่เรื่องเพศ หรือการพยายามขยายความ “แร่ด ” และ “เพี้ยน” ของชาวสีม่วงให้ใหญ่เกินจำเป็น จนบางทีเหมือนกับกลายเป็นสร้างภาพว่าคนเหล่านี้น่าขบขันในความ “เพี้ยน” และ “น่าขยะแขยง”  มากกว่าขบขันในความน่ารักของพวกเขา แต่ก็ยังดีที่มุกตลกบางมุกก็ดูเป็นชิ้นเป็นอันและดูชาญฉลาดอยู่บ้าง เลยพอจะกลบ ๆ รอยด่างของละครไปได้

ทีนี้พอข้ามมาเรื่องของเพลง ซึ่งเป็นอีกส่วนสำคัญของละครเพลงที่บอกตัวเองว่าเป็น “มิวสิคคัล” นั้น แน่นอนว่าการที่เพลงและดนตรีใช้ของต้นฉบับเป๊ะ ก็เลยสนุกและรื่นหูอยู่แล้ว อาจจะงง ๆ กับเนื้อเพลงอยู่บ้าง แต่มันก็ไม่ได้เป็นจุดที่ต้องกังวลอะไรมากมาย เพราะเมื่อเพลงถูกร้องออกมานั้น มันก็ไม่ได้มีการตีความอะไรลึกซึ้งจากผู้กำกับอยู่แล้ว บทเพลงของกินรีสีรุ้งเลยถูกจัดอยู่ในระดับความไพเราะสมกับที่ผู้ร้องเป็นศิลปินนักร้อง เพราะมีการโชว์น้ำเสียงได้ทรงพลัง แต่สอบเกือบตกในด้านตีความกับความลึกซึ้งและความหมายของเพลงที่แอบแฝงเอาไว้

ทำไมน่ะรึ? เพราะแม้กระทั่งเพลงหลักอย่าง We are what we are หรือ I am what I am นั้น ไม่ได้รู้สึกถึง “พลัง” และ “ความต้องการ” ที่ซ่อนอยู่ในเพลงนั้นได้เลย สิ่งที่ขาดไปอย่างมากคือการเข้าใจว่าเพลงแต่ละเพลงนั้นมีความหมายอย่างไร และเพราะเหตุใดตัวละครนี้ถึงร้องเพลงนี้ ซึ่งดูเหมือนผู้กำกับอาจจะพอตีความได้ในอย่างแรก แต่อย่างหลังนั้นเหือดแห้งจนแทบไม่มีเลย

กบ ทรงสิทธิ์ กับ เจมส์ เรืองศักดิ์ อาจจะเป็นนักร้องที่มีความสามารถ และเสียงร้องของพวกเขาก็เป็นบทพิสูจน์ได้ในตรงนี้ แต่คงจะดีกว่าถ้าพวกเขาสามารถขยี้มุมต่าง ๆ ของบทให้ละเอียดมากกว่านี้ (เพราะบทของละครเรื่องนี้มีความละเอียดมากเพียงแค่โดนฉาบไว้ด้วยความ Comedy)

มาทางด้านโปรดักชั่นโชว์ต่าง ๆ นั้น เราเองก็คงไม่ได้รู้สึกว่ามีความประหลาดใจอะไรเลยกับสิ่งที่เห็นบนเวที เพราะดีไม่ดีงานประกวดมิสทิฟฟานี่ก็ทำได้พอ ๆ กัน (ทั้งที่คนที่มาประกวดก็ไม่ใ่ช่นักแสดงมืออาชีพ) ส่วนฉากและเทคนิคต่าง ๆ นั้นอาจจะสร้างความประหลาดใจกับคนที่ไม่ค่อยมีโอกาสดูโชว์ต่าง ๆ มากนัก แต่หากเป็นคนที่ดูการแสดงทั้งในและนอกประเทศบ่อย ๆ แล้วคงอาจจะหัวเราะไประหว่างดูละครแบบผู้เขียน เพราะหลาย ๆ ฉากนั้นดัน “ละม้ายคล้ายอย่างน่าประหลาด” กับการแสดงหรือละครเวทีดัง ๆ อย่าง Wicked หรือ กวนอิมพันมือ เป็นต้น และยิ่งถ้าใครลองไปเปิดคลิป Youtube ในโปรดักชั่นอื่น ๆ ของ La Cage Aux Folloes แล้วก็จะเจอความเหมือนและคล้ายอีกนั่นแหละ ต่างกันเพียงตรงที่โปรดักชั่นอื่น ๆ นั้นดูสนุก สดใส และตื่นตาตื่นใจ ในขณะที่กินรีสีรุ้งนั้น ดู “ฉูดฉาด” และ “เยอะ” จนบางทีก็ตะหงิด ๆ กับความเกิน ๆ ของโปรดักชั่นดีไซน์อยู่บ้าง

อาจจะพอเข้าใจได้ว่าทางผู้สร้างก็คงอยากให้กินรีสีรุ้งมีรสจัดจ้านแบบเดียวกับละครทีวีหลังข่าว (ส่วนจะดีหรือไม่ดีนั้นก็แล้วแต่จะคิด) เลยมีการดีไซน์ที่ค่อนข้างจะตูมตาม ฉูดฉาดอยู่พอสมควร อย่างไรก็ตามสิ่งที่ขาดหายไปคือความเข้ากันของดีไซน์กับเรื่อง รวมทั้งภาพรวมของละคร (และข้ออ้างที่จะบอกว่านี่คือละครเพศที่สาม มันก็คงไม่ใช่ข้อแก้ตัวที่ดีเสียเท่าไร)

ฉะนั้น เมื่อมองโดยรวมของเรื่องแล้ว กินรีสีรุ้ง เลยเป็นส่วนผสมของบทละครที่เหมือนจะตลกโปกฮาแต่สะดุดกับรสนิยมมุกตลกที่ถอยหลังเข้าคลอง บทเพลงที่ไพเราะแต่ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าเสียงร้องเพราะ ๆ ของนักร้องอาชีพ และฉากโชว์ที่ก็เหมือนจะดีแต่ก็ไม่ได้เซอร์ไพรส์อะไรเพราะเห็นได้จากอัลคาซ่าหรือคาลิปโซ่อยู่แล้ว

ผมก็เลยรู้สึกว่า.. 3 ชั่วโมงที่ผ่านไปในรัชดาลัยนั้น ยังเทียบเท่าไม่ได้กับการดูคลิปวีดีโอต่อไปนี้

About The Author

เขียนงานวิจารณ์ละครเวทีมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2546 จนถึงปัจจุบัน เช่นเดียวกับงานวิจารณ์ภาพยนตร์ที่ทยอยเขียนเรื่อยๆ ในบล็อก barkandbite.net จนตัวบล็อกได้รับรางวัล Best Entertainment Blog ใน Thailand Blog Award ปัจจุบันก็ยังเขียนงานวิจารณ์หนังและละครเวทีอยู่เรื่อยๆ และรับตำแหน่งเลขานุการชมรมวิจารณ์ศิลปะการแสดง (IATC)
  • pomme

    ดูละครเรื่องนี้มาแล้ว และเพิ่งดูคลิปที่คุณคนเขียนมาแปะไว้…ผมว่า 3 ชั่วโมงในโรงละครดีกว่าเยอะครับ

  • audience

    ผมไปดูมาแล้วก้อสนุกดีนะคับ เพลงก้อเพราะ โชว์ก้อดี เนื้อเรื่องก้อสนุกดี ไม่เห็นเหมือนที่คุณพูดเลย หรืออาจะเป็นเพราะว่าผมไปดูเพื่อความรื่นเริงบันเทิงใจ (แต่ก็ได้สาระกลับมาด้วย) ไม่ได้ไปดูเพื่อเป็นการจับผิดหรือตั้งใจวิจารณ์หรือเปรียบเทียบใด ๆ ผมว่าชาตินี้คุณก้อคงดูอะไรไม่มีความสุขหรอกครับถ้ายังมีกรอบความคิดที่ตีล้อมคุณอยู่ แหม..อยากให้คุณมีโอกาสได้ทำละครเวทีเรื่องนี้บ้างจัง อยากดูมากที่สุดว่ามันจะออกมาเป็นยังไง มีรสนิยมแค่ไหน เพราะผมก็ยังไม่เคยเห็นโชว์อัลคาซ่าหรือคาลิปโซที่แสดงได้เหมือนที่ผมไ้ด้ไปดูในโรงละครมาเลย (ตามที่คุณบอก) ขอให้ชาตินี้คุณมีโอกาสนำความรู้ความสามารถของคุณที่มีไปสร้างงานแสดงบ้างนะคับ เผื่อว่าจะมีอะไรดีๆ ตามที่คุณต้องการนำเสนอบ้าง ย้ำ..ถ้าชาตินี้คุณมีโอกาสนะคับ…

  • higgsman

    แสดงว่า การแสดงชุดนี้ นั้น ไม่ ตรง จริต กะ ท่านผู้วิจารณ์
    และ คำ วิจารณ์ ก็ไม่โดน จริต กะ ผู้อ่านบางท่าน
    จึงสรุปว่า ทางใคร ทาง มัน ฮ่าๆ

  • Anti-Cliche

    ตั้งใจว่าจะเป็นผู้ชมและผู้อ่านเงียบๆ ถือคติ “ลางเนื้อชอบลางยา” และคุณค่าของสุนทรียรสในศิลปะการแสดงแบบไทยวัดกันที่คำว่า “สนุก” มาแต่ไหนแต่ไร แต่เมื่ออ่านความเห็นของผู้โต้กลับผู้วิจารณ์ โดยเฉพาะคุณ “audience” เลยต้องถือโอกาสออกโรงมาแสดงความเห็นด้วยความเคารพ
    เมื่อผู้ผลิตละคร สามารถผลิตละครเก็บเงินค่าบัตรจากผู้ชมได้ ผู้วิจารณ์ก็ย่อมมีสิทธิแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาได้เช่นกัน การชมละครยี่ห้อ”ซีนาริโอ”อย่างใจกว้าง อาจเปิดโลกทัศน์ให้เราเข้าใจและตระหนักถึงรสนิยมกระแสหลักของผู้ชมในประเทศนี้ได้ฉันใด การอ่านงานวิจารณ์ของผู้ที่เห็นตรงข้ามอย่างเปิดใจ ก็น่าจะทำให้เราตระหนักถึงวิธีมองศิลปะในอีกรูปแบบหนึ่งของคนอีกพวกหนึ่ง ที่มิได้ปรารถนาความสนุกแบบฉาบฉวยจากละครเวที
    “กินรีสีรุ้ง” ภาคซีนาริโอ ให้อรรถรสที่ต่างไปจาก La Cage aux Folles ฉบับบรอดเวย์ หรือแม้แต่ฉบับละครพูดของ Jean Poiret มากพอสมควรทีเดียว ขณะที่ Poiret สอดแทรกอารมณ์ขันที่แหลมคมลุ่มลึกไว้ในบทสนทนาอย่างแพรวพราย ฉบับบรอดเวย์นั้นเน้นความฉูดฉาดของตัวละคร และอารมณ์ซาบซึ้งของความรักที่ “แม่” ผู้มิใช่สตรีเพศโดยกำเนิดมีให้ต่อลูกชาย เพลง Look over There คงเป็นประจักษ์พยานได้ดี รวมทั้งความอิ่มเอิบใจที่จะได้จากข้อคิดในเพลง The Best of Time ซึ่งจะว่าไปแล้ว “รส” ดังกล่าวนั่นก็เป็นรสนิยมแบบอเมริกันที่ค่อนข้างชัดเจนที่เดียว

    ผมเห็นด้วยกับผู้วิจารณ์ว่า เมื่อได้ชม กินรีสีรุ้ง ฉบับภาษาไทยแล้ว ผมแทบจะหาคุณค่าในงานต้นฉบัยที่เหลือตกทอดมาแทบไม่ได้เลย ความขบขันคมคายกลับกลายเป็นตลกสองแง่สามง่าม ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นเอกลักษณ์หนึ่งของอารมณ์ขันในมหรสพไทย แต่กลวิธีที่ได้ผลของครูเพลงฉ่อย เพลงลำตัดนั้นแนบเนียนลื่นไหลอย่างที่เรียกว่ากลอนพาไปราวมิได้ตั้งใจ ไม่ใช่ตั้งอกตั้งใจหันหน้าออกมาหาคนดูเพื่อปล่อยมุขอย่างในกินรีสีรุ้ง เรื่องการจัดภาพให้ตัวละครมักจะหันหน้าออกมาหาคนดูนี้ราวกับจะเป็นเอกลักษณ์ของผู้กำกับการแสดงคนนี้ไปเสียแล้ว ผู้รำ่เรียนมาทางละครตะวันตกคงรู้สึกขัดอกขัดใจที่ทิศทางการเคลื่อนไหวของตัวละคร (blocking) ที่ไม่ยอมเคลื่อนไปด้านในของเวทีเสียบ้างเลย ชวนให้นึกถึงละครยุค Star System ที่ Duke of Saxe-meiningen ผู้กำกับการการแสดงคนแรกได้พยายามล้มล้างไปเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว

    แต่เอาเถอะ หากจะพลิกปูมดู ผู้กำกับการแสดงคนนี้ก็ไม่ได้มีความรู้ความเชี่ยวชาญอะไรทางการละคร รู้สึกว่าจะเรียนมาทางโทรทัศน์เสียด้วยซ้ำ อาศัยที่รักละครเวทีเป็นชีวิตจิตใจ ก็เลยซึมซับมาบ้าง แต่ที่ซึมซับมานั้นก็เฉพาะกับที่ต้องกับรสนิยมตัว เอง อาทิฉากไหนสวยก็ถอดเอามา หรือเพลงไหนถูกใจก็เอากลิ่นมา รวมทั้งแนวทางการโหมดนตรีให้ใหญ่เข้าไว้ และต้องจบแบบรอคอยเสียงปรบมือเสมอ (เห็นได้ชัดในงานละครเพลงที่สร้างเพลงขึ้นมาใหม่) โชคดีที่ใน กินรีสีรุ้ง เพลงเขาแต่งมาแล้ว และดีแล้ว แต่ก็อย่างที่ผู้วิจารณ์พูดไว้ทุกประการ ในภาคภาษาไทยนี้ ไม่ได้ผ่านการตีความ ดังนั้น ความหมายอันน่าประทับใจของเนื้อเพลง (ที่แปลโดยไม่จับและเน้นแก่นความคิดแต่ละเพลง) รวมทั้งเหตุผล ความต้องการของตัวละครที่จะร้องเพลงนั้นจึงไม่มีปรากฏให้เห็น คำว่า Acting through Singing ที่นักแสดงละครเพลงทั้งหลายยึดถือจึงไม่มีในละครเรื่องนี้

    ทั้งนี้เหตุผลสำคัญน่าจะมากจากความเข้าใจผิดหลายๆประการของทีมงานกำกับการแสดง (เชื่อว่าระบบของวิกนี้คงทำกันหลายคน) พอจะสันนิษฐานได้ดังนี้
    1 เข้าใจผิดเรื่องวิธีการแสดงละครComedy ว่าความตลกอยู่ที่ตั้งใจทำให้ตลก นักแสดงทุกคนทำเพื่อเรียกเสียงหัวเราะ กำหนดจังหวะหัวเราะ ทั้งที่การแสดงเช่นนั้นเรียกว่า Ham Acting ไม่ถือเป็นศิลปะ เพราะไม่อยู่บนรากฐานความจริงใจของนักแสดง
    2 เข้าใจผิดเรื่องการแสดงเป็น “กะเทย” ว่า เป็นการเสแสร้งใส่จริต ทำให้พิลึกพิลั่น ดัดเสียงเล็กเสียงน้อย แล้วก็ต้องแกล้งเล่นเสียงใหญ่ห้าวสลับไปเพื่อให้คนดูขำ วิธีแสดงเหล่านี้กลบ “ความจริง” ของตัวละครไปจนหมดสิ้น ตัวละครเอกควรตั้งมั่นอยู่ใน ความเป็นดาวดวงเด่น ความเป็นเมีย และควาามเป็นแม่ มากกว่าความเป็นกะเทย จริงอยู่ เจมส์ เรืองศักดิ์ เป็นผู้มีความสามารถในเชิงร้องเพลงแนวมิวสิคัลได้ดีคนหนึ่ง แต่ผมรู้สึกสงสารและเห็นใจที่เขาไม่ได้ถูกเจียระนัย แต่กลับต้องแสดงโดยแกล้ง “เล่นเสียง” “เล่นตลก” “ตีหน้าโศกรันทดอย่างน่าขัน”ตลอดทั้งเรื่อง ไม่มีแง่มุมอื่น สีหน้าอื่น ผลที่ได้คือเราไม่เห็นตัวละครนั้นมีชีวิตโลดแล่นสมจริง เห็นแต่เพียง “ผู้ชายแกล้งทำเป็นกะเทย”
    3 เข้าใจผิดว่าสาระสำคัญของเรื่องอยู่ที่ความตลกของกะเทย ผู้กำกับการแสดงที่จะฉกฉวยโอกาสที่คนดู “หัวเราะ” เมื่อเห็นคนที่”ประหลาดกว่า” บนเวที (จึงหัวเราะอย่างอุ่นใจในความปกติของตัว) แล้วเน้นที่ “ความรัก” ที่ “คนประหลาด”นั้นมีอย่างเหนือกว่าคนปกติ แม้แต่เพศแม่ที่แม้จริงก็ตาม ทำให้ผู้ชมต้องย้อนมาตั้งคำถามตนเองว่า คนแปกติที่นั่งหัวเราะอยู่ในโรงละครนั้น มีใครบ้างที่พร้อมจะมีความรักและเสียสละได้ยิ่งใหญ่เท่ากับตัวละคร

    ผมเชื่อว่า ผู้กำกับการแสดงมีความตั้งใจดีที่จะนำเสนอละครเวทีให้ผู้ชมไทยได้รับเอาเป็นทางเลือกของความบันเทิง การใช้ยุทธวิธีต่างๆที่ผู้กำกับการแสดงผู้นี้ใช้มาตลอดก้น่าจะได้ผลดีในการดึงกระแสให้ผู้ชมกลุ่มใหญ่หันมาสนใจละครเวทีมากขึ้น แต่ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่จะเริ่มปลูกฝังรสนิยมทางศิลปะการแสดงอย่างสากลให้กับผู้ชมทีละเล็กละน้อย ผมยังเห็นละครค่ายนี้เอาใจผู้ชมด้วยวิธีเดิมๆครั้งแล้วครั้งเล่า จนต้องตั้งคำถามในใจว่า ที่ทำไปนั้นเพราะตั้งใจ หรือคิดไปด้วยความเขลาปนความอหังการ์ว่าดีแล้ว สมบูรณ์แล้ว หรือที่จริงเป็นเพียงแค่รู้เท่าไม่ถึงการณ์เพราะขาดความรู้ เลยพลอยพาให้ขาดรสนิยม

    ส่วนแนวรบที่ออกมาฟาดฟันคำวิจารณ์ใดๆที่ไม่เป็นไปในทางบวก ผมว่าเป็นผู้เสพศิลปะที่ใจคอคับแคบนะครับ ท่านอาจจะบอกว่าผมและผู้วิจารณืน่ะสิใจแคบ แต่เราทำหน้าที่ของผู้วิจารณ์ครับ ผู้ชมน่าจะได้ประโยชน์เสียด้วยซ้ำที่ได้อ่านความเห็นของคนที่มองต่างมุม ท่านมีสิทธิที่จะมองว่าเราอคติ แต่ควรจะมองว่าอคตินั้นตั้งอยู่อย่างเลื่อนลอยหรือมีเหตุผลที่เกื้อหนุน

    อย่าท้าให้นักวิจารณ์สร้างผลงานละครแข่งเลยครับ หน้าที่ของนักวิจารณ์ไม่ใช่สร้างงานเรื่องเดียวกันขึ้นมาแข่งว่าของใครดีกว่าใคร ท่านไม่ต้องเสียเงินซื้อบทวิจารณ์มาอ่านนะครับ ไม่อ่านก็ได้ถ้าอ่านแล้วเสียความรู้สึก นักวิจารณ์ยอมรับได้เสมอว่ารสนิยมของผู้ชมล้วนต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความรู้ ภูมิหลัง เพศ เชื้อชาติ ศาสนา เป็นอาทิ แต่นักวิจารณ์ยอมรับและประนีประนอมไม่ได้กับผู้สร้างสรรค์งานศิลปะที่เข้าใจผิดในเนื้องานนะครับ

  • happy

    ผมก้เปนคนนึงที่ไปดูละครเรื่องนี้มา เมื่อรอบวันอาทิตย์ที่ผ่าน กับเพื่อนๆ อีก สี่ ห้า คน จะบอกว่า ผมก็เห็นด้วยและเข้าใจกับทุกๆความเห็นนะครับ อย่างคนที่มีความรุ้เป็นนักวิจารณ์ ก็จะมีหลักการในการมองดูงานศิลปะ และสามารถมองออกว่า มันขาดและเกิน ส่วนไหนไปบ้าง แต่ตัวผมเองและเพื่อนๆซึ่งเปนคนทั่วๆไป ไม่ได้มีคสามรุ้อารายพอที่จะวิจารณ์ หรือ ไม่มีหลักการมองละครต่างๆว่าดี ไม่ดีเพียงใด มีความรุ้สึกว่า ละครเรื่องนี้ ก็เปนเรื่องที่น่าสนใจ และน่าดูเรื่องนึง ซึ่งถ้าพลาดไปก้คงเสียดาย กับความสามารถการเต้นของคนไทย การแสดงของคุณเจมส์ ที่ท้าทาย และเพลงที่ไพเราะ ซึ่งปกติผมก็ไม่ได้เปนคนเจ้าน้ำตาหรือซึ้งกับอารายในโลกนี้มากมาย แต่ละครเรื่องนี้ก็กลับทำให้พวกผม น้ำตาคลอได้ซะงั้น รุ้สึก สนุกมากและ ประทับใจ กับละครเรื่องนี้มากครับ และดีใจที่มีโอกาสไปดู la cage ในแบบของคนไทย …ออ คลิป วิดีโอข้างบน ที่ให้ดูเต้นนนั้น ผมก็ว่าพวกฝรั่งเต้นเก่งนะครับ แต่มันคนละสไตล์กับคนไทยอย่างเรา อีกอย่าง ดูแต่ใน ยูทรุปผมก็ไม่เหนว่าจะมีควสามรุ้สึกว่า น่าดูกว่าการไปดูในโรงละครตรงไหนเลย ถ้าผมมีโอกาสไปดูผมคงไม่มานั่งดูแค่ไอ้จอสีเหลี่ยมอยุ่ที่บ้านหรอก ของแบบนี้ต้องดูองค์ประกอบโดยรวมครับ มาดูแต่เป็นคลิปสั้นๆแบบข้างบนไม่รุ้เรื่องหรอก ผมว่านะครับ ต่างคนต่างมอง อยากให้เทุกท่าน ลองไปดูเองดีกว่า แล้วผมว่าท่านคงจะได้คำตอบในใจเองว่าละครเปนอย่างไร ขอบคุงสำหรับความคิดเหน และเกล๊ดความรุ้เกี่ยวกับการวิจารณ์การดุงานละครที่ผุ้มีความรุ้เอามาแปผะไว้ข้างต้นด้วยนะครับ แสดงว่าละครเรื่องนี้ก็อยุ่ในความสนใจของทุกๆคนเหมือนกันนะเนี้ย อิอิ ดีใจที่ไปดุมาแล้ว และไม่เสียดายเงินด้วย….ง

  • audience

    มัีนก้อแล้วแต่มุมมองนะคับว่าจะสร้างละครแบบ Art for Art sake หรือ Art for Mankind แต่ผมว่าละครที่ค่ายนี้สร้างมาก้อได้รับความนิยมมาโดยตลอด ดูจากการที่มีละครเวทีต่อเนื่องมาตลอดหรือการเพิ่มรอบการแสดง ซึ่งนานมากแล้วที่ไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้ แต่ผมก้อดูในมุมมองของผู้ชมที่ต้องการความบันเทิง ผมว่าละครเรื่องนี้ก้อไม่ได้เลวร้ายอะไรจนถึงกับต้องวิจารณ์แบบนี้ ผู้มีความรู้ทั้งหลายก้อน่าจะลองทำดูบ้าง เช่น แปลเนื้อเพลงให้ยังคงมีอรรถรสและรสนิยมอยู่อย่างครบถ้วนตามที่คุณบอก จะรอนะครับ…หลายคนคงอยากร้องตาม the best of time ก้อได้ รออยู่นะคับ ย้ำ++

  • small member of audience

    art for art’s sake กับ art for mankind คงต้องนิยามให้ชัดก่อนกระมัง ก่อนจะนำมาถกเถียงกันต่อ เพราะถ้าเข้าใจไม่ตรงกัน ก็ไม่สามารถถกเถียงประเด็นเดียวกันได้ และอาจไม่นำไปสู่อะไร

    “แปลเนื้อเพลงให้ยังคงมีอรรถรสและรสนิยมอยู่อย่างครบถ้วนตามที่คุณบอก” เคยเกิดขึ้น และยังเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง แต่อยู่ในที่ที่เล็กกว่า หรืออาจไม่มีต้นทุนและเม็ดเงินที่มากพอที่จะทำใ้ห้คนได้ทราบในวงกว้าง

  • http://Website NEO

    เพิ่งไปดูมาครับ แล้วก็เป็นอย่างที่คาดไว้ทั้งๆที่พยายามจะไม่คาดให้เป็นอย่างที่คาด งงไหมครับ ! คือพอละครจบผมก็พยายามนั่งคิดว่าเป็นเพราะอะไรทำไม่รู้สึกไม่อิ่ม เหมือนมีอะไรขาดไปบางอย่าง แล้วผมก็พบว่า กินรีสีรุ้ง ขาดเสน่ห์และความรักครับ ผมไม่รู้สึกผูกพันกับอิซซี่ ไม่สามารถรับรู้ได้ถึงความรัก ความเป็นแม่ของอิซซี่ (ทั้งๆที่ต้องชมเจมส์นะครับ ว่าเขาเป็นนักแสดงที่เก่ง มีความพยายามและแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการหลายๆอย่างที่น่าชื่นชม) ผมไม่ทราบว่าที่เกิดความรู้สึกแบบนั้นได้เพราะอะไร แต่กำลังเดาว่า คงเป็นเรื่องของการขาดความเอาใจใส่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความละเอียดละเมียดละไมในบท เพราะมัวแต่เอาเวลาไปใช้กับมุขโป๊งชึ่งเสียหมด

    น่าเสียดายจริงๆครับ ที่ประเด็นเรื่องการกลัวความแตกต่าง ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องความต่างทางเพศ ความต่างทางชนชั้น ไม่ได้รับการมองให้เห็นอย่างที่ควรจะเป็นตามที่บทละครเรื่องนี้เน้น น่าเสียดายมากครับ ทั้งๆที่ผมว่าเรื่องนี้เป็นละครเวทีของซีเนริโอที่มีโปรดักชั่นโดยรวมน่าสนใจ ไม่มากไม่น้อยเกินไปที่สุดเรื่องหนึ่ง ผมเห็นความตั้งใจของคุณบอยและทีมงานนะครับ แต่อยากให้ปรับมาตรฐานเรื่องทีมเขียนบทและเพิ่มความใส่ใจเรื่องบทละครให้มากๆ แล้วงานจะน่าสนใจกว่านี้เยอะครับ (ผมแอบโกรธที่นอกจากทีมบทจะไม่อธิบายเรื่องการลื่นล้มบ่อยๆของปารีส ที่เกิดขึ้นเพราะหล่อนมาจากบ้านนอกท้องนาประเภททั้งชีวิตไม่เคยใส่รองเท้าจนไม่คุ้นชินเวทีสวมเกือกแล้ว ยังรวมไปถึงการเปลี่ยนฉากอันโด่งดังและถือเป็นฉากเด่นของ La Cage นั่นคือ ฉากจอร์ชสอนอิซซี่ทำท่าเป็นผู้ชายด้วยการกินขนมปังบิสกิต-ซึ่งขอบอกว่าทั้งเวอร์ชั่นละครเวทีและหนัง ฉากนี้เป็นฉากที่ตลกมากๆ มาเป็นฮอทดอก ที่ห่ามและต่ำจนเข้าขั้นหยาบคาย)

    ผมคงต้องบอกว่าทั้งหมดนี่เป็นการแสดงความคิดเห็นนะครับ จากคนที่รักละครเรื่องนี้มาก ไม่ใช่การวิจารณ์เพราะผมไม่ใช่นักวิจารณ์ แต่ผมเสียดายครับ ที่อิซซี่ไม่ได้โปรยเสน่ห์และเป็นที่รักอย่างที่เธอควรจะเป็นในกินรีสีรุ้งฉบับไทยเวอร์ชั่นรัชดาลัยนี้

    ด้วยความจริงใจที่สุดครับ

    น่าแปลกนะครั