เราเคยสงสัยกันไหมครับว่ากฏหมายและการพิพากษาคดีต่าง ๆ นั้นเราอ้างอิงจากอะไรและมันถูกต้องเสมอไปหรือไม่ หรือว่าแท้จริงแล้วมันมีเรื่องราวข้างหลังที่เราไม่ทราบและทำให้การตัดสินต่าง ๆ ที่เราทราบกันนั้นไม่ได้เป็นไปอย่างที่มันควรจะเป็น
หนึ่งในบทละครอมตะของโลกอย่าง The Crucible ซึ่งเขียนโดย Arthur Miller ก็ได้วิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์ภาวะดังกล่าว ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในสถานการณ์การเมืองของอเมริกาเกี่ยวกับยุคล่าคอมมิวนิสต์ โดยอ้างอิงกับประวัติศาสตร์คดีล่าแม่มดซาเล็ม จนได้เป็นผลลัพทธ์ที่สะเทือนใจผู้ชมมานักต่อนัก
และไม่รู้ว่าเป็นเหตุผลกลใด หรือจะเป็นจากการเมืองปัจจุบันหรือไม่ผู้เขียนก็ไม่อาจทราบได้ แต่ มาลินดา ภมรสุวรรณ ก็หยิบบทละครดังกล่าวมาเป็นละครวิทยานิพนธ์ในเทศกาลละครวิทยานิพนธ์ ของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ในชื่อภาษาไทยว่า “หมอผีครองเมือง” และก็ยังคงความเป็นงานละครที่กระตุ้นให้ผู้ชมฉุกคิดไปกับโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นบนเวทีได้อย่างครบถ้วน
เหตุการณ์ของหมอผีครองเมืองเกิดขึ้นในเมืองซาเล็ม เมื่อเกิดเรื่องราวของอาการผิดปรกติของเด็กในหมู่บ้าน และการบอกเล่าของเด็ก ๆ ด้วยกันว่าเป็นเพราะ “แม่มด” จนนำไปสู่การไล่ล่าและสืบสวนคนในหมู่บ้านว่าใครที่เป็นแม่มด โดยให้เด็ก ๆ เหล่านั้นเป็น “พยานปากเอก” ที่ผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่เชื่อในสิ่งที่พวกเขามองไม่เห็น แต่เด็ก ๆ บอกว่าพวกเธอนั้นเห็น โดยที่เหล่าผู้ใหญ่ทั้งหลายได้หารู้ไม่ว่าทั้งหมดเป็นเพียงการโกหกที่หยุดไม่ได้ของบรรดาเด็ก ๆ ที่กลัวความผิดเท่านั้นเอง
ในขณะที่เรื่องราวเริ่มบานปลายและเด็ก ๆ นำที่นำโดยอาบิเกล กลายเป็นเหมือนลูกศรชี้ว่าใครควรได้รับโทษและถูกพิพากษาว่าเป็นแม่มด เรื่องราวหลักของจอห์น พร็อคเตอร์ที่ครั้งหนึ่งเคยมีความสัมพันธ์กับอาบิเกลจนกลายเป็นสาเหตุให้อลิซาเบธ ภรรยาของเขาต้องไล่อาบิเกลออกจากการเป็นเด็กรับใช้ในบ้านก็กลับกลายเป็นประเด็นที่ทำให้เรื่องซับซ้อนและตึงเครียดมากขึ้น เมื่ออลิซาเบธถูกกล่าวหาโดยเด็ก ๆ ว่าเป็นหนึ่งในแม่มด จนในที่สุดจอห์น พร็อคเตอร์ ที่นอกจากจะต้องต่อสู้กับบาดแผลในใจด้านศีลธรรมกับตัวเองและครอบครัวแล้ว เขาก็ยังต้องออกมาต่อสู้กับกระบวนการยุติธรรมที่กำลังพรากภรรยาของเขาไป
ท้ายที่สุด จอห์น และ อลิซาเบธ ก็ถูกตัดสินลงโทษทั้งคู่และรอเวลาที่จะถูกประหาร แต่ในขณะนั้น กระบวนการยุติธรรมที่หมิ่นเม่ก็เริ่มกลายเป็นเรื่องเมื่อเกิดผลต่อเนื่องไปยังเมืองอื่น ๆ จนเหล่าผู้กุมอำนาจกฏหมายต้องหาทางออกโดยหวังจะให้จอห์น ผู้กำลังจะขึ้นแท่นประหารยอมสารภาพผิดและลดดีกรีความตึงเครียดลง จอห์น ถูกบีบให้ยอมลงนามรับผิดในสิ่งที่เขาไม่ได้ก่อขึ้น ก่อนที่ท้ายที่สุดเขาจะตัดสินใจเลือกปกป้องเกียรติของเขาแทนที่จะปกป้องชีวิตของเขาเอง ปล่อยให้เรื่องราวของเขากลายเป็นโศกนาฏกรรมของคนธรรมดาที่ตกเป็นเหยื่อความเขลาของระบบยุติธรรม
และตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น Arthur Miller เขียนบทละครเวทีเรื่องนี้เพื่อวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์การเมืองอเมริกาในยุคล่าคอมมิวนิสต์ หรือในเหตุการณ์ที่บางคนจำชื่อได้ว่าลัทธิแม็คคาธี ซึ่งอยู่สภาพที่ไม่ได้ผิดไปจากเรื่องเสียเท่าไร การป้ายสี กล่าวหาบุคคลต่าง ๆ ในทุกแวดวงสังคมด้วยการสร้างหลักฐานเท็จ เพียงเพื่อที่จะกำจัดบุคคลที่มาขัดผลประโยชน์ของตัวเอง เฉกเช่นเดียวกับผู้ชมที่ได้รับรู้แต่ต้นแล้วว่าเรื่องราวของแม่มดในเรื่องนั้นเป็นการโกหกทั้งเพ แต่กระบวนการยุติธรรมของสังคนนั้นกลับโง่เขลาเหลือเกินที่ยกอำนาจการตัดสินถูกผิดไปกับการกล่าวหาจากเด็ก ๆ ที่กำลังโกหก และผู้ใหญ่ต่าง ๆ ที่เป็น “อริ” กับพวกเขาก็กลายเป็นเหยื่อที่โดนลงโทษประหาร หรือไม่ก็ต้องสารภาพผิดในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ก่อเลยแม้แต่น้อย
จุดไคลแม๊กซ์สำคัญที่น่าสะเทือนใจคือความอัปยศของกระบวนการยุติธรรมที่เคยเป็นหลักหวังพึ่งพิงของคนในสังคมด้วยการยึดมั่นกับหลักฐานและความชัดเจนของพยานหลักฐานต่าง ๆ กลับลดความศักดิ์สิทธิ์ลงมาด้วยความกลัวต่อสิ่งความเชื่อและสิ่งที่มองไม่เห็น ปล่อยให้คนที่ครอบครองอำนาจกลายเป็นคนอีกกลุ่มดังเช่นชื่อ “หมอผีครองเมือง” และในขณะเดียวกัน ผู้คนต่าง ๆ ก็ต้องยอมทิ้งเกียรติ ศักดิ์ศรีของตัวเองเพื่อเอาตัวรอด หรือคว้าผลประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว น่าเศร้าที่เหล่าบุคคลที่ยึดถือความถูกต้องกลับถูกทรมานและต้องต่อสู้อย่างยากลำบาก
คำถามที่น่าคิดอยู่ไม่น้อยคือผู้ชมละครรวมถึงคนเราทุกคนจะเอาตัวรอดจากภาวะสังคมอย่างนี้อย่างไร เราจะยอมลดตัวเสียเกียรติของความเป็นคนไปเพียงเพื่อเอาตัวรอด หรือจะยืนหยัดบนจุดยืนของเราแม้ว่ามันจะนำเราไปสู่จุดจบก็ตาม เฉกเช่นกับจอห์นที่เลือกความตายแทนที่จะให้ชื่อของเขาถูกจารึกไว้ในความผิดที่เขาไม่ได้ก่อ ?
จุดเด่นที่สุดของละครเรื่องนี้คงไม่พ้นบทละครที่นับว่าเป็นหนึ่งในบทละครคลาสสิคเรื่องหนึ่ง ซึ่งถูกนำมาแสดงและดัดแปลงในสื่ออื่น ๆ อยู่บ่อยครั้ง ตัวบทสนทนาและจังหวะต่าง ๆ ของบทละครนั้นคมคายและมีมากมิติจนกระเทาะความเป็นคนในตัวละครออกมาจนน่าทึ่ง ถึงแม้ว่าความยาวของบทละครจะยาวนานถึงเกือบสามชั่วโมงด้วยกัน แต่ก็เป็นสามชั่วโมงที่เหมือนเรากำลังดูหนังดราม่าดี ๆ เรื่องหนึ่งจนไม่อาจจะคลาดสายตาหรือพลาดบทสนทนาใด ๆ ได้
ในขณะเดียวกัน ก็ต้องขอกล่าวชมผู้กำกับที่ทำการบ้านและผสมส่วนประกอบต่าง ๆ ของละครเข้าด้วยกันจนทำให้ละครกลายเป็นเนื้อเดียวกัน อยู่ในโทนและจังหวะที่เหมาะสมกับแกนของเรื่อง ทำให้การเสพละครที่มีบทสนทนาเยอะถึงเยอะมากนั้นไม่ได้รู้สึกอึดอัด หรือถูกยัดเยียดจนมากเกินไป
ที่น่าทึ่งคือการแสดงของต่อตระกูล จันทิมา ที่ได้แสดงศักยภาพนักแสดงมืออาชีพได้อย่างเต็มที่แบบที่เราไม่มีโอกาสได้เห็นเขาทางจอแก้ว การได้เขามารับบทของจอห์น พร็อคเตอร์นั้น เรียกว่าเป็นจุดแข็งมากของละครเรื่องนี้ เพราะตัวละครหลักที่ค้ำละครอยู่นั้นเป็นหลักที่มั่นคงและมีศักยภาพสูงมาก เช่นเดียวกับตัวละครหลักอื่น ๆ อย่างอลิซาเบธ พร็อคเตอร์ (แสดงโดย สิมาพร ระยามาศ)
แม้ว่างานโปรดักชั่นของ หมอผีครองเมืองจะอยู่ในหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ซึ่งก็ไม่ได้มีขนาดใหญ่โตอะไรเป็นพิเศษ ไม่ได้มีฉากที่เหมือนจริงจนสร้างบรรยากาศน่าทึ่งให้ผู้ชม แต่การโฟกัสการแสดงไปที่ตัวละครและบท โดยเลือกใช้ของประกอบฉากตามจำเป็นก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้ชมสัมผัสละครเรื่องนี้ได้อย่างลึกซึ้งและพบว่ามันเป็นละครที่ดูน่าทึ่งในเนื้อหาและคุณภาพซึ่งเป็นแก่นหลักของละครเวที
ซึ่งสำหรับผู้เขียนแล้ว ละครเรื่องนี้น่าจะกระแทกสังคมไทยในปัจจุบันที่คนต่างเอาตัวรอดกันในทุกระดับ ชั้น มันน่าคิดไม่น้อยว่าคนไทยทุกวันนี้ยังต้องการเอาตัวรอดมากน้อยแค่ไหน เราเห็นคุณค่าของความเป็นคนอยู่ที่ใด เรายังพอมีเกียรติในตัวเองที่จะปกป้องความถูกต้องไว้หรือไม่ หรือเราต้องขายวิญญาณให้กับการหลอกหลวงกันและกันเพียงเพื่อเราจะได้มีชีวิตอยู่ในสังคม





Recent Comments