
หลังจากเหตุการณ์ผู้ก่อการร้ายเผาบ้านเผาเมืองจนมอดไหม้หมด ผมเลยจู่ ๆ นึกถึงหนังเรื่องหนึ่งที่มีฉากที่ละม้ายคล้ายคลึงแถมมีอารมณ์ไม่ต่างกับการเห็นภาพโรงหนังสยามถล่มลงมา นั่นคือ Cinema Paradiso หนังที่กวาดรางวัลมากมายจากเวทีประกวดต่าง ๆ รวมถึงสาขาภาพยนต์ต่างประเทศยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์อีกด้วย (และแน่นอนว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งในหนังที่คนเรียนภาพยนต์หลาย ๆ คนต้องดูเป็นกรณีศึกษา)
Cinema Paradiso เริ่มเรื่องเมื่อครอบครัวหนึ่งโทรศัพท์ไปแจ้ง “โตโต้” ลูกชายคนเดียวของบ้านว่า “อัลเฟรโด้ตายแล้ว” และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการผจญภัยในอดีตของโตโต้และความทรงจำของชีวิตในโรงภาพยนต์บ้านนอก ๆ แห่งหนึ่ง
ในเรื่องราวของ Cinema Paradiso ก็เปรียบเสมือนกับ Coming of Age ของโตโต้ที่ก้าวข้ามผ่านวัยต่าง ๆ โดยมีจุดศูนย์กลางคือโรงหนังที่เขาได้พบผู้คนและ “ชีวิต” อยู่รายรอบ ขณะเดียวกันคือการได้เรียนรู้จากคนที่ชื่อว่า “อัลเฟรโด้” ที่เป็นทั้งเพื่อนสนิทและคนแนะแนวเขาไปพร้อม ๆ กัน
หนังอาจจะไม่ได้บอกว่า “ชีวิตเหมือนกับหนัง” อย่างที่หลาย ๆ คนเข้าใจจากใบปิดหน้า แต่ Cinema Paradiso ทำให้เราเห็นชีวิตที่เติบโตขึ้นและพยายามค้นหาเส้นทางของตัวเองเพื่อที่จะก้าวต่อไป ซึ่งการเปิดเรื่องมาที่โตโต้กลายเป็นคนที่มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีในเมืองหลวงที่เจริญและย้อนกลับไปอดีตที่เป็นเด็กชายบ้านนอก ๆ คนหนึ่งนั้นทำให้ผู้ชมอย่างเรา ๆ สนใจการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับเขา ว่าอะไรทำให้เขาเติบใหญ่มาเป็นเช่นนี้ได้ (ซึ่งหนังก็ได้ให้คำตอบในตอนท้าย ๆ ของเรื่องนั่นเอง)
บทหนังของ Cinema Paradiso มีความละเมียดละไมอยู่มาก และไม่ใช่วิธีการเล่าแบบบอกปาว ๆ ไปตรง ๆ แต่เหมือนกับการเล่าบรรยากาศและความทรงจำเพื่อให้เราได้ “รู้สึก” กับมันมากกว่า ขณะเดียวกันนั้น หนังยังมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นมากกับการใช้ฉากที่ฉลาด ๆ อยู่มากโข มีการปูล่วงหน้าโดยที่เราอาจจะไม่เข้าใจแต่แล้วก็ฮุคให้เราถึงบางอ้อได้เมื่อถึงฉากที่ผู้กำกับต้องการจะบอก
จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งที่หลาย ๆ คนจะรู้สึกเวลาดู Cinema Paradiso คือมุมกล้องที่ค่อนข้างจะเด่นชัด มีเอกลักษณ์และอดไม่ได้ที่จะเป็นภาพติดตา รวมทั้งดนตรีประกอบที่ก็ไพเราะเสียเหลือเกิน
หลังจากผมเห็นสภาพของโรงหนังสยามในปัจจุบัน (ที่ไม่เหลือเค้าเดิมอะไรอีก) ทำให้ผมนึกถึงฉากท้าย ๆ ของเรื่องที่ Cinema Paradiso กำลังถูกรื้อถอนลงตามอายุขัยของมัน คงเหลือไว้แต่คนที่มีความหลังกับมันยืนมองอย่างใจหายและความทรงจำที่รินไหลอยู่เมื่อหลับตาลง ชีวิตของคนดูหนังหลาย ๆ คนก็ไม่ต่างจากโตโต้ที่เติบโตมาพร้อมกับโรงหนัง ได้หัวเราะ ร้องไห้ และเรียนรู้ชีวิตก็จากสถานที่แห่งนั้น
และความทรงจำ “ชีวิต” เหล่านั้นก็จะยังคงอยู่ตลอดไป





Recent Comments