// you’re reading...

Theater Bite

[เล่าย้อนหลัง] BTF 2009

หลังจากที่บล็อคก่อนหน้านั้น ผมหยิบละครเด็ด ๆ ของเทศกาลละครกรุงเทพปีล่าสุดอย่าง “สาวชาวนา” มาพูดถึงกัน แต่จริง ๆ ก็ยังมีละครอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจและมีไอเดียดี ๆ แฝงไว้ให้คนดูคิดอยู่มิใช่น้อย ซึ่งเลยขอหยิบยกหลาย ๆ เรื่องมาเล่ากันในต่อ

ดู…โอ้: ละครสั้น ๆ สี่เรื่องที่นำมาร้อยเรียงต่อกันโดยใช้นักแสดงเพียงสองคน กลายเป็นเหมือนกาแฟรสกลมกล่อมอย่างดี เพราะแม้ว่าบทละครที่หยิบนำมานั้นจะเป็นเรื่องราวง่าย ๆ สนุกจนถึงตลกโปกฮา แต่ก็ยืนพื้นอยู่บนความสัมพันธ์ปรกติที่มนุษย์ทั่วไปสามารถหยิบจับได้อยู่รอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ของเพื่อนที่เป็นทั้งที่ปรับทุกข์ ปรึกษา เม้าท์แตก อิจฉา ฯลฯ ซึ่งถ้าเรามองให้ดีแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็อยู่ไม่ไกลจากตัวเราเลยแม้แต่น้อย ขณะเดียวกัน การนำเสนอออกมาก็ทำอย่างเรียบง่ายแต่เพลิดเพลิน ไม่เยิ่นเย้อ รวมทั้งนักแสดงสองคนที่รับบทก็เข้าขากันได้อย่างดีจนทำให้จังหวะต่าง ๆ ในเรื่องรับส่งกันอย่างลงตัว จนนำไปสู่ความสนุกสนานอยู่ตลอดการแสดง

Fall-lower: ละครกัดแสบและแดกดันพฤติกรรมน่าขันของคนไทยเรื่องนี้น่าจะเข้าถึงคนดูเกือบทั้งหมดได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่พฤติกรรมเด่นดังของดารา การบ้าตามแฟชั่นของคนไทย การบ้าทำข่าวของสื่อ ไล่ยันไปถึงเกาหลีฟีเวอร์ ซึ่งโดยเนื้อหาแล้วนับว่าคงเป็นอะไรที่โดนใจผู้ที่ชื่นชอบวิพากษ์วิจารณ์สังคมเลยทีเดียว แต่ข้อเสียสำคัญของละครคือการพยายามนำเสนอด้วยวิธีที่แปลกใหม่หรือแหวกแนวออกไป ซึ่งอาจจะสร้างความน่าสนใจในนาทีแรก ๆ แต่หลังจากนั้นก็กลายเป็นเกรอะกรังและรุงรังกับตัวละครจนเยิ้นเย้อมากเกินไป

Space & Time: ละครว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของคนสองคนที่บังเอิญเจอกันในร้านเหล้าแห่งหนึ่ง และเกิดการแลกเปลี่ยนความเข้าใจระหว่างกัน พร้อมกับความสัมพันธ์ของคู่รักอีกคู่ที่ซ้อนทับกันอยู่ราวกับนั่นคืออดีตของคนใดคนหนึ่ง ซึ่งต้องยอมรับว่าละครเรื่องนี้รู้จักการใช้พื้นที่ได้น่าสนใจจนนำไปเกิดหลาย ๆ ฉากที่น่าจดจำ เช่น ฉากที่คู่รักออกไปทะเลาะกันนอกร้านเหล้า (ที่คนดูกำลังนั่งอยู่ข้างใน) ซึ่งเราได้แต่คาดเดาจากภาพที่มองผ่านกระจก รวมทั้งการทำให้บรรยากาศเหมือนว่าคนดูเองก็อยู่ในเหตุการณ์ตรงนั้นด้วยเช่นกัน และโดยรวมแล้ว ละครเรื่องนี้ก็นับว่าเป็นความแปลกใหม่ที่ค่อนข้างลงตัวกับการพยายามเล่าเรื่องด้วยกลวิธีที่แตกต่างออกไป แม้ว่าอาจจะเยิ่นเย้อในบางจุดอยู่บ้างเช่นการสอดแทรกบทเพลงเข้ามาบรรยายอารมณ์ซึ่งก็ไม่ได้จำเป็นมากมายขนาดนั้น

4 แง่ง: เรื่องราวผี ๆ 4 เรื่องที่ไม่รู้ว่าบังเอิญไปสอดคล้องกับหนังที่มีชื่อคล้ายกันหรือไม่ แต่อย่างไรซะเมื่อทำออกมาเป็นละครก็พอดูกล้อมแกล้มไปได้ เพราะหลายเรื่องก็มีประเด็นผี ๆ น่ากลัว ๆ จากข่าวหรือเรื่องราวรอบตัวเราที่เห็น ๆ กันอยู่บ้าง แต่ผู้กำกับและเขียนบทยังขาดความคมคายในการเลือกและลำดับเรื่องราวเพื่อให้ผู้ชมได้ตามทัน นั่นทำให้ความน่ากลัวที่น่าจะหลอกหลอนกลายเป็นเฉย ๆ เพราะตามเก็บรายละเอียดได้ไม่ทัน

หยุดฝันวันขังเธอ: ละครเรื่องนี้น่าสนใจในตัวบทละครอยู่ไม่น้อย เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์และนิสัยของผู้หญิงเมื่อต้องเจอกับการนอกใจของคู่รัก สิ่งที่ตามมาคือการระบายและตอบโต้ระหว่างผู้หญิงและผู้ชายในมุมมองด้านความรักที่แตกต่างกัน การพยายามเอาชนะกันเมื่อวันที่รักจางหายไปและแปรเปลี่ยนกลายเป็นโกรธแค้นเพื่อทวงสิทธิ์และศักดิ์ศรีกลับคืนมา ตัวละครต่าง ๆ ในเรื่องล้วนมีความน่าสนใจและมีคาแรคเตอร์ที่ชัดเจนอยู่พอสมควร ในขณะที่บทละครเองก็มีเนื้อหาที่โดนใจไม่ว่าผู้ชมเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตาม ส่วนที่จะทำให้คนดูอึดอัดและถอยห่างจากละครกลับเป็นวิถีการแสดงของนักแสดงที่ในบางจุดกลายเป็นการเค้นอารมณ์โกรธจนเกินควบคุม จนผู้เขียนเองยังกลัวด้วยซ้ำว่าจะเกิดความรุนแรงบนเวทีขึ้นมาจริง ๆ และหลุดไปจากบทที่กำกับไว้

แห่พันเสือ: เรื่องราวของพันท้ายนรสิงห์ ถูกถ่ายทอดใหม่กลายเป็นการแสดงที่เรียกว่าผสมด้วยศิลปะไทยดั้งเดิมต่าง ๆ ตั้งแต่การขับเห่ การตีกลองสะบัดชัย ศิลปะมวยไทย ฯลฯ จนแทบจะเรียกว่าเป็นละครที่นำเสนอวัฒนธรรมไทยได้อย่างดีเยี่ยม จึงไม่แปลกว่าแม้แห่พันเสือจะเปิดการแสดงเพียบรอบเดียว แต่ก็เรียกผู้ชมจำนวนมากเข้าไปมุงชมกันอย่างล้นหลาม

อีคิ้ม ลูกคอปืนกล: นักแสดงคนเดียว บทดี ๆ และการแสดงเจ๋ง ๆ ก็สามารถทำให้คนดูหัวเราะท้องแข็งได้ ซึ่งละครเรื่องนี้ได้พิสูจน์อีกแล้ว เพราะละครพูดคาราโอเกะนี้เอาสถานการณ์บ้าน ๆ ของสาวใหญ่ที่หลงรักผู้ชายคนหนึ่งจากการร้องเพลงคาราโอเกะ แต่พ่ายรักและกำลังจะฆ่าตัวตาย มายำและผูกโยงผสมกับการร้องเพลงคาราโอเกะนั่นแหละ และกลายเป็นละครตลกโปกฮาสุด ๆ ซึ่งส่วนผสมที่ทำให้เกิดเสียงหัวเราะสุด ๆ คือการแสดงแบบสุดขั้วและถึงกึ๋นของนักแสดง บวกกับบทพูดที่แดกดัน หยาบกร้าน แต่แสบสันเสียเหลือเกินจนคนดูพร้อมใจจะเฮโลเชียร์กันอย่างสนุกสนานไม่อายใคร

เปลือก: จากหนังเรื่อง The Shape of Things กลายเป็นละครพูดในโรงละครเล็ก ๆ ก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย (ถ้าผู้เขียนไม่บังเอิญไปรู้ตอนจบของเรื่องจากหนังที่เคยดูมาก่อนหน้านี้) ว่าด้วยเรื่องของหนุ่มเชยสะบัด คนหนึ่งที่บังเอิญไปเจอหญิงสาวติสต์แตก และทำให้ชีวิตของเขาเริ่มเปลี่ยนไป กลายเป็นหนุ่มฮอดตดูดี ดูแลตัวเอง แต่ในขณะเดียวกัน นิสัยและพฤติกรรมของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน ก่อนที่เขาจะพบในตอนจบว่าความสัมพันธ์ของเขากับแฟนนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และมันมีอะไรมากกว่านั้น ซึ่งอันที่จริงละครก็ดูเพลิดเพลินไปเรื่อย ๆ ได้ เพราะบทมีอะไรให้น่าค้นหาและชวนให้ฉุกคิดอยู่บ่อย ๆ แต่ความต่อเนื่องและความลื่นไหลของละครก็ยังมีอะไรติด ๆ ขัด ๆ อยู่จนกลายเป็นการเบรกอารมณ์ของละครอยู่พอสมควร

ทั้งหมดที่กล่าวมาคือส่วนหนึ่งของละครเวทีในเทศกาลละครกรุงเทพ 2552 ซึ่งมีละครและการแสดงให้ชมมากกว่าสี่สิบเรื่องจากกลุ่มละครต่าง ๆ ทั้งมืออาชีพที่ทำละครต่อเนื่องอยู่ตลอดทั้งปี จนถึงกลุ่มละครหน้าใหม่ ๆ และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้มา “ปล่อยของ” กัน ซึ่งก็มีคละเคล้าทั้งในแง่ลักษณะและคุณภาพของละคร บางเรืื่องก็น่าสนใจมากมาย ในขณะที่บางเรื่องก็ทำออกมาให้ลักษณะที่ต้องการเรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดจากเพื่อน ๆ มากกว่าจะพยายามสื่อสารหรือสร้างงานดี ๆ จนบางทีผู้เขียนหรือผู้ชมละครจริง ๆ ก็ใจหายเหมือนกัน

อย่างไรเสียเทศกาลนี้ก็เป็นทางเลือกให้กับผู้ชมที่อยากดูละครเวทีหลาย ๆ แบบในรูปลักษณ์ที่ต่างออกไปจากละครเวทีโรงใหญ่ เพราะผู้ชมต้องเปลี่ยนไปดูละครตามพื้นที่ในสวน ในร้านอาหาร หรือแม้กระทั่งยืนมุงดูกัน

ทีนี้ถ้าใครบ่นอิจฉาว่าประเทศอื่นมีเทศกาลละครเวที หรือศิลปะการแสดง ก็อย่าไปอายใคร เพราะเทศกาลละครกรุงเทพที่มีทุกปีในเดือนพฤศจิกายนนั้น ก็เป็นที่พูดถึงของศิลปินต่างประเทศเช่นเดียวกัน ฉะนั้นก็ลองไปเปิดหูเปิดตากันได้ในครั้งต่อไป (เพราะเขาจัดกันมาเป็นปีที่ 8 แล้วนะเออ)

(ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร a day ฉบับเดือนมกราคม 2552)

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • PDF
  • Twitter

Discussion

No comments for “[เล่าย้อนหลัง] BTF 2009”

Post a comment