อิน-จัน เดอะมิวสิคคัล
ละครเวทีนักศึกษาเป็นหนึ่งในสิ่งที่หลาย ๆ คนติดภาพและตีตราว่าละครเวทีเป็นแค่กิจกรรมของนักศึกษาเพียงเท่านั้น ไม่ใช่ศิลปะที่สามารถนำมาสู่วงการ “มืออาชีพ” ได้ และเอาเข้าจริงก็ไม่แปลกที่เราจะเห็นละครเวทีส่วนใหญ่ที่มีข่าวออกมาประชาสัมพันธ์ (ไม่นับละครเวทีวิกใหญ่ ๆ) ก็มักจะเป็นละครเวทีจากรั้วสถาบันต่าง ๆ ทั้งจากคณะที่เรียนและไม่ได้เรียนละครเวที และนั่นก็ทำให้หลาย ๆ ครั้งมาตราฐานของงานละครเวทีนักศึกษาก็แกว่งไปแกว่งมา ขึ้น ๆ ลง ๆ ตามเทรนด์การทำละครเวทีที่ผุดขึ้นยังกับดอกเห็ด
หนึ่งในประเภทของละครที่นิสิตนักศึกษาหลาย ๆ ที่เลือกจะหยิบมาทำก็คือละครเพลงหรือที่มักเรียกว่ามิวสิคคัล ซึ่งอาจจะมาตามเทรนด์ของค่ายใหญ่ ๆ ที่ทำออกมาเป็นกระแสอยู่เนือง ๆ และก็คงไม่แปลกที่มันจะเป็นสิ่งที่ “ตลาด” คาดหวังกับละครเวทีปัจจุบันเช่นที่นักศึกษาแขนงวิชาธุกิจดนตรี มหาวิทยาลัยมหิดลค้นพบจากการศึกษาทางการตลาดก่อนตัดสินใจที่จะทำ “อิน-จัน เดอะมิวสิคคัล” เป็นโครงการภาคปฏิบัติ
เอาล่ะ ไม่ว่ามันจะเป็นเพราะผลการวิจัย หรือกระแสอะไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ผู้เขียนมักกังวลเวลาไปชมละครเวทีของนักศึกษานั้นคือ “คุณภาพ” และ “ความเข้าใจ” ในสิ่งที่ตัวนักศึกษาเลือกที่จะสร้างสรรค์ออกมา ซึ่งหลาย ๆ ครั้งมันก็ค่อนข้างน่าผิดหวังและล้มเหลวเพราะสิ่งที่หลายกลุ่มนักศึกษาต้องการคือเสียงกรี๊ดและช่อดอกไม้จากเพื่อน ๆ แต่ไม่ได้ใส่ใจถึงคุณค่าในศิลปะที่ตัวเองใช้เป็นเครื่องมือ
แต่สำหรับ “อิน-จัน เดอะมิวสิคคัล” ก็สร้างความแปลกใจให้กับผู้เขียนได้เหมือนกัน เมื่อนักศึกษาที่ไม่ได้เรียนตรงด้านศิลปะการแสดงหรือศาสตร์ละครเวที กลับสร้างงานดี ๆ ที่มีมาตราฐานค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกันในระดับอุดมศึกษาด้วยกัน และนั่นเป็นสิ่งที่ผู้เขียนไม่ค่อยได้พบเจอกันบ่อยเสียเท่าใดนัก
“อิน-จัน เดอะมิวสิคคัล” เป็นละครเพลงว่าด้วยเรื่องการเดินทางแห่งชีวิตของแฝดสยาม อิน และ จัน ที่เกิดมาในสภาพที่แปลกประหลาดต่างจากคนทั่วไปจนถูกกล่าวหาว่าเป็นกาลกิณี ก่อนจะถูกชาวอเมริกันพาไปทัวร์โชว์ตัวในต่างประเทศ สร้างชื่อเสียงและเงินทอง ก่อนจะต่อสู้กับชะตากรรมของตัวเองทั้งด้านครอบครัวและปัญหาต่าง ๆ ที่รุมเร้าจากสังคมรอบข้าง และจุดสุดท้ายของชีวิต “คู่”
ในแง่หนึ่ง บทละครเพลงของ “อิน-จัน เดอะมิวสิคคัล” ก็เหมือนอัตชีวประวัติของทั้งคู่ ที่เลือกหยิบช่วงเวลาสำคัญ ๆ ของชีวิตมาถ่ายทอดเป็นละคร แต่มีการตีความและใส่รายละเอียดด้านอารมณ์และความรู้สึก ก่อนจะหยิบมันมาถ่ายทอดเป็นบทเพลงต่าง ๆ ซึ่งถ้าเอาโดยพื้นฐานและ บทละครดังกล่าวก็เล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมา คงเส้นคงวาอยู่กับเนื้อหาและการเดินทางของอินและจันโดยไม่ออกไปข้องแวะส่วนที่ไม่จำเป็นและไม่ควรจะมีในละคร ซึ่งนั่นทำให้เนื้อหาของละครมีโฟกัสที่ดีและกระชับ แม้ว่าน่าจะเสียดายอยู่บ้างที่บทละครไม่ได้ขยี่้และหยิบชูแก่นเรื่องออกมาแสดงให้เห็นได้ชัดเจนมากนัก อาจจะมีบ้างที่ละครลงไปดื่มด่ำกับอารมณ์และความรู้สึกของตัวละคร แต่ความต่อเนื่องและจังหวะของบทยังไม่ลงตัวมากพอที่จะทำให้ผู้ชมรู้สึกอินกับส่วนนั้นได้ลึกซึ้งนัก โดยสิ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญคือลำดับเวลาในเรื่องที่กระโดดข้ามไปค่อนข้างรวดเร็ว เช่นจากฉากหนึ่งไปอีกฉากนั้นกินระยะเวลาสิบกว่าปีหรือมากกว่านั้น ทำให้การปะติดปะต่อของรายละเอียดต่าง ๆ ไม่ค่อยต่อเนื่อง
แต่ถ้ามองในแง่ของความเป็นบทละครเพลงแล้ว บทเพลงต่าง ๆ ของละครก็นับว่ามีการเลือกใช้คำที่ไพเราะมากพอสมควร และไม่ใช้ประโยคหรือคำที่เชยหรือฟุ่มเฟือยแบบที่เรามักเห็นจากเพลงดาษ ๆ ในท้องตลาดทั่ว ๆ ไป ซึ่งจุดนี้กลายเป็นจุดแข็งสำคัญเมื่อนำไปผสมกับดนตรีและการเรียบเรียงเสียงประสานต่าง ๆ ก็กลายเป็นบทเพลงที่ไพเราะเอามาก ๆ (ซึ่งโดยส่วนตัว ผมว่าเพลงนี้ดีกว่าเพลงจากมิวสิคคัลหลายเรื่องเสียด้วยซ้ำ)
เครดิตสำคัญที่ควรจะถูกพูดถึงคือ อาจารย์นพีสี เรเยส ที่เป็นทั้งผู้กำกับและเขียนบทละครเพลง และธีรภัทร มีเดช ซึ่งรับหน้าที่ผู้กำกับดนตรี / ร่วมประพันธ์และเรียบเรียงดนตรี ซึ่งได้สร้างสรรค์ผลงานที่ดีและมีคุณภาพให้นักศึกษาได้มีโอกาสแสดงฝีมือได้อย่างประทับใจผู้ชม และเป็น “ทิศทาง” ที่ถูกและควรในการใช้ศิลปะแขนงต่าง ๆ เพื่อสร้างงาน “ละครเวที” ดี ๆ สักเรื่อง
จากแกนในการสร้างสรรค์ดังกล่าวที่แข็งแรงมากพอควร จึงทำให้แขนงส่วนประกอบต่าง ๆ ของละครจึงไปได้ถูกที่ถูกทาง ไม่ว่าจะเป็นวงดนตรีที่อำนวยเพลงโดย ธีรภัทร มีเดช ซึ่งบรรเลงได้อย่างมีพลังสมกับเป็นอนาคตนักดนตรีของชาติ หรือบรรดานักแสดงที่หลายคนศึกษาด้าน Voice อยู่ก็ได้มีโอกาสแสดงความสามารถที่ตัวเองฝึกฝนมาได้อย่างเต็มที่
ในด้านการแสดงนั้น คงอาจจะต้องตำหนิบ้ากับการแสดงที่ดูยังมีการได้รับอิทธิพลจากละครทีวีอยู่ เช่นการพยายามเค้นอารมณ์ หรือปั้นสีหน้าเกินความเป็นจริง รวมไปถึง Blocking ในหลาย ๆ จังหวะที่ดูแล้วขัด ๆ ใจเช่นการเอะอะหันหน้ามาคุยกับผู้ชมแทนที่จะคุยกับตัวละครด้วยกัน ซึ่งนี่น่าเป็นความเข้าใจผิด ๆ อยู่บ้างกับการแสดงละครเวทีที่ต่างจากการโชว์ หรือฉากเต้นรำที่อาจจะยังดูหน่อมแน้มและคิกขุเมื่อเทียบกับความจริงของละครอยู่ และหวังว่านี่จะเป็นบทเรียนสำคัญให้ไปพัฒนาและปรับแก้ไขต่อไปในอนาคต แต่ในหลาย ๆ ฉากนั้น นักแสดงไม่ว่าจะเป็นนักแสดงนำและหมู่คอรัสก็แสดงได้ดี ไม่เกร็งหรือกดดันมากเกินไป ซึ่งนั่นทำให้ผู้ชมรู้สึกสนุกและครื้นเครงไปกับจังหวะสนุก ๆ บนเวทีได้
นอกจากนี้ นักแสดงบางคนก็ค่อนข้างจะโดดเด่นเป็นพิเศษจนน่าจดจำและหวลคิดถึงอนาคตของเขาไม่ได้ เช่น พีรวิชช์ ปุณระตระกูล ที่อาจจะไม่ได้รับบทตัวละครเอก แต่ในทุกฉากที่เขาออกมานั้นกลับแสดงได้อย่างตรึงตราผู้ชมมากพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นศักยภาพด้านการแสดงและการร้องเพลงซึ่งกลมกลืนกันได้เป็นอย่างดี ในขณะที่ตัวละครเอกอย่าง ตุลานันท์ นรเศรษฐ์พิศาล (อิน) บดินทร์ ปิยะธนะศิริกุล (จัน) เฟื่องลดา ประวัง(แม่อิน-จัน) และ สิริคนางค์ สุธีราวุธ ก็แสดงพลังเสียงออกมาได้อย่างทึ่งพอ ๆ กัน
แม้ว่า “อิน-จัน เดอะมิวสิคคัล” อาจจะยังมีปัญหาอยู่อีกหลายอย่างที่ยังไม่ลงตัว เช่นการออกแบบศิลป์ที่ยังขาด ๆ เกิน ๆ ต่อเนื่องไปจนเทคนิคเวทีต่าง ๆ แต่ถ้ามองในภาพรวมของเนื้อหาและแกนของโปรดักชั่นแล้ว ต้องยอมรับว่าละครจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดลเรื่องนี้ มีความสดและพลังของการสร้างสรรค์มากพอสมควรเมื่อเทียบกับวัยและประสบการณ์ของนักศึกษาที่เป็นทีมงานหลักของละคร และคงจะดีไม่น้อยถ้าพวกเขาตักตวงประสบการณ์จากงานดี ๆ ที่มาค่อนข้างจะ “ถูกทาง” อย่างนี้และเรียนรู้เพื่อที่ในอนาคตอาจจะมีพวกเขาบางคนได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวงการละครเวทีหรือวงการเพลงมืออาชีพในบ้านเรา
ซึ่งสำหรับผม “อนาคต” เหล่านั้น ดู “มีอนาคต” มากพอสมควรเลย
| Print article | This entry was posted by nuttaputch on มกราคม 23, 2010 at 10:49 pm, and is filed under Theater Bite. Follow any responses to this post through RSS 2.0. You can leave a response or trackback from your own site. |



about 6 months ago
ขอบคุณสำหรับ คำ แนะนำ ครับ
ถือ เป็นประสบการณ์ ที่ดี สำหรับ
ผมและ เพื่อนๆ
about 6 months ago
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำที่ดีครับ
ในฐานะที่เป็นผู้ร่วมประพันธ์ดนตรีถือว่าได้เรียนรู้อย่างมากกับงานชิ้นนี้ครับ