Archive for ธันวาคม, 2009
สาวชาวนา : ความล่มสลายของมนุษย์ที่รู้ไม่เท่าทันโลกาภิวัฒน์
ธ.ค. 12th
เป็นอันรู้กันอยู่เสมอตั้งแต่สมัยเรียนว่า “เกษตรกร แข็งขัน เป็นกระดูกสันหลัง ของชาติ ไทยจะเรืองอำนาจ เพราะไทยเป็นชาติกสิกรรม” และนั่นก็น่าจะเป็นความจริงในสังคมไทยที่มีเกษตรกรอยู่ทั่วประเทศ
แต่ในสภาวะที่เมืองหลวงกำลังโตขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเทคโนโลยีและเม็ดเงินลงทุนมากมายจากทั้งในและนอกประเทศ ชาวบ้านที่อยู่ “นอกเมือง” ก็เริ่มมีช่องว่างที่ห่างออกไปเรื่อย ๆ ระหว่างคนเมืองกับคนนอกเมือง และไม่แปลกที่คนมากมายจะลุ่มหลงแสงสีของเมืองที่ได้รับรู้จากสื่อต่าง ๆ จนจากบ้านมาสู่เมืองก่อนจะพบว่ามันไม่ได้สวยหรูอย่างที่เขาคิดเลยแม้แต่น้อย กลายเป็นโศกนาฏกรรมชีวิตจริงที่เห็นกันได้อยู่บ่อย ๆ รอบตัวเมืองหลวงอันแสน “ศิวิไลซ์” ของเรา
“สาวชาวนา” ละครเวทีร่วมสมัยจากเครือข่ายละครกรุงเทพ (BTN) ในเทศกาลละครกรุงเทพ เป็นหนึ่งในละครที่ยอดเยี่ยมในการถ่ายทอดเรื่องราวโศกนาฏกรรมดังกล่าวผ่านตัวละคร “มะลิ” เด็กสาวของครอบครัวชาวนาซึ่งกระโดดขึ้นรถไฟเข้ามายังกรุงเทพโดยที่เธอไม่รู้เลยว่านั่นทำให้ชีวิตของเธอพลิกผันไปตลอดกาล
หลังจากมะลิเข้ามาในกรุงเทพด้วยความช่วยเหลือของประวิทย์ นักพฤษศาสตร์ที่เจอกันบนรถไฟ แต่ความช่วยเหลือก็แฝงไว้ด้วยความปราถนาของประวิทย์ที่มีต่อตัวมะลิ จนกลายเป็นความสัมพันธ์หลังจากที่เธอเข้ามาอยู่ในกรุงเทพ หลังจากนั้น ขณะเดียวกัน เธอก็เริ่มทำงานอาสาสมัครเพื่อสังคมกับกลุ่มต่าง ๆ โดยมีสืบศักดิ์ เป็นชายหนุ่มที่คอยสนับสนุนและแนะนำ
เมื่อเวลาผ่านไป มะลิเริ่มมีบทบาทมากขึ้นกับการริเริ่มโครงการปลูกข้าวปลอดสารพิษภายใต้ชื่อ “ข้าวสาวชาวนา” ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากและทำให้สืบศักดิ์ซึ่งดูแลโครงการอยู่นั้นมีชื่อเสียงอย่างรวดเร็วจนในไม่ช้าเขาก็ละทิ้งโครงการเพื่อมุ่งสู่การเป็นนักการเมืองจากชื่อเสียงที่เขาได้รับ คงเหลือแต่มะลิที่พยายามจะปลูกข้าวปลอดสารและทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่ออยู่แม้ว่าจะไม่มีใครเหลียวมองและสนใจเลยก็ตาม และนั่นนำไปสู่เรื่องราวอันน่าเศร้าของชีวิตเด็กสาวชาวนาที่พยายามจะยืนหยัดแต่ไม่อาจจะต้านทานกระแสของโลกที่เปลี่ยนไป
ความน่าทึ่งและยอดเยี่ยมอย่างมากของ “สาวชาวนา” เริ่มขึ้นจากบทละครที่ดัดแปลงจากบทดั้งเดิมของ Hideki Noda (ชื่อภาษาอังกฤษคือ Girl of the Soil) ที่แม้จะถูกเขียนขึ้นเมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว แต่กลับมีความใกล้เคียงแตะเชื่อมโยงกับสังคมไทยในปัจจุบันได้อย่างน่าประหลาด ซึ่งบทละครของ “สาวชาวนา” นั้นเต็มไปด้วยเทคนิคการเล่าเรื่องที่ทั้งหนักแน่นและมีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ กลวิธีการเล่าเรื่องราวของสาวชาวนานั้นใช้วิธีการตัดสลับกลับไปกลับมาระหว่างปัจจุบันกับอดีต ซึ่งนั่นทำให้ “ความจริง” ที่ผู้ชมได้รับรู้นั้นซ้อนทับกันอยู่หลายชั้น และกระบวนการนี้ทำให้ผู้ชมได้พบสิ่งที่น่าค้นหาอยู่ตลอดเวลา
เพราะ “ความจริง” ที่เราได้รับทราบในฉากก่อนหน้านี้ อาจจะเป็นแค่ความจริงตื้น ๆ ที่บดบังเรื่องราวที่ซ่อนลึกไว้อีกหลายชั้น จากที่เราคิดว่า “รู้แล้ว” ก็อาจจะกลายเป็นว่าเรายังไม่รู้อะไรเลยแทนได้ในไม่กี่ฉากถัดมา
นอกจากนี้ บทละครยังมีความลึกซึ้งลงไปในประเด็นความล่มสลายของจิตใจที่ถูกกัดกร่อนในสังคมเมือง ประเด็นด้านมนุษยธรรม กิเลส ตัณหาของมนุษย์ รวมทั้งกระแทกลงไปในสังคมชนบทที่กำลังได้รับอิทธิพลจากโลกาภิวัฒน์ คนที่ปรับตัวตามมันไม่ได้ก็อาจจะกลายเป็นเหยื่อของกระแสนั้นไปได้อย่างไม่ยากเย็น และนั่นน่าจะเป็นปัญหาที่ผู้ชมอย่างเรา ๆ ต้องนำไปขบคิดและ “รู้สึก” ก่อนที่เราจะกลายเป็นหนึ่งในเหยื่อเหล่านั้น
นอกจากความโดดเด่นด้านบทละครแล้ว สิ่งที่ช่วยเสริมให้ละครนั้นน่าสนใจอย่างมากคือการกำกับและใช้เทคนิคต่าง ๆ ในการสร้างฉากต่าง ๆ ที่มาปะติปะต่อกันอย่างไหลลื่น เพราะแม้ว่าการเล่าเรื่องจะประกอบไปด้วยฉากหลายฉากที่ตัดสลับกันไปมา แต่นิกร แซ่ตั้ง ผู้กำกับก็สามารถร้อยเรียงต่อกันได้อย่างเป็นเนื้อเดียวตลอดการแสดง การเลือกใช้อุปกรณ์ประกอบฉากเพียงเล็กน้อย แต่ใช้ Movement ของนักแสดงและรูปแบบต่าง ๆ ของ Blocking เป็นการอธิบายฉากต่าง ๆ นั้นกลายเป็นสีสันที่ทำให้การชมละครตลอดสองชั่วโมงไม่มีความรู้สึกเบื่อหน่ายเลยแม้แต่น้อย ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างชั้นเยี่ยมในการ “เลือก” เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อที่จะสื่อสารกับผู้ชม
ในขณะเดียวกัน ทีมนักแสดงของสาวชาวนายังเป็นเสมือนการรวม “ตัวจริง” ของวงการละครเวทีไทยจากกลุ่มละครต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแปดคูณแปด B-Floor เสาสูง New Theater Society และเบบี้ไมม์ พ่วงด้วยทีมงานจาก พระจันทร์เสี้ยวการละคร คณะละครสมมติ ซึ่งแม้ชื่อกลุ่มละครเหล่านี้อาจจะไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป แต่ถ้าเทียบชั้นฝีมือแล้ว คนกลุ่มนี้คือศิลปินด้านละครเวทีที่โดดเด่นเทียบชั้นกับศิลปินต่างชาติได้สบาย ๆ
ผลงานละครเวที “สาวชาวนา” น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของละครเวทีไทยประจำปีนี้ ทั้งในการสร้างงานที่มีคุณค่า สามารถเชื่อมโยงประเด็นด้านสังคมเข้ากับศิลปะ และยังคงความสามารถในการสร้างความบันเทิงให้กับผู้ชมได้ จึงไม่น่าแปลกใจอะไรหากละครเรื่องนี้จะได้รับรางวัลละครเวทียอดเยี่ยมประจำเทศกาลละครกรุงเทพ ประจำปีพ.ศ. 2552 ก่อนจะบินไปแสดงที่ Tokyo Metropolitan Art Space ที่ประเทศญี่ปุ่น
เรื่องน่าเสียดายอย่างเดียวที่ผู้เขียนพอจะนึกออกในการไปชม “สาวชาวนา” ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย (หอประชุมเล็ก) คือมีคนที่รับทราบข่าวคราวของละครเรื่องนี้น้อยมาก และพาลทำให้คิดไปว่าทำของดี ๆ อย่างนี้คนไทยกลับไม่มีโอกาสได้มาชมกัน!!!
ลมหายใจ เดอะมิวสิคคัล: เปิดคอนเสิร์ตก็ได้ ไม่ต้องเป็นละครเวทีหรอก
ธ.ค. 12th
เมื่อตอนที่ “บอย” ถกลเกียรติ วีรวรรณ ประกาศว่าจะจับมือ “บอย” โกสิยพงษ์ นำบทเพลงอันไพเราะและฮิตมาเรียบเรียงใหม่ให้กลายเป็นละครเพลงที่น่าประทับใจ พร้อมด้วยนักแสดงนำที่คุ้นชื่อและคุ้นเสียงกันเป็นอย่างดีนั้น แน่นอนว่ามันสามารถสร้างกระแสที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะเพลงของบอย โกสิยพงษ์นั้นขึ้นชื่อในด้านความอิ่มเอิบของความรักอยู่แล้ว หากมาทำเป็นละครเพลง ก็คงจะประทับใจไม่แพ้กัน แถมยังมีการพ่วงโฆษณาว่าละครของค่าย Scenario นั้นเป็นละครเวทีคุณภาพในด้านความโรแมนติก (?) และการแฝงประเด็นด้านความรักอย่างลึกซึ้ง (?)
เอาล่ะ นั่นคือสิ่งที่สื่อมวลชนและทีมประชาสัมพันธ์ของบริษัท Scenario พยายามจะบอกพวกเรามาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ท้ายที่สุดเมื่อผมเดินออกจากโรงละครรัชดาลัยในรอบ Preview ของ “ลมหายใจ เดอะมิวสิคคัล” เมื่อคืนวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา ผมก็อยากฝากข้อความไปบอกกับทีมงานว่า ไม่ต้องเอาเพลงมาทำเป็นละครหรอก เอานักร้องที่แสดงมาออกเทปแบบร้องใหม่ก็พอ เพราะที่เห็นบนเวทีตลอดสองชั่วโมงครึ่งน่ะ มันเสียของ!!!
เรื่องราวของลมหายใจ เดอะมิวสิคคัลนั้น เริ่มขึ้นในคืนวันหนึ่ง ในวันที่พัด (มอส ปฏิภาณ ปฐวีกานต์) เตรียมจะขอฝน (นิโคล เทริโอ) แต่งงาน ณ ร้านของเจ๊ฉัตร (รัดเกล้า อามระดิษ) เรื่องราวดำเนินไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่การที่พัดง้อฝนจนเตรียมจะเข้าพิธีแต่งงาน แต่ก็ต้องเดินทางไปต่างประเทศและประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิต ความโศกเศร้าจากการสูญเสียยังคงฝังใจทั้งตัวฝน เจ๊ฉัตร และพาย (แก้ม เดอะสตาร์) น้องสาวของพัด อยู่ตลอดเวลา และเมื่อเวลาผ่านไป ความเศร้าใจนี้ยังเป็นแผลที่ทำให้ตัวละครต่าง ๆ ติดอยู่ในบ่วง แม้แต่ฝนที่พยายามจะเริ่มรักใหม่กับต่อ (อ๊อฟ ปองศักดิ์) ก็ยังมีปัญหา ความเดือดร้อนนี้จึงกลายเป็นสิ่งที่ทำให้พัดต้องกลับมาจากโลกวิญญาณเพื่อมาแก้ไขและช่วยเหลือคนที่เขารักให้หลุดพ้นจากบ่วงนี้เสียที
ถ้ามองในประเด็นเรื่องความรักที่ทำให้คนเรามีทั้งทุกข์ทั้งสุข ทั้งติดกับและเป็นอิสระ รวมทั้งเป็นแรงขับที่ให้คนเรายอมทำอะไรเพื่อคนอีกคนหนึ่ง ก็นับว่าเป็นประเด็นที่ดีและน่าจะสอดคล้องไปกับเนื้อเพลงที่ว่า “เธอคือลมหายใจ เธอคือทุกอย่าง จะรักเธอไม่มีวันจาง ไปจากใจ…” แม้ว่าเพลงดังกล่าวจะถูกนำมาร้องแค่ช่วงต้นและแทบไม่ได้ตอกย้ำหรือปลุกเร้าเพื่อนำไปสู่อะไรก็ตาม แต่นี่ก็นับเป็นอีกครั้งที่ทีมเขียนบทของ Scenario ยังมีปัญหาเดิม ๆ กับการผูกร้อยเรื่องราว สร้างการติดตามและการเรียนรู้ของตัวละครเพื่อนำไปสู่การค้นพบแก่นสารของเรื่อง ซึ่งท้ายที่สุดละคร ลมหายใจ เดอะมิวสิคคัลก็ยังล้มคะมำเพราะลื่นไถลบนผิวหน้าของความคิดแต่ไม่ได้ดำดิ่งไปกับมันเลย
ปัญหาเดิม ๆ ที่ว่าก็ไม่พ้นการที่ละครพยายามจะสอดแทรกมุกตลกแบบตลกซิทคอมที่เห็นในทีวี ไม่ว่าจะเป็นตลกเพศที่สาม ตลกเล่นเสียง เล่นท่าทาง ตลกตึ่งโป๊ะแบบคาเฟ่ ตลกล้อเลียนคนต่างด้าว รวมทั้งตลกในมุขสองแง่สองง่าม ซึ่งทั้งหมดนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะมีไปทำไมเพราะมันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่อง แถมยังเป็นการเบรกอารมณ์คนดูที่พยายามจะ “อิน” กับเพลงและบรรยากาศ (ที่มันก็ไม่ได้ดื่มด่ำมากมายเสียเท่าไรอยู่แล้ว)
นั่นรวมไปถึงจังหวะการแทรกเพลงเข้าไปในบทละคร ที่แม้บางอันจะทำได้ต่อเนื่องสวยงาม แต่หลาย ๆ ครั้งก็ดูจะเงอะ ๆ งัก ๆ เหมือนจงใจแทรกเข้ามาเพื่อให้นักแสดงได้โชว์พลังเสียงกัน แต่อย่างน้อยก็ยังดีที่ว่าบทเพลงส่วนมากนั้นสามารถคล้อยไปกับเรื่องราวหรือความต้องการในฉากนั้น ๆ ได้ ไม่เช่นนั้นก็คงได้ออกทะเลกลายเป็นคอนเสิร์ตไปเสียนี่
อีกปัญหาของบทละครที่ยังต่อเนื่องมาจากละครเรื่องก่อน ๆ คือความเป็นเหตุเป็นผลของละคร เพราะแม้ว่าละครจะบอกตัวเองว่ามีความ Fantasy อยู่ ไม่ว่าจะเรื่องการหยุดเวลา การกลับมาของวิญญาณ แต่ตัว Fictional Truth ตรงนั้นก็ไม่ได้อธิบายที่มาที่ไปอย่างชัดเจนนัก แต่อาศัยการคลุมเครือของเรื่องและฉากที่ตัดสลับกันอยู่ตลอดพอเนียน ๆ ไปได้เรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลที่สวรรค์ยอมเลือกให้พัดมีโอกาสกลับมาช่วยเหลือคนรอบข้าง วิธีในการช่วยเหลือของพัด การพัฒนาและการเติบโตของตัวละครต่าง ๆ รวมไปถึงบทสนทนาหลายช่วงที่รวบรัดตัดความโครงเรื่องแบบมัดมือคนดูแล้วจูงให้เดินตาม แต่เอาเวลาที่น่าจะมาลงรายละเอียดกลับไปใส่กับมุกตลกหรือ Activity อื่น ๆ ที่ไม่เห็นจะจำเป็นอะไรกับเรื่อง
ผลที่ตามมาคือตัวละครในเรื่องจึงออกมาค่อนข้างจะ ทื่อ ซื่อ และถูกนำเสนอในไม่กี่ด้าน แม้แต่ตัวพัดกับฝนเอง ที่แม้จะใช้เวลาพรรณาพร่ำพรูเพลงรักมากมาย แต่ก็ไม่ได้มีอะไรส่งมาให้เรารู้สึกถึง “ความรัก” ที่มันเอ่อล้นจนถึงขนาดสวรรค์ต้องยอมให้โอกาสได้ (หรือไม่สวรรค์ก็คงให้โอกาสคนตายทุกคนเสียกระมัง)
นั่นไม่รวมไปถึงกระบวนเพลงต่าง ๆ ที่พยายามจะร้อยเรียงกันมานำเสนอ ถูกจังหวะบ้าง แปลก ๆ บ้าง ซึ่งสุดท้ายก็เลยไม่ได้นำไปสู่อะไรนอกจากคนพยายามอิ่มเอิบกับเพลงที่ตัวเองคุ้นหูถูกขับร้องและเรียบเรียงออกมาใหม่ (และหลาย ๆ เพลงก็เรียบเรียงออกมาแล้วรู้สึกว่าของเก่าดีกว่าเยอะมาก ๆ ด้วยซ้ำไป)
รัดเกล้า อามาระดิษ คงเป็นส่วนที่ดีที่สุดของละครเรื่องนี้ทั้งในการแสดงและเสียงร้อง ที่พอจะทำให้เราประทับใจในทั้งตัวบทเพลง และตัวละครที่ดูจะเป็นผู้เป็นคนที่สุดในเรื่อง และคงไม่แปลกถ้าเธอจะได้รับเสียงปรบมือที่ดังที่สุดเมื่อละครจบลง ส่วนอ๊อฟปอง ศักดิ์และแก้ม เดอะสตาร์นั้นก็โชว์เสียงร้องที่น่าประทับใจไม่น้อย เพียงแต่บทบาทที่พวกเขาได้รับนั้นไม่ได้ส่งเสริมให้แสดงความสามารถด้านการแสดงเสียเท่าไร และคงต้องใช้เวลาอีกพอสมควรเพื่อพิสูจน์ตัวเองบนเวทีละครเวที ในขณะที่มอส ปฏิภาณ กับ นิโคล เทริโอนั้น แม้จะได้รับบทตัวละครหลักก็ไม่ได้มีอะไรน่าประทับใจเป็นพิเศษ คงพอมีเสียงร้องที่พอจะกลบ ๆ แอคติ้งที่ยังงง ๆ หรือเน้นการฟูมฟายแบบละครทีวีไปได้
เอกชัย เอื้อครองธรรม อาจจะฝากผลงานที่น่าชื่นชมทั้งภาพยนต์และละครเวทีในต่างประเทศจนได้มีโอกาสทำละครเพลงเรื่องนี้ แต่น่าเสียดายที่ผลงานครั้งนี้ไม่ค่อยน่าประทับใจหรือแสดงศักยภาพตามที่ข่าวประชาสัมพันธ์พยายามจะชูเครดิตออกมา อาจจะมีบางส่วนที่น่าสนใจเช่นการวาง Blocking หรือการจัด Form และ Gesture ของคอรัสที่ออกมา แต่มันก็ไม่สามารถดึงส่วนหลักของเรื่องที่จมอยู่ได้
ส่วนสำหรับคนที่ชื่นชอบเทคนิคฉากหรือเทคนิคพิเศษของค่าย Scenario นั้น ก็น่าจะผิดหวังกับละครเรื่องนี้อยู่ไม่น้อยเพราะไม่ได้มีฉากไหนที่ดูแล้วน่าตื่นตาตื่นใจแบบเรื่องก่อน ๆ และรอบที่ได้ดูมานี้ก็ยังมีจุดผิดพลาดหลายจุดซึ่งคงต้องได้รับการปรับปรุงหรือออกแบบแก้ไขเพิ่มเติมก่อนจะเปิดแสดงจริง
มาถึงตรงนี้ ละครลมหายใจ เดอะมิวสิคคัลก็ยังคงแบบฉบับละครเวทีของ Scenario ที่เน้นการบันเทิงเริงรมย์แบบ Soap Opera ทำนองว่าไม่ต้องคิดอะไรมาก ขอแค่คุณปลื้มดารา ปลื้มบทเพลงก็น่าจะเพียงพอกับการตีตั๋วเข้าไปชมละครเวทีเรื่องนี้ และถ้าคนที่ต้องการอะไรแบบละครทีวีหลังข่าวในช่องฟรีทีวีต่าง ๆ รวมไปถึงตลกซิทคอมของไทยที่เห็นกันอยู่ดาษ ๆ สิ่งที่ละครเรื่องนี้นำเสนอก็น่าจะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีเพราะมีครบทุกรส ไม่ว่าจะเศร้า รัก โรแมนติก ตลก โปกฮา แม้ว่ามันอาจจะไม่สุดไปทางใดทางหนึ่งเลยก็ตาม
แต่ถ้าคนหวังว่าจะได้ดูละครเวทีดี ๆ มีคุณภาพด้วยการเอาเพลงมาร้อยเรียงแบบที่เรียกว่า Jukebox Musical อย่างที่ MAMA MIA ทำนั้น ละครเรื่องนี้ยังห่างไกลอยู่มากโข
Moon Water พลิ้วไหว นุ่มนวล สวยงาม
ธ.ค. 12th
จากประสบการณ์ส่วนตัว ถ้าผมบอกเพื่อน ๆ ว่ากำลังจะไปดูแด๊นซ์แบบต่อเนื่องเป็นชั่วโมง โดยไม่มีบทพูด ไม่มีเรื่องราว เพื่อนผมมักถามมาทำนองว่า “บ้าหรือเปล่า” หรือไม่ก็ “ไม่หลับเหรอ”
และแม้ว่าสายฝนยามเย็น ความเหน็ดเหนื่อยจากการฝ่ารถติดและเมื่อยล้าจาการทำงานจะสุมกันมากมายจนทำให้รู้สึกเพลียและพยายามดึงม่านตาให้ปิด แต่การแสดง Moon Water จากคณะ Cloud Gate กลับทำให้ผมพบว่า การแสดงที่สวยงาม วิจิตรและทรงพลังนั้น สามารถตรึงคนดูให้อยู่กับการแสดงได้ตลอดแม้ว่าจะไม่มีเรื่องราว และบทสนทนาให้จับต้องเลยก็ตาม
การแสดง Moon Water นั้นเริ่มขึ้นอย่างเรียบง่ายจากการร่ายรำของผู้แสดง ที่เริ่มจากคนเดียว กลายเป็นสองคน จนถึงแบบกลุ่ม แต่ในความเรียบง่ายนั้นก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความสวยงามของ Movement รวมถึง Blocking ต่าง ๆ ซึ่งพลิ้วไหวและโดดเด่นจนสะกดสายตาผู้ชมได้อยู่หมัด
ปัญหาอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนมักพบเวลาชมการแสดงประเภท Contemporary Dance คือเวลาที่เราพยายามทำความเข้าใจกับ Movement ที่เกิดขึ้นบนเวทีนั้น แต่ด้วยความเคลื่อนไหวที่บางครั้งวุ่นวาย ยุ่งยากจนเกินจะเข้าใจ (บางครั้งก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง จนไปถึงไม่เข้าใจอะไรเลย) แต่พอผมดู Moon Water นั้น น่าแปลกที่ท่าทางการเคลื่อนไหวที่เรียบง่ายคล้ายคลึงกับการร่ายรำไทเก๊กนั้นกลับไม่ต้องพยายามค้นหาความหมายหรือตีความมากนัก
อาจจะเป็นเพราะความเป็น “ตะวันออก” ของการแสดงที่มีการประสานความเชื่อและปรัชญาแบบชาวจีนที่คนไทยอาจจะเคยชินกันอยู่แล้ว เช่นพลังและจิตวิญญาณของมนุษย์ที่แฝงอยู่ในการร่ายรำ
นั่นทำให้ความช้าในท่วงท่าต่าง ๆ ที่อาจจะดูเนิบนาบ กลับกลายเป็นความงามที่วิจิตร ผ่านการเจียระไนในการออกแบบ และสามารถโยงไปถึง “สมาธิ” ที่อาศัยความสงบมากกว่าการสื่อสารที่ “เยอะ” และ “รก” จนดูไม่รู้เรื่อง
ที่น่าทึ่งคือการควบคุมร่างกายของนักแสดงที่ยอดเยี่ยม รวมไปทั้งการผสานท่วงท่าของหมู่มวล (Synchronize) ที่มากกว่าคำว่า “พร้อมเพรียง” เนื่องจากเต็มไปด้วย “พลัง” ของนักแสดงทุกคน ผิดกับการเต้นทั่ว ๆ ไปที่อาศัยเพียงแค่คำว่า “พร้อม”
นอกจากนี้แล้ว องค์ประกอบศิลป์อื่น ๆ ที่มาผนวกกับการแสดงนั้นก็ลงตัวกับการแสดงอย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นเสียงดนตรีคลาสสิคที่คล้อยไปกับการเต้นของนักแสดง ไม่มีโดดหรือแย่งซีนจากเวที ขณะเดียวกันกับพื้นเวทีสีดำที่มีลวดลายสีขาวเสมือนจากแปรงพู่กันก็ดูเรียบแต่สวยงาม และที่เสริมให้การแสดงมากเป็นพิเศษคือการจัดแสงที่ในบางช่วงของการแสดง แสงทำหน้าที่สำคัญที่ทำให้ผู้ชมได้เห็นความงดงามของ “ท่วงท่า” และ “ร่างกาย” ของผู้แสดง ราวกับร่างกายที่เสมือนเปลือยท่อนบนของผู้แสดงนั้นกำลังส่องประกายออกมาราวกับทองคำ
สำหรับผู้เขียนแล้ว Moon Water นั้นเป็นการแสดงที่ประทับใจมากในเทศกาล International Festival of Dance and Music และสมกับชื่อเสียงของคณะ Cloud Gate ที่โด่งดังมากในหลายประเทศทั่วโลก และแม้ว่าประเทศไทยจะมีโอกาสได้ชม Moon Water ช้ากว่าประเทศเหล่านั้นร่วมสิบปีก็ตาม แต่เวลาราวหนึ่งชั่วโมงในหอประชุมศูนย์วัฒนธรรมนั้น เป็นเวลาของประสบการณ์ที่น่าประทับใจเสียเหลือเกิน
นางฟ้านิรนาม…ถ้าต้องสู้เพื่อเปลี่ยนแปลง คุณจะกล้าไหม?
ธ.ค. 12th
เคยสงสัยกันไหมครับ ว่าคนธรรมดา กับคนที่เขาได้รับการยกย่องในการสร้างคุณประโยชน์นั้นต่างกันตรงไหน? หลายคนอาจจะบอกว่ามันสมอง การศึกษา บุญวาสนา ฯลฯ แต่จริง ๆ แล้ว มันอาจจะง่ายกว่านั้น นั่นคือกำลังใจของคนที่จะลุกขึ้นมาและไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาที่ขัดขวางพวกเขาไว้
ชีวิตของ ดร. กฤษณา ไกรสินธุ์ ที่เรียงเรียงและเล่าผ่านตัวละครในเรื่อง “นางฟ้านิรนาม” ละครเวทีเรื่องล่าสุดจากภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็จะเป็นเรื่องราวการเดินทางที่จะทำให้เราได้เห็นพลังของความเชื่อ พลังของความกล้าของผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้กับโลกด้วยการต่อสู้กับสิ่งที่เป็นเชื้อโรคร้ายที่กำลังคร่ามนุษยชาติ
จุดเริ่มต้นของนางฟ้านิรนามเริ่มตั้งแต่วัยเด็กของดร. กฤษณา พร้อม ๆ กับการเริ่มต้นของประวัติศาสตร์โรคแอดส์ในประเทศไทย และเมื่อเวลาผ่านไปจนโรคร้ายระบาดไปทั่วประเทศไทย มันก็บรรจบกับการที่ดร. กฤษณาได้รับตำแหน่งที่องค์การเภสัชกรรมไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มของการต่อสู้ระหว่างคนไทยคนหนึ่งกับโรคที่ทุกวันนี้ยังเป็นโรคที่ “ไม่สามารถรักษาได้”
สำหรับคนที่อาจจะไม่เข้าใจ ก็ต้องอธิบายก่อนว่ายาที่ทีมงานของ ดร. กฤษณา คิดขึ้นมานั้นไม่ใช่ยาที่ทำให้รักษาโรคแอดส์หายขาด แต่เป็นยาที่ให้ผู้ติดเชื้อนั้นได้กินเพื่อให้อาการไม่ลุกลามหรือหนักกว่าเดิม ซึ่งในสมัยก่อนนั้นยามีราคาที่สูงมากและต้องใช้ปริมาณมาก ฉะนั้นการที่จู่ ๆ จะมีคนไทยคนหนึ่งคิดค้นยาที่ราคาถูก และลดความยุ่งยากลงได้จึงถึือว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะน่าตกตะลึงอยู่ไม่น้อย แต่กว่ายาดังกล่าวจะถูกนำออกมาจำหน่ายได้นั้น มีอุปสรรคที่มากกว่าแค่เชื่อโรคธรรมดา แต่ยังรวมไปถึงมนุษย์เราเองที่กีดกันมันเนื่องจากคำว่า “ผลประโยชน์” และ “กำไร” โดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่ผู้ป่วยมากมายกำลังรอคอยความช่วยเหลือ
และถ้าเปรียบเปรยคร่าว ๆ แล้วจะพบว่าแม้เชื้อโรคในห้องแลบที่ว่าร้ายแล้วนั้น เชื้อโรคในร่างมนุษย์นั้นน่ากลัวเสียยิ่งกว่า เพราะในเรื่องการต่อสู้ของดร. กฤษณากับเชื้อโรคเอดส์นั้นกินเวลาน้อยกว่าที่เธอต้องต่อสู้ฟ้องร้องกับบริษัทยาที่ต่อต้านและบีบคั้นให้เธอถอนตัวจากโปรเจคช่วยมนุษยชาตินี้เพียงเพราะพวกเขากำลังเสียผลประโยชน์
ต้องยอมรับว่าตัว “เรื่อง” ของ “นางฟ้านิรนาม” นั้น เต็มไปด้วยพลังและจิตวิญญาณของมนุษย์ที่พยายามต่อสู้เพื่อสิ่งที่เรียกว่าความถูกต้องอยู่สูงมาก และไม่แปลกถ้าผู้คนมากมายจะชื่นชอบและยกย่องกับคุณความดีที่ดร.กฤษณาได้ทำไว้ให้กับโลก (เพราะในตอนท้ายเราก็จะรู้ว่าเรื่องราวของเธอไม่ได้จบลงที่ประเทศไทยแต่อย่างใด) ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ผู้เขียนมองว่านี่คือเรื่องราวของมนุษย์ชั้นเยี่ยมที่มีความอัศจรรย์และสร้างแรงบันดาลอย่างมากให้กับผู้ชมที่ได้เข้าชม
แต่ที่น่าสนใจมากขึ้นไปคือกลวิธีการเล่าเรื่องของละครที่ไม่ได้ทำให้ละครเป็นแบบละครเวทีทั่ว ๆ ไปที่ใช้ตามขนบเดิม ๆ กล่าวคือ “นางฟ้านิรนาม” พลิกวิธีเล่าเรื่องไปสู่การเปลี่ยนรูปลักษณ์ทั้งตัวบท การแสดง รวมทั้งการออกแบบภาพที่เกิดขึ้นบนเวทีทั้งหมด
จากบทที่เหมือนการปะติปะต่อเรื่องราวที่แม้ว่าจะต่อเนื่องกันตามลำดับเวลา แต่ก็เป็นเรื่องราวที่ขาดวิ่นดั่งแผ่นฟิลม์หนังที่ถูกตัดฉับหลาย ๆ ฉากมาร้อยต่อกัน รวมทั้งการปรับบทสนทนาของละครให้มีทั้ง “สมจริง” และ “เหนือจริง” ผสมผสานกันไปดังเช่นฉากที่ตัวแทนบริษัทยาพูดและเห่าเหมือนสุนัขสลับกันไป จนทำให้บรรยากาศของฉากไม่ต่างจากการที่ผู้หญิงคนหนึ่งโดนฝูงสุนัขกำลังรุมเห่า
ขณะเดียวกัน ด้านการออกแบบก็กลมลกลืนไปกับวิถีการเล่าเรื่องของบทด้วย ไม่ว่าจะมีการใช้มัลติมีเดียมากมายในการสร้างบรรยากาศ การใช้เสียง Effect ต่าง ๆ เข้ามาเสริมและเร้าบรรยากาศ ตลอดไปจนเครื่องแต่งกายต่าง ๆ ที่มีทั้งเหมือนจริงและบิดเพี้ยนไป
แน่นอนว่าสำหรับผู้ชมที่ไม่ค่อยชินกับรูปลักษณ์ละครแบบนี้อาจจะงุนงงเอาได้ แต่จริง ๆ แล้วนี่คือกระบวนการสร้างงานศิลปะรูปแบบหนึ่งของยุคสมัยปัจจุบัน นั่นคือกระบวนการหาวิถีการเล่าเรื่องที่ฉีกออกไปจากขนบธรรมเนียมเดิม ๆ เพราะเหมือนว่าวิธีเก่านั้นเล่าเรื่องได้ “ไม่เพียงพอ” ซึ่งแน่นอนว่าวิธีนี้ย่อมทำหใ้เกิดผลทั้งแง่บวกและแง่ลบ สำหรับผู้ชมที่จับจุดหรือจูนความคิดได้ ก็จะพบว่านี่คือการสื่อสารที่ “โดน” และกระตุ้นทั้งแง่ความรู้สึกและความคิดไปพร้อมกัน
ในทางตรงกันข้าม ผู้ชมหลายคนอาจจะตีตราว่าละครเรื่องนี้ “เพี้ยน” และ “ไม่รู้ว่าต้องอะไร” ได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ก็ต้องยอมรับว่าบทละครที่ ดังกมล ณ ป้อมเพชร ดัดแปลงจาก Cocktail ของ Ping Chong และ Vince LiCata นั้นยังมีแกนหลาย ๆ อย่างให้ผู้ชมได้จับและยึดไว้ตลอดเรื่อง ที่อาจจะดูตะกุกตะกักบ้างคือการที่มีตลกอารมณ์ขันร้าย ๆ ไม่ว่าจะด้วยเหตุบังเอิญหรือจงใจก็ตามของทั้งบทและนักแสดงเอง ซึ่งแม้ว่าอาจจะสร้างความสนุกและลดโทนความเครียดของละครลง แต่ก็เผลอทำให้ละครแอบเลี้ยวไปถนนอีกเส้นจนเสียจังหวะของเรื่องอยู่บ่อย ๆ
ที่น่าประทับใจมากอีกอย่างหนึ่งของละครคือการแสดงของพันพัสสา ธูปเทียน ที่แสดงในบทของ ดร. กฤษณา (ในละคร) ได้อย่างน่าทึ่ง เพราะแม้ว่าบทละครจะเต็มไปด้วยบทพูดมากมาย และหลาย ๆ ครั้งก็มีแต่ศัพท์วิทยาศาสตร์ที่ยากจะเข้าใจ แต่การแสดงของเธอก็ทำให้เรารู้สึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้น รวมทั้งได้สัมผัสสิ่งที่มากกว่าคำว่า “วีรกรรม” ของตัวละคร
เหนืออื่นใด นางฟ้านิรนาม อาจจะเป็นละครที่ไม่มีสีสัน ไม่มีดาราชั้นนำมาร่วมแสดง และอาจจะถูกมองว่าเป็น “ละครนักศึกษา” แต่ถ้าผู้ชมที่ได้มีโอกาสชมละครเรื่องนี้ก็จะพบว่าละครเรื่องนี้ได้ส่งสารและองค์ความคิดอันมีค่ามากมายให้กับผู้ชม รวมทั้งสังคมไทยที่กำลังต้องการใครสักคนที่กล้าจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงเพื่อประเทศชาติ…หาใช่เพื่อตนเองหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
RUN: ทดลอง ค้นหา วิ่งวน ถึงเส้นชัย
ธ.ค. 12th
ในช่วงหลัง ๆ ของการแสดงละครเวทีในโรงเล็ก ๆ อย่าง Crescent Moon Space นั้น เรามักพบการทดลองและค้นหาแนวทางการนำเสนอใหม่ ๆ ที่มากกว่าการเป็นแค่ละครพูดธรรมดาแบบฉากต่อฉาก ไม่ว่าจะเป็นการผสมผสานแสงเสียง ดนตรี มัลติมีเดีย จนประมาณว่าเป็นเหมือนการ “ปล่อยของ” ของผู้เขียนบทและผู้กำกับ
จนหลาย ๆ ครั้งผมเองก็รู้สึกว่าละครเวทีโรงเล็ก ๆ เหล่านี้กำลังจะไปไกลกว่าละครเวทีที่คนทั่ว ๆ ไปเข้าใจกันเสียแล้ว
RUN ผลงานจากฝีมือของกฤษณะ พันธุ์เพ็งก็เหมือนจะรู้ตัวดีแถมประกาศตัวแต่ไก่โห่ด้วยซ้ำว่า Exploring Theatre ซึ่งแน่นอนว่าละครเวทีเรื่องนี้ก็คงมีอะไรให้ค้นหา (พอ ๆ กับที่ผู้กำกับก็กำลังค้นหาอะไรบางอย่างไปพร้อม ๆ กับคนดู)
และโดยส่วนตัว…ผมว่ามันเป็นละครที่มีสีสันจัดจ้านแบบเป็นตัวของตัวเองด้วยเลยทีเดียวล่ะ
เริ่มเรื่อง RUN อาจจะทำให้เรางงเล็ก ๆ เมื่อพบว่ามันเป็นทั้ง Dance และ Physical ในฉากแรก ๆ จนอาจจะทำให้คนดูหัวปั่นได้ว่า “ต้องการอะไรจากผม” แต่เหมือนผู้กำกับจะรู้ดีว่าขืนทำไปเรื่อย ๆ คนดูคงได้เมาคาโรงละครตลอดชม.ครึ่งเป็นแน่ จะกระโดดเข้าสู่การเป็นบทละครพูดว่าด้วยเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่าง “มะเหมา” กับ “หงาย” สองชายหนุ่มที่บังเอิญ(?) ไปพบกันในฟิตเนสแห่งหนึ่ง และเริ่มสร้างความสัมพันธ์ต่อจากนั้น ก่อนท้ายที่สุดมันจะไม่ใช่ความสุขแต่กลายเป็นความเศร้าแทน
หนึ่งในกลวิธีการเล่าเรื่องแบบทดลองที่เราเจอกันบ่อย ๆ ในละครเวทีสมัยใหม่คือการสร้างภาพปะติปะต่อเหมือนภาพตัดแปะมาเรียงต่อ ๆ กัน แน่นอนว่าบางครั้งมันก็รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้างถ้าเราเป็น “คนนอก” ที่ไม่ได้เข้าไปอยู่กับเรื่อง แต่ในอีกมุมนึงนั้น หากเราลองเทียบเคียงเป็นคนที่เกิดสถานการณ์แบบนั้น สภาวะจิตใจของเราก็ไม่ต่างจากความทรงจำที่ขาดวิ่นนำมาเรียงต่อ ๆ กันและมีหลายช่วงที่ขาดหายหรือบิดเบี้ยวไป ซึ่งส่วนนี้หลาย ๆ คนอาจจะมองข้ามไปว่าคล้ายกับการนำเสนอแบบ Expressionism โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหลาย ๆ ฉากถูกนำเสนอออกมาด้วย Physical Theatre แทนที่จะเป็นการเล่าเรื่องด้วย Dialogue ปรกติ
นั่นยังไม่รวมถึงการผสมผสานระหว่างสื่อมัลติมีเดีย ภาพเคลื่อนไหว รวมไปถึงบทละครที่ “เล่า” ด้วยวิธีที่แหวกแนวทับซ้อนเข้าไปอีก
จุดที่ผมชอบที่สุดคือการที่ละครลากคนดูให้รู้สึกเหมือนกับการพาทัวร์งานแสดงศิลปะแห่งหนึ่ง ที่ประกอบไปด้วยภาพความทรงจำต่าง ๆ ของตัวละคร แต่ภาพต่าง ๆ ประกอบไปด้วยงานที่มีสไตล์ต่างกันแบบสุดขั้ว รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่ก็พอจับเส้นทางของเรื่องราวไปเรื่อย ๆ ได้ ซึ่งก็เป็นจุดดีที่ผู้กำกับไม่ปล่อยให้เราออกทะเลกันไปจนกู่ไม่กลับ ก่อนที่สุดท้ายจะมาขมวดปมในการโยนคำถามกลับให้คนดูในฉากสำคัญเพื่อแสดงความคิดเห็นว่าสาเหตุของปัญหาในความสัมพันธ์ของตัวละครนั้นเกิดจากอะไร
อีกประเด็นหนึ่งที่ละครกำลังทดลองกับผู้ชมและได้ผลดีคือการสร้างสีสันให้เรื่องดูสนุกสนานกับการแดกดันและเปลือยความจริงให้ฮากลิ้งกับหลาย ๆ ฉาก เช่นฉาก Spa ที่ให้บริการ….(ไปเดาเอาเองนะครับ) รวมถึงรายการทอล์คโชว์ที่ประชดประชันสังคมนอกโรงละครได้อย่างสุดฤทธิ์ ซึ่งนี่ผมว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของละครเวทีโรงเล็ก ๆ ที่สามารถจะกล้า “กัด” และ “กระแทก” สังคมอย่างตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ไม่ต้องกลัว กบว. ซึ่งแน่นอนว่าเราดูในโรงละครใหญ่ ๆ ไม่ได้ (และโดยส่วนตัว ผมว่ามันสนุกว่าละครเวที Sit Com ในทีวีที่พยายามเล่นมุกตลกคาเฟ่ที่สัปดนยิ่งกว่าหลายเท่านัก)
การใช้ Physical Theatre มาผสมน่าจะเป็นสิ่งที่ชัดเจนที่สุดของคำว่า “ทดลอง” ที่ผู้ชมน่าจะนึกคิดตลอดการดูละคร ซึ่งก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย แต่สิ่งที่น่าจะเป็นปัญหาคือความ “ชัดเจน” ของ Physical ที่น่าจะเป็นการบ้านกลับไปให้ผู้ทดลองคิดถึงแนวทางของตัวเองที่คมกริบกว่านี้ เพราะหลาย ๆ ครั้งนั้น ภาพที่เห็นบนเวทีออกจะเบลอ ๆ และสับสนจากการพยายามสร้าง Action ที่มีรายละเอียดค่อนข้างเยอะจนกลายเป็น “รก” และเทียบเคียงยากอยู่เสียหน่อย
ตัวกฤษณะ พันธุ์เพ็งเองที่นอกจากจะกำกับ สร้างสรรค์แล้ว ก็ยังแสดงเป็นตัวละครเอกเองอีกด้วย และเราก็ต้องยอมรับว่าเขาเป็นคนที่แสดงละครเวทีแนวนี้ได้อย่างเจนจัดคนหนึ่ง จังหวะของการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ Beat ของการแสดงได้อย่างดี เช่นเดียวกับ วรัญญู อินทรกำแหง นักแสดง Partner ของเขาที่แม้จะมีสไตล์การแสดงที่แตกต่างกัน แต่ก็กลายเป็นเคมีที่เข้ากันได้อย่างดีบนเวที
ที่จะกินซีนที่สุดแม้จะออกมาน้อยที่สุดคือปานรัตน กริชชาญชัย ที่เราคงเห็นเธอบ่อยเหลือเกินกับละครเวทีวิกเล็ก ๆ แบบนี้ แต่ก็อย่างที่ประโยคแรกว่าเอาไว้ เพียงฉากไม่กี่ฉากที่เธอออกมาก็เรียกว่าเหมือนกับการสาดสีจัด ๆ ลงไปบนละครจนดูตื่นตาตื่นใจขึ้นมาทันที (โดยส่วนตัว ผมว่าเธอเป็นนักแสดงหญิงที่พูดบทตลกหน้าตายหรือแดกดันได้อย่างเจ็บแสบที่สุดคนหนึ่งเลยทีเดียว)
ผมพลิกมองสูจิบัตรที่เล่นเรื่องการวิ่งแข่งมาเป็น Key Visual (ก็ตามชื่อเรื่องนั่นแหละครับ) เอาล่ะ เมื่อละครเริ่มแสดง มันก็คล้าย ๆ กับผู้ชมเริ่มวิ่งออกจากจุดสตาร์ทแล้ววิ่งตามนักแสดงที่วิ่งน้ำหน้าเรา ลู่วิ่งครั้งนี้อาจจะมีทั้งทางตรง ทางเลี้ยว ทางอ้อม รวมไปทั้งการวนกลับมาจุดเดิมจนบางทีเราอาจจะสงสัยว่า “วิ่งตรง ๆ ไม่ได้หรือ” ก่อนที่จะเข้าเส้นชัยในตอนจบ แต่พอเราพักเหนื่อยที่เส้นชัยแล้วมองย้อนกลับไปตามทางที่เราวิ่งมา
มันก็เป็นการวิ่งที่โอเค มีสันสัน และไม่น่าเบื่อหน่ายเหมือนวิ่งทางตรงที่ทื่อและไร้รสชาตินี่นา

