// you’re reading...

Film Bite

Okuribito: Departure ~ งดงาม ปราณีต ในทุกรายละเอียด

สัปเหร่อ อาจจะเป็นอาชีพที่หลาย ๆ คนมองว่าน่าอดสู และไร้เกียรติ หากินกับความตาย รวมไปถึงเป็นอาชีพที่ไม่มีใครคิดจะทำ แบบเดียวกับที่ไดสุเกะ ตัวละครจาก Departure โดนตราหน้าไว้จากบรรดาญาติ ๆ ของผู้ตายที่มองไม่เห็นความสำคัญของคนที่เตรียมร่างของผู้ตายเพื่อนำสู่พิธีส่งวิญญาณ

แต่ถ้าเราทุกคนได้ดู Departure จนจบ เราก็จะพบความสวยงามอันละเมียดละไม รวมทั้งปรัชญาชีวิตลึกซึ้งระหว่างคนเป็นและคนตาย ผ่านสายตาของคนที่อยู่ใกล้ชิดกับคนตายเป็นอาชีพ

ในเริ่มเรื่องของ Departure นั้น ไดสุเกะ นักเชลโล่ผู้ตกอับจากการที่วงที่เขาสังกัดประกาศยุบวง จนต้องย้ายมาอยู่ที่บ้านเกิดพร้อมกับภรรยาและเริ่มต้นหางานใหม่ แต่ไม่รู้ว่าเคราะห์ดีหรือเคราะห์ร้ายที่ทำให้เขาได้ไปรับงานเป็นผู้ตกแต่งศพก่อนจะไปสู่พิธีการต่อไป

แน่นอนว่าช่วงแรกเราจะเห็นไดสุเกะกระอักกระอ่วนกับงาน และต้องทนปกปิดเป็นความลับไม่กล้าบอกใคร แม้ว่าสุดท้ายแล้วความลับก็ต้องถูกเปิดเผยในที่สุด และนั่นคือการหาคำตอบของตัวไดสุเกะว่าเขาจะยังทำงานนี้ต่อไปหรือไม่ และอะไรคือเหตุผลที่เขาควรจะทำงานนี้กันแน่

สิ่งที่น่าสนใจและน่าประทับใจมาก ๆ ของ Departure คือการเดินทางทางความคิดของตัวละครและความรู้สึก ที่ไม่ใช่แค่ตัวละครหลักเท่านั้น แต่รวมถึงคนรอบข้างไดสุเกะเอง และผู้ชมที่กำลังชมอยู่ด้วย

ต้องขอชื่นชมและยกย่องทีมงานที่เลือกนำพิธีที่ที่หลายคนอาจจะไม่รู้จักหรือมองข้าม นำกลับมาทำให้สวยงามและเชื่อมโยงกับปรัชญาของ “ชีวิต” ได้อย่างน่าละเมียดละไม ซึ่งไม่แปลกที่หลาย ๆ คนพร้อมใจจะต้องทึ่งและอึ้งกับพิธีกรรมนี้

จุดเชื่อมโยงที่สวยงามนี้คือการที่ตัวละครมีหน้าที่สร้าง “ชีวิต” ให้กับคนที่ได้ “เสียชีวิต” ไปแล้ว และนั่นเหมือนของขวัญชิ้นสุดท้ายที่คนเป็นจะทำให้กับคนตายได้ เพื่อจะรำลึกและอวยพรให้คนที่จากไปนั้น “เดินทาง” อย่างสงบ และก็คงเป็นโชคดีของไดสุเกะ (รวมถึงพวกเราที่ตามดูเขา) ที่เขาได้มีโอกาสเจอบริษัทที่เข้าใจและรู้สึกถึงหน้าที่นี้อย่างลึกซึ้ง

ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นความปราณีตอย่างสวยงามในพิธีกรรม ตั้งแต่การเปลี่ยนเสื้อผ้า การแต่งหน้า และการใส่จิตวิญญาณ ความตั้งใจ และความรัก ให้ร่างของผู้ที่จากไป

ในขณะเดียวกัน เมื่อไดสุเกะได้สัมผัส “ความงาม” และ “คุณค่า” ของสิ่งที่เขาได้ทำ นั่นทำให้เขาได้เลือกทางเลือกที่หลาย ๆ คนไม่เลือก และได้เรียนรู้คุณค่าของชีวิตมากมาย รวมถึงการได้พบความจริงในความรักของเขาและพ่อ ซึ่งได้หายจากไปตั้งแต่เขายังเด็ก

นอกจากเนื้อเรื่องและประเด็นแก่นของหนังที่ค่อนข้างจะสวยงามและน่าประทับใจแล้ว หนังยังได้ส่วนผสมที่ยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นแคสนักแสดงที่อาจจะไม่ใช่ดาราหน้าตาดีที่สุดของวงการหนังญี่ปุ่น แต่กลับถ่ายทอดบทบาทได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งนอกจากฝีมือการแสดงแล้วนั้น รูปลักษณ์ของนักแสดงก็ยังช่วยหนุนบทบาทที่พวกเขาได้รับอีกด้วย

อีกจุดที่ค่อนข้างจะโดดเด่นมาก ๆ คือบทเพลงโดย Joe Hisaishi ที่ขับกล่อมคนดูได้อย่างอยู่หมัดตลอดเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ (ถ้าใครไม่รู้จักว่าเขาคือใคร เขาคือคนทำเพลงขาประจำของ Gibli Studio นะครับ) เพลงบรรเลงแต่ละเพลงที่เลือกมานั้น แม้จะไม่มีความหมายบ่งบอกแน่ชัด แต่การเลือกใช้เสียงดนตรีเครื่องสาย โดยเฉพาะเชลโล่เป็นตัวหลักนั้น สอดคล้องและถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์

ในท้ายที่สุด ไดสุเกะก็ได้รับการยอมรับจากคนรอบข้างเมื่อได้เห็นความตั้งใจที่เขามีให้กับงาน และทำให้ตัวละครรอบข้างได้รู้ซึ้งถึงสิ่งที่ลึกซึ้งจากคนตาย

ความตายอาจจะไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่มันเหมือนจุดเริ่มต้นของการเดินทางไปสู่ที่แห่งใหม่ ผมจึงค่อนข้างประทับใจที่เหล่าคนที่ส่งผู้ตายในเรื่องมักพูดคำว่า “ขอบคุณนะ” “ไปดีมาดี” “แล้วเจอกันอีกนะ” เป็นคำลา ซึ่งนั่นเป็นคำพูดที่กินใจเอามาก ๆ

สำหรับผม Departure ถ่ายทอดความลึกซึ้งของความตาย และคนที่เกี่ยวข้องกับมันได้อย่างสวยงาม แม้จะมีความโศกเศร้าฉาบอยู่ที่ผิวหน้า แต่เมื่อเราก้าวผ่านความโศกเศร้าไปแล้ว มันเต็มไปด้วยความอิ่มเอิบและสวยงามอยู่จนเต็มหัวใจเลยทีเดียว

Share and Enjoy:
  • Print
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google Bookmarks
  • Blogplay
  • PDF
  • Twitter

Discussion

No comments for “Okuribito: Departure ~ งดงาม ปราณีต ในทุกรายละเอียด”

Post a comment