ถ้าใครเป็นแฟนละครบรอดเวย์ ก็น่าจะคุ้นหูกับชื่อ STOMP ซึ่งหนึ่งในโชว์สุดฮิตที่ปัจจุบันก็ยังมีการเปิดแสดงอยู่ โดยเป็นการแสดงประเภทที่เรียกว่า Music Performance กล่าวคือการแสดงที่มีสร้างเสียงดนตรีจากการเคาะ ตี ทุบ ฯลฯ สิ่งของต่าง ๆ จนกลายเป็นจังหวะเพลงต่าง ๆ นานา โดย STOMP ก็จะชัดเจนกับการสร้างดนตรีจากสิ่งที่คนเรียกกันว่า “ขยะ” ไม่ว่าจะเป็นถังขยะ ม๊อบถูพื้น ถังน้ำมัน ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่าการแสดงประเภทนี้ชนะใจคนทั้งโลกเพราะไม่ต้องมานั่งแปลภาษากัน เพียงแค่นั่ง “มอง” และ “ฟัง” ก็สนุกแล้ว
NANTA ก็เป็นการแสดงจากเกาหลีที่มีลักษณะคล้าย ๆ กัน แต่คราวนี้เปลี่ยนสถานที่จาก backyard กลายเป็น kitchen แทน แถมยังพ่วงด้วยการสร้างเรื่องราวสนุกสนาน วุ่นวายปนฮาในห้องครัว พ่วงด้วยการแสดงอื่น ๆ นอกจากเสียงเพียง ไม่ว่าจะเป็นมายากล Juggling รวมไปถึง กังฟู!!! (เอากับเขาสิ)
แน่นอนครับ ด้วยส่วนผสมที่มากมายหลายประการ NANTA ก็เลยกลายเป็นการแสดงที่เอาชนะใจคนทั้งโลกได้ไม่ยาก ดังจะเห็นได้จากการที่ตัวการแสดงเองไปมีโอกาสไปเยือนทั้ง Broadway และ Off-Broadway พ่วงด้วยรางวัลขวัญใจผู้ชมจาก Edinburgh Fringe Festival (ใครที่เป็นขาละครเวทีก็น่าจะรู้ดีว่าเทศกาลนี้นั้นจ๊าบแค่ไหน)
เรื่องราวของ NANTA เกิดในห้องครัวตามที่บอกไว้ เมื่อหลานของผู้จัดการร้านเข้ามาเป็นแจมขอเป็นกุ๊ก แถมร้านอาหารก็ดันจะมีงานแต่งงานซึ่งต้องมีอาหารมากมายต้องทำให้เสร็จภายในเวลาหกโมงเย็น ความวุ่นวายของเหล่าพ่อครัวแม่ครัวก็เริ่มขึ้นในการมะรุมมะตุ้มเร่งทำอาหารให้ทันในเวลา
แต่อย่าไปคาดหวังอะไรกับเรื่องราวข้างต้นมากนะครับ อันนั้นเป็นโครงเรื่องหลวม ๆ ที่ครอบ NANTA ไว้ ซึ่งผู้ชมก็ไม่ต้องไปใส่ใจอะไรนักเพราะความสนุกของการแสดงอยู่ที่การสร้างสีสัน เสียงเพลงครึกครื้น รวมทั้งการโชว์ความสามารถของนักแสดงที่พร้อมเพียงและตื่นตาตื่นใจอยู่เกือบหนึ่งชั่วโมงครึ่งของการแสดง
เอาล่ะ ถ้า STOMP หยิบของจากโรงเก็บรถหรือถังขยะมาทำเสียงดนตรี NANTA ก็หยิบบรรดาเครื่องครัวมาทำเสียงเพลงได้เช่นกัน แต่การจะโชว์แค่เอามีดหรือตะหลิวมาเคาะกันเฉย ๆ ก็ดูท่าทางจะธรรมดาไป การแสดงจึงต้องเอาอุปกรณ์ดังกล่าวมาผสมกับ “เครื่องปรุง” และ “อาหาร” ด้วย ไม่ว่าจะสับหั่นผัก แตกกวา หัวหอม ฯลฯ จนปลิวไปทั้งเวที และนั่นทำให้ภาพบนเวทีนั้นดูน่าตื่นตาตื่นใจกว่าการเห็นนักแสดงมาเคาะ ๆ ตึง ๆ ตัง ๆ เท่านั้น นอกจากนี้การแสดงก็ยังมีเสน่ห์ที่พยายามสร้างการมีส่วนร่วมกับคนดูอย่างไม่เคอะเขิน จนคนดูพร้อมใจจะเฮโลบ้าจี้เล่นตามนักแสดงกันอย่างสนุกสนาน
จุดหนึ่งที่ผมชอบคือการแสดงของ NANTA นั้นผสมอารมณ์ขันให้ฉาบอยู่เหนือคำว่า “จริงจัง” จึงทำให้การแสดงดูเพลิน ไม่อึดอัดแม้ความเป็นจริงแล้วนักแสดงนั้นทุ่มเทสุดกำลังกายก็ตาม ท่วงท่าการเคลื่อนไหวต่าง ๆ นั้นดูพลิ้วไหวราวกับเป็นการเต้นรำสนุก ๆ โดยมีเบื้องหลังเป็นดนตรีป๊อปร็อคที่บรรเลงสร้างจังหวะไปเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันก็มีการสอดแทรกมุกตลกขำขันเรียกเสียงหัวเราะได้อยู่เนือง ๆ (แต่อย่าไปคิดว่ามันจะขำแบบทุกนาทีนะครับ ไอ้ที่เห็นในทีวีนั่นคือมุกเด็ด ๆ ที่เขาคัดมาให้ชมแล้วล่ะฮะ)
นอกจากนี้ NANTA ยังใช้เทคนิคแสง เสียงกระหน่ำให้การแสดงดูเร้าใจอยู่ตลอด อาจจะเพราะละครชัดเจนในการเป็น “โชว์” มากกว่าจะเป็น “ละคร” จึงไม่แปลกที่เทคนิคต่าง ๆ ในละครเรื่องนี้จะดูคล้ายคอนเสิร์ตอยู่มากโข
อย่างไรก็ตาม ผมก็รู้สึกตะขิดตะขวงอยู่บ้างตลอดเวลาที่ดู NANTA โดยแม้ว่าการแสดงจะสนุกและเรียกรอยยิ้มจากผมอยู่ตลอด แต่ด้วยขนาดของ Paragon Hall ที่ค่อนข้างใหญ่และมี space ที่มากนั้น ทำให้ผมไม่รู้สึกร่วมกับมันไปอย่างเต็มที่นัก ภายหลังได้ทราบจากคนรู้จักที่เจอกันในงานว่าโรงละคร NANTA จริง ๆ นั้นมีขนาดเล็กกว่านี้มาก ทำให้ผู้ชมทุกคนรู้สึกร่วมกับการแสดงมากกว่าแทนที่จะต้องแหงนมองจอ Projector ที่อยู่ข้างเวทีเนื่องจากเวทีอยู่ห่างออกไปเหลือเกิน (แต่ก็เข้าใจได้ว่าทาง BEC Tero และ Singha นั้นลงทุนไปเยอะ การจะทำโชว์ในโรงละครจุคนแค่สองร้อยสามร้อยคนนั้นคงเจ๊งไม่เป็นท่าแน่)
โดยส่วนตัวผมแล้ว ไม่น่าแปลกใจว่าทำไม NANTA ถึงดังมากจนถูกยกเป็นหนึ่งในสิ่งขึ้นชื่อของเกาหลีตลอดจนการทัวร์ในต่างประเทศ ผมมองคำโปรยที่บอกว่ามันคือการแสดงที่ทำให้โลกยิ้มได้
ใช่ครับ มันอาจจะไม่ทำให้คุณขำตกเก้าอี้ หรือหัวเราะร่วน แต่มันทำให้คุณยิ้มและสนุกกับมันได้ตลอดจริง ๆ เลยล่ะ





Recent Comments