ย้อนกลับไปเมื่อสัก 5 ปีที่แล้ว ถ้าใครติดตามหนังญี่ปุ่นก็จะเจอหนังเรื่องหนึ่งที่ค่อนข้างจะแหวกแนวแถมสุดขั้นด้าน CG เหลือเกิน นั่นก็คือ Casshern ซึ่งแม้ว่าเสียงวิจารณ์อาจจะไม่ค่อยดีเท่าไร แต่หนึ่งในสิ่งที่คอหนังที่ได้ชมไปมักบอกเสียงเดียวกันว่าเป็นหนังที่เท่ห์และล้ำจินตนาการมาก ๆ
แน่นอนว่าเมื่อ Kazuaki Kiriya กลับมาอีกครั้งในปี 2009 งานของเขา GOEMON ก็ไม่ทิ้งกลิ่นอายเดิม ๆ ไม่ว่าการใช้ CG แบบสุดขั้วเพื่อสร้าง Visual แบบ Extreme สุด ๆ และการกำักับคิวบู๊และฉากแอ็คชั่นที่ทำให้ Casshern กลายเป็นเด็ก ๆ ไปเลยทีเดียว
เนื่อเรื่องของ GOEMON ว่าด้วยเรื่องราวที่อิงจากตำนานและประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น เกี่ยวกับจอมโจร อิชิกาวะ โกเอมอน ที่ขโมยทรัพย์สมบัติของเศรษฐีเอาไปแจกคนยากจน พร้อมกับนิสัยระห่ำ ๆ แย่ ๆ ประเภท Bad Hero จนกระทั่งวันหนึ่ง การขโมยของในคลังสมบัติเศรษฐีนั้นนำไปสู่การพบความลับที่ยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์การลอบสังหาร โอดะ โนบุนากะ รวมถึงการขึ้นครองอำนาจของโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ
แน่นอนว่าการล่วงรู้ความลับนี้ทำให้โกเอมอนต้องเข้าไปอยู่ในวังวนความวุ่นวาย ไม่ว่าจะการเจอนินจา “ไซโซ่” ตามแย่งชิงสิ่งที่โกเอมอนครอบครอง การแย่งชิงอำนาจของเหล่าขุนนาง จนไปถึงการเปิดเผยอดีตต่าง ๆ ที่เป็นปริศนาของตัวเขาเอง และนำไปสู่โศกนาฏกรรมในที่สุด
ในส่วนเนื้อเรื่องและ Theme นั้น Goemon ก็ยังมีกลิ่นอายคล้ายกับ Casshern อยู่ไม่น้อย เกี่ยวกับความโศกเศร้าและความสูญเสียของเหล่าตัวละครที่ได้รับผลจากสงครามและการเข่นฆ่า และตัวละครเอกก็ต้องอยู่ระหว่างความถูกต้องและความต้องการทางจิตใจ (ซึ่งนี่จะคล้ายกับแนวคิดเรื่อง Giri กับ Ninjo ของคาบูกิอยู่กลาย ๆ) และท้ายที่สุด Goemon ก็บอกในตอนจบว่่าสงครามและการแย่งชิงอำนาจนั้นมีแต่การสร้างความสุญเสียไม่รู้จักจบสิ้น
ถ้าว่ากันโดยเนื้อบทแล้ว Goemon น่าจะไม่ถูกใจคนที่ไม่ค่อยรู้ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเสียเท่าไร เพราะอาจจะขาดความต่อเนื่อง และสับสนกับช่องว่างของบทที่มีอยู่พอสมควร แต่ถ้าใครที่รู้จักประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นหรือคุ้น ๆ ชื่อตัวละครที่มีตั้งแต่ ซาสุเกะ ซารุโทบิ ฮัตโตริ ฮันโซ โตกุกาวะ อิเอยาสุ ฯลฯ ก็น่าจะรู้สึกสนุกไปกับเรื่องได้ไม่ยาก (ถึงแม้ว่าประวัติศาสตร์อาจจะเพี้ยน ๆ ไปบ้างก็เถอะนะ) ในขณะเดียวกัน Goemon ก็แก้ไขจุดอ่อนเรื่องบทที่อ่อนยวบสมัย Casshern ไปมากพอสมควร แต่ก็ยังคงต้องพึ่งพาการเล่าด้วยภาพเสียส่วนใหญ่เช่นเดิม
ส่วนเรื่องภาพนั้่น ต้องยอมรับว่าเป็นการระดมทำ CG ที่บ้าสุดขั้วเลยจริง ๆ และเราอาจจะต้องยอมรับว่านี่เป็นแนวทางการทำ CG ที่ไม่เหมือนกับหนังเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่พยายามทำ CG ให้เหมือนจริง ก็เอาแบบเป็นแฟนตาซีหลุดโลกจินตนาการไปเลย ในขณะที่ Goemon จะกึ่ง ๆ ผสานทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน ถ้าจะยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็ต้งองบอกว่าเหมือนเรากำลังอยู่ในโลกของเกม Final Fantasy เสียด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะฉากบ้านเมือง ปราสาทต่าง ๆ นั้น ก็ล้วนมีเค้าโครงความจริง รวมทั้งการออกแบบแบบญี่ปุ่นอยู่ แต่ในขณะเดียวกัน ทีมงานออกแบบก็ต่อเติมจนกลายเป็นภาพ CG ที่ราวกับเราอยู่ในโลกความฝันหรือเกมคอมพิวเตอร์อะไรอย่างนั้น และนี่น่าจะเป็นจุดขายอีกจุดหนึ่งที่หลายคนยอมตีตั๋วเข้าไปดู Goemon กัน
อีกอย่างที่หนังทำได้แบบหลุดโลกพอ ๆ กันคือฉาก Action ที่เรียกว่าได้กลิ่นอายของเกมคอมพิวเตอร์มาเต็ม ๆ ทั้งคิวบู๊ที่อัศจรรย์ แต่ไว้ลายความเท่ห์ของตัวละครและมุมกล้อง และที่สำคัญคือการใส่ “ความเวอร์” ลงไปในฉากแอคชั่นแบบไม่ต้องเกรงใจคนดู ประเภทพระเอกคนเดียวลุยทั้งกองทัพอะไรแบบนั้น ซึ่งแม้ว่ามันจะออกค่อนข้างเวอร์เกินจริงแบบสุด ๆ แต่เราก็พร้อมจะพูดว่า “เออ แม่งมันส์ว่ะ”
สำหรับผม โกเอมอนเป็นหนังที่ช้ัดเจนและโดดเด่นมากเรื่องการออกแบบ ที่ตั้งแต่เสื้อผ้า ฉาก CG คิวบู๊ และมุมกล้อง ฯลฯ แม้ว่าบทอาจจะยังมีจุดบกพร่้องอยู่บ้าง แต่ก็พอกลืน ๆ ไปได้อยู่บ้าง และทำให้เวลา 2 ชั่วโมงกว่า ๆ นั้นดูไม่น่าเบื่อเลยแม้แต่น้อย และยิ่งถ้าใครชื่นชอบดาราญี่ปุ่นเป็นพิเศษล่ะก็ เรื่องนี้ขนดารามาเพียบเช่นกัน (แม้จะเป็นดารารุ่นเก๋าเสียส่วนใหญ่ก็ตาม)
โดยส่วนตัว ผมว่านี่เป็นหนังที่ “เท่ห์ฉิบหาย” เลยล่ะ





Recent Comments