สมัยเด็ก ๆ ก่อนที่ผู้เขียนจะได้มีโอกาสเรียนศิลปะ ผู้เขียนเคยสงสัยว่าหนังที่ได้ออสการ์นั้นต่างจากหนังทั่ว ๆ ไปอย่างไร ทำไมเขาถึงเรียกว่า “ดี” และ “ยอดเยี่ยม” แน่นอนว่าด้วยความรู้และประสบการณ์ที่น้อยนิดสมัยนั้นก็เลยทำให้ไม่สามารถแยกความต่างออกได้
จนกระทั่งเมื่อโตขึ้น ได้มีโอกาสสัมผัสงานศิลปะต่าง ๆ ได้ดูหนังดูละครที่มากขึ้น ทั้งประเภทที่เขาเรียกว่า “ดี” จนไปถึงที่เขาเรียกว่า “เลว” และเพราะยิ่งดูมากเท่าไร การเปรียบเทียบและการมองเห็นคุณค่าของศิลปะก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมไปถึงการโต้เถียงมากมายทั้งกับตัวเองและศิลปินคนอื่นว่าความสามารถของศิลปะนั้นอยู่ที่ตรงไหน ก่อนจะพบว่าศิลปะนอกจากจะ “บันเทิง” ให้กับตัวคนเสพมันแล้วนั้น ยังสามารถสร้างความงดงามในเชิงศิลป์ได้อีกด้วย
และแม่นาค เดอะมิวสิคคัลของ Dreambox ก็ทำให้ผมเห็นถึงจุด ๆ นั้นได้อย่างยอดเยี่ยม คุ้มค่ากับการรอคอยนับตั้งแต่การแถลงข่าวเมื่อสองปีที่แล้ว
เรื่องราวของแม่นาคพระโขนงนั้น อาจจะเป็นเรื่องราวที่มีการบอกเล่าต่อ ๆ กันมาเรื่อย ๆ ตามประสาคนไทย มีการนำไปทำเป็นภาพยนต์ ละคร ครั้งแล้วครั้งเล่า จนกลายเป็นแบบฉบับแทบจะตายตัว ประเภทนางนาคตายทั้งกลม เป็นผีหลอกหลอน โกรธแค้นชาวบ้านที่กีดกั้นความรักของเธอกับพ่อมาก จนสุดท้ายโดนหมอผีจับใส่หม้อ ซึ่งแน่นอนว่ามันก็กลายเป็นภาพจำที่เราคนไทยติดตาหรืออยู่ในซีกสมองข้างหนึ่งไปเรียบร้อยแล้วและยากที่จะไปบิดพริ้วมัน
แต่การหยิบเรื่องแม่นาคมาตีความใหม่ ในมุมมองที่แตกต่างออกไปสำหรับโปรดักชั่นของ Dreambox นั้น กลับกลายเป็นการสร้างรูปลักษณ์ใหม่ของแม่นาคที่แตกต่างจากภาพจำที่เรามีต่อเธอไว้อย่างสิ้นเชิง และทำให้แม่นาคในเวอร์ชั่นนี้กลายเป็น “มนุษย์” มากกว่า “ผี” ด้วยซ้ำไป
สิ่งที่สร้างความสมบูรณ์ของการตีความครั้งนี้ได้คือการเรียบเรียงบทและเติมรายละเอียดให้กับเรื่องราวที่ครั้งหนึ่งเคยเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง ฉะนั้นเมื่อคนเราเชื่อกันว่าเป็นเรื่องจริง ทุกอย่างย่อมมีที่มาที่ไปตามครรลองของโลก และนั่นทำให้แม่นาค เดอะมิวสิคคัลจึงลงรายละเอียดและเติมเต็ม “เนื้อเรื่องที่หายไป” โดยเริ่มเรื่องตั้งแต่เหตุการณ์แม่นาคและพ่อมากหนีตามกันมาจากอยุธยา การที่แม่นาคผันชีวิตจากลูกขุนนางกลายเป็นหญิงชาวบ้าน ถูกดูถูกและเหยียดหยามจากการเป็นลูกผู้ดีที่ทำอะไรไม่เป็นจนพ่อมากทนเห็นเมียถูกรังแกไม่ไหว ต้องย้ายไปอยู่ที่เรือนริมน้ำ เหตุการณ์ต่อเนื่องไปจนพ่อมากต้องถูกเกณฑ์ทหาร นางนาคเจ็บท้องคลอดและตายทั้งกลม แต่เธอกลับไม่ยอมไปสู่สุขคติและรอคอยการกลับมาของสามี (ขออนุญาติเล่าถึงตรงนี้ เพราะส่วนที่เหลือของเรื่องนั้นหากเล่าไป จะทำให้หมดอรรถรสในการคาดเดาเรื่องราวของแม่นาคเวอร์ชั่นนี้อย่างยิ่ง)
การเติมเต็มรายละเอียดต่าง ๆ นี้ อาจจะดู ”เยอะ” และ “มากเกินจำเป็น” สำหรับคนที่มีภาพจำและปักใจกับเรื่องแม่นาคพระโขนงเดิม ๆ แต่ในมุมมองที่กลับกัน รายละเอียดเหล่านี้คือสิ่งที่เป็นส่วนสำคัญอย่างมากสำหรับการเล่าเรื่องให้กับผู้ที่ไม่เคยทราบหรือรู้เรื่องราวของแม่นาคมาก่อน เพราะนั่นทำให้ตัวละครแม่นาค พ่อมาก รวมถึงตัวละครอื่น ๆ นั้น เช่นสายหยุดที่ปรกติเป็นเพียงแค่ตัวประกอบ กลับเต็มไปด้วยความสำคัญและเป็น “มนุษย์” ที่มีเบื้องลึกเบื้องหลังจากการกระทำต่าง ๆ หาใช่เพียงการบอกเล่าปาว ๆ ไม่ และนั่นก็ทำให้การเล่าเรื่องของแม่นาคเวอร์ชั่นนี้มีความจริงของเรื่องอยู่อย่างหนักแน่น ประเภทที่หากตัดฉากใดฉากหนึ่งออกไป ก็จะทำให้ละครกลายเป็นลักษณะเออออห่อหมกรวบรัดไปเท่านั้น
ในอีกมุมมองหนึ่งแล้ว การเขียนบทลักษณะเช่นนี้คือการให้ละครเป็นตัวบอกเล่าเรื่องทั้งหมดโดยไม่มีการแอบอิงหรือหมกเม็ดเนื้อหาไว้โดยคาดเดาเอาว่าผู้ชม “คงจะทราบกันดีอยู่แล้ว” ซึ่งนั่นจะกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ละครเสียน้ำหนักของความน่าเชื่อถือไปอย่างมาก
นอกจากการลงลึกในด้านรายละเอียดของเรื่องราวและการลำดับเหตุการณ์ตลอดจนขนบธรรมเนียมและค่านิยมต่าง ๆ แล้วนั้น สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ผู้เขียนบทเจาะลึกลงไปคือความจริงระดับจิตใจของตัวละครต่าง ๆ ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากการให้ความสำคัญกับเหตุผลและการปูที่มาที่ไปของวิญญาณแม่นาคดั่งในฉากเพลงเรือมรณา (ซึ่งน่าจะเป็นหนึ่งในฉากที่หลาย ๆ คนประทับใจมากที่สุดฉากหนึ่งเช่นกัน) ว่าการต่อสู้ทางจิตใจระหว่างการไปสู่สุขคติและการยึดติดกับทางโลกนั้นมันลึกและละเอียดอ่อนไหวในจิตใจของแม่นาคแค่ไหน
ความจริงและประเด็นอย่างหนึ่งที่ถูกนำเสนอและเปลี่ยนแปลงไปจากสิ่งที่เราคุ้นกันคือความคิดที่ว่า “คนน่ากลัวกว่าผี” และแม่นาคเวอร์ชั่นนี้ก็นำเสนอประเด็นนี้ได้ลึกซึ้ง เพราะเรามักตั้งภาพผีแม่นาคว่าเป็นวิญญาณ์ที่มีความน่ากลัวพร้อมกับพฤติกรรมหักคอคนที่นางโกรธแค้น แต่ในละครเรื่องนี้เรากลับจะพบมุมมองอีกมุมมองหนึ่งซึ่งเปลี่ยนความคิดเราแทบทั้งหมด โดยละครกลับชี้ให้เราเห็นว่าแม่นาคไม่ได้ทำร้ายใคร มีแต่คนเป็นนั่นแหละที่ทำร้ายแม่นาคด้วยสิ่งที่เรียกว่า “คำพูด” และ “การล่ำลือจากสิ่งที่ไม่ได้้เห็น”
สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ทำให้บทละครรวมถึงบทเพลงของแม่นาคเดอะมิวสิคคัลสามารถสื่อสารกับคนดูได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น คือการเข้าใจหน้าที่และลักษณะของเพลงในละครมิวสิคคัลว่าเป็นมากกว่าการสร้างเพลงที่ไพเราะติดหูคนดู แต่กลับต้องสื่อสารเรื่องราวและจิตใจของตัวละครออกมาเปรียบเสมือนการพูดด้วยคำพูดปรกติแต่อยู่ในอีกระดับหนึ่ง
ดารกา วงศ์ศิริ อาจจะนับเป็นนักเขียนบทละครเวทีที่มีฝืมือดีที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทยในเวลานี้อันเห็นได้จากผลงานที่เราเห็นตรงหน้า การกลั่นกรองและตกผลึกทางความคิดจนสามารถลงลึกไปในทุกประเด็นและรายละเอียดต่าง ๆ ของบทละครนั้นแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างผลงานศิลปะที่เหนือชั้นกว่าสิ่งที่เราเห็นจากละครโทรทัศน์ทั่ว ๆ ไปจนถึงละครเวทีที่มีให้เห็นในปัจจุบัน นอกจากนี้แล้ว บทละครที่รังสรรค์ขึ้นมานั้นนอกจากจะโดดเด่นทั้งด้านการตีความและลำดับเรื่องราวแล้ว ยังมีความสวยงามทั้งด้านภาษาและการเลือกใช้บริบทต่าง ๆ เพื่อเทียบเคียงเป็นเชิงสัญลักษณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม นั่นทำให้บทละครมีความ “ลึก” ในตัวบทมากและตีความได้หลายชั้นของความคิด
นั่นจึงทำให้เราเห็นได้ว่านักเขียนบทละครไม่ใช่ทำหน้าที่เพียง “เล่าเรื่อง” ให้กับคนดูเพียงแค่ “รู้เรื่อง” เท่านั้น หากแต่พวกเขาควรจะสามารถผสมผสานองค์ความคิดให้เข้าไป รวมทั้งกลั่นกรองข้อมูลที่มีอยู่ก่อนจะนำเสนอมันออกมาอย่างมี “ศิลป์” อีกเพื่อให้มันนำพาคนดูไปสัมผัสกับสิ่งที่แฝงอยู่ในความบันเทิงตรงหน้า
และด้วยการที่ละครเรื่องนี้เป็นละครเพลง “ทั้งเรื่อง” หรืออย่างที่มีการอธิบายว่าเป็นประเภท Sung Through Musical กล่าวคือบทพูดเกือบทั้งหมดจะมีการลงทำนองดนตรีไว้ตลอดจนต่อยอดกลายเป็นบทเพลงสำคัญ ๆ ในแต่ละฉาก องค์ประกอบดนตรีจึงกลายเป็นส่วนผสมที่ขาดตกบกพร่องไม่ได้เลย ซึ่งการประพันธ์ทำนองจาก ไกวัล กุลวัฒนโนทัย พลรักษ์ โอชกะ สุธีแสงเสรีชน ก็ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมไม่น้อยหน้าบทละคร เพราะนอกจากจะผสมผสานกับบทละครจนกลายเป็นเนื้อเดียว มีความเป็นเอกภาพแล้วนั้น ทำนองของดนตรีต่าง ๆ ยังคล้องกับบรรยากาศของเรื่อง ไม่ว่าจะมีกลิ่นอายของความเป็นไทยดังการใช้เครื่องดนตรีไทยร่วมกับเครื่องดนตรีตะวันตก รวมถึงการสร้างโทนในแต่ละฉากได้เป็นอย่างดีเช่นเสียงเครื่องสายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นไวโอลิน หรือเชลโล่ที่สร้างความโหยหวนในฉากที่ดูเศร้าหมองและหวลหาถึงคนรักระหว่างแม่นาคกับพ่อมาก
นั่นทำให้ดนตรีของแม่นาคพระโขนงมีเอกลักษณ์ที่ลงตัวกับเนื้อเรื่องอย่างมาก เพราะไม่เพียงจะมีความไพเราะเสนาะหูแล้วยังไม่กระโดดออกมาจนกลายเป็นสิ่งที่ข้ามหน้าข้ามตาส่วนสำคัญของละครนั่นก็คือ “เรื่อง” เลย
ความเป็นเอกภาพในการสร้างงานนี้ยังคงส่งต่อไปยังการออกแบบอื่น ๆ ทั้งด้านฉาก แสงเสียง และเครื่องแต่งกายอีกด้วย แม้ว่าโรงละคร M Theatre นั้นจะมีข้อจำกัดหลาย ๆ อย่าง แต่การเลือกใช้และการส่งเสริมซึ่งกันและกันระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ทำให้งานออกแบบดูกลมกลืมกับเรื่อง อย่างเช่นฉากที่แม้จะไม่เหมือนจริง แต่ก็มี “ความจริง” ของโลกละครอยู่ในฐานะของที่ “เสมือนจริง” และเป็น “นัยยะ” ได้ ซึ่งก็ทำให้ฉากเป็นเครื่องมือที่พอเหมาะพอดีของการบอกเล่าสถานที่รวมถึงการดำเนินเรื่อง เช่นเดียวกับการออกแบบแสงที่สอดคล้องและช่วยเสริมให้ฉากที่ถูกสร้างมานั้น “แนบเนียน” ไปกับบรรยากาศของเรื่อง
เทคนิคพิเศษอาจจะเป็นจุดหนึ่งที่ผู้ชมหลายคนรอติดตาม เนื่องจากหลาย ๆ อิทธิฤทธิ์และความเป็นวิญญาณของแม่นาคน่าจะทำอะไรได้มากกว่ายืนพูดเหมือนคนปรกติ ซึ่งในละครเรื่องนี้ก็มีการใช้เทคนิคต่าง ๆ ในการสร้างความ “เหนือจริง” ของแม่นาคให้เกิดขึ้น เช่นลอยตัวตามลักษณะของการเป็นวิญญาณ อย่างไรก็ตาม เทคนิคพิเศษนี้ไม่ได้เป็นไฮไลท์ของละครแต่อย่างใด หากแต่เป็นไปตามครรลองของเรื่องและดูกลมกลืนไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นในฉาก
จุดหนึ่งที่น่าสนใจคือการคุมโทนในการออกแบบโดยมีการลงรายละเอียดของความคิดค่อนข้างมาก แม้ว่าองค์ประกอบศิลป์ของละครจะไม่ดูโดดเด่น ตื่นตาตื่นใจ แต่ถ้าพิจารณาลงไปในพื้นฐานความจริง ก็จะพบว่ามันมีเหตุผลซ้อนอยู่ในการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นโทนสี วัสดุของเครื่องแต่งกาย ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นรายละเอียดที่ถ้าผู้ชมเก็บเอามาคิดก็จะพบว่ามันมีนัยยะต่าง ๆ เช่นขนบธรรมเนียม สัญลักษณ์ ฯลฯ
ในด้านการแสดงนั้น ต้องยอมรับว่า สุวรรณดี จักราวรวุธ ซึ่งผ่านงานละครเวทีกับ Dreambox มานานก็ยังคงรักษามาตราฐานฝีมือในการจัดการนักแสดงบนเวทีไว้ได้อย่างดี เราจะเห็นว่าโดยรวมของการแสดงนั้นดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวและมีความโดดเด่นในตัวมันเองของแต่ละฉาก ไม่ว่าจะเป็นฉากของตัวแสดงหลัก หรือฉากของเหล่าหมู่มวลชาวบ้าน ถึงก็ไม่ได้มีน้ำหนักของส่วนไหนที่จะขาดเกินหรือผิดแปลกไป อาจจะมีเพียงแค่แอ็คติ้งเพื่อถ่ายทอดการตีความของนักแสดงในบางช่วงนั้นอาจจะยังไม่ลึกซึ้งหรือหนักแน่นเมื่อเทียบกับเพลงและเสียงร้องที่ออกมา
แม้ว่า น้ำมนต์ ธีรนัยน์ ณ หนองคาย จะไม่ได้เป็นดาราชั้นแนวหน้าในวงการ แต่ความสามารถในการเล่นละครร้องนั้น ต้องยอมรับเธอเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่โดดเด่นในประเทศไทย เสียงร้องของเธอต้องยอมรับว่าตรึงผู้ชมให้อึ้งกับบทเพลงที่เธอถ่ายทอดออกมาได้อย่างไม่ยากเย็น ในขณะเดียวกัน ความสามารถทางด้านการแสดงของเธอก็เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับครั้งที่เราเห็นเธอในบทอังศุมาลินใน “คู่กรรม เดอะมิวสิคคัล” ซึ่งนั่นทำให้เธอถ่ายทอดตัวละครแม่นาคออกมาได้ดีสมกับที่เสียงปรบมือที่ดังที่สนั่นพร้อมกับผู้ชมหลายคนที่เลือกจะลุกขึ้นยืนปรบมือให้้
น็อต วรฤทธิ์ เฟื่องอารมย์ อาจจะไม่ได้โดดเด่นในด้านของเสียงร้องเมื่อเทียบกับนักแสดงหลักคนอื่น ๆ แถมเมื่อต้องรับบทหนัก ๆ อย่างพ่อมาก จึงมีบางครั้งที่เขาเหมือนจะโดนกลบอยู่ แต่ข้อดีของเขาคือการแสดงได้อย่างมีพลังในฉากสำคัญ ๆ และทำให้พ่อมากเวอร์ชั่นนี้ยังพอฟัดพอเหวี่ยงกับแม่นากได้อยู่
มณีนุช เสมรสุตกับนรินทร ณ บางช้างก็เล่นบทของแม่เหมือน และป้าแก่ได้อย่างน่าประทับใจไม่แพ้กัน ทั้งนี้เพราะความสามารถในการร้องเพลงของทั้งสองคนก็มากด้วยฝืมืออยู่แล้ว ทำให้เพลงในบทของพวกเธอจึงถูกถ่ายทอดออกมาอย่างมีพลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนรินทร ณ บางช้างที่ดูจะโดดเด่นเป็นพิเศษในด้านการแสดงที่เสริมเข้ามาอีกมาโข
ที่น่าตกใจคือพัฒนาการของณัฏฐพัชร วิพัธครตระกูลที่ทำให้เราลืมภาพเธอจากสาวน้อยน่ารักบนเวทีประกวดร้องเพลง กลายเป็นสาวหยุด หญิงสาวที่แอบรักพ่อมากและต้องทนทุกข์กับความรู้สึกของตัวเองที่มีตั้งโกรธแค้นและเศร้าเสียใจ ความสามารถทางด้านการร้องเพลงนั้นอาจจะเป็นที่ยอมรับในเวทีประกวด แต่โดยส่วนตัวของผู้เขียนแล้ว การที่เธอรับบทนี้ในละครเวทีนั้นทำให้เราเห็นความสามารถแท้ ๆ ของเธอมากกว่าเยอะ และคงจะดีมากถ้าอนาคตเราจะเห็นเธอได้พัฒนาความสามารถและกลายเป็นนักแสดงละครเวทีดี ๆ อีกคนของวงการ
ส่วนรัดเกล้า อามระดิษนั้น แม้จะออกมาเพียงไม่กี่ฉาก เสียงร้องของเธอที่เป็นที่กล่าวขวัญกันในวงการเพลงประกอบกับความสามารถทางการแสดงของเธอก็ทำให้บทแม่ทองคำ แม่ของนางนาคที่เป็นตัวละครที่สร้างขึ้นใหม่กลายเป็นตัวละครที่เราอยากให้เห็นกันบ่อยเกินกว่าที่บทให้มาเสียอีก
สำหรับนักแสดงสมทบอื่น ไม่ว่าจะเป็นเด๋อ ดอกสะเดา ญาณี ตราโมท ต่อตระกูล จันทิมานั้น อาจจะไม่ได้รับบทสำคัญกับเรื่องมากเท่าตัวละครอื่น ๆ แต่พวกเขาก็ทำหน้าที่ส่วนของเขาได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เฉกเช่นเดียวกับเหล่านักแสดงหมู่มวลที่เรียกกันว่าทั้งร้องและเล่นกันอย่าง “เต็มที่” ไม่ให้น้อยหน้านักแสดงที่เป็นตัวละครหลักเลย โดยที่หลาย ๆ ครั้งเราอาจจะต้องทึ่งกับเสียงร้องของนักแสดงที่เป็นหลาย ๆ คนมองเป็นแค่ “ตัวประกอบ” ด้วยซ้ำไป
ในรอบคืนวันที่ 3 กรกฏาคม ซึ่งเป็นรอบแรกของการแสดงที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าไปชมนั้น ละครยังมีเหตุติด ๆ ขัด ๆ หลายครั้ง รวมทั้งข้อผิดพลาดบางประการ ซึ่งนี่น่าจะเป็นสิ่งที่ติติงไปถึงทีมงานที่อาจจะต้องมีการซักซ้อมและปรับปรุงกันต่อไป แม้อาจจะเข้าใจได้ว่าการเตรียมการด้านสถานที่มีความจำกัด แต่สิ่งเหล่านี้ก็ควรมีการซักซ้อมให้แน่นอนแม่นยำ เพราะบางอย่างก็เกินเลยไปเช่นการหลุดคิวเสียงของทีมงานหลังฉาก หรือคิวไฟที่ยังมีผิด
โดยส่วนตัว แม่นาค เดอะมิวสิคคัล เป็นงานละครที่มีการใช้ความคิดและจินตนาการในการสร้างสรรค์ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในส่วนของบทละครซึ่งผู้เขียนชื่นชอบมากเป็นพิเศษ ในขณะเดียวกันองค์ประกอบอื่น ๆ ก็ผ่านกระบวนการออกแบบและรังสรรค์อย่างมีชั้นเชิง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนประกอบของละครเวทีที่ดี มีคุณภาพทั้งด้านความบันเทิง และด้านคุณค่าของศิลปะ สามารถนำมาพิจารณาได้ทั้งการมองแบบผิวเผินหรือเสพอย่างลึกซึ้ง และคงจะน่าเสียดายมากถ้าคนที่ชื่นชอบละครเวทีจะพลาดการชมงานละครเรื่องนี้




