Written by doo_wop_boy
เมื่อคืนวาน (4 ก.ค.) ได้ชม “แม่นาค เดอะ มิวสิคัล” สมกับที่ตั้งตารอมาช้านานเสียที เขียนพียงเท่านี้ก็คงพอทราบแล้วว่าผมรู้สึกอย่างไรกับละครเพลงเรื่องนี้…ฉบับนี้…
กระนั้น ในฉากเปิดก็อดมีเหตุอันน่าหงุดหงิดมิใช่น้อยเข้าจนได้ มิได้เกิดจากการแสดงแต่อย่างใด แต่เกิดจากเหล่าผู้ชมที่ยังคงเดินขวักไขว่ไปมา ก่อให้เกิดรูปเงาดำๆ น่ารำคาญตาพาดผ่านอยู่รอบกาย ชวนให้นึกฉุนน้องๆ พนักงานเดินตั๋วที่ปล่อยให้เดินกันพล่านทั้งที่ละครเริ่มแล้ว อันที่จริงน่าจะทำแบบโรงละครรัชดาลัย คือ จะมาสายด้วยเหตุจำเป็นอันใดก็ตามแต่ ผู้ชมที่กำลังเพลิดเพลินกับละคร…โดยเฉพาะอย่างยิ่ง…ฉากเปิดเรื่อง ไม่ควรจะต้องมารับผลพวงเหล่านั้น หากมาสาย ก็จงยืนดูอยู่ด้านหลังต่อไปอย่างอดทนเถิด ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนฉากแล้วค่อยสืบเท้าเข้าไปนั่ง ณ แห่งที่ของตน หรือไม่อย่างนั้นก็ประกาศที่หน้าโรงเสียเลยว่าเมื่อละครเริ่มแล้ว จะไม่อนุญาตให้เดินเข้าโรงได้ตามใจชอบ ด้วยเหตุนี้เองคิ้วผมถึงได้ขมวดมุ่น ปากก็ขมุบขมิบท่องบริกรรมคาถากะให้เงาดำที่ไม่ตรงต่อเวลาและไร้มารยาทเหล่านั้นมีอันต้องสะดุดล้มหน้าคว่ำคะมำหงายพอให้สาแก่ใจเล่นๆ แถมยังไพล่นึกเลยเถิดไปด้วยซ้ำว่า ถ้าเสกปืนอาบยาสลบประเภทที่ใช้ยิงเสือสิงห์ตลอดจนช้างตกมันในตอนนั้นมาได้ละก็ คงจะดีไม่น้อย จะได้กราดยิงเงาดำให้หยุดเคลื่อนไหวไสลสลบ หมดปัญญาจะเดินพล่าน ตัดโอกาสสร้างความรำคาญให้เหลือแค่ศูนย์! แต่ก็…เอาเถอะ จินตนาการก็คือจินตนาการละครับ ทำไงได้ เฮ้อ!
ละครเวทีแบบนี้ละครับที่ถูกจริตผม ต้องยกคุณความดีให้กับคุณดารกา ที่เขียนบทมาได้อย่างฉลาด แยบยล มีที่มาที่ไป ไม่ซ้ำซาก เปิดมุมมองใหม่ๆ ให้เรื่องเก่าๆ ได้อย่างน่าสนใจ บทละครที่ทำออกมาเป็นร้อยกรองก็แนบเนียนเกือบเป็นหนึ่งเดียวดีครับ จะมีสะดุดอยู่บ้างก็นิดหน่อย เช่น สรรพนาม บางทีก็ เจ้า-ข้า บางทีก็ ฉัน-เธอ ฯลฯ ลองดูในเนื้อเพลง “ความจริงหรือความฝัน” ที่พิมพ์ในสูจิบัตรก็จะเห็นครับ ตรงนี้ในการแสดงรอบต่อๆ ไป ถ้าแก้ไขได้ก็คงจะดี
ส่วนตัวชอบภาพพจน์เรื่องการข้ามภพภูมิที่นำเสนอผ่านทาง “เรือ” มากๆ ดูเก๋ไก๋ไฉไล ชวนให้นึกถึงแม่น้ำ Styx ที่กั้นระหว่างโลกมนุษย์กับยมโลกตามเทวตำนานของกรีก กล่าวคือ…เท่าที่จำได้จากที่เคยร่ำเรียนมา…วิญญาณต้องลงเรือที่มีโครงกระดูกเป็นผู้แจวเพื่อข้ามฟากไปยังยมโลก อะไรทำนองนี้ละครับ ที่ว่าเก๋คือ เก๋ด้วยภาพ…วิญญาณนางทองคำพร้อมยมทูตอีกสองนาง นุ่มห่มสไบขาว แสงสีเขียวซีดๆ สาดไปจับได้พอดิบพอดี ประกอบกับท่ากวักมือเรียกในจังหวะเนิบนาบ เท่านี้ก็ชวนยะเยือกเอาง่ายๆ เป็นความเรียบง่ายที่สื่อความได้ครบถ้วน…และอย่างชาญฉลาดเสียด้วย ความเก๋อีกประการในฉาก “เรือแห่งมรณา” คือ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ได้ยลยินแม่นาคมาหลายเวอร์ชั่น ที่ผีตนนี้มีโอกาสได้แสดงเหตุผลของความแกล้วกล้าท้ายมโลก ให้ผู้ชมรับรู้ว่าเพราะอะไรนางถึงไม่ยอมข้ามภพภูมิไปอย่างที่ควรจะเป็น อะไรที่เหนี่ยวรั้งนางไว้ ไม่ใช่แค่คำพูดดาษๆ ที่รับรู้กันมาว่า “ผีตายทั้งกลมน่ะมันเฮี้ยนนะเว้ย!” แต่นางมีอะไรมากกว่านั้น สิ่งใดที่ผลักให้นางพูดว่า “ข้ายังไม่พร้อมจะยอมตาย” ซึ่งเป็น theme หลักแสนเก๋ที่ครอบคลุมละครเรื่องนี้ไว้ ใครที่ยังไม่ได้ชม ขอเชิญให้ไปทัศนาเสียแต่บัดนี้
อีกจุดที่ชอบ คือ เทคนิคพิเศษที่มีแต่พอดี และอย่างชาญฉลาด…อีกแล้ว ไม่ว่าจะฉากเก็บมะเดื่อที่ทำได้แนบเนียน และน่าขนลุก ฉากบ้านแปรสภาพทั้งจากเก่าเป็นใหม่และใหม่เป็นเก่า (ชอบเปลที่ค่อยๆ ขึงตัวเองกับผนัง ดูแล้วยังเชื่อได้ว่าเป็นเปลผ้า ไม่ใช่กระชอนตักลูกน้ำในคูข้างบ้าน) ฉากวิญญาณแม่นาคล่องลอยไปโน่นมานี่ แลดูนุ่มนวล ชวนเชื่อ ทำให้จิตประหวัดนึกไปถึงเจ้าแม่วังบุปผาจาก “เดชเซียวฮื่อยี้” ยิ่งนัก ต่างกันนิดตรงที่เจ้าแม่วังบุปผาไม่ห่มสไบ แต่ใช้ผ้าสารพัดชิ้น หลายเมตร หลายหลา เดี๋ยวพาดไหล่ เดี๋ยวคล้องแขน เดี๋ยวห้อยเอว เวลาเหาะเหินแต่ละทีผ้าพลิ้วปลิวสะบัด แลดูสวยสะยิ่งนัก เสียดายว่าแม่นาคมีสัญชาติเป็นไทย หาไม่แล้วคงได้สำแดงอิทธิฤทธิ์เล่นผ้ายาวเป็นโปเยโปโลเยซัวเถาให้น่าตื่นตายิ่งขึ้นไปอีก ฉากผีเข้าสายหยุดก็เป็นอีกฉากที่ผมชอบมาก คิวปากปุยฝ้ายและเสียงคุณน้ำมนต์ตรงกันเป๊ะๆ ไม่มีหลุด ถ้าจะมีจุดที่อยากแนะนำ ก็เห็นจะเป็นฉากที่แม่นาคนอนตะแคงตาย ตรงนี้อยากให้ส่วนหน้าฟุบลงกับพื้นโดยให้ผมลงมาปรกๆ ไปเลยดีกว่า เพื่อที่ว่าเมื่อเอาหุ่นมาวางแทน หน้าหุ่นก็จะได้ฟุบลงไปด้วย จะได้ซ่อนหน้าหุ่นให้คนดูไม่รู้ว่านั่นคือหุ่น
ฉากทำได้เหมาะสมดี เน้นโทนหม่นๆ ทั้งเรื่อง ตัดกับฉากเพลง “โลกของนาค” ที่เน้นให้สดใสขึ้นด้วยแสงและใบไม้เขียวๆ ซึ่งสอดรับกับ theme ที่ว่า “คนร้ายกว่าผี” ได้ดี คือ โลกมนุษย์มีแต่ความเกลียดชัง ใส่ร้ายป้ายสี จึงมีแต่ความหม่นหมอง ต่างจากโลกเนรมิตของแม่นาคที่สว่างสดใส เพราะเธอตั้งใจจะให้เป็นที่ที่มีแต่ความผาสุข อีกจุดที่ชอบ คือ ต้นไม้ใบโกร๋นๆ ที่อยู่คาบนเวทีอย่างนั้นทั้งเรื่อง ทำได้สวยมากๆ ดูขรึมขลัง เหมาะกับบรรยากาศผีๆ
มาว่ากันที่นักแสดงบ้างครับ
คุณน้ำมนต์ เรื่องร้องคงไม่ต้องพร่ำพูดให้มากความ เสียงไม่มีตกเลยแม้แต่นิดเดียว ร้องสูงแค่ไหนก็ลอยพลิ้วได้อย่างสบายบรื๋อ หน้าตาเธอมิเห็นเหยเกบอกความทุกข์ทรมานในการเค้นเสียงแต่อย่างใด ราวกับว่าเสียงเธอผุดออกมาจากรูขุมขนดังเม็ดเหงื่อได้ฉะนั้น ช่างน่าริษยาเป็นที่ยิ่ง จะตินิดก็เรื่องอารมณ์เพลง บางจุดดูเธอจะเข้าไม่ถึงเนื้อความหรืออย่างไรก็ไม่ทราบได้ อาทิ เมื่อแม่นาคทราบข่าวว่านางทองคำตายแล้ว ลูกที่รักและคิดถึงแม่ขนาดนั้นควรจะถึงขั้นฟูมฟายเลยทีเดียว ยิ่งตนกำลังตกฐานะแม่ท้องแก่อย่างนั้น ก็ยิ่งน่าจะสะทกสะท้อน รู้ซึ้งถึงความรักของแม่ที่มีต่อลูกอย่างตน พอๆ กับที่ตนก็รักลูกในครรภ์อย่างสุดหัวใจเช่นกัน แต่เท่าที่ดูในฉากนี้ แม่นาคสลดด้วยการทำหน้ามู่ทู่อยู่เพียงครู่เดียว ราวกับว่าคนตายมิใช่แม่ แต่เป็นยายป้าฟากขะนู้นที่ซี้แหง แต่ในฉากอื่นๆ คุณน้ำมนต์ก็แสดงได้โอเคครับ องก์หลังๆ ดูเธอจะอินกว่าองก์แรก เรียกว่าการแสดงยังไม่น่าเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อบวกลบคูณหารกับเสียงร้องที่กล้าพนันเลยว่าชั่วโมงนี้ไม่มีใครเทียบเธอได้ ก็ต้องสะบัดแขนเสื้อซ้ายขวาให้ดังพรึ่บพั่บ คุกเข่าลงข้างหนึ่ง ชันเข่าอีกข้าง ก้มหน้า สองแขนยกขึ้นขนานกับพื้น มือข้างหนึ่งกำ อีกข้างแบ เอามาประสานกัน แล้วกล่าวออกมาด้วยเสียงอันดังว่า “ข้าน้อยขอคารวะ!”
คุณน็อต รอบที่ผมไปดู เสียงไม่แหบพร่าจนจับคำไม่ได้ แม้ร้องไม่ดี แต่ต้องบอกว่าเขาสื่ออารมณ์ได้ดีมาก อาจจะด้วยความเป็นนักแสดงอยู่แล้ว ประกอบกับรูปลักษณ์ และท่าทางที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่เกร็งตัวเกร็งแขนเป็นคนค่อมแห่งนอเทรอดามอย่างพ่อมากของอีกค่าย จึงเป็นตัวละครพ่อมากที่น่าเชื่อสำหรับผม ในส่วนของการร้องโดยเฉพาะเมื่อร้องไลน์ประสานคู่กับแม่นาค ก็ต้องบอกว่าคุณน็อตทำได้ดีเกินคาด ร้องได้ตรงโน้ต ไม่เพี้ยนเบี้ยวบิดผิดทางชวนลุ้นระทึกอย่างเวลาร้อง “ฟ้าเป็นพยาน” เมื่อครั้งไปออกรายการทีวีที่มีคลิปให้ดูกันมาก่อนหน้านี้
คุณมณีนุช คุณนรินทร คุณรัดเกล้า ผมไม่ติดใจอะไรครับ ร้องและแสดงได้ดีพอๆ กัน สมความคาดหมาย
แต่คนที่เหนือความคาดหมาย คือ ปุยฝ้าย เธอแสดงได้ดีมาก เสียงก็ดีกว่าวันแถลงข่าวจม ร้องชัดถ้อยชัดคำ โน้ตสูงอาจมีแกว่งไกวบ้าง แต่ก็เพียงเล็กน้อย เข้าใจว่าเพลง “มาก นาค และสาย” หลังจากวันแถลงข่าวที่ร้องในคีย์สูงเสียดฟ้าเกินเรนจ์เสียงของเธอ คงได้มีการปรับคีย์ลง เพราะที่ได้ชมเมื่อวานเธอร้องเสียงแน่นขึ้นมาก ไม่ตะแง้วเป็นแมวร้องหาคู่บนหลังคาบ้าน ที่น่าชมคือ เธอร้องสื่ออารมณ์ได้ดีเหลือเกิน ฉากสายหยุดต้องยาพิษตายถึงกับทำผมน้ำตาร่วง แค่เนื้อความง่ายๆ ประมาณว่า “…พี่พาข้าไปขี่ควายกลางทุ่ง…(บลาบลาบลา)…เก็บผักบุ้ง…” ก็กินใจจนห้ามน้ำตาไว้ไม่อยู่ ไพล่นึกไปถึงฉากเพลง A Little Fall of Rain จาก Les Miserables โดยไม่ได้ตั้งใจ
อีกคนที่ประทับใจมาก คือ คุณศรัณย์ ทองปาน รายนี้ผมชอบมาตั้งแต่ไปดู Man of La Mancha แล้ว เสียงoperatic ได้ใจ มั่นใจเลยว่าเขาต้องเทรนเสียงมาทาง classical มานมนาน เสียงแบบนี้ไม่ใช่หาได้ง่ายๆ ในประเทศนี้
สำหรับดนตรีในเรื่องนี้ ผมชอบน้อยกว่าคู่กรรม จะพูดยังไงดีล่ะ คือ ดูแม่นาคจบแล้ว ไม่มีทำนอง theme อะไรติดหัวออกมาเลย ทั้งๆ ที่ควรจะมี อาทิ คุณจะสามารถฮัมทำนองเพลง On My Own ได้เมื่อชม Les Miserables จบ เพราะทำนองเพลงนี้แทรกอยู่ในหลายบทหลายตอนของเรื่อง เช่น ในเพลง Come To Me (Fantine’s Death) หรือEpilogue และยังมีที่อื่นๆ อีก ในกรณีแม่นาคนี้ จะพูดว่าไม่มีการเอาทำนองมาใช้ซ้ำก็ไม่ถูก เพราะในเรื่องก็มีอยู่ แต่ผมรู้สึกว่าทำนองเหล่านั้นมันไม่โดดเด่นและน่าจดจำพอจะแทรกตัวเข้าไปในก้อนสมองได้ ส่วนตัวผมคิดว่า…ถ้าคาดเดาผิดไปและทีมงานเผอิญมาอ่านเข้า รบกวนช่วยมาแถลงข้อข้องใจด้วยครับ…น่าจะเกิดจากว่าดนตรีเรื่องนี้เป็นการแต่งไปครอบบท (คำร้อง) ที่คุณดารกาทำไว้เสร็จสมบูรณ์แล้ว กล่าวคือ คำไทยแต่ละคำมีเสียงวรรณยุกต์กำกับอยู่แล้ว ผู้ประพันธ์ทำนองไม่สามารถใส่โน้ตสูงต่ำลงไปได้อย่างที่ใจอยากให้เป็นทั้งหมด อยากใส่แบบนี้เพราะว่าไพเราะกว่า แต่ก็ใส่ไม่ได้เพราะเสียงวรรณยุกต์ของคำไม่เอื้อ เลยต้องเลี่ยงไปใช้โน้ตอื่นที่เข้ากับคำแทน แต่ก็ทำให้ลดทอนความไพเราะจับใจลง ฯลฯ พูดง่ายๆ คือ ดนตรีเป็นฝ่ายตามเสียงวรรณยุกต์ของคำที่แต่งไว้อยู่แล้วนั่นเอง ตรงนี้เป็นข้อดีในแง่ของบทและภาษา คือ สามารถใส่ถ้อยคำให้ลุ่มลึก ฉลาดเฉลียว กินใจ ได้เท่าที่ผู้เขียนบทนึกอยากให้เป็น เพราะถึงยังไงทำนองก็ค่อยมาแต่งตามหลังอยู่แล้ว แต่ข้อด้อยของการทำแบบนี้ คือ ไม่สามารถสร้างทำนองเพลงที่ไพเราะจับใจให้น่าจดจำได้เสมอไป อันที่จริงผมก็ค่อนข้างมั่นใจละครับว่า คุณดารกาย่อมจะต้องปรับเปลี่ยนคำที่เธอเขียนไว้แล้วให้ลงกับทำนองที่ได้รับมาในภายหลังเพื่อไม่ให้เกิดอาการเหน่อ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ทำนองที่แต่งมาจะเข้ากันได้กับบทร้อยเปอร์เซ็นต์ เพียงแต่ว่าถึงยังไงก็ตาม ทำนองที่ไม่ได้แต่งขึ้นโดยอิสระตั้งแต่แรกเริ่ม ย่อมจะหนีอุปสรรคในการสร้างความไพเราะน่าจดจำไปไม่พ้น ที่ถูกแล้วผมมองว่าทำนองนั้นควรแต่งขึ้นมาโดยไม่อิงกับคำที่มีอยู่ จะได้แต่งให้สวยขนาดไหนก็ทำได้ เมื่อทำนองหลายต่อหลายทำนอง (ที่ใช้ในวาระต่างๆ กัน เช่น ทำนองนี้ใช้กับความรักของพระ-นาง ทำนองนั้นใช้กับการโต้เถียง ทำนองนู้นใช้กับการลาจาก ฯลฯ) แต่งเสร็จแล้ว ผู้เขียนคำร้องค่อยมาจับคำยัดใส่ลงไป โดยพยายามไม่ไปแตะต้องทำนองเหล่านั้น หรือถ้าจำเป็นก็ให้น้อยที่สุด แน่นอนว่างานหนักจะไปตกที่ผู้เขียนบทอีกครั้ง คือ ที่แต่งมาแล้วเสียดิบดี เอาเข้าจริงก็ต้องมาปรับให้ลงทำนองอีก แม้บางครั้งอาจจะไม่ใช่แค่ปรับนิดหน่อย แต่เป็นการโละแล้วเขียนใหม่ ก็สมควรจะทำ เพื่อให้ได้บทที่ดีพอๆ กับทำนองที่กินใจ ผมเชื่อว่าฝีมือชั้นครูอย่างคุณดารกา เรื่องนี้ไม่เหลือบ่ากว่าแรงเธอแน่นอน
อีกจุดที่แต่แรกคาดว่าคงนึกไปเองคนเดียว แต่หลังจากที่ได้ตบตีถกเถียงกับคณะผู้ร่วมชมแล้วเมื่อคืนวาน ก็เห็นพ้องต้องกันว่าระยะเวลาการแสดงของละครออกจะเนิ่นนานเกินไปสักหน่อย มีหลายส่วนที่ตัดทอนให้สั้นและกระชับขึ้นได้ เช่น ฉากป้าแก่จมน้ำซึ่งก็ทำได้เก๋ดี แต่เห็นว่าถ้าตัดออก เรื่องก็ไม่เสีย เพียงแค่เรือล่ม แล้วตัดมาที่ชาวบ้านคุยกันแซดว่าป้าแก่จมน้ำตายเพราะผีแม่นาคก็น่าจะเพียงพอแล้ว ฉากสัปเหร่อออกบวชก็น่าจะตัดออกได้เช่นกัน แล้วค่อยมาเปิดตัวหลวงตาโดยให้เดินเข้ามารับบิณฑบาตกับชาวบ้านที่กำลังโจษขานเรื่องป้าแก่จมน้ำ ก็น่าจะกระชับขึ้นได้อีกนิดหนึ่ง ยังมีอีกหลายจุดแต่ให้นึกตอนนี้ก็นึกไม่ออก คงต้องกลับไปดูเก็บรายละเอียดอีกรอบ
นอกจากนั้น ผมรู้สึกว่าบทของแม่เหมือนออกจะเยอะเกินไปสักนิด ทำให้ส่วนของแม่นาคและพ่อมาก…ซึ่งพอเหมาะพอดีแล้ว…ถูกกลืนหายไปนิดหน่อย
เข้าใจว่าฉากจบต้องการสรุปให้เห็นว่าคนต่างหากที่ลือกันไปเอง ใส่ร้ายป้ายสีผีสารพัด ก็เป็นข้อสรุปที่ดีครับ แต่ต้องยอมรับว่าทำให้อารมณ์สะดุดเหมือนกัน ส่วนตัวแล้วชอบที่จะให้จบที่ฉากสะพานไม้มากกว่า เพราะดูลงตัวทุกอย่าง น่าประทับใจ แต่อาจจะขาดเรื่องข้อสรุปที่ว่าคนร้ายกว่าผี ก็ยังนึกไม่ออกเหมือนกันครับว่าถ้าตัวเองเป็นคนทำเรื่องนี้จะให้จบยังไงเพื่อความสมบูรณ์ทุกๆ ด้าน…คิดๆๆ
มีข้อสงสัยครับ
- สรุปสัปเหร่อไม่ต้องไปเกณฑ์ทหารหรือ? เห็นตอนหลวงออกหมายเรียก สัปเหร่อเด๋อยังทำท่ากวนบาทาว่าจะไม่ไป แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตะคอก พูดเป็นทำนองว่าไม่มีสิทธิ์บ่ายเบี่ยง เลยเข้าใจว่าสัปเหร่อก็ต้องไปรบด้วย แต่ตอนแม่นาคตาย สัปเหร่อเด๋อก็ยังทำศพให้อยู่เลยนี่นา สรุปว่าได้รับการยกเว้นหรือ?
- ไพร่ผู้ชายทั้งหมดถูกเกณฑ์ไปรบหรือเปล่า? เพราะเห็นตอนสายหยุดเริ่มบ้า ซึ่งตอนนั้นพ่อมากก็ยังไม่กลับจากรบ ซึ่งก็น่าจะแปลว่าชาวบ้านเพศชายคนอื่นๆ ก็ยังไม่น่าจะกลับ (หรือเปล่า?) มีผู้ชายสองคนกับผู้หญิงอีกคนขึ้นไปบนเรือนเพื่อช่วยกันจับสายหยุด ผู้ชายสองคนนี้ไม่ต้องไปเกณฑ์ทหารด้วยหรือ?
- พ่อมากอ่านหนังสือออกไหม? เห็นตอนกำลังลาไปรบ แม่นาคบอกกับสามีว่า “ข้าจะรอจดหมายจากพี่” ซึ่งก็แปลว่าพ่อมากน่าจะอ่านออกเขียนได้ แต่ฉากที่พ่อมากเห็นเมียกำลังเขียนจดหมายไปหานางทองคำ พ่อมากถามเมียว่า“เขียนว่าอะไรบ้าง?” ซึ่งตีความได้สองอย่าง คือ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เลยถามเมียว่าเขียนอะไรในจดหมาย หรือไม่งั้นพ่อมากก็อ่านออก เขียนได้ แต่รักษามารยาท ไม่สอดแม้จะเป็นจดหมายของเมีย แต่เท่าที่ดูจากฐานะและชนชั้นแล้ว พ่อมาก…ชาวบ้านทุ่งพระโขนง…ออกจะบ้านนอกคอกนาเอามากๆ ในยุคนั้น…ก็ไม่น่าจะรู้หนังสือนี่นา หรือว่าเพราะเป็นผู้ชาย เลยได้บวชเรียน ตรงนี้ก็เหลือจะรู้ได้…
- ฉากในฝันของพ่อมาก ที่พวกชาวบ้านพากันบอกว่าแม่นาคเป็นผี พอบอกเสร็จก็ผุดลุกผุดนั่งเกลือกกลิ้งอยู่หน้าเวทีด้วยลีลาคอนเท็มฯ ดูแปลกๆ พิกล เผอิญว่าฉากนั้นผมเองก็หลุดๆ ไปด้วย สมาธิแตกซ่าน สารภาพเลยว่าตอนนั้นนึกว่าไม่ใช่ความฝัน ยังนึกค่อนด้วยซ้ำว่าชาวบ้านทุ่งพระโขนงจะมาโชว์ลีลาแจ็สแดนซ์ให้มันได้อะไรขึ้นมา เพิ่งมีคนบอกว่านั่นเป็นฉากความฝัน เลยคิดว่าน่าจะสาดแสงอะไรบางอย่างไปที่ชาวบ้านอีตอนวาดลวดลายลีลา อาจเป็นแสงสีแดง หรือม่วง หรืออะไรก็ตามแต่ ส่องขึ้นจากด้านล่าง เวลากระทบที่หน้าคนจะได้รู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องจริง จะพ่นดรายไอซ์ด้วยก็ไม่ผิดกติกา
สรุปว่า จะกลับไปดูอีกครั้ง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าดรีมบอกซ์จะนำแม่นาคกลับมาทำ revival อีกสักครั้งสองครั้ง ให้คนที่ไม่มีเวลาในตอนนี้ หรือยังคิดไม่ตกตอนนี้ หรือยังหลงเวียนวนอยู่ภพอื่นนึกว่าดรีมบอกซ์เป็นคณะละครหลังเขาที่เพิ่งถือกำเนิดได้ไม่นาน ได้มีโอกาสชมการแสดงที่สมบูรณ์แบบ อวดใครๆ ได้อย่างภาคภูมิ
ที่มา: http://www.pantip.com/cafe/chalermkrung/topic/C8049767/C8049767.html





Recent Comments