แม่นาคพระโขนง เดอะมิวสิคัล : ละครเพลงในวัฒนธรรมประชานิยม สไตล์ บอย ถกลเกียรติ

ความฝันอย่างหนึ่งของคนรักละครเวทีก็คือการได้บอกใครต่อใครได้ว่า เราทำละครเวทีเป็นอาชีพ…หลังการแสดงละครเวทีเรื่องล่าสุด รอบหนึ่ง คุณบอย ถกลเกียรติ วีรวรรณ  ก็ประกาศออกไมโครโฟน ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น ความจริงใจ และแฝงไปด้วยความภาคภูมิใจว่า..เขาทำได้แล้ว ! ผมเองไม่ค่อยมีโอกาสไปชมละครค่ายซีเนริโอของคุณบอย มากนัก จำได้ว่าดูเพียงไม่กี่เรื่อง แต่ในบรรดาไม่กี่เรื่องนั้น เรื่องที่ประทับใจมากที่สุดคือบัลลังก์เมฆ ที่กลับมาเล่นครั้งที่ 2 ตั้งแต่สมัยเล่นที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยโน้น  ครั้นคุณบอยมาเปิดโรงละครรัชดาลัยก็ตามมาดูบ้าง แต่ก็ยังไม่มีละครเรื่องไหนของค่ายนี้ที่ทำให้ผมประทับใจได้มากเท่า  กอปรกับผมเองก็เริ่มสนใจผลงานของกลุ่มละครนอกกระแสที่มีความสด แปลกใหม่  เน้นกลวิธีการเล่าเรื่องอย่างมีชั้นเชิงและสร้างสรรค์ มากขึ้นด้วย…ผมก็ยิ่งห่างไกลจากละครค่ายรัชดาลัยมากไปทุกทีแต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม  ทั้งประเด็นความร้อนของแม่นาคที่ถูกค่ายละครเวทีปลุกให้ลุกมาโลดแล่นทีเดียวถึง 3 ค่าย  ในเวลาไล่เลี่ยกัน   หรือเพราะความผูกพันเกี่ยวกับตำนานแม่นาคกับคนไทย  หรือเพราะมนต์สะกดจากกระแสโปรโมทของค่ายนี้ที่โปรโมทชนิดที่หันไปทางไหนก็ต้องเจอนัทกับอาร์  ฯลฯ  ผมก็ได้กลับมานั่งชมละครค่ายนี้อีกครั้งกับผลงานเรื่องล่าสุด แม่นาคพระโขนง เดอะมิสิคัล จนได้ แม่นาคพระโขนงเวอร์ชั่นนี้ ผมรู้สึกว่า ไม่เพียงแต่เก็บรายละเอียด และ “ฉากจำ” ต่าง ๆ เกี่ยวกับ หนัง หรือ ละคร เกี่ยวกับแม่นาคเท่านั้น แต่ยังเก็บรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับ “จุดจำ” ของหนังผีไทยก่อนยุค “นางนาก” ของนนทรีย์  นิมิตรบุตร ที่มักจะมีส่วนผสมระหว่างความน่ากลัวและความตลกอยู่ในเรื่องเดียวกัน   ดังนั้น แม่นาคในเวอร์ชั่นนี้จึงยังคงเป็นผู้หญิงผมยาว ห่มสไบเฉียง  พูดเสียงยานคราง….พ่อมากจึงต้องมีฉากอวดรูปร่างของชายชาตรี…มีตลกที่กลัวผีเป็นชีวิตจิตใจ มีตุ่มให้พวกเขาลงไปหนีแม่นาค  มีตัวอิจฉาที่ไม่รู้ว่าทำไมต้องอิจฉาหรือรังเกียจแม่นาคขนานนั้น

จุดนี้นับเป็นดาบสองคม ด้านหนึ่งคือได้ใจแฟน ๆ แม่นาคกลุ่มเก่าที่ต้องการมาดูว่าแล้วคุณบอยจะนำฉากที่น่าจะทำได้เฉพาะบนจอภาพยนตร์หรือจอโทรทัศน์มานำเสนออย่างไรบนเวที แต่อีกมุมหนึ่งก็ทำให้คุณบอยต้องเก็บให้หมด แล้วจึงมาผูกเส้นเรื่องทีหลังเพื่อเชื่อมโยงสิ่งที่ต้องการนำเสนอบนเวทีเหล่านั้น ซึ่งจุดนี้เอง บทละครแม่นาคครั้งนี้จึงดูสนุกเป็นฉาก ๆ  มีโน้นนิดนี่หน่อย แต่ความเป็นเหตุเป็นผล ความแข็งแรงของเส้นเรื่อง กลับอ่อนยวบ  (ความจริงถ้าละครจะเลือกว่าให้คนดูตามตัวละครตัวไหน ก็อาจจะช่วยให้เรื่องแข็งแรงขึ้นได้อีก)

นัท  มีเรีย เบนเนเดเตี้ ในบทแม่นาค แสดงให้เห็นว่าเธอมีพัฒนาการอย่างน่าสนใจ ในฐานะนักแสดงละครเพลง  เสียงร้องของเธอชัดถ้อยและหมายความตามที่ตัวละครต้องการ  การใช้ร่างกายของเธอบนเวทีก็ดูมีการจัดระเบียบได้ดี  เสียดายแค่ตัวเลือกทางการแสดงของเธอที่มันไม่มีอะไรใหม่และยังขาดความเป็นตัวของตัวเองไปนิด  ในขณะที่อาร์    อาณัตพล  ศิริชุมแสง กับบทบาทพระเอกละครเพลงครั้งแรก ในบทพ่อมาก ก็ทำหน้าที่ของตัวเองใช้ได้ พัฒนาการซิกแพคดูออกจะโดดเด่นมากกว่าพัฒนาการด้านการแสดงที่ดูตั้งใจมากไปในบางฉาก เรียกว่ามีพลังแต่ยังควบคุมไม่ค่อยได้   น่าจะเพิ่มเสน่ห์ของตัวเองลงไปได้อีก   นักแสดงคนอื่นๆ ก็ทำหน้าที่ของตนเองได้ดีน่าชมเชย  เช่น ธงธง มกจ๊ก อู๊ด เป็นต่อ ในบทตลกก็ไปสุดทางที่ได้รับมอบหมาย  สุดา ชื่นบ้าน ที่มีหน้าที่รังเกียจแม่นาค เธอก็รังเกียจจนนาทีสุดท้าย รวมทั้งปนัดดา เรืองวุฒิ  ภคชนก์ โวอ่อนศรี หรือ ติ๊ก ชีโร่ (คนนี้เสียงร้องชนะเลิศมาก ๆ ) และเหล่าหมู่มวลมากพลัง การที่คุณบอย  สร้างละครเพลงมาอย่างต่อเนื่อง  ทำให้คุณบอย เจอ “ทาง” ของตนเอง   จากผลงานเท่าที่ผมได้ชม ราวกับคุณบอยจะบอกเป็นนัย ๆ ว่า คุณบอยเลือกแล้วว่าใครคือผู้ชมกลุ่มเป้าหมาย  หากเดาไม่ผิดคุณบอยเลือกผู้ชมที่ดูละครโทรทัศน์ หรือกลุ่มผู้ที่อ่านนวนิยาย และกลุ่มแฟนคลับของนักร้อง-นักแสดงที่คุณบอยเลือกนำมาแสดง  ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นกลุ่มผู้ชมมหรสพส่วนใหญ่ในประเทศนี้

ผู้ชมกลุ่มนี้ไม่ได้มาชมละครเพราะต้องการชื่นชมกับศิลปะการเล่าเรื่องที่เลิศเลอ เต็มไปด้วยชั้นเชิงทางวรรณกรรม ไม่ต้องการมาเสพ “สาร” จากละครที่ลึกซึ้ง ซับซ้อน กระตุ้นปัญญา แต่เขามาเพื่อเสพความบังเทิงใจ สำเริงอารมณ์เป็นสำคัญ  ซึ่งลักษณะเช่นนี้นับเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมการชมมหรสพของคนไทยที่สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน เช่น การชมลิเก  การชมหมอลำ หรือแม้แต่ละครโทรททัศน์  เป็นต้นบทละครของละครเวทีค่ายซีเนริโอ ไม่ค่อยเล่าเรื่องอย่างซับซ้อน  เริ่มต้นและสิ้นสุดแบบฉากต่อฉาก  เน้นการสร้างนาฏการที่เร้าอารมณ์ เรียกน้ำตา และเสียงหัวเราะอย่างไม่ลังเล ไม่มีสัญลักษณ์ลึกซึ้งอะไรให้ผู้ชมต้องนำกลับไปคิดต่อที่บ้าน เพราะละครคุณบอยมักจะ “บอกหมด”  “ตีความ” ให้เสร็จจบในตัว   จุดเด่นที่สุดของละครค่ายนี้คือโปรดัคชั่นดีไซน์ ฉาก แสง สี เสียง อลังการและมักมีเซอร์ไพรส์มาเล่นกับผู้ชมเสมอ  โดยเฉพาะเทคนิคการออกแบบฉาก   ในส่วนของเพลงก็มักการใช้เพลงที่เล่าด้วยไวยากรณ์เพลงป๊อปทั่วไป  ไม่ว่าละครจะกล่าวถึงยุคไหน สถานที่แบบใดก็ตาม แต่จะมีจุดที่ทำให้ต่างจากเพลงป๊อปทั่วไปสักหน่อย ก็คือฉากร้องเพลงปะทะกันของตัวละครเป็นคู่ ๆ  รวมทั้งการออกแบบท่าเต้นและการเคลื่อนไหวที่ดูเป็นโชว์ประกอบละครเพื่อมาผ่อนคลายอารมณ์ของเรื่องหรือมานำเข้ามาสร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ผู้ชม

เราอาจเรียกละครเพลงแบบคุณบอยได้ว่าเป็นละครมิวสิคัลในกระแสวัฒนธรรมประชานิยม (Popular Culture)  ซึ่งงานลักษณะนี้มักเน้นการสร้างผลงานเพื่อความบันเทิงเป็นสำคัญ ลดระดับเชิงชั้นทางศิลปะอันสูงส่งลงมาเพื่อให้เข้าถึงผู้ชมมหาชนได้ง่ายขึ้น  จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมผลงานละครเพลงของคุณบอยจึงประสบความสำเร็จในด้านจำนวนผู้ชมเสมอ…. หากมองจากกรอบความคิดนี้ ก็ต้องบอกว่าคุณบอย มีแนวทางชัดเจน ต้องการสร้างงานที่เน้นความบันเทิงเป็นหลัก และพาแม่นาคไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ ไม่มีแกว่ง…แต่ปัญหาของคนที่หาสไตล์หรือลายเซ็นของตัวเองเจอแล้ว ในการทำงานไปเรื่อย ๆ ก็คือ ยิ่งทำยิ่งซ้ำงานเดิมที่เคยทำมา…ผู้ชมที่ติดตามงานจะเริ่มจับทางได้  และเริ่มเรียกร้องหาความสดใหม่…ซึ่งเป็นโจทย์ใหม่ที่คุณบอยต้องแก้ให้ได้

บางทีความสดใหม่อาจไม่ใช่ความใหม่ทางเทคนิคเสมอไป การกลับมาเล่นกับความใหม่ใน “ตัวบท”  ดูบ้าง  เปลี่ยนตัวเลือกในการเล่าเรื่องดูบ้าง  ก็อาจสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ชมได้มากขึ้นถึงตอนนี้ คุณบอยพูดได้เต็มที่แล้วว่าทำละครเวทีเป็นอาชีพ  คงไม่มากเกินไปที่จะฝากความหวังไว้ที่คุณบอยให้ช่วยสานความฝันของคนรักละครเวทีในเมืองไทยเพิ่มอีกนิดได้ไหมครับ  ว่า “สักวันเราจะทำละครเวทีที่เน้นทั้งความบันเทิงและความงดงามทางศิลปะควบคู่กันไป  และเราจะค่อย ๆ พัฒนาผู้ชมของเราไปอีกขั้นหนึ่งพร้อม ๆ กัน”

(ที่มา : อภิรักษ์  ชัยปัญหา นิตยสาร madam Figaro ฉบับ เดือน กรกฎาคม  2552)

Powered by Free Wordpress Themes